# Services such as business registration > Greenpro KSP ## Posts ### ความผิดพลาดทางบัญชีที่พบบ่อยช่วงตรวจสอบสิ้นปี ความผิดพลาดทางบัญชีที่มักเจอตอนตรวจสอบสิ้นปี การตรวจสอบบัญชีสิ้นปี เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกบริษัทต้องทำและต้องยื่นงบการเงินต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ กรมสรรพากร การตรวจสอบบัญชีจึงไม่ใช่แค่เพื่อให้ผู้สอบบัญชีลงนาม แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยยืนยันความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน แต่บ่อยครั้งในการตรวจสอบสิ้นปี ผู้สอบบัญชีมักพบ “ความผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งหากไม่แก้ไข อาจส่งผลให้ งบการเงินไม่สะท้อนความจริง เสี่ยงต่อการเสียภาษีเพิ่มหรือถูกปรับ ขาดความน่าเชื่อถือกับผู้ลงทุนและคู่ค้า 1. ความผิดพลาดด้านรายได้  1.1 การบันทึกรายได้ก่อนเกิดขึ้นจริง ปัญหาที่พบบ่อยคือบริษัทบันทึกรายได้ในเดือนธันวาคม ทั้งที่ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบถ้วน ขัดกับรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ที่กำหนดว่า ต้องรับรู้เมื่อ “ควบคุม” สินค้าหรือบริการโอนให้ลูกค้าแล้ว ตัวอย่าง: บริษัทขายเครื่องจักร 1 ล้านบาท วันที่ 28 ธันวาคม แต่ยังไม่ส่งของให้ลูกค้า : แต่บันทึกรายได้ทันที จึงทำให้ยอดขายสูงเกินจริง 1.2 การไม่บันทึกรายได้ค้างรับ กิจการที่ทำสัญญาบริการรายเดือนมักลืมตั้งลูกหนี้ค้างรับ ส่งผลให้รายได้ต่ำกว่าความจริง และกำไรลดลง 2. ความผิดพลาดด้านค่าใช้จ่าย  2.1 การไม่บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) เช่น ค่าไฟเดือนธันวาคมที่ได้รับบิลเดือนมกราคม : มักถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของปีถัดไป ทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง และกำไรสูงเกินไป 2.2 การบันทึกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไม่ครบถ้วน ค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้า 6 เดือน แต่ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนที่จ่าย : ไม่ตรงกับหลักบัญชีที่กำหนดให้ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีเดียวกันกับรายได้ที่เกิดจากค่าใช้จ่ายนั้นๆ   ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงไปและกำไรต่ำไป  2.3 ค่าใช้จ่ายส่วนตัวปะปนกับค่าใช้จ่ายบริษัท สิ่งที่เจอบ่อยในธุรกิจ SME ที่เจ้าของใช้บัตรเครดิตบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว : สร้างความสับสนของงบ และเสี่ยงต่อการถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง 3. ความผิดพลาดด้านสินค้าคงเหลือ  3.1 การนับสต๊อกไม่ตรงกับของจริง พบในบริษัทที่ไม่มีระบบ ERP หรือการควบคุมภายในไม่มีประสิทธิภาพ เช่น สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือค้างสต๊อก แต่ไม่ได้ปรับปรุงบัญชี 3.2 การประเมินมูลค่าไม่ถูกต้อง ไม่ทำการปรับปรุง “สินค้าล้าสมัย / เสื่อมคุณภาพ” สินค้าคงเหลือ ไม่ได้บันทึกมูลค่าตาม “ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ที่ต่ำกว่า” 4. ความผิดพลาดด้านสินทรัพย์ถาวร  4.1 การไม่บันทึกค่าเสื่อมราคา บริษัทซื้ออุปกรณ์ใหม่ แต่ลืมบันทึกบัญชี ทำให้สินทรัพย์ต่ำไปและกำไรสูงเกินจริง 4.2 การบันทึกค่าใช้จ่ายลงทุนผิดบัญชี เช่น ซื้อเครื่องจักร 2 ล้านบาท แต่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที : ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงผิดปกติ และสินทรัพย์ต่ำกว่าความจริง 4.3 การไม่ตรวจสอบสินทรัพย์สูญหาย กิจการที่ไม่มีระบบตรวจนับทรัพย์สิน :อาจทำให้รายการทรัพย์สินในบัญชีมากกว่า/น้อยกว่าของจริง 5. ความผิดพลาดด้านลูกหนี้และเจ้าหนี้ 5.1 การไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ  ลูกหนี้ค้างนานหลายปี แต่ยังบันทึกเต็มจำนวน ขัดกับทางการเงินที่กำหนดให้ตั้งค่าเผื่อหนี้สินสงสัยจะสูญ จึงทำให้ลูกหนี้แสดงมูลค่าสูงเกินไป 5.2 การบันทึกเจ้าหนี้ไม่ครบถ้วน กิจการอาจยังไม่ได้บันทึกเจ้าหนี้ค้างจ่าย เช่น บริการที่รับแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ ทำให้หนี้สินต่ำกว่าความเป็นจริง 6. ความผิดพลาดด้านภาษี 6.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยื่นภาษีขายให้ตรงเดือน นำ VAT ของค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องธุรกิจมาขอคืน 6.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเวลาใช้บริการผู้รับเหมา/ฟรีแลนซ์ : เสี่ยงถูกปรับและต้องรับภาระภาษีเอง 6.3 ภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ได้ยื่นภาษีเงินได้รอบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) หรือยื่นต่ำเกินไป 7. ความผิดพลาดจากการใช้ระบบบัญชี ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีแต่ไม่ปิดงบการเงิน / ปิดไม่ได้ ไม่ปรับปรุงเอกสารค้างรับ–ค้างจ่ายในระบบ บันทึกข้อมูลซ้ำเพราะไม่มีการตรวจสอบ 8. ปัญหาการควบคุมภายใน  ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ : คนเดียวทำทั้งบันทึกและอนุมัติ ไม่มีการกระทบยอด : บัญชีธนาคารกับบัญชีแยกประเภท เก็บเอกสารไม่ครบ : ทำให้ผู้สอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานได้ 9. กรณีศึกษาที่ผู้สอบบัญชีมักพบ บริษัทค้าปลีก : นับสต๊อกไม่ตรง ทำให้กำไรขั้นต้นคลาดเคลื่อน บริษัทบริการ : ไม่ตั้งรายได้ค้างรับ ทำให้กำไรสุทธิไม่ถูกต้อง บริษัท SME : บันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวปะปนกับบริษัท เสียสิทธิ์นำค่าใช้จ่ายมาหักรายได้ 10. แนวทางป้องกันและแก้ไข จัดทำ Closing Checklist สำหรับสิ้นปี มีการทบทวน การตัดยอด ทั้งรายได้และค่าใช้จ่าย กระทบยอดทุกบัญชี (Bank, AR, AP, Inventory) ใช้มาตรฐานบัญชีที่ถูกต้อง เตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับผู้สอบบัญชี เช่น ใบแจ้งหนี้, สัญญา, หลักฐานจ่ายเงิน ฯลฯ จัดอบรมทีมบัญชีเรื่องข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สรุป ความผิดพลาดทางบัญชีที่มักเจอตอนตรวจสอบสิ้นปี มักเกิดจากการ บันทึกไม่ครบถ้วน, ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี, หรือไม่มีการควบคุมภายใน ซึ่งอาจทำให้งบการเงินไม่สะท้อนความเป็นจริง และเสี่ยงปัญหาภาษีตามมา ดังนั้น ผู้ประกอบการและนักบัญชีควรให้ความสำคัญกับการปิดบัญชีอย่างถูกต้อง ทบทวนรายได้–ค่าใช้จ่าย การตั้งค่าเผื่อ การบันทึกสินค้าคงเหลือ และการจัดทำภาษีอย่างรอบคอบ เพื่อให้งบการเงินที่ออกมาโปร่งใสและเชื่อถือได้ ### ถ้าใช้บ้านหรือที่ดินเป็นสถานประกอบการโดยไม่คิดค่าเช่าจะมีผลอะไรไหม? ถ้าใช้บ้านหรือที่ดินเป็นสถานประกอบการโดยไม่คิดค่าเช่าจะมีผลอะไรไหม? การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจครอบครัว มักใช้บ้านของตนเองหรือที่ดินของครอบครัวเป็นที่ตั้งสำนักงาน โรงงาน หรือโกดังสินค้า โดยไม่คิดค่าเช่า เพื่อประหยัดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มแรก คำถามที่ตามมาคือ “ถ้าใช้บ้านหรือที่ดินเป็นสถานประกอบการโดยไม่คิดค่าเช่า จะมีผลทางกฎหมายและภาษีอย่างไร?”  บทความนี้จะอธิบายให้ละเอียดทั้งในมุมของบริษัท ห้างหุ้นส่วน และเจ้าของที่ดิน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และข้อควรระวัง สถานประกอบการ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โกดังสินค้า โรงงาน ร้านค้า แม้จะไม่ได้เช่าหรือซื้อ แต่หากใช้เป็นที่ทำการของบริษัทก็ถือว่าเป็น “สถานประกอบการ” ที่ต้องแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีใช้บ้านหรือที่ดินโดยไม่คิดค่าเช่า 1. ใช้บ้านของกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเป็นที่ทำการบริษัท ไม่ทำสัญญาเช่า ไม่คิดค่าเช่า จดทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งบริษัท 2. ใช้ที่ดินของครอบครัวเป็นสถานประกอบการ เช่น พ่อแม่ยกให้ลูกใช้พื้นที่เปิดร้าน แต่ไม่เก็บค่าเช่า 3. ใช้ที่ดินของกรรมการเป็นโกดังเก็บสินค้า ไม่มีค่าใช้จ่ายค่าเช่า มุมทางกฎหมาย 1. ด้านทะเบียนนิติบุคคล (DBD) บริษัทสามารถจดทะเบียนที่ตั้งอยู่บนบ้านหรือที่ดินได้ แม้จะไม่มีการคิดค่าเช่า แต่ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิ์ เช่น สำเนาโฉนด หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ด้านภาษีอากร (กรมสรรพากร) หากไม่มีการคิดค่าเช่า → ไม่มีรายได้ค่าเช่าเกิดขึ้น → เจ้าของที่ดินไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากค่าเช่า แต่บริษัทไม่สามารถบันทึกค่าใช้จ่ายค่าเช่าได้ ด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบธุรกิจ → เจ้าของที่ดินยังคงต้องเสียภาษีที่ดินในอัตรา “เพื่อการพาณิชย์” แม้ไม่ได้เก็บค่าเช่า ข้อดีของการใช้บ้าน/ที่ดินโดยไม่คิดค่าเช่า ประหยัดต้นทุนธุรกิจช่วงเริ่มต้น ไม่ต้องมีภาระค่าเช่ารายเดือน จดทะเบียนบริษัทได้รวดเร็ว ข้อเสีย/ความเสี่ยง 1. บริษัทไม่สามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเช่าได้ ทำให้กำไรสูงขึ้น → ภาระทางภาษีอาจสูงขึ้น 2. ปัญหาทางกฎหมายหากมีข้อพิพาท หากไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร → อาจเกิดปัญหาหากเจ้าของที่ดินเปลี่ยนใจ 3. ความเสี่ยงด้านการตรวจสอบภาษี สรรพากรอาจสงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีค่าเช่าหรือไม่ วิธีการที่เหมาะสม 1. ทำหนังสือยินยอมใช้สถานที่ หากไม่คิดค่าเช่าควรมี “หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่” จากเจ้าของที่ดินเพื่อยืนยันว่าให้ใช้โดยไม่คิคค่าเช่า 2. พิจารณาคิดค่าเช่าเล็กน้อย (ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล) เพื่อให้บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายได้ และไม่กระทบภาษีมากนัก ภาษีที่เกี่ยวข้อง 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทไม่มีค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่าย 2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เจ้าของที่ดินไม่มีรายได้ค่าเช่า → ไม่ต้องเสียภาษี 3. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในอัตรา “เพื่อการพาณิชย์” แม้ไม่เก็บค่าเช่า ข้อควรระวัง หากบริษัทต้องการกู้ยืมเงินจากธนาคาร → ธนาคารอาจขอเอกสารสิทธิ์ที่ดินและสัญญาเช่า หากมีผู้ถือหุ้นหลายฝ่าย → ควรทำข้อตกลงเรื่องการใช้สถานที่ให้ชัดเจน หากใช้บ้านพักอาศัยในหมู่บ้านจัดสรร → ต้องตรวจสอบข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านว่าห้ามประกอบธุรกิจหรือไม่ สรุป การใช้ที่ดินหรือบ้านเป็นสถานประกอบการโดยไม่คิดค่าเช่า ทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีเอกสารยืนยัน เช่น หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดิน และต้องเข้าใจผลกระทบทางภาษี ได้แก่ บริษัทไม่สามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเช่าได้ → ภาระทางภาษีอาจสูงขึ้น เจ้าของที่ดินไม่มีรายได้ค่าเช่า แต่ยังต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราเพื่อการพาณิชย์ คำแนะนำ: แม้จะไม่คิดค่าเช่า แต่ควรทำเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต และทำให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างมั่นใจ ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ ### ความรับผิดชอบทางกฎหมายของบริษัทและหจก. ความรับผิดชอบทางกฎหมายของบริษัทและหจก. การประกอบธุรกิจในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ แต่ที่พบมากที่สุดคือ บริษัทจำกัด (บจก.)และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ทั้งสองรูปแบบมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่กฎหมายรับรอง มีสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายแยกจากผู้เป็นเจ้าของ แต่ในรายละเอียดเกี่ยวกับ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย กลับแตกต่างกันอย่างมาก บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดถึงความแตกต่างระหว่าง “บริษัท” และ “หจก.” รวมถึงหน้าที่และความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการควรทราบก่อนตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบธุรกิจ ความหมายและลักษณะทั่วไป 1. บริษัทจำกัด  เป็นนิติบุคคลที่ผู้ถือหุ้นร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร ผู้ถือหุ้นมีหน้าที่รับผิดชอบต่อหนี้สินของบริษัทไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระ มีโครงสร้างการบริหารอย่างชัดเจน ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน/บริษัทจำกัด และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership: หจก.) มีหุ้นส่วน 2 ประเภท หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด :  ต้องรับผิดชอบหนี้สินของหจก. ทั้งหมด หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด : รับผิดชอบเพียงจำนวนเงินที่ลงทุน การบริหารจัดการขึ้นอยู่กับหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเป็นหลัก จัดตั้งง่ายและใช้ทุนเริ่มต้นไม่สูง ความรับผิดชอบทางกฎหมายของบริษัท 1. ความรับผิดด้านหนี้สิน บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้น หากบริษัทมีหนี้ ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับผิดด้วยทรัพย์สินส่วนตัว (ยกเว้นยังไม่ได้ชำระค่าหุ้นครบ) เจ้าหนี้ฟ้องร้องบริษัทได้ แต่ไม่สามารถไปยึดทรัพย์ส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้ 2. ความรับผิดด้านภาษี บริษัทต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องยื่น VAT (ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) หากไม่ปฏิบัติตาม มีโทษปรับทั้งทางแพ่งและอาญา 3. ความรับผิดด้านแรงงาน บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน เช่น จ่ายค่าจ้างตรงเวลา จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง ฯลฯ หากละเมิดสิทธิแรงงาน บริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหาย 4. ความรับผิดด้านการบริหารงานของกรรมการ กรรมการบริษัทต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หากกรรมการทำให้บริษัทเสียหาย เช่น ทุจริต หรือไม่ยื่นงบการเงิน  กรรมการต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวด้วย 5. ความรับผิดด้านกฎหมายพิเศษ หากบริษัทประกอบธุรกิจที่ต้องมีใบอนุญาต (เช่น ขายสุรา นำเที่ยว สปา) → หากฝ่าฝืน ผู้บริหารและบริษัทต้องร่วมรับผิด ความรับผิดชอบทางกฎหมายของห้างหุ้นส่วนจำกัด 1. ความรับผิดด้านหนี้สิน หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด หมายถึง หากหจก.มีหนี้มากกว่าทรัพย์สิน หุ้นส่วนผู้จัดการต้องใช้หนี้ด้วยทรัพย์สินส่วนตัว หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด จะรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินที่ลงทุนไป 2. ความรับผิดด้านภาษี หจก.มีสถานะเป็นนิติบุคคล : ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลเหมือนบริษัท หากไม่ยื่นภาษีให้ถูกต้องหุ้นส่วนผู้จัดการมีสิทธิถูกดำเนินคดี 3. ความรับผิดด้านแรงงาน เช่นเดียวกับบริษัท ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน หากมีการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หจก.และหุ้นส่วนผู้จัดการอาจถูกฟ้อง 4. ความรับผิดจากการจัดการที่ผิดพลาด หากหุ้นส่วนผู้จัดการบริหารไม่โปร่งใส หรือยักยอกเงิน หุ้นส่วนคนอื่นสามารถฟ้องร้องได้ เจ้าหนี้สามารถฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการโดยตรง โทษและความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 1. ไม่ยื่นงบการเงิน เสียค่าปรับตามอัตราที่กฎหมายกำหนด กรรมการบริษัท/หุ้นส่วนผู้จัดการมีโทษปรับส่วนบุคคล 2. การเลี่ยงภาษี ถูกปรับเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ หรือมีโทษทางอาญา จำคุกสูงสุด 7 ปี 3. ละเมิดแรงงาน ถูกสั่งจ่ายค่าชดเชย/ค่าปรับ และกิจการเสียชื่อเสียงต่อสาธารณะ 4. บริหารไม่สุจริต หุ้นส่วน/กรรมการถูกฟ้องร้องส่วนตัว ถูกตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งกรรมการในอนาคต ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ 1. เลือกโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสม หากต้องการจำกัดความเสี่ยง : “บริษัทจำกัด” หากทำธุรกิจเล็ก ครอบครัว และไว้ใจหุ้นส่วน : “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” 2. ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดทำบัญชีถูกต้อง ยื่นงบการเงินและภาษีให้ตรงเวลา 3. แยกบัญชีธุรกิจและบัญชีส่วนตัว ป้องกันปัญหาการรับผิดหนี้ด้วยทรัพย์สินส่วนบุคคล 4. มีที่ปรึกษากฎหมายและบัญชี เพื่อป้องกันการละเมิดที่อาจนำไปสู่โทษทางแพ่ง/อาญา สรุป บริษัทจำกัด : ความรับผิดของผู้ถือหุ้น “จำกัด” ตามมูลค่าหุ้นที่ถือ กรรมการต้องบริหารด้วยความสุจริต หากผิดพลาดต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวบางกรณี หจก. : หุ้นส่วนผู้จัดการ “รับผิดไม่จำกัด” หากหจก.มีหนี้เกินทรัพย์สิน หุ้นส่วนผู้จัดการต้องใช้หนี้ด้วยทรัพย์สินส่วนตัว ทั้งบริษัทและหจก. มีหน้าที่ตามกฎหมายภาษี แรงงาน และกฎหมายพิเศษ หากไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกปรับ จำคุก หรือเพิกถอนทะเบียน ดังนั้น การเลือกโครงสร้างธุรกิจไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดตั้งที่ง่ายหรือยาก แต่เป็นเรื่องของ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย ที่ผู้ประกอบการต้องยอมรับและเตรียมพร้อม ### ใครบ้างที่ต้องจ่ายภาษีบ้าน ใครบ้างที่ต้องจ่ายภาษีบ้าน? หนึ่งในภาษีที่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวข้องโดยตรงคือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ซึ่งหลายคนเรียกติดปากว่า “ภาษีบ้าน” เพราะครอบคลุมถึงบ้านพักอาศัย อาคาร คอนโด และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียด เพื่อให้เจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองที่ดินเข้าใจสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และสามารถวางแผนการเงินได้ถูกต้อง ภาษีบ้านคืออะไร? “ภาษีบ้าน” คือ ภาษีที่เรียกเก็บตาม พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ปฏิรูปการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล/เขต) ส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ ใครบ้างที่ต้องจ่ายภาษีบ้าน? 1. เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ์อื่น ๆ ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้าน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง 2. ผู้ครอบครองที่ดินของรัฐ แม้จะไม่ใช่เจ้าของโดยตรง แต่หากครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ก็ต้องเสียภาษี 3. ผู้เช่าที่ดินหรืออาคารของรัฐ หากเช่าที่ดินหรืออาคารจากรัฐเพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ จะต้องเป็นผู้เสียภาษี 4. ผู้ได้รับสิทธิครอบครองตามสัญญา เช่น กรณีเช่าซื้อ (Hire Purchase) หรือกรณีได้รับสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมาย แม้ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโดยตรงหรือผู้มีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ หากถือครองหรือใช้บ้าน/ที่ดิน ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีบ้าน ประเภทของการใช้ประโยชน์ (ฐานภาษี) 1. ที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ 2. เพื่อการเกษตร ที่ดินทำการเกษตร เช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่ 3. เพื่อการพาณิชย์/อื่น ๆ อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงแรม ที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1. เพื่อการเกษตร มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท → ได้รับการยกเว้นภาษี มูลค่าเกิน 50 ล้านบาท → อัตราเสียภาษี 0.01%–0.1% 2. เพื่อที่อยู่อาศัย บ้านมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท (ที่เป็นที่อยู่อาศัยหลัก) → ได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท → อัตรา 0.02%–0.1% บ้านหลังที่ 2 → เสียภาษีตั้งแต่ 0.02% ขึ้นไป เพื่อการพาณิชย์/อื่น ๆ คิดตั้งแต่ 0.3%–0.7% ของมูลค่า ที่ดินว่างเปล่า อัตราเริ่มที่ 0.3% และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยทิ้งไว้นาน ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเสียภาษีบ้าน บ้านมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐ วัด มัสยิด โบสถ์ หรือสถานที่ศาสนา สถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียนของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ ที่ดินเกษตรกรรมที่มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ยกตัวอย่างเช่น  หากมีบ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาท ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก → ได้รับการยกเว้นภาษี หากมีคอนโด 2 ห้อง ห้องหนึ่งอยู่เอง อีกห้องปล่อยเช่า → ห้องที่ปล่อยเช่าต้องเสียภาษี บริษัท ABC: มีที่ดินเปล่าใจกลางเมือง มูลค่า 100 ล้านบาท แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ → เสียภาษีในอัตราสูง และเพิ่มขึ้นหากปล่อยว่างหลายปี หากมีสวนยางพารา 30 ล้านบาท → ได้รับการยกเว้นภาษีเกษตร ใครเป็นผู้จัดเก็บภาษีบ้าน? องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล/เขต) จะส่ง “หนังสือแจ้งประเมินภาษี” ให้เจ้าของทรัพย์สินทุกปี ผู้เสียภาษีต้องชำระภายในกำหนดเวลา (ปกติภายในเดือนเมษายนของทุกปี) โทษหากไม่จ่ายภาษีบ้าน 1. เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ยปรับ) 0.3% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง 2. เบี้ยปรับ อาจเพิ่มสูงสุด 40% ของจำนวนเงินภาษี 3. มาตรการบังคับคดี หน่วยงานรัฐมีสิทธิยึดทรัพย์หรือบังคับขายทอดตลาด แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เสียภาษี 1. ตรวจสอบทรัพย์สินของตนเอง บ้าน คอนโด ที่ดิน อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีหรือไม่ 2. เตรียมงบประมาณล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้มีบ้านหลายหลัง หรือมีที่ดินว่างเปล่ามูลค่าสูง 3. ใช้สิทธิยกเว้นอย่างถูกต้อง บ้านหลักไม่เกิน 50 ล้านบาทสามารถยกเว้นภาษีได้ 4. ปรึกษาสำนักงานเขต/เทศบาล หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับการประเมินภาษี สรุป ใครต้องจ่ายภาษีบ้าน? คำตอบคือ เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกคน รวมถึงผู้ครอบครองหรือผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ โดยจะมีข้อยกเว้นสำหรับบ้านหลักมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท และเกษตรกรรมไม่เกิน 50 ล้านบาท ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของบ้าน คอนโด หรือบริษัทที่ถือครองที่ดิน คุณล้วนมีหน้าที่ตรวจสอบและชำระภาษีบ้านให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและความเสี่ยงทางกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้ไปพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชนของคุณเอง ### การขายสุราสามารถขายได้และไม่ได้ในช่องทางไหนบ้าง การขายสุราสามารถขายได้และไม่ได้ในช่องทางไหนบ้าง “สุรา” หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสินค้าที่ถูกกฎหมาย แต่ก็เป็นสินค้าที่รัฐควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพสาธารณะ ความปลอดภัย และการเก็บภาษีของรัฐ ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเกิดคำถามว่า “สามารถขายสุราได้ในช่องทางใดบ้าง และห้ามขายในช่องทางใด?” การเข้าใจข้อกฎหมายและข้อจำกัดอย่างละเอียด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจเกี่ยวกับสุรา เพื่อป้องกันการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว และสร้างธุรกิจให้มั่นคงในระยะยาว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขายสุรา การผลิต การขาย หรือการนำเข้าสุราต้องได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิต สุราเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตทุกครั้งที่มีการผลิตหรือนำเข้า กำหนดข้อห้าม เช่น ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามขายในสถานที่และช่วงเวลาที่กำหนด ห้ามการขายสุราผ่านช่องทางออนไลน์ทุกกรณี ช่องทางที่สามารถขายสุราได้อย่างถูกกฎหมาย 1. ร้านค้า/ร้านชำที่มีใบอนุญาต ร้านค้าปลีกที่ได้รับ ใบอนุญาตขายปลีกสุรา จากกรมสรรพสามิต ต้องแสดงใบอนุญาตในที่เปิดเผย ขายได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด (11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.) 2. ร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-Eleven, Lotus’s Go Fresh, Top daily ต้องมีใบอนุญาตขายปลีกสุรา มีการควบคุมการขายตามอายุผู้ซื้อ 3. ซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เช่น Big C, Tops, Villa Market สามารถจำหน่ายสุราได้ แต่ต้องมีโซนจำหน่ายเฉพาะ และปฏิบัติตามเวลาที่กฎหมายอนุญาต 4. ร้านอาหารและภัตตาคาร หากร้านมีใบอนุญาตขายสุรา สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ลูกค้าบริโภคในร้านได้ ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ไม่ขายให้ผู้เยาว์ และไม่ขายในช่วงเวลาห้าม 5. ผับ บาร์ คาราโอเกะ (ที่ได้รับอนุญาต) ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราสำหรับสถานบริการโดยเฉพาะ อยู่ภายใต้การควบคุมของ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 และ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6. โรงแรม โรงแรมที่ได้รับอนุญาตขายสุราสามารถจำหน่ายให้แขกในโรงแรมหรือร้านอาหารภายในโรงแรมได้ ต้องมีใบอนุญาตและปฏิบัติตามเวลาที่กำหนด 7. งานเทศกาล/งานเลี้ยงที่ได้รับอนุญาตชั่วคราว หากมีการจัดงานเทศกาล หรืองานเลี้ยง สามารถขออนุญาตจำหน่ายสุราแบบชั่วคราวได้จากเจ้าหน้าที่ ช่องทางที่ไม่สามารถขายสุราได้ 1. ออนไลน์ / Ecommerce  ห้ามขายสุราผ่าน Facebook, LINE, Instagram, Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเว็บไซต์อื่น ๆ รวมถึงห้ามโพสต์ข้อความรับออเดอร์ออนไลน์ แม้จะส่งสินค้าจากร้านที่มีใบอนุญาตก็ตาม 2. ขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี แม้จะขายหน้าร้าน ก็ถือว่าผิดกฎหมาย 3. ขายในช่วงเวลาห้ามขาย เช่น 14.00–17.00 น. และหลังเที่ยงคืนถึง 11.00 น. ของวันถัดไป รวมถึงห้ามขายในวันสำคัญทางศาสนาที่กำหนดโดยรัฐ 4. ขายในสถานที่ห้ามขาย วัด สถานศึกษา สวนสาธารณะ ปั๊มน้ำมัน สถานที่ราชการ และสถานที่ตามที่กฎหมายกำหนด 5. ขายผ่านตู้จำหน่ายอัตโนมัติ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบอายุผู้ซื้อได้ 6. การขายแบบเร่/ขายในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น แผงลอยบนทางเท้า ขายตามสนามกีฬา โทษของการขายสุราในช่องทางที่ผิดกฎหมาย โทษปรับ ขายโดยไม่มีใบอนุญาต → ปรับสูงสุด 10,000 บาท ขายออนไลน์ → ปรับสูงสุด 50,000 บาท ขายให้ผู้เยาว์ → ปรับสูงสุด 20,000 บาท โทษจำคุก บางกรณีมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ถึง 1 ปี การเพิกถอนใบอนุญาต หากฝ่าฝืนซ้ำ อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายสุรา แนวทางสำหรับผู้ประกอบการ ทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ขอใบอนุญาตถูกต้อง ขายเฉพาะในเวลาที่อนุญาต ใช้สื่อออนไลน์อย่างระมัดระวัง ใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ เช่น เวลาเปิด-ปิด ที่ตั้งร้าน แต่ห้ามขายหรือรับออเดอร์ ฝึกอบรมพนักงาน ให้พนักงานตรวจบัตรประชาชนก่อนขายสุรา สื่อสารข้อกฎหมายพื้นฐานให้เข้าใจ ติดตามข่าวสารกฎหมายใหม่ ๆ กฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการควรอัปเดตข้อมูลเสมอ สรุป การขายสุราในประเทศไทย ขายได้เฉพาะในช่องทางที่กฎหมายอนุญาต เช่น ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงแรม หรือผับบาร์ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และต้องขายตามเวลาที่กำหนด ในทางตรงกันข้าม ห้ามขายสุราในช่องทางออนไลน์ ห้ามขายให้ผู้เยาว์ ห้ามขายในช่วงเวลาหรือสถานที่ต้องห้าม หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ จำคุก และอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจสุรา ควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืน ปลอดภัย และรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว ### Virtual Office vs บ้านพักอาศัย ต่างกันอย่างไร? Virtual Office และบ้านพักอาศัย ต่างกันอย่างไร? ปัจจุบันโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการรุ่นใหม่มักมองหาทางเลือกที่ ประหยัด คล่องตัว และถูกกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่อง “ที่ตั้งบริษัท” ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการจดทะเบียนนิติบุคคลและการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ สองตัวเลือกที่พบมากที่สุดคือ Virtual Office (สำนักงานเสมือน) และ บ้านพักอาศัย แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “Virtual Office และบ้านพักอาศัย เหมือนกันหรือไม่?” แม้จะมีบางจุดที่คล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันชัดเจน ทั้งในมุมกฎหมาย ภาพลักษณ์ธุรกิจ และการขอใบอนุญาตต่าง ๆ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจในเชิงลึก เพื่อให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเลือกได้เหมาะกับธุรกิจของตนเอง ความหมายและลักษณะของ Virtual Office Virtual Office (สำนักงานเสมือน) คือ บริการที่ผู้ให้เช่าพื้นที่สำนักงานเปิดให้ผู้ประกอบการใช้ “ที่อยู่สำนักงาน” โดยไม่ต้องเช่าพื้นที่จริงทั้งหมด แต่สามารถใช้ที่อยู่นั้นในการ จดทะเบียนบริษัท รับจดหมายหรือพัสดุ แสดงเป็นที่อยู่ติดต่ออย่างเป็นทางการ ใช้ห้องประชุมหรือพื้นที่สำนักงานชั่วคราวตามเงื่อนไข Virtual Office คือ “การซื้อสิทธิ์ใช้ที่อยู่สำนักงาน” โดยไม่ต้องแบกรับค่าเช่าเต็มรูปแบบ เหมาะกับธุรกิจที่ทำงานแบบออนไลน์หรือทำงานจากที่บ้าน แต่ต้องการที่อยู่ธุรกิจที่อยู่ในทำเลกลางเมืองหรืออาคารสำนักงานที่มีภาพลักษณ์ ความหมายและลักษณะของบ้านพักอาศัย บ้านพักอาศัย ในบริบทของธุรกิจ หมายถึง การนำที่อยู่อาศัยส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโด มาใช้เป็น ที่อยู่จดทะเบียนบริษัท และบางครั้งยังใช้เป็นที่ทำงานจริงด้วย ตัวอย่างเช่น Freelance หรือผู้ประกอบการรายเล็ก ใช้บ้านตัวเองจดบริษัทเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย กิจการครอบครัวขนาดเล็ก ใช้บ้านเป็นทั้งสำนักงานและที่เก็บสินค้า บริษัทใหม่เริ่มแรก ใช้บ้านเป็นที่อยู่จดทะเบียนไปก่อน เพื่อความสะดวก จุดที่เหมือนกันของ Virtual Office และบ้านพักอาศัย ใช้จดทะเบียนบริษัทได้ ทั้ง Virtual Office และบ้าน สามารถใช้เป็นที่อยู่ในการจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ หากมีเอกสารยืนยันสิทธิ์การใช้ เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอม ช่วยประหยัดต้นทุน ไม่ต้องลงทุนเช่าสำนักงานใหญ่ ทำให้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจเริ่มต้น เหมาะกับธุรกิจที่ไม่ต้องต้อนรับลูกค้า เช่น บริษัทที่ทำงานด้านออนไลน์ Software House, Digital Marketing, Consult ที่พบลูกค้าผ่านออนไลน์ จุดที่แตกต่างกันระหว่าง Virtual Office และบ้านพักอาศัย ประเด็นVirtual Officeบ้านพักอาศัยสถานที่จริงไม่มีพื้นที่ทำงานจริง มีเพียงสิทธิ์ใช้ที่อยู่มีสถานที่จริง ใช้เป็นบ้านและอาจดัดแปลงเป็นที่ทำงานได้เอกสารสิทธิ์ได้รับจากผู้ให้บริการ Virtual Officeโฉนดบ้าน, สัญญาเช่า, หนังสือยินยอมจากเจ้าของบ้านภาพลักษณ์ดูมืออาชีพ อยู่ในตึกสำนักงาน/ย่านธุรกิจขึ้นอยู่กับบ้าน ถ้าเป็นบ้านธรรมดาอาจไม่ดูเป็นธุรกิจการขอใบอนุญาตมักไม่ผ่าน เพราะไม่มีสถานที่จริงให้ตรวจสอบบางกรณีใช้ได้ เช่น บริษัทนำเที่ยว หรือร้านค้าเล็ก ๆ แต่ต้องผ่านการตรวจจากหน่วยงานรัฐต้นทุนมีค่าเช่ารายเดือน (ถูกกว่าสำนักงานจริง)หากเป็นบ้านตัวเอง ไม่เสียค่าเช่าเพิ่มเติมข้อจำกัดใช้ได้แค่การจดทะเบียนบริษัท ไม่เหมาะกับธุรกิจที่มีลูกค้าเข้าออกอาจติดข้อจำกัดผังเมือง กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือข้อบังคับหมู่บ้าน/คอนโด Virtual Office กับการขอใบอนุญาต โดยทั่วไป Virtual Office ไม่สามารถใช้ยื่นขอใบอนุญาต ได้ เช่น ใบอนุญาตร้านอาหาร ใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตนำเที่ยว เพราะหน่วยงานรัฐต้องมาตรวจสถานที่จริง แต่หากเป็นธุรกิจที่ ไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ เช่น Online Business, Freelance, Consult → Virtual Office ก็เพียงพอ บ้านพักอาศัยกับการขอใบอนุญาต บางกรณีใช้ได้ เช่น ใบอนุญาตนำเที่ยว (ต้องจัดพื้นที่ในบ้านให้เป็นสำนักงานจริง มีป้าย และเปิดให้ตรวจสอบได้) บางกรณีใช้ไม่ได้ เช่น โรงงาน ร้านอาหารขนาดใหญ่ หรือกิจการที่รบกวนเพื่อนบ้าน เพราะบ้านพักอาศัยไม่สอดคล้องกับกฎหมายผังเมืองและสุขอนามัย ข้อดี–ข้อเสียของ Virtual Office ข้อดี ภาพลักษณ์มีความเป็นมืออาชีพ อยู่ในทำเลธุรกิจ โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสูง มีบริการเสริม เช่น รับโทรศัพท์ ห้องประชุม ข้อเสีย ไม่สามารถใช้ขอ License ได้ ไม่มีสถานที่จริงสำหรับทำงานทุกวัน คู่ค้า/ลูกค้าบางรายอาจมองว่าเป็นเพียงบริษัท “กระดาษ” ข้อดี–ข้อเสียของบ้านพักอาศัย ข้อดี ประหยัด ไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม มีสถานที่จริงที่ตรวจสอบได้ ยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ข้อเสีย อาจขัดกับข้อบังคับหมู่บ้านหรือคอนโด ไม่เหมาะกับธุรกิจที่มีลูกค้าเข้าออกมาก ภาพลักษณ์อาจไม่ดูเป็นทางการหากเป็นบ้านทั่วไป แนวทางเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ ธุรกิจออนไลน์/Consult/IT Virtual Office เพียงพอ เพราะไม่ต้องมีการขอใบอนุญาตเฉพาะ ธุรกิจร้านอาหาร/ค้าปลีก/โรงงาน ต้องมีสถานประกอบการจริง ไม่สามารถใช้ Virtual Office หรือบ้านพักอาศัยได้ ธุรกิจท่องเที่ยว/นำเที่ยว บ้านพักอาศัยสามารถใช้ได้ หากจัดพื้นที่ให้เป็นสำนักงานและผ่านการตรวจสอบ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก บ้านพักอาศัยเหมาะกว่า Virtual Office เพราะสามารถตรวจสอบสถานที่ได้จริง สรุป Virtual Office และบ้านพักอาศัย ไม่เหมือนกัน แม้จะคล้ายกันตรงที่ใช้เป็นที่อยู่จดทะเบียนบริษัทได้ แต่แตกต่างกันชัดเจนในแง่ของการใช้งานจริงและข้อกฎหมาย Virtual Office เหมาะกับธุรกิจที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตและเน้นภาพลักษณ์มืออาชีพในทำเลธุรกิจ บ้านพักอาศัย เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่มีความเสี่ยงเรื่องกฎหมายผังเมืองและภาพลักษณ์ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ผู้ประกอบการควรพิจารณาว่า ธุรกิจของตนเองว่าต้องขอใบอนุญาตหรือไม่? และเลือกสถานที่ให้เหมาะสมกับกฎหมายและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ### เช็กสถานะบริษัทว่าเข้าข่ายความเสี่ยงหรือไม่? เช็กสถานะบริษัทว่าเข้าข่ายความเสี่ยงหรือไม่?  ในการทำธุรกิจ ความสำเร็จไม่ได้วัดกันเพียงแค่ยอดขายหรือกำไรเท่านั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือ “ความเสี่ยง” ที่ซ่อนอยู่ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านกฎหมาย ภาษี การเงิน หรือเทคโนโลยี ความเสี่ยงเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในตอนแรก แต่หากสะสมเรื่อย ๆ ก็อาจทำให้บริษัทต้องหยุดชะงัก หรือถึงขั้นปิดกิจการได้ ดังนั้น การ “เช็กสถานะความเสี่ยง” ของบริษัทอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเหมือนการตรวจสุขภาพ เพื่อให้รู้ว่าบริษัทของคุณยังแข็งแรงดี หรือมีจุดอ่อนที่ต้องรีบแก้ไขก่อนสายเกินไป ความหมายของความเสี่ยงในเชิงธุรกิจ “ความเสี่ยง” ในบริบทของธุรกิจ หมายถึง ปัจจัยที่อาจทำให้บริษัทไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เช่น ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือระบบไอทีล่มจนทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ความเสี่ยงไม่ได้แปลว่าต้องเกิดเหตุร้ายเสมอไป แต่เป็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหา หากไม่มีการป้องกันหรือรับมือที่ดีพอ ตัวอย่างเช่น บริษัทขายของได้เยอะ แต่ไม่ได้ตรวจสอบเครดิตลูกค้า ทำให้เกิดหนี้สูญ บริษัททำกำไร แต่ไม่ส่งงบการเงินตามกำหนด สุดท้ายถูกปรับ บริษัทเก็บข้อมูลลูกค้าโดยไม่ระวัง วันหนึ่งถูกโจมตีทางไซเบอร์จนข้อมูลรั่วไหล ทำไมต้องเช็กสถานะความเสี่ยงของบริษัท เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดหากเจ้าของกิจการรู้จุดอ่อนของบริษัทตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถแก้ไขได้ก่อนที่จะบานปลาย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือนักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้า ล้วนต้องการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีระบบบริหารความเสี่ยงชัดเจน เพื่อเสริมความมั่นคงระยะยาวการจัดการความเสี่ยงไม่ใช่การปิดกั้น แต่เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน ประเภทของความเสี่ยงที่ธุรกิจควรระวัง 1. ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการปฏิบัติตาม บริษัททุกแห่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น  ต้องยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ยื่นภาษีต่อกรมสรรพากร  ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง  2. ความเสี่ยงด้านภาษี หลายกิจการถูกตรวจสอบย้อนหลังเพราะยื่นภาษีไม่ถูกต้อง หรือเก็บเอกสารไม่ครบ หากเกิดกรณีนี้อาจถูกปรับ เสียเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และเสียเวลาในการชี้แจงกับสรรพากร 3. ความเสี่ยงด้านการเงิน บริษัทอาจทำยอดขายได้สูง แต่ขาดสภาพคล่อง เพราะเก็บเงินลูกค้าไม่ได้ทันเวลา หรือมีหนี้สินมากเกินไปจนดอกเบี้ยกินกำไร ความเสี่ยงทางการเงินถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด 4. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ หากบริษัทพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว เมื่อซัพพลายเออร์หยุดผลิต บริษัทก็อาจไม่มีสินค้าขายทันที หรือหากกระบวนการอนุมัติภายในไม่รัดกุม ก็อาจเกิดการทุจริตขึ้นโดยไม่รู้ตัว 5. ความเสี่ยงด้านบุคลากร พนักงานถือเป็นทรัพยากรหลัก หากพนักงานคนสำคัญลาออกโดยไม่มีการเตรียมการ บริษัทอาจสะดุดทันที หรือไม่มีแผนสร้างบุคคลที่เป็นตัวตายตัวแทนในแต่ละทีม 6. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและข้อมูล ในยุคดิจิทัล ข้อมูลคือหัวใจของธุรกิจ หากไม่มีการสำรองข้อมูล หรือไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ บริษัทอาจเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางไซเบอร์ วิธีเช็กว่าบริษัทเข้าข่ายเสี่ยงหรือไม่ ตรวจสอบการส่งงบและภาษี ยื่นงบการเงินตรงเวลาหรือไม่? ยื่นภาษีครบทุกประเภทหรือเปล่า? ตรวจสอบสภาพคล่องทางการเงิน บริษัทมีเงินสดพอจ่ายค่าใช้จ่ายประจำได้กี่เดือน ลูกหนี้การค้าชำระเงินตรงเวลาหรือไม่? ตรวจสอบสัญญาและใบอนุญาต สัญญาเช่า สัญญาซัพพลายเออร์ หรือใบอนุญาตต่าง ๆ ใกล้หมดอายุหรือไม่? เอกสารบริษัทตรงตามที่ยื่นจดทะเบียนไว้หรือเปล่า ตรวจสอบกระบวนการทำงาน มีการแยกหน้าที่ผู้อนุมัติและผู้ปฏิบัติหรือไม่? มีมาตรการป้องกันการทุจริตภายในหรือยัง ตรวจสอบบุคลากรและงาน HR เงินเดือนและเงินสมทบประกันสังคมจ่ายตรงเวลาไหม มีคู่มือพนักงานหรือนโยบายชัดเจนหรือยัง นำส่งภาษีพนักงานได้ต้องถูกครบถ้วน ตรวจสอบด้านเทคโนโลยี มีการสำรองข้อมูลและทดสอบกู้คืนหรือไม่? ใช้ระบบรักษาความปลอดภัย (เช่น Two-Factor Authentication) หรือยัง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม มีกำไร แต่เงินสดหายไปทุกเดือน ยื่นภาษีตรงเวลา แต่ไม่มีเอกสารยืนยัน ลูกหนี้รายใหญ่ค้างชำระเกิน 3 เดือน มีพนักงานเพียงคนเดียวที่รู้วิธีเข้าระบบบัญชี ข้อมูลลูกค้าถูกเก็บไว้โดยไม่มีการเข้ารหัสหรือระบบป้องกัน แนวทางแก้ไขและป้องกัน จัดระบบเอกสารให้เป็นระเบียบ : ทำทุกเดือน อย่ารอจนปลายปี วางระบบการเงินให้รัดกุม : มีการทำรายงานกระแสเงินสด ตรวจสอบบัญชีลูกหนี้และเจ้าหนี้สม่ำเสมอ ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานภายใน : แบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้พนักงานเพียงคนเดียวทำทุกขั้นตอน เพื่อลดโอกาสการทุจริต ลงทุนในเทคโนโลยีและความปลอดภัย : ใช้ระบบบัญชีออนไลน์ มีการสำรองข้อมูล และใช้รหัสผ่านอย่างรัดกุม สร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง : ให้พนักงานทุกคนเข้าใจและช่วยกันสังเกตความผิดปกติ สรุป การเช็กสถานะบริษัทว่าเข้าข่ายเสี่ยงหรือไม่? เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม เพราะความเสี่ยงเล็ก ๆ วันนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวันหน้าได้ การบริหารความเสี่ยงที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ยังทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือและพร้อมรับโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ ดังนั้น หากเจ้าของกิจการยังไม่เคยตรวจสอบความเสี่ยงของบริษัทมาก่อน บทความนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดี ลองหยิบคำถามไปลองเช็กบริษัท แล้วจะรู้ว่าบริษัทแข็งแรงพอที่จะโตต่อไป หรือมีจุดไหนที่ควรรีบแก้ไขทันที ### หากได้รับหนังสือแจ้งค่าปรับ กรณีไม่ส่งงบการเงิน ต้องทำอย่างไร? หากได้รับหนังสือแจ้งค่าปรับ กรณีไม่ส่งงบการเงิน ต้องทำอย่างไร? หนึ่งในหน้าที่สำคัญของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด คือการจัดทำและยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และยื่นแบบภาษีที่เกี่ยวข้องต่อกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากไม่ดำเนินการตามเวลา บริษัทและกรรมการมีสิทธิ์ถูกปรับหรือต้องรับโทษทางกฎหมาย หลายธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ มักประสบปัญหาลืมยื่นงบการเงิน หรือยังไม่มีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบ ส่งผลให้เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่ได้ส่งเอกสาร ผลที่ตามมาคือได้รับ “หนังสือแจ้งค่าปรับ” จากหน่วยงานรัฐ บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดเพื่อให้คุณเข้าใจขั้นตอนการแก้ไข และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โทษและค่าปรับกรณีไม่ส่งงบการเงิน ค่าปรับของนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่ส่งงบการเงินภายในกำหนดต้องเสียค่าปรับตามที่กำหมายกำหนดไม่เกิน 50,000 บาท ค่าปรับของกรรมการ/ผู้จัดการ หากกรรมการละเลยไม่จัดทำหรือไม่ส่งงบการเงิน → ปรับไม่เกิน 50,000 บาท ค่าปรับสะสมกรณีผิดซ้ำหากไม่ส่งต่อเนื่องหลายปี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอาจดำเนินคดี หรือขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บริษัท ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ เช่น เปลี่ยนกรรมการ เพิ่มทุน จดเลิกบริษัท เมื่อได้รับหนังสือแจ้งค่าปรับ ต้องทำอย่างไร? 1. อ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ ตรวจสอบว่าเป็นหนังสือจากหน่วยงานใด (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรมสรรพากร) ดูวันที่ที่กำหนดให้ไปติดต่อหรือชำระค่าปรับ ตรวจสอบรอบบัญชีที่ไม่ได้ยื่น เช่น ปี 2566, 2567 เป็นต้น 2. จัดเตรียมงบการเงินที่ค้างส่ง ติดต่อผู้ทำบัญชี/ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เพื่อจัดทำงบการเงินย้อนหลัง ตรวจสอบเอกสารทางการเงิน เช่น สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หากข้อมูลไม่ครบอาจต้องใช้วิธี “จัดทำเอกสารภายใน” เพื่อทำให้ข้อมูลสมบูรณ์มากขึ้น  3. ยื่นงบการเงินย้อนหลัง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากยังไม่สามารถยื่นออนไลน์ ให้ยื่นเป็นเอกสารที่สำนักงาน DBD 4. ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อชำระค่าปรับ กรอกแบบฟอร์มรับทราบความผิดส่งงบล่าช้า ชำระค่าปรับตามที่ระบุ  5. ดำเนินการภาษีย้อนหลัง หลังจากยื่นงบการเงิน ต้องนำงบดังกล่าวไปยื่นกับกรมสรรพากรด้วย อาจมีการชำระภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คำแนะนำหากกิจการได้รับหนังสือค่าปรับ อย่าละเลยหรือทิ้งหนังสือหากไม่ดำเนินการ อาจถูกฟ้องร้องหรือถูกระงับสิทธิ์ทางธุรกิจ รีบติดต่อผู้ทำบัญชีทันทีเพราะการทำงบย้อนหลังใช้เวลา โดยเฉพาะถ้าไม่มีข้อมูลบัญชีครบถ้วน ชำระค่าปรับโดยเร็วการชำระค่าปรับเร็ว แสดงถึงความร่วมมือ และช่วยลดความเสี่ยงการถูกดำเนินคดี วางระบบใหม่เพื่อป้องกันในอนาคต จ้างสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ใช้ระบบบัญชีออนไลน์หรือ ERP เพื่อลดความผิดพลาด จัดทำปฏิทินภาษี/บัญชีให้ชัดเจน ผลกระทบหากไม่ดำเนินการ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทะเบียนบริษัทได้  เช่น เปลี่ยนกรรมการ เพิ่มทุน ย้ายที่ตั้งสำนักงาน เสี่ยงถูกฟ้องร้อง : หากเพิกเฉยต่อหนังสือแจ้งเป็นเวลานาน เสียความน่าเชื่อถือ : ทั้งต่อสถาบันการเงิน นักลงทุน และคู่ค้า ความรับผิดของกรรมการ : แม้บริษัทเป็นนิติบุคคล แต่กรรมการต้องรับผิดชอบส่วนตัวด้วย วิธีป้องกันไม่ให้ถูกค่าปรับซ้ำ ตั้งรอบบัญชีให้สอดคล้อง ส่วนใหญ่ใช้วันที่ 31 ธันวาคม เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทำงบการเงิน จ้างผู้สอบบัญชี (CPA)เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการตรวจสอบงบ ใช้ระบบเตือนอัตโนมัติ เช่น ปฏิทิน Google Calendar แจ้งเตือนทุกเดือนธันวาคม - มกราคม  จ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ แม้จะมีค่าใช้จ่าย แต่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย สรุป เมื่อบริษัทได้รับหนังสือแจ้งค่าปรับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเนื่องจากไม่ส่งงบการเงิน สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเพิกเฉย แต่ควรรีบดำเนินการดังนี้ ตรวจสอบรายละเอียดหนังสือแจ้ง จัดทำและยื่นงบการเงินย้อนหลัง ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อชำระค่าปรับ แก้ไขเรื่องภาษีย้อนหลัง วางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ การยื่นงบการเงินตรงเวลาไม่เพียงแต่ช่วยหลีกเลี่ยงค่าปรับ แต่ยังเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของบริษัทต่อหน่วยงานรัฐ คู่ค้า และสถาบันการเงิน การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ### 10 ขั้นตอนการเปิดร้านอาหาร เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ การเปิดร้านอาหาร ถือเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคน เพราะนอกจากจะได้เสิร์ฟอาหารอร่อย ๆ ให้กับลูกค้าท่ามกลางบรรยากาศร้านที่ออกแบบเองแล้ว ยังเป็นโอกาสสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจากการทำในสิ่งที่เรารัก แต่รู้หรือไม่ว่า การจะเปิดร้านอาหารนั้น ไม่ใช่แค่มีทำเลดีและรสมือเด็ดก็เปิดได้ แต่ยังต้องมีใบอนุญาตเปิดร้านอาหารตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ที่สำคัญหากอยากเปิดร้านอาหารให้รอด ยังจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการบริหารร้านอีกด้วย 1. ศึกษาตลาดและวางแผนธุรกิจ อยากเปิดร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจตลาดและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง โดยผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ เช่น อายุ รายได้ ความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้าน และแนวโน้มการเลือกประเภทอาหาร จากนั้นจึงเลือกคอนเซปต์ร้านให้ชัดเจนและสอดคล้องกับสไตล์ของอาหาร เช่น ร้านอาหารจานด่วน อาหารเพื่อสุขภาพ คาเฟ่ หรืออาหารเฉพาะทาง พร้อมกำหนดจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่ง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังควรจัดทำแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยระบุเป้าหมายระยะสั้น-ระยะยาว รวมถึงมีกลยุทธ์การตลาด โครงสร้างต้นทุน และประมาณการรายได้อย่างเหมาะสม เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป เพื่อให้สามารถนำเสนอต่อผู้ร่วมทุนหรือนายธนาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ 2. วางแผนงบประมาณและเงินลงทุน ธุรกิจร้านอาหารจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบ โดยควรแยกต้นทุนออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นทุนการก่อสร้างและตกแต่งร้าน เช่น ค่ารีโนเวต ค่าป้าย ค่าตกแต่งภายใน ต้นทุนอุปกรณ์และวัตถุดิบเริ่มต้น เช่น อุปกรณ์ครัว จานชาม และวัตถุดิบล็อตแรก เงินทุนหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือนในช่วง 3-6 เดือนแรก เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบประจำวัน แผนการเงินที่ดีควรรวมถึงเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 10-15% ของงบลงทุนทั้งหมด และผู้ประกอบการควรประเมินว่าจะใช้เงินทุนส่วนตัว หรือขอสินเชื่อจากธนาคารหรือไม่ เพื่อป้องกันภาระการเงินที่หนักเกินไป 3. เลือกทำเลที่ตั้ง การเลือกทำเล เป็นขั้นตอนการเปิดร้านอาหารที่มีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในระยะยาว ควรเลือกพื้นที่ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ถ้าร้านเน้นลูกค้าทำงานประจำ ควรเลือกทำเลที่ใกล้กับตึกสำนักงาน ในขณะที่ร้านอาหารราคาประหยัดควรอยู่ในแหล่งชุมชนหนาแน่นหรือใกล้กับสถานศึกษา สำหรับหัวใจสำคัญในการเลือกทำเล ประกอบไปด้วยการเข้าถึงของลูกค้า การจอดรถสะดวก ระดับค่าเช่าที่สมเหตุสมผล ข้อกำหนดของพื้นที่ และเงื่อนไขสัญญาเช่า ซึ่งควรมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต 4. จดทะเบียนธุรกิจและขอใบอนุญาต ร้านอาหารทุกแห่งจำเป็นต้องจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งยังนำไปสู่การวางแผนจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้าน และเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ รวมถึงหากมีลูกจ้างประจำ เจ้าของร้านควรขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างกับประกันสังคมให้เรียบร้อยภายใน 30 วันหลังเริ่มจ้างงาน 7 ประเภทใบอนุญาตร้านอาหารที่ควรรู้ก่อนเปิดร้าน ใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร ใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตด้านดนตรีหรือความบันเทิง ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ใบอนุญาตขายเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ ใบอนุญาตใช้ป้ายโฆษณา 5. ออกแบบและตกแต่งร้าน การออกแบบร้านควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นหลัก เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่นควรให้ความรู้สึกสงบเรียบง่าย ขณะที่คาเฟ่สำหรับคนรุ่นใหม่อาจเน้นสไตล์ที่โดดเด่นและมีมุมถ่ายรูปเยอะเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในขั้นตอนการเปิดร้านอาหาร อยู่ที่การออกแบบพื้นที่ให้ใช้งานได้จริง มีทางเดินสะดวก โต๊ะไม่แน่นจนเกินไป และแยกสัดส่วนระหว่างครัวกับพื้นที่ให้บริการลูกค้าอย่างชัดเจน ส่วนห้องครัว ก็ต้องคำนึงถึงระบบระบายอากาศ การติดตั้งเตา ตู้เย็น อ่างล้างจาน และจัดเตรียมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และให้เป็นไปตามหลักสุขาภิบาลด้วย 6. วางแผนจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนและรักษาคุณภาพอาหารให้สม่ำเสมอ ควรเริ่มจากการกำหนดรายการวัตถุดิบและอุปกรณ์ทั้งหมด แบ่งเป็นของที่ต้องซื้อประจำ เช่น ผักสด เนื้อสัตว์ และของใช้สิ้นเปลือง เช่น ถุงพลาสติก กล่องใส่อาหาร โดยมีหลักเกณฑ์การเลือกผู้ขายง่าย ๆ ดังนี้ สินค้าต้องได้คุณภาพ สดใหม่ สะอาด และได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ มีประวัติการจัดส่งตรงเวลา ไม่ขาดสต๊อกบ่อย เงื่อนไขการจัดส่งตอบโจทย์และให้เครดิตในระยะเวลาที่เหมาะสม หลังจากทำสัญญากับซัพพลายเออร์แล้ว อย่าลืมวางระบบบริหารสต๊อกและตรวจนับสต๊อกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร้านควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาคุณภาพอาหารให้สม่ำเสมอทุกวัน 7. จัดหาพนักงานและฝึกอบรมก่อนทำงานจริง อยากเปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ มีพื้นที่เยอะ พนักงานคือคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ควรวางแผนกำลังคนให้ชัดเจนว่าแต่ละตำแหน่งต้องมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง เช่น เชฟหลัก ผู้ช่วยครัว แคชเชียร์ และพนักงานเสิร์ฟ เมื่อได้พนักงานที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการแล้ว ต้องมีการฝึกอบรมในเรื่องเมนู วิธีการให้บริการ มารยาท และการทำงานเป็นทีม รวมถึงจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (SOP) เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมาตรฐานเดียวกัน  8. วางแผนการตลาดและการโปรโมตร้าน แม้ไม่ใช่ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารโดยตรง แต่การทำการตลาดคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ร้านของคุณประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ซึ่งคุณสามารถสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram และ Google Business Profile ได้อย่างง่ายดาย หรือจะใช้ Food Delivery Platform เช่น Grab, LINEMAN หรือ Robinhood และสร้างรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ก็จะช่วยให้ร้านเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็วได้เช่นกัน 9. ทดสอบระบบก่อนเปิดร้านจริง ก่อนเปิดร้านจริง แนะนำให้ทดสอบระบบผ่าน Soft Opening โดยเชิญกลุ่มลูกค้าทดลอง เช่น ครอบครัว เพื่อน มาลองใช้บริการ เพื่อดูความพร้อมของระบบครัว การรับออเดอร์ การบริการ และระยะเวลาในการเสิร์ฟ จากนั้นจึงเก็บฟีดแบ็กเพื่อนำไปปรับปรุง และทำให้วันเปิดร้านจริงพร้อมสำหรับการรับลูกค้ามากที่สุด 10. บริหารจัดการร้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รู้แล้วว่าอยากเปิดร้านอาหารต้องทำอะไรบ้าง สุดท้ายก็มาถึงการเปิดร้านจริง ซึ่งต้องมีแผนบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นและมีระบบ เช่น การบริหารต้นทุนอาหารให้อยู่ในเกณฑ์ 30-35% ของราคาขาย ติดตามยอดขายแต่ละเมนูเพื่อนำไปพัฒนาเมนูใหม่ และวางแผนการตลาดรายเดือนอย่างต่อเนื่อง หรือจะใช้เครื่อง POS เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน หากร้านสามารถรักษามาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านรสชาติ บริการ และความสะอาด การขยายสาขา หรือพัฒนาเป็นแฟรนไชส์อาจกลายเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ในอนาคต ส่งผลให้ร้านอาหารของคุณประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้แน่นอน วางแผนขั้นตอนการเปิดร้านอาหารอย่างรัดกุม เพื่อสร้างรากฐานความสำเร็จให้ธุรกิจร้านอาหารของคุณตั้งแต่วันแรก ให้ผู้เชี่ยวชาญของ Greenpro KSP Group ช่วยให้คำแนะนำ รวมถึงดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการและใบอนุญาตเปิดร้านอาหารอย่างราบรื่น ให้คำปรึกษาโดยทีมงานมืออาชีพ มีประสบการณ์กว่า 28 ปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799 LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com  ข้อมูลอ้างอิง การเริ่มต้นทำธุรกิจร้านอาหาร มีขั้นตอนอะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 จาก https://www.businessplus.co.th/activities/ข่าวสาร-pos-c020/การเริ่มต้นทำธุรกิจร้านอาหาร-มีขั้นตอนอะไรบ้าง-v7934  ### การไม่ยื่นงบการเงินมีบทลงโทษอย่างไร ? หาคำตอบที่นี่ การดำเนินธุรกิจไม่ใช่แค่การสร้างยอดขายหรือบริหารต้นทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น การยื่นงบการเงินที่ถูกต้องและตรงเวลา หลายธุรกิจอาจมองว่าการยื่นงบการเงินเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่หากละเลยหรือไม่ยื่นงบการเงินตามกำหนดเวลา อาจนำไปสู่ค่าปรับที่สูงและผลกระทบทางกฎหมายที่คาดไม่ถึง บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความสำคัญของการยื่นงบการเงิน พร้อมเผยรายละเอียดบทลงโทษที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตาม ทำไมการยื่นงบการเงินจึงสำคัญ ? ก่อนจะไปรู้ว่า ผิดอย่างไรถ้าไม่ยื่นงบการเงิน รวมถึงอัตราค่าปรับยื่นงบล่าช้าเป็นจำนวนเท่าไร ผู้ประกอบการควรเข้าใจก่อนว่าทำไมการยื่นงบการเงินจึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการกำกับดูแลธุรกิจ โดยการยื่นงบการเงินมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้  เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้าและสถาบันการเงิน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบสถานะทางการเงินที่แท้จริงของกิจการ กำหนดเวลายื่นงบการเงิน อีกหนึ่งข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับการยื่นงบการเงินคือ ในการบริหารงานควรปิดงบบัญชีประจําปีเดือนไหน และต้องยื่นเมื่อไร ? คำตอบคือ ตามกฎหมาย นิติบุคคลมีหน้าที่ยื่นงบการเงินภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยทั่วไปบริษัทต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินภายใน 4 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี  ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีรอบบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม จะต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 30 เมษายนของปีถัดไป และต้องยื่นงบการเงินภายในวันที่ 30 พฤษภาคม ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่น ซึ่งมีบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด บทลงโทษสำหรับการยื่นงบการเงินล่าช้า อัตราค่าปรับยื่นงบล่าช้าขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ล่าช้าและประเภทของนิติบุคคล ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 กรณีหลัก ดังนี้ 1. กรณียื่นงบการเงินล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน : 2,000 บาท บริษัทจำกัด : 2,000 บาท กิจการร่วมค้า : 2,000 บาท นิติบุคคลต่างประเทศ : 4,000 บาท บริษัทมหาชนจำกัด : 4,000 บาท 2. กรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกิน 2 เดือน แต่ไม่เกิน 4 เดือน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน : 8,000 บาท บริษัทจำกัด : 8,000 บาท กิจการร่วมค้า : 24,000 บาท นิติบุคคลต่างประเทศ : 48,000 บาท บริษัทมหาชนจำกัด : 48,000 บาท 3. กรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า 4 เดือน หรือไม่ยื่นเลย ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน : 12,000 บาท บริษัทจำกัด : 12,000 บาท กิจการร่วมค้า : 36,000 บาท นิติบุคคลต่างประเทศ : 72,000 บาท บริษัทมหาชนจำกัด : 72,000 บาท โดยนอกจากอัตราค่าปรับยื่นงบล่าช้าข้างต้นแล้ว ถ้าหากไม่ยื่นงบการเงิน ยังอาจต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรอีกด้วย  บทลงโทษจากกรมสรรพากรสำหรับการยื่นแบบภาษีล่าช้า การไม่ยื่นงบการเงินอาจส่งผลต่อการยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปี (ภ.ง.ด.50) ซึ่งต้องยื่นต่อกรมสรรพากร โดยหากยื่นล่าช้า จะมีบทลงโทษดังนี้ ค่าปรับอาญา ในกรณียื่นแบบเกินกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หากยื่นแบบเกิน 7 วัน ค่าปรับ 2,000 บาท หากไม่ยื่นงบการเงินเลย จะถูกค่าปรับอาญาอีก 2,000 บาท เงินเพิ่มตามมาตรา 27 คิดเป็นอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งอาจสูงสุดถึง 18% ต่อปี โดยนับตั้งแต่วันที่ยื่นงบการเงินล่าช้า ถ้ายื่นไม่ทันควรทำอย่างไร ? ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้ไม่สามารถยื่นงบการเงินจะไม่ทันกำหนดเวลา สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ  แจ้งผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชี เพื่อเร่งดำเนินการ ตรวจสอบงบการเงินและให้ผู้สอบบัญชีรับรองโดยเร็วที่สุด ยื่นงบการเงินและแบบภาษีให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรโดยเร็ว แม้ว่าจะเลยกำหนดเวลาแล้วก็ตาม เพื่อลดค่าปรับและป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ความเสี่ยงทางกฎหมายและการดำเนินคดี ไม่ส่งงบการเงินติดคุกไหม ? ถึงแม้การละเลยไม่ยื่นงบการเงินเป็นเวลานานจะไม่มีความผิดทางอาญาในส่วนของการจำคุก ทว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอาจแจ้งความต่อตำรวจเศรษฐกิจ และมีโอกาสถูกออกหมายเรียกตามกระบวนการดังนี้  หมายเรียกครั้งที่ 1 หากไม่ไปพบ อาจออกหมายเรียกครั้งที่ 2 หากยังไม่ไปพบอีก อาจถูกออกหมายจับ และส่งฟ้องศาล หากขึ้นศาล อาจได้รับโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท หากรอให้หมดอายุความ 2 ปี จะรอดจากโทษหรือไม่ ? แม้ว่าคดีการไม่ยื่นงบการเงินจะมีอายุความ 2 ปี แต่ไม่มีการรับประกันว่าธุรกิจจะไม่ถูกดำเนินคดีภายในช่วงเวลาดังกล่าว และหากเรื่องไปถึงขั้นออกหมายจับก็ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท ดังนั้น การยื่นงบการเงินให้ทันตามกำหนดจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อให้การจัดการงบการเงินและการยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Greenpro KSP Group พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลงานตรวจสอบบัญชีของคุณอย่างครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปีในการรับทำบัญชีให้กับองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เรามั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและทันกำหนดเวลา ป้องกันค่าปรับและความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สนใจรับบริการหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่  โทร: 085-067-4884 LINE ID: @greenprokspacc E-mail: info@greenproksp.com ข้อมูลอ้างอิง คู่มือการยื่นงบการเงิน. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 จาก https://www.dbd.go.th/data-storage/attachment/10a7ab64d6162d775b5483c410.pdf ### บริษัทกับห้างหุ้นส่วนต่างกันอย่างไร ? ควรเลือกอย่างไรดี สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ทำธุรกิจส่วนตัว การจดทะเบียนตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง แต่หลายคนยังลังเลระหว่างการจดทะเบียนบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งทั้งสองแบบมีรายละเอียดที่แตกต่างกันพอสมควร  บริษัทจำกัด เหมาะกับธุรกิจที่มีแผนขยายตัวในอนาคต บริษัทจำกัด (Private Limited Company) คือ นิติบุคคลที่แยกออกจากเจ้าของอย่างชัดเจน มีสถานะทางกฎหมายเป็นบุคคลใหม่ตามกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องจัดตั้งและจดทะเบียนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กำไรที่ได้รับต้องแบ่งให้ผู้ถือหุ้นตามเปอร์เซ็นต์ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง มีแผนขยายกิจการในอนาคต   ประเภทของบริษัทจำกัด บริษัทเอกชนจำกัด ต้องมีผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 2 คนขึ้นไป หากต้องการระดมทุนสามารถทำผ่านผู้ถือหุ้นเดิมหรือนักลงทุนส่วนตัว โดยสามารถขายหุ้นให้บุคคลภายนอกได้ไม่เกิน 35 ราย และไม่สามารถเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณะ บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมีผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 15 คนขึ้นไป สามารถระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นให้แก่สาธารณะผ่านตลาดหลักทรัพย์ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานเป็นประจำ   ข้อดีของบริษัทจำกัด มีความน่าเชื่อถือสูง ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย เช่น ขอสินเชื่อธนาคาร หรือดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ได้ แยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบตามมูลค่าหุ้นที่ถือ สามารถเติบโตและมีระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน รองรับการจ้างพนักงาน การวางระบบบัญชีที่โปร่งใส และการขยายสาขาในอนาคต ข้อเสียของบริษัทจำกัด มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและดำเนินงานสูง เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าทำบัญชี ค่าตรวจสอบบัญชี มีกฎระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายมากกว่าห้างหุ้นส่วน ต้องมีการประชุมผู้ถือหุ้น การยื่นเอกสารต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และอื่น ๆ เป็นประจำ ห้างหุ้นส่วน เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กหรือครอบครัว ห้างหุ้นส่วน (Partnership) คือ ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ใช้เงินเริ่มต้นธุรกิจน้อย มีการแบ่งสัดส่วนรายได้ตามที่ตกลงกันไว้ การลงทุนสามารถเป็นไปได้ทั้งเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงาน   ประเภทของห้างหุ้นส่วน กิจการห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นธุรกิจที่ต้องมีบุคคลจดทะเบียนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ทุกคนเป็นหุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด ต้องรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว มีสถานะเป็นได้ทั้งไม่เป็นนิติบุคคลและเป็นนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล) แบ่งสัดส่วนกำไรและขาดทุนตามที่ตกลงไว้ในสัญญา  กิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นธุรกิจที่มีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเช่นเดียวกัน โดยมีทั้งหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ที่ต้องรับผิดชอบหนี้แบบไม่จำกัดจำนวนอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ที่จะรับผิดชอบหนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ลงทุนเท่านั้น โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเสมอ และหากไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจะแบ่งกำไรและขาดทุนตามสัดส่วนการลงทุน ข้อดีของห้างหุ้นส่วน จดทะเบียนง่ายและมีค่าใช้จ่ายต่ำ เหมาะกับผู้เริ่มต้นธุรกิจ เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กหรือครอบครัว บริหารจัดการง่าย ไม่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน บริหารงานได้ยืดหยุ่น ไม่ต้องมีการประชุมผู้ถือหุ้นหรือยื่นเอกสารเหมือนกับบริษัทจำกัด ข้อเสียของห้างหุ้นส่วน  รับผิดชอบไม่จำกัด หุ้นส่วนบางรายต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งจำนวน หากธุรกิจล้มเหลว ความน่าเชื่อถือน้อยกว่าบริษัท อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และภาพลักษณ์ในสายตาคู่ค้า เปรียบเทียบบริษัทกับห้างหุ้นส่วนแตกต่างกันอย่างไร ? ลักษณะบริษัทจำกัดห้างหุ้นส่วนจำนวนผู้ร่วมก่อตั้งขั้นต่ำ 2 คนขั้นต่ำ 2 คนความน่าเชื่อถือสูงปานกลางความรับผิดชอบจำกัดตามมูลค่าหุ้นมีทั้งจำกัดตามมูลค่าเงินที่ลงทุน และรับผิดชอบไม่จำกัดการบริหารจัดการมีระบบยืดหยุ่นกว่าเหมาะกับธุรกิจประเภทขนาดกลางถึงใหญ่ขนาดเล็ก ครอบครัว ห้างหุ้นส่วนกับบริษัทเสียภาษีต่างกันอย่างไร ?  นอกจากประเด็นที่กล่าวมาแล้ว ผู้ประกอบการหลายคนอาจจะกังวลเรื่องของโครงสร้างภาษี ซึ่งบริษัทและห้างหุ้นส่วนมีความแตกต่างกัน  บริษัทจำกัด เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 15-20% หากมีการปันผลให้ผู้ถือหุ้นจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้องมีผู้สอบบัญชีได้รับอนุญาตตรวจสอบบัญชีทุกปี  ห้างหุ้นส่วน หากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเสียภาษีในฐานะนิติบุคคล อัตรา 15-20% แต่หากว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จะเสียภาษีในฐานะบุคคลธรรมดา และต้องรับภาระภาษีซ้อน (แบบหน่วยภาษีแยก) โดยต้องยื่นภาษีในนามองค์กร และต้องรวมเงินได้เข้าคำนวณภาษีส่วนบุคคลอีกครั้ง  เลือกจดทะเบียนแบบไหนดี ขึ้นอยู่กับอะไร ?   ที่จริงแล้ว การเลือกจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด หรือว่าห้างหุ้นส่วนไม่มีกฎตายตัว แต่โดยส่วนมากจะพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้  ขนาดและเป้าหมายของธุรกิจ หากวางแผนเติบโต ควรเลือกบริษัทจำกัดเพื่อรองรับการขยายตัว งบประมาณและต้นทุนเริ่มต้น หากมีทุนจำกัดอาจเริ่มต้นจากห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อยกว่า ระดับความเสี่ยง ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงควรเลือกโครงสร้างที่จำกัดความรับผิด จะได้ไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาใช้หนี้ ความต้องการด้านภาพลักษณ์และเครดิต บริษัทจำกัดมีความน่าเชื่อถือมากกว่าในการทำธุรกิจกับองค์กรใหญ่ สำหรับผู้ที่กำลังจะจดทะเบียนบริษัท เพื่อประกอบกิจการ แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ไม่ต้องกังวลใจ ขอแนะนำ Greenpro KSP Group ผู้ให้บริการที่ปรึกษาธุรกิจครบวงจร ครอบคลุมทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ ทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี และวางแผนภาษี ด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปี  สนใจรับบริการหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่  โทร: 094-864-9799 LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com  ข้อมูลอ้างอิง ห้างหุ้นส่วน คืออะไร? รวมทุกสิ่งที่ต้องรู้ก่อนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 จาก https://krungthai.com/th/financial-partner/learn-financial/2135  ### จดบริษัทเป็นนิติบุคคล แต่ยังไม่มีสถานประกอบการจริง ยื่น License ได้ไหม? ถ้าจดบริษัทเป็นนิติบุคคล แต่ยังไม่มีสถานประกอบการจริง จะยื่นขอ License ได้หรือไม่? การเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเลือกจดทะเบียนบริษัทจำกัด เพื่อให้ได้สถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแยกออกจากตัวผู้ถือหุ้น การจดทะเบียนนี้เป็นเพียง “ก้าวแรก” ของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ในหลายกรณี การดำเนินธุรกิจบางประเภทจำเป็นต้องมี “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ” (Business License) ควบคู่ไปด้วย เช่น ใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตร้านนวด/สปา หรือใบอนุญาตนำเที่ยว เป็นต้น คำถามสำคัญคือ หากบริษัทเพิ่งจดทะเบียนนิติบุคคลสำเร็จ แต่ยังไม่มี “สถานประกอบการจริง” เช่น ยังไม่ได้เช่าสำนักงาน ยังไม่มีโกดังสินค้า หรือยังไม่ได้จัดหาสถานที่ถาวร แล้วจะสามารถยื่นขอ License ได้หรือไม่? บทความนี้จะวิเคราะห์ ข้อปฏิบัติจริง และแนวทางที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา เพื่อให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง “นิติบุคคล” และ “สถานประกอบการ” อย่างแท้จริง ความหมายของนิติบุคคลและสถานประกอบการ นิติบุคคล บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลที่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เพียงแต่แยกออกจากผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ  หมายความว่า นิติบุคคลสามารถทำสัญญา ถือครองทรัพย์สิน ฟ้องร้องหรือถูกฟ้องร้อง และต้องเสียภาษีตามกฎหมาย อีกทั้งยังมีความรับผิดจำกัดตามทุนที่ลงทุน ที่ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ ดังนั้น การจดทะเบียนบริษัทสำเร็จ ทำให้ธุรกิจมี “ตัวตนตามกฎหมาย” ทันที แม้จะยังไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริงก็ตาม สถานประกอบการ คำว่า “สถานประกอบการ” มีความหมายเฉพาะขึ้นอยู่กับแต่ละกฎหมายและใบอนุญาต เช่น กฎหมายโรงงาน กำหนดว่าสถานประกอบการต้องเป็นที่ตั้งของเครื่องจักรและกิจกรรมการผลิต กฎหมายอาหารและยา กำหนดว่าสถานประกอบการคือสถานที่เก็บ จำหน่าย หรือผลิตอาหาร/ยา ที่ตรวจสอบได้ กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กำหนดว่าสถานประกอบการคือสถานที่ที่ใช้ประกอบกิจการที่มีการติดต่อซื้อขาย สถานประกอบการคือ สถานที่จริงที่บริษัทใช้ดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน โกดัง โรงงาน หรือร้านค้า ความสัมพันธ์ระหว่าง “การจดนิติบุคคล” กับ “การขอใบอนุญาต” การจดทะเบียนบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เป็นเพียงการยืนยันว่า “บริษัทนี้มีอยู่จริงตามกฎหมาย” แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะสามารถทำธุรกิจได้ทุกประเภททันที การประกอบธุรกิจบางอย่างต้องมีใบอนุญาตเฉพาะกิจการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว : ต้องมีใบอนุญาตนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว ธุรกิจขายสุราและบุหรี่ : ต้องมีใบอนุญาตขายจากกรมสรรพสามิต ธุรกิจร้านนวด/สปา : ต้องมีใบอนุญาตที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ความสำคัญของการขอใบอนุญาตทุกประเภทคือ ต้องมีสถานที่ตั้งจริง เนื่องจากหน่วยงานรัฐจะตรวจสอบความเหมาะสมของสถานประกอบการ เช่น ความปลอดภัย สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดด้านผังเมือง หรือสุขอนามัย ทำไมต้องมีสถานประกอบการจริงก่อนขอ License? การตรวจสอบความถูกต้องหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตมักมีขั้นตอนการตรวจสถานที่ เพื่อดูว่าสถานที่นั้นเหมาะสมกับประเภทกิจการ เช่น โรงงานต้องมีระบบกำจัดของเสีย ร้านอาหารต้องมีครัวที่ถูกสุขลักษณะ การเก็บภาษีและการกำกับดูแลหากไม่มีสถานที่จริง หน่วยงานไม่สามารถกำหนดพื้นที่รับผิดชอบหรือควบคุมการเก็บภาษีได้ เช่น ใบอนุญาตขายสุราต้องผูกกับร้านค้าหรือสถานที่จำหน่าย การป้องกันความเสี่ยงและอาชญากรรมหากเปิดให้บริษัทที่ไม่มีสถานที่จริงสามารถขอใบอนุญาตได้ อาจนำไปสู่การใช้บริษัทบังหน้า ทำธุรกิจผิดกฎหมายได้ ตัวอย่างสถานการณ์จริง บริษัทใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียน และยังหาสำนักงานไม่ได้ ไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาตขายสุรา หรือใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารได้ เพราะต้องแนบเอกสารสถานที่ เช่น สัญญาเช่า สำเนาโฉนด หรือใบอนุญาตก่อสร้าง บริษัทมี Virtual Office เท่านั้น การใช้ Virtual Office สามารถใช้เป็นที่อยู่ในการจดทะเบียนบริษัทได้ (DBD อนุญาต) แต่สำหรับการขอ License ส่วนใหญ่ ไม่สามารถใช้ Virtual Office ได้ เพราะหน่วยงานต้องตรวจสถานที่จริงที่มีการดำเนินธุรกิจ บริษัททำธุรกิจออนไลน์ 100% หากเป็นธุรกิจ e-commerce ที่ไม่ต้องมีการเก็บสินค้าเอง (ใช้คลังสินค้าคนอื่น) ก็อาจไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษ ยกเว้นธุรกิจเฉพาะ เช่น ขายอาหารเสริม (ต้องมีใบอนุญาต อย. และที่เก็บสินค้าที่ตรวจสอบได้) หากยังไม่มีสถานประกอบการจริง ควรทำอย่างไร? ใช้ที่อยู่ชั่วคราวสำหรับการจดทะเบียนบริษัท สามารถใช้บ้าน ที่อยู่อาศัย เป็นที่อยู่บริษัทได้ในขั้นแรก แต่ต้องเข้าใจว่าการใช้เพื่อยื่นขอใบอนุญาตอาจถูกปฏิเสธ จัดหาสถานที่ก่อนยื่นขอใบอนุญาต หากธุรกิจของคุณต้องการใบอนุญาต ควรเตรียมสถานที่ให้พร้อมก่อน เช่น เช่าสำนักงาน เปิดร้าน เป็นต้น เลือกใบอนุญาตที่สอดคล้องกับประเภทธุรกิจ ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องมีใบอนุญาต หากยังไม่มีสถานที่ ควรตรวจสอบก่อนว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายที่ต้องขออนุญาตหรือไม่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บริษัทที่ปรึกษาด้านการจดทะเบียน สามารถช่วยแนะนำข้อมูลได้ เช่น จัดทำสัญญาเช่าให้ถูกต้อง หรือประเมินว่าสถานที่นั้นสอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายหรือไม่ ความเสี่ยงหากยื่นขอใบอนุญาตโดยไม่มีสถานที่จริง ถูกปฏิเสธใบอนุญาต → ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการยื่นเอกสาร ถูกตรวจสอบย้อนหลัง → หากแอบใช้ที่อยู่ไม่ตรงตามจริง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผลกระทบต่อเครดิตบริษัท → การถูกปฏิเสธซ้ำหลายครั้งอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของบริษัทในการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ สรุป การจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล คือการทำให้ธุรกิจมี “ตัวตนทางกฎหมาย” แต่ไม่เพียงพอสำหรับการขอใบอนุญาต เพราะการออกใบอนุญาตส่วนใหญ่ต้องมีการตรวจสอบ “สถานประกอบการจริง” ที่บริษัทจะใช้ดำเนินธุรกิจ ดังนั้น คำตอบคือ “ไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาต ได้ หากยังไม่มีสถานประกอบการจริง” ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจของคุณไม่เข้าข่ายต้องมีใบอนุญาตเฉพาะกิจการ  คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการคือ ควร จัดหาสถานที่ประกอบการที่สอดคล้องกับกฎหมายก่อน แล้วจึงยื่นขอใบอนุญาต เพื่อให้การดำเนินธุรกิจถูกต้อง ครบถ้วน และลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี ### เช็กลิสต์การตรวจสอบบัญชีก่อนยื่นภาษี เช็กลิสต์การตรวจสอบบัญชีก่อนยื่นภาษี การยื่นภาษีไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ทางกฎหมายของผู้ประกอบการ แต่ยังเป็น จุดที่สะท้อนความถูกต้องของการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50), หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย การเตรียมบัญชีให้ครบถ้วนก่อนยื่นคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกิจการ SME ที่อาจไม่มีฝ่ายบัญชีเต็มรูปแบบ ตรวจสอบรายได้ (Revenue) มีการบันทึกรายได้ครบถ้วน รายได้จากการขายสินค้า/บริการ รายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล หรือรายได้อื่น ๆ ตรวจสอบใบกำกับภาษีและใบเสร็จว่าตรงกับรายได้ที่บันทึก รายได้ที่รับล่วงหน้า บันทึกแยกเป็น “รายได้รับล่วงหน้า” ไม่ควรนับเป็นรายได้ทันที (ตามมาตรฐานบัญชี) รายได้จากต่างประเทศ แปลงค่าเงินอย่างถูกต้อง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย 2. ตรวจสอบค่าใช้จ่าย (Expenses) บันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ตรวจสอบเอกสารประกอบ เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ระบุว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง ระวังค่าใช้จ่ายส่วนตัวปะปน ค่ากินอยู่, ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ = ไม่สามารถหักภาษีได้ หากมีการเบิกเงินสด ควรมี “หลักฐานประกอบการใช้เงิน” แนบทุกครั้ง ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายสรรพากรและมาตรฐานบัญชี ทรัพย์สินมูลค่าเกิน 5,000 บาท (ที่วงเงินขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท)ใช้งานเกิน 1 ปี ต้องนำมาคิดค่าเสื่อม ค่ารับรอง (Entertainment Expense) ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ต้องมีชื่อผู้รับรับรองและวัตถุประสงค์ชัดเจน 3. ตรวจสอบภาษีซื้อ - ภาษีขาย (สำหรับกิจการจด VAT) ภาษีขาย ตรวจสอบว่าออกใบกำกับภาษีถูกต้อง อ้างอิงยอดรายได้ตรงกับรายงานภาษีขายและแบบ ภ.พ.30 ภาษีซื้อ ตรวจสอบว่ามีใบกำกับภาษีครบถ้วน ถูกต้อง รายการภาษีซื้อต้องเกี่ยวข้องกับกิจการเท่านั้น มีการ “ตัดภาษีซื้อ” ที่ห้ามนำมาหัก เช่น: ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ภาษีจากการซื้อรถยนต์บางประเภท ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ 4. ตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภงด.3 / 53) หักภาษี ณ ที่จ่ายถูกต้องหรือไม่? อัตราการหักภาษี เช่น จ้างฟรีแลนซ์, ค่าเช่า, ค่าขนส่ง, ค่าบริการต่าง ๆ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ส่งให้ผู้ถูกหักเพื่อใช้ยื่นภาษี ต้องออกให้ครบในรอบปี ยื่นแบบและนำส่งภาษีทันตามกำหนด แบบ ภงด.3 / 53 ต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์) 5. รายการต้องแนบกับแบบยื่นภาษีประจำปี สำหรับการยื่น ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) งบการเงินประจำปี (ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี) รายละเอียดรายได้ ค่าใช้จ่าย บัญชีทรัพย์สิน และค่าเสื่อม แบบฟอร์มแนบอื่น ๆ เช่น ภ.อ.01 ตรวจสอบ “กำไรสุทธิ” ที่ยื่นกับกรมสรรพากร ตรงกับงบกำไรขาดทุนหรือไม่? หากมีขาดทุนสะสม ต้องตรวจสอบสิทธิ์ในการนำขาดทุนไปหักในปีถัดไป (ได้ไม่เกิน 5 ปี) 6. ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างเอกสารสำคัญ รายการต้องเช็กอะไรรายงานภาษีซื้อ - ภาษีขายสอดคล้องกับแบบ ภ.พ.30รายได้ในงบกำไรขาดทุนตรงกับยอดใบกำกับภาษีงบการเงินลงนามโดยกรรมการ + ผู้สอบบัญชีเงินฝากธนาคารคงเหลือสอดคล้องกับยอดในบัญชีธนาคารรายการค้างรับ-ค้างจ่ายบันทึกครบถ้วนหรือไม่ 7. ตรวจสอบงบการเงินเพื่อเตรียมยื่นต่อหน่วยงาน DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ต้องยื่นงบการเงินประจำปีภายใน 1 เดือนหลังประชุมผู้ถือหุ้น (ปกติไม่เกิน 150 วันนับจากวันสิ้นปีบัญชี) หากยื่นล่าช้ามีค่าปรับ กรมสรรพากร ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นงวดบัญชี หากยื่นล่าช้า เสียค่าปรับ + เบี้ยปรับทางภาษี สรุป: การตรวจสอบบัญชีก่อนยื่นภาษีเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เช็กลิสต์นี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้ประกอบการ “ยื่นภาษีได้ถูกต้อง” แต่ยังช่วยให้กิจการ “วางแผนภาษี” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันความผิดพลาด ลดความเสี่ยงในการตรวจสอบย้อนหลัง และสะท้อนภาพรวมธุรกิจอย่างมืออาชีพ ### โอนย้ายทรัพย์สินระหว่างบริษัทในเครือต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง? การโอนย้ายทรัพย์สินระหว่างบริษัทในเครือ ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง? การขยายธุรกิจนิยมใช้โครงสร้างแบบ “บริษัทในเครือ” หรือ “กลุ่มบริษัท” การโอนย้ายทรัพย์สินระหว่างบริษัทจึงเป็นเรื่องปกติ เช่น บริษัทแม่โอนรถยนต์ให้บริษัทลูกใช้ บริษัทในเครือโอนสิทธิการเช่าโรงงานให้กัน ย้ายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์สำนักงานไปใช้งานร่วมกัน แม้จะเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน แต่การโอนทรัพย์สินก็ถือเป็น “ธุรกรรมที่มีผลทางกฎหมายและภาษี” ซึ่งหากไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง อาจถูกเรียกตรวจย้อนหลัง และมีผลกระทบต่อภาษีหรือการบริหารงบการเงิน เข้าใจก่อนว่า “การโอนย้ายทรัพย์สิน” คืออะไร? การโอนย้ายทรัพย์สิน หมายถึงการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิการใช้จากบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่ง โดยอาจเป็นการ โอนขาย โอนให้เปล่า โอนตามราคาประเมินบัญชี โอนเพื่อการปรับโครงสร้างธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการโอนด้วยรูปแบบใด ต้องมีการดำเนินเอกสารตามกฎหมาย และส่งผลต่อการลงบัญชีและภาษี ประเภททรัพย์สินที่พบในการโอนระหว่างบริษัทในเครือ ประเภทตัวอย่าง🔹 สินทรัพย์ถาวรอาคาร, เครื่องจักร, คอมพิวเตอร์🔹 ทรัพย์สินทะเบียนรถยนต์, รถบรรทุก, เครื่องจักรหนัก🔹 สิทธิการเช่าเช่าโรงงาน, ที่ดิน, พื้นที่ออฟฟิศ🔹 ทรัพย์สินไม่มีตัวตนซอฟต์แวร์, เครื่องหมายการค้า🔹 สินค้าคงคลังวัตถุดิบ, ผลิตภัณฑ์, สินค้าในสต๊อก ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง? (แยกตามประเภททรัพย์สิน) 1. สินทรัพย์ถาวร (ที่ไม่ต้องจดทะเบียนภายนอก เช่น คอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้) ต้องทำ เอกสารโอน/ขายทรัพย์สินระหว่างบริษัท ออกใบกำกับภาษี (ถ้ามี VAT) ลงบัญชีฝ่ายรับเป็น “สินทรัพย์รับโอน” ฝ่ายโอนต้อง “ตัดบัญชีสินทรัพย์” และรับรู้กำไร/ขาดทุนจากการโอน 2. รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก จดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ กรมการขนส่งทางบก หรือหน่วยงานที่ดูแลทะเบียน ใช้เอกสารประกอบ: สำเนาหนังสือรับรองบริษัท บัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ สำเนาทะเบียนรถ ใบเสร็จการซื้อขายหรือใบกำกับภาษี หากไม่โอนทะเบียน กฎหมายยังถือว่ารถเป็นของบริษัทเดิม และมีผลต่อภาษี-ความรับผิดชอบ 3. สิทธิการเช่า อาคาร ที่ดิน โรงงาน ต้องทำ หนังสือโอนสิทธิการเช่า พร้อมแนบสัญญาเดิมและบันทึกแนบท้าย แจ้งผู้ให้เช่ารับทราบ อาจมีค่าอากรแสตมป์กรณีมีผลเชิงพาณิชย์ 4. อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง) ต้องโอนที่ กรมที่ดิน พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย เอกสารประกอบ: โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองบริษัททั้งสองฝ่าย บันทึกประชุมอนุมัติการโอน แบบ ภ.ง.ด. และใบเสร็จชำระภาษี 5. ทรัพย์สินไม่มีตัวตน (ลิขสิทธิ์, เครื่องหมายการค้า) โอนโดยทำ หนังสือโอนสิทธิ จดทะเบียนการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (ถ้ามีการจดสิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า) ต้องประเมินมูลค่าเพื่อคำนวณภาษีที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบทางภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากทรัพย์สินที่โอนเป็นสินทรัพย์ที่เคยมี VAT (เช่น รถยนต์, เครื่องจักร) ต้องออกใบกำกับภาษี บริษัทผู้รับสามารถใช้ VAT นี้เป็น ภาษีซื้อ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการโอนถือเป็นรายได้ของฝ่ายโอน หากโอนให้เปล่า ฝ่ายโอนอาจต้องถือว่าขาดทุนจากการโอน ซึ่งอาจถูกสรรพากรตั้งข้อสงสัยเรื่องเจตนา “หนีภาษี” ภาษีธุรกิจเฉพาะ / อากรแสตมป์ โอนอสังหาริมทรัพย์ = ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ทำหนังสือโอนสิทธิ์ = ต้องติดอากรแสตมป์ (0.1% ของมูลค่า) ข้อแนะนำ: ควรประเมินมูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาดหรือราคาประเมินบัญชี พร้อมแนบรายงานตรวจสอบภายในหรือที่ปรึกษาภาษี ต้องแจ้งหน่วยงานใดบ้าง? หน่วยงานกรณีต้องแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)หากมีการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์หลักของกิจการ หรือสถานที่ประกอบการกรมสรรพากรกรณีมีการออกใบกำกับภาษี การหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือคำนวณภาษีเงินได้กรมที่ดินสำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์กรมขนส่งทางบกโอนทะเบียนรถกรมทรัพย์สินทางปัญญาโอนสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ข้อควรระวังและคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการโอนแบบ “ให้เปล่า” เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการเบียดบังผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ใช้ราคาตลาดที่มีที่มาชัดเจน และให้กรรมการทั้งสองบริษัทอนุมัติการโอน ควรมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และบันทึกบัญชีอย่างถูกต้อง เก็บสำเนาเอกสารการโอนทั้งหมดอย่างน้อย 5 ปี เพื่อประกอบการตรวจสอบย้อนหลัง สรุปโอนย้ายทรัพย์สินระหว่างบริษัทในเครือ ไม่ใช่แค่โยกของ การโอนย้ายทรัพย์สินระหว่างบริษัทในเครือแม้ดูเหมือนเรื่อง “ภายใน” แต่ในทางกฎหมายและภาษี ถือว่าเป็น ธุรกรรมที่มีผลสมบูรณ์เต็มรูปแบบ ไม่ต่างจากการซื้อขายกับบุคคลภายนอก หากดำเนินการผิดพลาด อาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ค่าปรับ หรือเสียความน่าเชื่อถือทางบัญชี ### อ่านบัญชีไม่เป็นเลย ควรเริ่มดูงบการเงินจากตรงไหนก่อน? อ่านบัญชีไม่เป็นก็เข้าใจงบการเงินได้ หลายคนที่เริ่มทำธุรกิจมักรู้สึกว่า “บัญชี” เป็นเรื่องยาก ต้องมีความรู้เฉพาะทางถึงจะเข้าใจได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูงบการเงินให้เป็น ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด หากคุณเข้าใจโครงสร้าง และรู้ว่าควรเริ่มจากจุดไหน ถึงจะดูออกว่าธุรกิจของคุณกำลัง "มีกำไรจริงไหม" หรือ "เงินกำลังรั่วตรงไหน" บทความนี้จะช่วยคุณเริ่มดูงบการเงินอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย โดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี งบการเงินคืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับผู้ประกอบการ งบการเงินคือเอกสารที่สรุปภาพรวมการเงินของธุรกิจ โดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก: งบกำไรขาดทุน (P&L) – ธุรกิจมีกำไรหรือขาดทุน? งบฐานะการเงิน (Balance Sheet) – ธุรกิจมีทรัพย์สิน หนี้สิน ทุนเท่าไหร่? งบกระแสเงินสด (Cash Flow) – เงินสดในบริษัทไหลเข้าออกอย่างไร? เจ้าของธุรกิจที่ดูงบการเงินเป็นจะ: ควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น รู้ว่าเงินหายไปไหน รู้ว่ากำไรที่เห็นนั้น “จริงหรือหลอก” ป้องกันความเสี่ยงก่อนเจอวิกฤต ถ้าไม่เคยดูงบการเงินมาก่อน ควรเริ่มจากอะไร? 1. “งบกำไรขาดทุน” : บอก “รายได้-รายจ่าย = กำไร” ของธุรกิจในช่วงเวลานั้น องค์ประกอบหลัก: รายได้รวม (Revenue) เช่น ยอดขายสินค้า บริการ ต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงผลิต ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) เช่น เงินเดือน ค่าโฆษณา ค่าเช่า กำไรสุทธิ (Net Profit) หลังหักภาษีและต้นทุนทั้งหมด ดูอะไรในงบนี้ :  ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง? ค่าใช้จ่ายบานปลายหรือควบคุมได้? กำไรสุทธิคุ้มกับที่ลงทุนหรือไม่? 2.  “งบฐานะการเงิน” – เพื่อรู้ว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินดีแค่ไหน : งบดุลแสดงว่า ณ วันสิ้นงวด (เช่น 31 ธันวาคม) บริษัทคุณมีอะไรเป็นของตัวเอง และติดหนี้ใครบ้าง โครงสร้างหลัก: สินทรัพย์ (Assets): เงินสด, สินค้าคงคลัง, เครื่องจักร, ลูกหนี้ หนี้สิน (Liabilities): เจ้าหนี้, เงินกู้, ภาษีค้างจ่าย ทุน (Equity): เงินลงทุน, กำไรสะสม สูตรสำคัญ: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน ดูอะไรในงบนี้ :  หนี้เยอะกว่าสินทรัพย์หรือไม่? เสี่ยงล้มละลายไหม? ลูกหนี้เพิ่มขึ้นเยอะ = เก็บเงินไม่ได้? ทุนลดลง = บริษัทขาดทุนเรื้อรัง? 3. ตรวจ “งบกระแสเงินสด” – เงินสดยังไหลเวียนอยู่หรือไม่? : แม้กำไรจะดูดี แต่ถ้าไม่มี “เงินสด” ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ เช่น ไม่มีเงินจ่ายพนักงาน หรือจ่ายเจ้าหนี้ กลุ่มกิจกรรมต่างๆในงบนี้: กิจกรรมดำเนินงาน: รับ-จ่ายจากกิจกรรมหลัก (ขาย-ซื้อ) กิจกรรมลงทุน: ซื้อสินทรัพย์ เครื่องจักร ฯลฯ กิจกรรมจัดหาเงิน: กู้เงิน, รับเงินลงทุน, จ่ายปันผล ดูอะไรในงบนี้ :  เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน “บวกหรือลบ”? ต้องพึ่งกู้เงินเพื่อหมุนเวียนหรือไม่? เงินออกไปกับการลงทุนมากเกินไปไหม? H3 : เคล็ดลับการดูงบการเงินสำหรับมือใหม่ ✅ เปรียบเทียบงบกับ “ช่วงเวลาก่อนหน้า” เพื่อดูแนวโน้ม เช่น รายได้เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสหรือไม่? ✅ คิดเป็น “เปอร์เซ็นต์” แทนยอดเงิน ค่าใช้จ่าย = 30% ของยอดขาย = สูงไปหรือไม่? ต้นทุนขายเป็นกี่ % ของยอดขาย และมีกำไรขั้นต้นกี่ % พอหักค่าใช้จ่ายในการบริหารไหม  ✅ สังเกตสัญญาณผิดปกติ กำไรลดแต่ยอดขายเพิ่ม = ค่าใช้จ่ายบานปลาย ลูกหนี้เพิ่ม = เก็บเงินไม่ได้ เงินสดติดลบ = ต้องดูว่าเงินไหลออกไปทางไหน สิ่งที่ควรระวังในการอ่านงบการเงิน กำไรในงบอาจไม่ใช่เงินสดที่มีจริง : ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กัน งบที่ไม่มีการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี อาจไม่น่าเชื่อถือ : เลือกดูงบที่มีผู้สอบบัญชีเซ็นรับรองงบการเงิน อาจมีการ “แต่งงบ” ได้ในบางธุรกิจ :  เช่น ไม่ตั้งสำรองหนี้สูญ, รับรู้รายได้ล่วงหน้าเป็นรายได้ สรุป: อ่านบัญชีไม่เป็น ก็เริ่มดูงบการเงินได้ การเข้าใจงบการเงินไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ “เจ้าของธุรกิจทุกคนควรดูให้เป็น” ถ้าคุณเพิ่งเริ่ม ให้ทำตามนี้: เริ่มจาก “งบกำไรขาดทุน” – เข้าใจรายได้ รายจ่าย กำไร ต่อด้วย “งบฐานะการเงิน” – รู้ว่าธุรกิจมีหนี้สิน-ทรัพย์สินแค่ไหน ปิดท้ายด้วย “งบกระแสเงินสด” – เช็กเงินสดหมุนเวียน แม้คุณจะอ่านบัญชีไม่เป็นเลย แต่ถ้าทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้ได้ ธุรกิจก็จะมั่นคง ปลอดภัย และวางแผนขยายได้อย่างมั่นใจ ### รายการที่ไม่ควรใส่เป็นค่าใช้จ่ายบริษัท รายการที่ไม่ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท ในการวางระบบบัญชีของบริษัท หนึ่งในจุดที่มักเกิดความผิดพลาดคือการนำ รายจ่ายที่ไม่สามารถหักภาษีได้ หรือ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ มาบันทึกเป็น "ค่าใช้จ่ายของบริษัท" เพื่อจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ในความเป็นจริง สรรพากรมีแนวทางการตรวจสอบที่ชัดเจน และหากพบว่าบันทึกค่าใช้จ่ายต้องห้ามเข้ามา อาจ ไม่ได้สิทธิ์หักภาษี และยังอาจโดน เบี้ยปรับเงินเพิ่มย้อนหลัง ได้อีกด้วย ทำไมต้องแยก “ค่าใช้จ่าย” ให้ถูกต้อง? เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หากบันทึกบัญชีผิด มีความเสี่ยงอาจโดนเรียกตรวจสอบสูงมาก เพราะ สรรพากรมีระบบ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ เพื่อให้ธุรกิจน่าเชื่อถือ หากบริษัทวางระบบบัญชีที่ดี จะมีผลกับเครดิต สินเชื่อ และการระดมทุน เพราะนักลงทุน และคู่ค้า จะมองว่าโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบบัญชีประจำปี ผู้สอบบัญชีจะตรวจสอบเอกสารทุกประเภท หากรายการใช้จ่ายไม่มีเอกสาร อาจจะถูกบวกกลับเพื่อเสียภาษี รายการที่ไม่ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท 1. รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการหรือพนักงาน 1.1 ค่ารายจ่ายส่วนตัว เช่น ค่าเลี้ยงสังสรรค์ส่วนตัว ค่าอาหารในวันหยุด หรือของใช้ที่ไม่เกี่ยวกับภายในบริษัท เหตุผล: ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แม้จะใช้จ่ายของบริษัทก็ตาม ถือเป็น “สวัสดิการส่วนตัว” ถ้าเหตุผลไม่เพียงพอและไม่มีเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือ 1.2 ค่าท่องเที่ยวของกรรมการ/ผู้บริหาร หากไม่ใช่ทริปดูงานหรือเจรจาธุรกิจโดยตรง และไม่มีหลักฐานการประชุม จะถือเป็นสวัสดิการส่วนตัว 2. รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานประกอบ 2.1 ค่าของขวัญโดยไม่มีหลักเกณฑ์และมูลค่าสูงมากเกินไป การซื้อของแจก เช่น นาฬิกา ทอง กระเป๋า ฯลฯ โดยไม่มีใบเสร็จ หรือใบเสร็จไม่ระบุชื่อบริษัท 2.2 ค่าใช้จ่ายจากบุคคลธรรมดาที่ไม่ออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงิน เช่น จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบ 20,000 บาท แต่ไม่มีหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย 3% แนบ แก้ไข: ออกแบบฟอร์มจ่ายเงินที่มี “ใบหัก ณ ที่จ่าย” ทุกครั้งที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา 3. รายจ่ายเกินจริงไม่สมเหตุสมผล 3.1 ค่าซื้อของที่ไม่มีในสต๊อกหรือใช้จริง ซื้อคอมพิวเตอร์หลายชุด แต่ไม่สามารถแสดงการใช้งานจริงได้ หรือไม่มีรายการตัดจ่ายในระบบ 3.2 ค่าเช่าที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง ราคาสูงผิดปกติ เช่น ค่าเช่าเดือนละ 150,000 บาทในทำเลที่ราคาตลาดแค่ 30,000 บาท สรรพากรจะใช้วิธี “ตีราคาตลาด” หากเห็นว่ารายจ่ายเกินจริง 4. รายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายภาษี 4.1 ค่าปรับ หรือเงินเพิ่ม จากการเสียภาษีล่าช้า เช่น ค่าปรับจากการยื่นแบบล่าช้า หรือดอกเบี้ยเงินเพิ่ม ถือเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" 4.2 ค่าใช้จ่ายที่ผิดกฎหมาย เช่น ค่าความเสียหายจากการละเมิดกฎหมาย ของศุลกากรหรือสรรพสามิต  5. รายจ่ายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ 5.1 ค่าซ่อมแซมรถยนต์ส่วนตัว หากรถคนนั้นไม่ได้นำมาใช้งานในบริษัทจริงจะไม่สามารถหักรายจ่ายได้ 5.2 ค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำที่บ้าน ที่ไม่ใช่สำนักงานของบริษัท  เว้นแต่ว่าบริษัทใช้บ้านเป็นสำนักงานจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และมีการคิดอัตราส่วนที่เหมาะสม หากใช้งานร่วมกัน แนะนำให้แยกค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เช่น 70% ใช้งานส่วนตัว 30% ใช้ทำงาน 6. รายจ่ายที่ไม่เกิดขึ้นจริง  6.1 ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษีปลอม ออกโดยผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง หรือบริษัทที่ถูกระงับ VAT แล้ว กรณีนี้ถือว่ามีเจตนาเลี่ยงภาษี → ลงโทษรุนแรงถึงขั้นถูกฟ้องร้องอาญา แนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าของกิจการ สร้างวินัยการขอเอกสารทุกครั้ง – โดยเฉพาะ “ใบกำกับภาษีเต็มรูป” และ “ใบหัก ณ ที่จ่าย” ใช้ระบบบัญชีที่เชื่อมโยงกับเอกสารต้นทาง เช่น โปรแกรมบัญชีที่แนบเอกสารดิจิทัลได้ ตรวจสอบรายการจ่ายที่อาจมีลักษณะส่วนตัว เช่น ของใช้ส่วนตัว , ค่าเทอมลูก ทำรายงานวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทุกไตรมาส เพื่อแยกค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้อง ปรึกษานักบัญชีและผู้สอบบัญชี เมื่อมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจในการบันทึกรายการ สรุป: รายจ่ายบันทึกผิด เสียหายมากกว่าที่คิด การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องของ “ลดหย่อนภาษี” เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยในการตรวจสอบย้อนหลัง ทุกรายการที่บันทึกในบัญชี ต้องสามารถตอบคำถามสรรพากรได้ว่า: “จำเป็นต้องใช้เพื่อประกอบกิจการหรือไม่?” หากตอบไม่ได้ นั่นแปลว่ารายจ่ายนั้นไม่ควรอยู่ในบัญชีหรือต้องบวกกลับให้สรรพากร ### ใบกำกับภาษี vs ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันยังไง? ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ความต่างของใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงิน? แม้ว่า "ใบกำกับภาษี" และ "ใบเสร็จรับเงิน" จะเป็นเอกสารที่ออกให้ลูกค้าเมื่อมีการซื้อขาย แต่ในเชิงบัญชีและภาษี สองเอกสารนี้มีความหมาย หน้าที่ และผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือผู้ประกอบการที่จด VAT แล้วออกเอกสารผิด อาจเสี่ยงโดนสรรพากรปรับย้อนหลัง และลูกค้าก็ไม่สามารถนำไปใช้ขอคืนภาษีได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจแบบละเอียด พร้อมตัวอย่างเอกสารและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง 1. ใบกำกับภาษีคืออะไร? ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกให้กับลูกค้า เพื่อแสดงรายการสินค้า/บริการ และยอดภาษีมูลค่าเพิ่มแยกต่างหากจากราคาสินค้า 1.1 จุดประสงค์ ใช้เป็นหลักฐานทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ลูกค้าสามารถนำไปใช้ในการ “เครดิตภาษีซื้อ”  ผู้ขายนำไปใช้เป็นหลักฐานยื่นภาษีขาย 1.2 ผู้ที่ต้องออกใบกำกับภาษี ผู้ประกอบการที่ “จดทะเบียน VAT” เท่านั้น หากยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ห้ามออกใบกำกับภาษีเด็ดขาด 2. ใบเสร็จรับเงินคืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คือ เอกสารที่แสดงว่าผู้ขายได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว  2.1 จุดประสงค์ ใช้เป็นหลักฐานการชำระเงิน ไม่สามารถนำไปเครดิตภาษีซื้อได้ ใช้ประกอบการลงบัญชีในบางกรณี 2.2 ผู้ออก ทุกกิจการไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา หรือบริษัทที่ยังไม่จด VAT ก็สามารถออกได้ 3. ความแตกต่างระหว่างใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงิน ประเด็นใบกำกับภาษีใบเสร็จรับเงินผู้มีสิทธิออกผู้จด VAT เท่านั้นทุกกิจการจุดประสงค์แสดงภาษีมูลค่าเพิ่มแยกชัดเจนยืนยันการชำระเงินใช้เครดิตภาษีได้ไหม✅ ได้❌ ไม่ได้ต้องมีในระบบบัญชีหรือไม่✅ จำเป็นจำเป็นมีผลต่อการยื่นภาษีหรือไม่✅ ใช้ยื่นภาษีขาย✅ ใช้ยืนยันการรับชำระข้อมูลที่ต้องมีชื่อ-ที่อยู่-เลขผู้เสียภาษีทั้งสองฝ่าย, รายการสินค้า, VAT / คำว่าใบกำกับภาษี / สำนักงานใหญ่ / วันที่ออก ชื่อสินค้า, ราคา, วันที่ชำระเงิน 4. ประเภทของใบกำกับภาษี 4.1 ใบกำกับภาษีอย่างเต็มรูป เอกสารที่มีข้อมูลครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น: ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายและผู้ซื้อ เลขลำดับใบกำกับภาษี รายการสินค้า/บริการ ราคาสินค้า และภาษีแยก 7% วันเดือนปีที่ออกเอกสาร สำนักงานใหญ่ /สาขา คำว่าใบกำกับภาษี 4.2 ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ออกโดยธุรกิจทั่วไป เช่น ร้านอาหารที่ใช้ระบบ POS ไม่ต้องใส่ชื่อผู้ซื้อเหมาะกับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ขอเครดิตภาษี 5. ตัวอย่างกรณีที่ต้องใช้ใบกำกับภาษี บริษัทซื้อของเพื่อไปใช้ในกิจการ และต้องการขอเครดิตภาษี ผู้ประกอบการจด VAT ที่ขายสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าองค์กร หากไม่มีใบกำกับภาษี ลูกค้าจะไม่สามารถนำไปยื่นขอคืนภาษีได้ และผู้ขายอาจถูกปฏิเสธเอกสารหากถูกตรวจสอบ 6. ตัวอย่างกรณีที่ใบเสร็จรับเงินเพียงพอ ร้านค้า/บุคคลธรรมดาที่ยังไม่จด VAT การขายสินค้าที่ไม่อยู่ในข่ายต้องเสีย VAT (เช่น หนังสือ, สินค้าเกษตรไม่แปรรูป) 7. วิธีออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก) ของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้รูปแบบมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด ใช้โปรแกรมบัญชีที่สามารถออกเอกสารภาษีอย่างถูกต้อง เช่น Express, PEAK, FlowAccount, Odoo สำเนาใบกำกับภาษีต้องจัดเก็บไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (5 ปี) 9. ความเสี่ยงหากออกเอกสารผิด ออกใบกำกับภาษีโดยไม่จด VAT → โดนปรับสูงสุด 2,000 บาท/ครั้ง ไม่ออกใบกำกับภาษีทั้งที่จด VAT แล้ว → ปรับ 2 เท่าของภาษี + เงินเพิ่ม เอกสารไม่ถูกต้อง/ไม่ครบถ้วน → ตรวจสอบย้อนหลังและถูกเรียกคืนภาษี 10. สรุป: ใบกำกับภาษี กับ ใบเสร็จรับเงิน เอกสารทั้งสองชนิดนี้ไม่สามารถใช้แทนกันได้โดยสมบูรณ์ และมีผลกระทบทั้งในด้านบัญชี ภาษี และกฎหมาย หากผู้ประกอบการเข้าใจความแตกต่างอย่างถูกต้อง จะสามารถ: ออกเอกสารได้ตรงตามประเภทของธุรกิจ ป้องกันความเสี่ยงในการโดนตรวจสอบจากสรรพากร ช่วยให้ลูกค้านำเอกสารไปใช้ได้ถูกต้อง สร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจ ### กลยุทธ์วางแผนภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ภาษีคือสิ่งที่วางแผนได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจ่าย สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น การบริหารจัดการ “ภาษี” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และหลายคนมักจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว “การวางแผนภาษี” เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรใส่ใจ เพราะมีผลต่อ: สภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน โอกาสในการขยายกิจการ ความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้จะพาเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กทุกคน มาทำความเข้าใจกลยุทธ์การวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณจ่าย “ภาษีในจำนวนที่เหมาะสม” ไม่มากเกิน และไม่เสี่ยงต่อการถูกสรรพากรตรวจสอบในอนาคต 1. ทำไมบริษัทขนาดเล็กควรวางแผนภาษี? เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน: ช่วยให้เหลือเงินไปใช้หมุนเวียนธุรกิจ ลดความเสี่ยงในการถูกปรับ: ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ลดโอกาสโดนตรวจสอบย้อนหลัง สร้างความโปร่งใส: บริหารธุรกิจอย่างมืออาชีพ สร้างความน่าเชื่อถือต่อคู่ค้า ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีได้เต็มที่: รู้ทันสิทธิ์ที่ธุรกิจสามารถขอคืนภาษีหรือธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีนั่นเอง 2. รู้จักภาษีที่บริษัทต้องจัดการก่อนวางแผน ก่อนวางแผนภาษี ต้องเข้าใจประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทขนาดเล็ก: ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 / ภ.ง.ด.51) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ( ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) – หากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ( ภพ.30 / ภพ.36) ภาษีธุรกิจเฉพาะ – กรณีขายอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจเฉพาะทาง ( ภธ.40) ประกันสังคม และเงินสมทบอื่น ๆ 3. กลยุทธ์วางแผนภาษีแบบง่ายที่ทุกบริษัทขนาดเล็กทำได้ 3.1 แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจอย่างเด็ดขาด เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท งดใช้บัญชีส่วนตัวรับ-จ่ายเงินให้บริษัท เพื่อจะทำให้เห็นภาพกำไรขาดทุนจริง และวางแผนภาษีได้แม่นยำ 3.2 จัดทำบัญชีให้ถูกต้อง และบันทึกเอกสารให้ครบถ้วน เก็บใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่ายทุกครั้ง ทำบัญชีตามเกณฑ์รายการ (ไม่ใช่แค่เกณฑ์เงินสด) เลือกสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชีที่เข้าใจธุรกิจ 3.3 วางโครงสร้างเงินเดือนให้เหมาะสม เจ้าของธุรกิจควรรับเงินเดือนในระดับที่สมเหตุสมผล เงินเดือนสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทและช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี 4. ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีให้เต็มที่ 4.1 หักรายจ่ายได้เต็มที่ หากเอกสารถูกต้อง รายจ่ายที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าวัสดุ รายจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีถูกต้องครบถ้วน ควรหลีกเลี่ยงการซื้อของที่ไม่มีเอกสารหรือซื้อด้วยเงินสดจากร้านค้าไม่มี VAT 4.2 ใช้ Super Deduction ให้เป็นประโยชน์ ตัวอย่างที่บริษัทขนาดเล็กใช้ได้: ค่าฝึกอบรมพนักงาน → หักได้ 200% ค่าจ้างผู้สูงอายุ / ผู้พิการ → หักได้ 2 เท่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 4.3 ขอคืน VAT อย่างถูกวิธี สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้เข้าเกณฑ์ VAT กรณีส่งออกสินค้า หรือมีภาษีซื้อเกินภาษีขาย ทำเรื่องขอคืน Vat ได้โดยต้องใช้ใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง และมีรายงานภาษีขาย-ซื้อประกอบและเอกสารการส่งออก  5. วางแผนทุนจดทะเบียนและทุนเรียกชำระแล้วให้เหมาะสม การที่มีทุนเรียกชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้าน และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านต่อปี อัตราภาษีจะใช้อัตราของ SME  กำไรสุทธิอัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี300,001 – 3,000,00015%มากกว่า 3,000,00020% ดังนั้น การวางแผนเรื่องทุนรับชำระแล้วและรายได้ควรวางแผนเรื่องอัตราภาษีได้ 6. กลยุทธ์เฉพาะทางเพิ่มเติมที่ SME ควรรู้ 6.1 แปลงสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายบางประเภทสามารถตัดเป็นค่าเสื่อมได้ เช่น คอมพิวเตอร์, เครื่องจักรแนะนำผู้ประกอบการควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเกี่ยวกับการตั้งค่าเสื่อมราคาในงบการเงิน เพื่อความถูกต้อง 6.2 วางแผนกระแสเงินสด เพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่องตอนเสียภาษี กันเงินสำรองจ่ายภาษีล่วงหน้า (ทุกเดือน) ตรวจสอบเอกสารชำระภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ว่าครบถ้วนไหม เพื่อให้สามารถใช้หักในตอนสิ้นปีได้ 7. ข้อควรระวังที่ทำให้ SME เสี่ยงถูกตรวจสอบภาษี ใช้ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้อง ไม่ยื่นภาษีประจำเดือน (ภ.พ.30 / ภ.ง.ด.1 / ภ.ง.ด.3 ฯลฯ) รายจ่ายมากเกินไป หรือไม่สัมพันธ์กับรายได้ บัญชีขาดความเชื่อมโยงระหว่างรายรับ – รายจ่าย – เงินในบัญชี สรุป: SME ที่ดี ควรจ่ายภาษีอย่างมีแผน ไม่ใช่แค่รอคำนวณปลายปี วางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องของคนบัญชีเท่านั้น แต่คือ “ทักษะการบริหาร” ที่เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจ เพราะการวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้คุณ: ภาระทางภาษีลดลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนตรวจสอบย้อนหลัง การวางแผนธุรกิจที่ดีจะสามารถเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจเติบโตได้จริง ### ถูกปรับภาษีย้อนหลัง เพราะไม่ทำบัญชีหลังจดบริษัท ถูกปรับภาษีย้อนหลัง เพราะไม่ทำบัญชีหลังจดบริษัท  การจดทะเบียนบริษัทกลายเป็นทางเลือกที่นิยมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ขยายโอกาสในการร่วมธุรกิจกับองค์กรขนาดใหญ่ และเพื่อผลทางภาษีที่ดูเหมือนจะ "เสียภาษีน้อยลง" แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไป คือ “หน้าที่ตามกฎหมายหลังจากจดทะเบียนบริษัท” โดยเฉพาะการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่จดบริษัทไว้ แต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง หรือไม่มีรายได้เลย แล้วเข้าใจผิดว่า “ไม่ต้องทำบัญชี ไม่ต้องยื่นภาษี” ซึ่งความเข้าใจนี้อาจนำไปสู่บทลงโทษรุนแรง ทั้งการถูก สรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง และ ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม ความเข้าใจผิดที่อันตราย : “ไม่มีรายได้ ไม่ต้องทำบัญชี” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยจากผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ คือ “บริษัทไม่มีรายได้ ไม่มีการดำเนินงานเลย ไม่ต้องทำบัญชีหรือยื่นภาษีหรอก” ความเชื่อนี้อาจทำให้คุณต้องจ่ายแพงในภายหลัง เพราะในความเป็นจริงตามกฎหมายบริษัทจะต้องทำบัญชีและยื่นภาษีทุกปีไม่ว่ามีรายได้หรือไม่ก็ตาม จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้) และ จัดทำงบการเงิน พร้อมยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นปีบัญชี หากไม่ดำเนินการ มีโอกาสสูงที่จะถูกตรวจสอบและถูกปรับย้อนหลังถึง 5 ปี การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง + เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากบริษัทไม่ได้ยื่นงบการเงินหรือภาษีเป็นเวลาหลายปี จะถูกจัดว่าเป็น “กลุ่มความเสี่ยง” ของกรมสรรพากรทันที และอาจถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกเมื่อ ข้อกำหนดของบัญชีและภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้ 1. พระราชบัญญัติการบัญชี  บริษัทต้องจัดทำบัญชีและต้องเก็บรักษาบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี 2. พระราชบัญญัติกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากไม่ยื่นงบการเงินภายในกำหนด =เสียค่าปรับเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสูงสุด 50,000 บาท  3. ประมวลรัษฎากร หากไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภ.ง.ด.50 = ปรับ 2,000 บาท/แบบ เช็กลิสต์: บริษัทที่คุณจดไว้ มีความเสี่ยงหรือไม่? 📍 หากบริษัทมีมากกว่า 3 ข้อ ต้องรีบแก้ไขทันที! มีการจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคลไว้ ไม่เคยยื่นงบการเงินประจำปี ไม่เคยยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 / ภ.ง.ด.51 ไม่เคยยื่น ภ.พ.30 แม้มีการรับเงินเข้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่มีการจ้างนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี เข้าใจว่า “ไม่มีรายได้ = ไม่ต้องทำอะไรเลย” แนวทางการแก้ไข หากบริษัทไม่ได้ยื่นบัญชี-ภาษีมาหลายปี หากคุณเพิ่งรู้ว่าบริษัทของตนมีความเสี่ยง ควรรีบดำเนินการโดย: จ้างสำนักงานบัญชี / ผู้สอบบัญชี เพื่อเป็นที่ปรึกษาและช่วยรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง จัดทำบัญชีย้อนหลังและงบการเงินย้อนหลังให้ครบทุกปี ยื่นงบการเงินย้อนหลังต่อ DBD ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 / 51 ต่อสรรพากรย้อนหลัง เตรียมงบชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้/ค่าใช้จ่าย ในกรณีที่มีความผิดปกติ ประสานขอผ่อนผันเบี้ยปรับ / เงินเพิ่ม (ถ้ามี) คำแนะนำสำหรับผู้ที่คิดจะ “ปล่อยบริษัททิ้ง” บางคนอาจคิดว่า “ปล่อยบริษัทร้างไว้เฉย ๆ ก็ไม่มีปัญหา” แต่ความจริงแล้ว บริษัทที่ไม่ทำบัญชี ไม่ยื่นภาษี ไม่ยื่นงบการเงิน ถือเป็นบริษัทผิดกฎหมาย ซึ่งจะนำมาซึ่ง: การถูกขึ้นสถานะ “ไม่ได้ส่งงบการเงิน” ในระบบ DBD Data Warehouse ปรับกรรมการเป็นรายบุคคล อาจถูก “ระงับสิทธิ์การจดบริษัทใหม่” ในอนาคต อาจถูกขึ้นแบล็กลิสต์ในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ สิ่งที่ควรทำหากไม่มีการดำเนินกิจการ คือ: จดเลิกบริษัทอย่างถูกต้อง ปิดงบ-ชำระภาษีให้ครบถ้วนก่อนเลิกกิจการ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และแจ้งเลิกกิจการกับสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ( DBD ) บทสรุป: อย่าคิดว่าจดแล้ว “ทิ้งได้” ทุกบริษัทมีหน้าที่ทางบัญชี การจดทะเบียนบริษัทคือการก้าวเข้าสู่ “โลกของธุรกิจมืออาชีพ” ซึ่งมาพร้อมกับภาระหน้าที่ทางบัญชีและภาษีอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม หากคุณไม่อยากถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หรือเสียค่าปรับ อย่าละเลยการจัดทำบัญชี และควรยื่นงบการเงินให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก ### สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่บริษัทสามารถใช้ลดภาษี ได้อย่างถูกกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่บริษัทสามารถใช้ลดภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย ภาษีไม่ใช่แค่ภาระ แต่คือ "โอกาส" ที่ซ่อนอยู่ในกฎหมาย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมอง "ภาษี" ว่าเป็นภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความจริงแล้ว ภาษีอากรที่รัฐบาลกำหนดไว้ ไม่ได้มีไว้เพื่อเรียกเก็บเงินจากภาคเอกชนอย่างเดียว หากแต่ยังมี "ช่องทางทางกฎหมาย" ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิ์ "ลดหย่อน" หรือ "ยกเว้น" ภาษีได้ในหลากหลายรูปแบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจ สังคม หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่บริษัทสามารถใช้ได้ โดยแบ่งประเภทชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง คุ้มค่า และปลอดภัยจากการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ✅ สิทธิประโยชน์จากการหักรายจ่ายเพิ่มขึ้น (Super Deduction) ✅ สิทธิประโยชน์จากการยกเว้นหรือลดอัตราภาษี ✅ สิทธิประโยชน์จากการคืนภาษีหรือขอคืน VAT 1. สิทธิประโยชน์จากการ "หักรายจ่ายเพิ่ม" ได้มากกว่าความเป็นจริง การหักรายจ่ายเพิ่ม(Super Deduction) หมายถึง การที่บริษัทสามารถนำรายจ่ายบางประเภทมาหักภาษีได้มากกว่ามูลค่าที่จ่ายจริง เช่น จ่าย 100 บาท แต่สามารถหักได้ถึง 200% หรือ 2 เท่า ตัวอย่างสิทธิ์ที่นิยม ได้แก่: 1.1 หักรายจ่ายสำหรับฝึกอบรมพนักงาน ต้องเป็นการอบรมที่อยู่ในหลักสูตรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือองค์กรที่ได้รับการรับรองสามารถหักรายจ่ายได้ถึง 200%📝 ตัวอย่าง: ค่าฝึกอบรม 100,000 บาท → หักภาษีได้ 200,000 บาท 1.2 หักรายจ่ายสำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ตามนโยบายส่งเสริมการมีงานทำสามารถหักได้มากถึง 2 เท่า ของเงินเดือนที่จ่ายจริง 1.3 หักรายจ่ายค่าซื้อเครื่องจักรหรือ Software สำหรับปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ตามนโยบาย EEC หรือ Smart Factory หักได้ 1.5 - 2 เท่า หากเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด 2. สิทธิประโยชน์จากการ "ยกเว้นภาษี" หรือ "ลดอัตรา" บริษัทสามารถได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ หากเข้าเกณฑ์ดังนี้: 2.1 สิทธิ BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนาน 3–8 ปี ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมเป้าหมาย พลังงานสะอาด ฯลฯ ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ 2.2 สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC, เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษชายแดน) ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ / ลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงื่อนไขต้องมีการลงทุนขั้นต่ำ และจ้างแรงงานท้องถิ่น 2.3 บริษัทใหม่ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วงเริ่มต้น เช่น ได้รับอัตราภาษีลดลง 15% ในปีแรก และได้หักค่าใช้จ่ายบางประเภทเกินจริงได้ เช่น ค่าจัดตั้งบริษัท 3. สิทธิประโยชน์จากการ "ขอคืนภาษี" หรือ "VAT Refund" 3.1 ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) หากบริษัทมีรายจ่ายมากกว่ารายรับในช่วงเริ่มต้น หรือส่งออกสินค้าและบริการ (ที่ได้รับยกเว้น VAT 0%) ต้องมีเอกสารครบถ้วน เช่น ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ, เอกสารประกอบการนำเข้า/ส่งออก  3.2 ขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากรายได้ที่ถูกหักไปโดยคู่ค้าสามารถขอคืนได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด.51 และจะต้องมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐาน สิ่งที่ควรระวังในการใช้สิทธิประโยชน์ ใช้เอกสารปลอม หรือขาดหลักฐาน → เสี่ยงโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อน เช่น หักค่าใช้จ่ายประเภทเดียวกันหลายสิทธิ์ ละเลยการบันทึกบัญชีอย่างถูกต้อง → อาจโดนประเมินภาษีย้อนหลัง ไม่ศึกษาข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสิทธิ์ เช่น ต้องขอยื่นล่วงหน้าหรือภายใน 60 วัน วิธีเตรียมตัวเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ได้เต็มที่ ✅ ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง ✅ ตรวจสอบสิทธิ์ที่ธุรกิจมีสิทธิใช้ได้ (อ้างอิงจากกรมสรรพากร, BOI, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) ✅ วางแผนล่วงหน้าก่อนทำธุรกรรมหรือลงทุน ✅ เก็บเอกสารประกอบทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน ✅ จัดระบบบัญชีอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ ตัวอย่างบริษัทที่ใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง บริษัท A: ผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ ได้สิทธิ BOI → ยกเว้นภาษี 5 ปี ฝึกอบรมพนักงานผ่านกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน → หักค่าใช้จ่ายได้ 200% จ้างผู้สูงอายุและคนพิการ → หักค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่งออกสินค้าสุขภาพ → ขอคืน VAT ได้ สรุป: หากเข้าใจสิทธิ ก็สามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ใช่เรื่องของการ “เลี่ยงภาษี” แต่คือการวางแผนภาษีอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถแข่งขันได้ในตลาดอย่างยั่งยืน ### วางระบบบัญชีอย่างไร ให้ถูกใจสรรพากร วางระบบบัญชีอย่างไร ให้ถูกใจสรรพากร สรรพากรมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ตรวจสอบความเชื่อมโยงของรายได้–รายจ่ายผ่านข้อมูลดิจิทัล การวางระบบบัญชีให้ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องของ “การทำบัญชีแค่ให้ยื่นภาษีได้” อีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบย้อนหลัง ธุรกิจจำนวนมากที่ไม่ได้ตั้งใจทุจริต แต่ขาดความรู้เรื่องการวางระบบบัญชี เช่น ไม่มีเอกสารยืนยันรายจ่ายที่เพียงพอ, ใช้บัญชีเดียวกันกับส่วนตัว, หรือยื่นรายได้ไม่สัมพันธ์กับข้อมูลธนาคาร ล้วนเสี่ยงต่อการถูก “เรียกตรวจ” จากสรรพากรอย่างไม่รู้ตัว เหตุผลที่สรรพากรอาจตรวจสอบบัญชีของคุณ กรมสรรพากรไม่ได้สุ่มตรวจแบบไร้เหตุผล หากเข้าเกณฑ์ต่อไปนี้ คุณมีแนวโน้มจะถูกตรวจสอบมากกว่าปกติ: รายได้ในงบกำไรขาดทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจประเภทเดียวกัน ภาษีซื้อสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับยอดขาย มีรายการขาดทุนต่อเนื่องหลายปี ยื่นภาษีไม่สอดคล้องกับรายงานธนาคารหรือใบกำกับภาษี ใช้ชื่อผู้ถือหุ้นซ้ำในหลายบริษัท รายการรายจ่ายจำนวนมากแต่ไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ทั้งหมดนี้สรรพากรสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ร่วมกับระบบตรวจสอบ VAT, ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย และระบบ E-Filing ต่าง ๆ ที่ใช้งานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , กรมศุลกากร , สำนักงานประกันสังคม  พฤติกรรมเสี่ยง 7 ประการ ที่สรรพากรจับตา บัญชีไม่แยกส่วนตัวกับธุรกิจเช่น ใช้บัญชีธนาคารเดียวกัน, รูดบัตรเครดิตส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายบริษัท, ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารายจ่ายเป็นของธุรกิจจริง รายจ่ายไม่มีใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเช่น เบิกค่าน้ำมัน เบี้ยเลี้ยง ค่าโฆษณา โดยไม่มีหลักฐานรองรับ อาจถูกตีตกเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” รายได้ไม่สัมพันธ์กับเงินเข้า–ออกบัญชีโดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ สรรพากรสามารถเช็คยอดรับเงินจากแอปฯ/บัญชีธนาคารได้ หากยื่นรายได้ต่ำผิดปกติ อาจถูกเรียกตรวจย้อนหลัง ใช้บริการผู้รับเหมาหรือฟรีแลนซ์ แต่ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ผิดกฎหมายชัดเจน และมีโทษทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตั้งรายจ่ายสูงผิดปกติเพื่อให้กำไรน้อย หากรายจ่ายมีลักษณะ “แต่งบัญชี” จะเป็นประเด็นในการตรวจสอบแน่นอน ไม่ยื่นรายงานภาษีครบถ้วน เช่น ไม่ยื่น ภ.พ.30, ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.50, ไม่ส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใช้ระบบบัญชีแบบไม่เป็นทางการ หรือใช้ Excel อย่างเดียว ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังยาก เสี่ยงต่อการถูกตีตกกรณีไม่มีหลักฐานยืนยัน หลักการวางระบบบัญชีที่ปลอดภัย และโปร่งใส การวางระบบบัญชีอย่างถูกต้อง ไม่เพียงป้องกันการตรวจสอบ แต่ยังส่งเสริมความโปร่งใสของกิจการ และทำให้ธุรกิจพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต หลักการพื้นฐานมีดังนี้: แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัท เปิดบัญชีธนาคารแยกต่างหาก แยกรายการใช้จ่ายทุกอย่างชัดเจน ไม่ใช้บัตรเครดิตส่วนตัวรูดค่าใช่จ่ายของบริษัท ใช้ระบบบัญชีที่มีมาตรฐาน เลือกโปรแกรมบัญชีที่ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร (เช่น FlowAccount, PEAK, Odoo, Express) ระบบควรออกใบกำกับภาษี, จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย, ภ.ง.ด., รับ-ตัด สต๊อคและงบทดลองได้ บันทึกบัญชีรายวันสม่ำเสมอ ไม่ควรรอจนถึงปลายปี ตรวจสอบยอดรายเดือน เปรียบเทียบกับธนาคารเป็นประจำ จัดเก็บเอกสารทางบัญชีอย่างมีระบบ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สัญญา เอกสารรับเงิน-จ่ายเงิน เก็บอย่างน้อย 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องทุกครั้ง โดยเฉพาะค่าจ้างฟรีแลนซ์, ค่าบริการ, ค่าที่ปรึกษา จัดทำหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้ง ยื่นแบบภาษีตรงเวลา ภ.พ.30 (VAT) ภ.ง.ด.1 (เงินเดือน) ภงด51 (แบบนำส่งภาษีกลางปี) ภ.ง.ด.50 (แบบนำส่งภาษีสิ้นปี) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3/53) เครื่องมือและระบบที่ช่วยให้บัญชีปลอดภัย Cloud Accounting Software เช่น PEAK, FlowAccount, QuickBooks POS ที่เชื่อมกับบัญชี ช่วยลดการลงข้อมูลซ้ำ Google Drive / OneDrive สำหรับจัดเก็บเอกสารออนไลน์ ระบบจัดการภาษีอัตโนมัติ เพื่อลดความผิดพลาดในการกรอก VAT, ภ.ง.ด. วิธีตรวจสอบภายในก่อนยื่นภาษี ตรวจสอบความครบถ้วนของรายรับ–รายจ่าย ตรวจสอบ VAT ซื้อ/ขาย ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ ตรวจสอบว่าทุกรายจ่ายมีหลักฐานรองรับครบ เปรียบเทียบรายได้กับเงินเข้าธนาคาร ตรวจสอบว่าได้ยื่นภาษีทุกประเภทครบถ้วน และตรงเวลา สรุป การถูกตรวจสอบจากสรรพากรไม่ใช่สิ่งน่ากลัว หากคุณวางระบบบัญชีอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก หลักการง่าย ๆ คือ “ชัดเจน – ตรวจสอบได้ – มีหลักฐาน” หากทำได้ครบ โอกาสในการถูกเรียกตรวจสอบจะน้อยลง และแม้จะถูกตรวจ คุณก็มีความมั่นใจว่าธุรกิจของคุณโปร่งใส ไม่มีอะไรต้องกังวล สุดท้าย อย่าลืมว่า “บัญชีที่ดี = ธุรกิจที่มั่นคง” หากคุณไม่แน่ใจว่าระบบบัญชีของคุณอยู่ในจุดไหน การปรึกษานักบัญชีมืออาชีพหรือวางระบบบัญชีให้สอดคล้องกับภาษีอย่างถูกต้อง คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ### เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเก็บไว้เผื่อการตรวจสอบภาษี เอกสารอะไรบ้างที่ควรเก็บไว้เผื่อการตรวจสอบภาษี? ปัจจุบันกรมสรรพากรมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลภาษีอย่างครอบคลุม การยื่นแบบภาษีอย่างถูกต้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีเอกสารประกอบการยื่นที่ครบถ้วนและถูกต้อง เจ้าของธุรกิจอาจเผชิญกับปัญหาเมื่อต้องชี้แจงกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นการถูกขอเอกสารตรวจสอบย้อนหลัง หรือแม้แต่การถูกตีตกการหักรายจ่าย ส่งผลให้ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับเอกสารสำคัญที่ธุรกิจทุกประเภทควรเก็บรักษาให้ดี เพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีอย่างมืออาชีพ ทำไมต้องเก็บเอกสาร? เหตุผลที่คุณไม่ควรมองข้าม การเก็บเอกสารไม่ใช่เพียงเพราะกฎหมายบังคับ แต่ยังเป็น “เกราะป้องกัน” สำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีต่อไปนี้: ถูกสุ่มตรวจสอบจากกรมสรรพากร มีข้อสงสัยเกี่ยวกับยอดรายได้หรือรายจ่าย ต้องพิสูจน์สิทธิในการหักรายจ่าย/ภาษีซื้อ ขัดแย้งกับคู่ค้าเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเครดิตภาษี ถูกตรวจสอบย้อนหลังย้อนหลังหลายปี 📍 หากไม่มีเอกสารรองรับ ธุรกิจอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม เสียเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มทันที ประเภทเอกสารที่ควรเก็บ  1. ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ : ใช้เป็นหลักฐานในการหักภาษีซื้อ หรือแสดงรายได้ของกิจการ ควรเก็บทั้งภาษีขายและภาษีซื้อ โดยต้องมีองค์ประกอบครบ 8 ข้อ เช่น ชื่อผู้ขาย/ผู้ซื้อ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี, รายการสินค้า/บริการ, VAT 7%, วันเดือนปีที่ออกเอกสาร , คำว่าใบกำกับภาษี , สำนักงานใหญ่หรือสาขา 2. ใบเสร็จรับเงิน / เอกสารรับชำระเงิน :  ใช้ประกอบการพิสูจน์ว่ามีการชำระเงินจริง เช่น การจ่ายค่าที่ปรึกษา, ค่าอบรม, ค่าเดินทาง, ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แม้จะไม่มี VAT ก็ยังต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานการจ่ายเงิน 3. ใบแจ้งหนี้ และใบสั่งซื้อ : เพื่อแสดงเจตนาและการตกลงก่อนเกิดรายจ่าย  ใบแจ้งหนี้เป็นตัวกำหนดยอดที่ต้องชำระ  ใบสั่งซื้อแสดงการตกลงสั่งสินค้า/บริการไว้ล่วงหน้า 4. หลักฐานการจ่ายเงิน :  เช่น สลิปโอน, สำเนาเช็ค, รายการเดินบัญชี (Statement) ช่วยยืนยันว่า มีการจ่ายเงินจริง ไม่ใช่รายจ่ายปลอม หรือเป็นการแอบอ้าง 5. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53) : สำคัญมากสำหรับรายจ่ายที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น ค่าจ้างฟรีแลนซ์, ค่าบริการ ฯลฯ ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามอัตรา และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับ พร้อมนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนด 6. แบบแสดงรายการภาษี (ทุกประเภท) : ได้แก่ ภ.พ.30 , ภ.ง.ด.1 , ภ.ง.ด.3 / 53 , ภ.ง.ด.50 , ภ.ง.ด.51 ต้องเก็บสำเนาไว้ทุกแบบ พร้อมหลักฐานการชำระภาษี 7. เอกสารประกอบการหักค่าใช้จ่าย : เช่น แบบฟอร์มเบิกเงิน ใบเบิกเบี้ยเลี้ยง รายงานการเดินทาง บันทึกการประชุมที่เกี่ยวข้อง รูปถ่ายหน้างาน/อบรม/กิจกรรมที่อ้างเป็นรายจ่าย 8. สัญญาและข้อตกลงทางธุรกิจ :  สัญญาจ้าง, สัญญาเช่า, สัญญารับงาน, ข้อตกลงการร่วมลงทุน ฯลฯ ช่วยพิสูจน์ที่มาของรายได้-รายจ่ายอย่างชัดเจน 9. เอกสารทางทรัพย์สิน :  ทะเบียนทรัพย์สิน, สัญญาซื้อขาย, บันทึกค่าเสื่อมราคา, ใบซ่อมบำรุง ฯลฯ สำคัญในการหักค่าเสื่อม, ค่าใช้จ่ายซ่อมแซม และกำไรจากการขายสินทรัพย์ 10. รายงานทางบัญชี :  งบการเงิน, งบทดลอง, รายงานภาษีซื้อ-ขาย, สมุดรายวัน, รายงานแยกประเภท ถือเป็น “หลักฐานกลาง” ที่เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลจริง ระยะเวลาที่ควรเก็บเอกสาร: ตามกฎหมายและความปลอดภัย ประเภทเอกสารระยะเวลาที่ควรเก็บใบกำกับภาษี / ใบเสร็จอย่างน้อย 5 ปีแบบแสดงรายการภาษี5 ปีงบการเงิน / งบทดลอง5 ปีสัญญา / เอกสารสำคัญ5–10 ปี หรือจนกว่าสัญญาสิ้นสุดหลักฐานซื้อ–ขายทรัพย์สินตลอดอายุการใช้งาน + 5 ปี หมายเหตุ: กรณีที่มีการตรวจสอบย้อนหลัง หรือมีข้อพิพาทกับคู่ค้า ควรเก็บเอกสารไว้ เกิน 5 ปี เพื่อความปลอดภัย เก็บเอกสารอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่สูญหาย เก็บต้นฉบับในแฟ้มแยกประเภท เช่น แยกเป็นแฟ้ม "รายจ่าย", "ภาษีซื้อ", "ภาษีขาย", "สัญญา", "เงินเดือน" ฯลฯ ทำสำเนาดิจิทัลด้วยการสแกนเก็บ เก็บไว้ใน Cloud เช่น Google Drive, Dropbox, OneDrive ตั้งชื่อไฟล์ให้เข้าใจง่าย เช่น ใบกำกับภาษี_บริษัทABC_01-03-2025.pdf ตั้งระบบ Index หรือ Reference รหัสเอกสาร เพื่อค้นหาเร็ว เช่น PO-001, INV-2025-003 ควรสำรองข้อมูลอย่างน้อย 2 ที่ (Hard drive + Cloud) ป้องกันกรณีไฟไหม้, โจรกรรม, หรือฮาร์ดแวร์เสีย สรุปเอกสารที่ดี คือ “หลักฐานความบริสุทธิ์” ของธุรกิจคุณ การเก็บเอกสารอย่างครบถ้วน เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรปลูกฝังภายในขององค์กร เพราะเอกสารเหล่านี้คือหลักฐานที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความถูกต้องของบัญชี และช่วยให้คุณมั่นใจว่า หากวันหนึ่งถูกเรียกตรวจสอบ ก็สามารถปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้อย่างมืออาชีพ “บัญชีที่ดี ต้องมีหลักฐานยืนยัน” และ  “ภาษีที่ปลอดภัย เริ่มจากเอกสารที่คุณเก็บไว้” ### รายจ่ายแบบไหนบ้างที่บริษัทสามารถหักภาษีได้ รายจ่ายแบบไหนบ้างที่บริษัทสามารถหักภาษีได้ ในโลกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทเล็กหรือกิจการขนาดใหญ่ "ภาษี" คือหนึ่งในภาระหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเข้าใจว่ารายจ่ายใดสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการบรรเทาภาระทางภาษี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า รายจ่ายประเภทใดบ้างที่ถือว่า “หักภาษีได้” ตามกฎหมายไทย, ต้องมีเอกสารอะไรประกอบ, และมีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อให้กรมสรรพากรยอมรับโดยไม่มีปัญหาภายหลัง ความหมายของรายจ่ายที่หักภาษีได้ รายจ่ายที่สามารถนำมาหักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ จะต้องเป็น รายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ มีความจำเป็นและสมเหตุสมผล พร้อมมีเอกสารที่ชัดเจน เช่น ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ, ใบเสร็จรับเงิน, สัญญา ฯลฯ  สิ่งที่สำคัญคือ กรมสรรพากรจะพิจารณาว่า “รายจ่ายนั้นเกี่ยวข้องกับรายได้ของกิจการหรือไม่” หากเกี่ยวข้อง = สามารถหักได้ หากไม่เกี่ยวข้อง = อาจถูกตัดออกเมื่อตรวจสอบภาษี ประเภทรายจ่ายที่สามารถหักภาษีได้ 1. รายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจทั่วไป ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์สำนักงาน ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินของบริษัท ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน เงื่อนไข: ค่าเช่าสำนักงานต้องมีสัญญาเช่าหรือหลักฐานความเป็นเจ้าของ พร้อมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2. ค่าตอบแทนบุคลากรและสวัสดิการ เงินเดือน พนักงานและกรรมการ โบนัส ค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชั่น เงินสมทบประกันสังคม สวัสดิการ เช่น ค่าอาหารกลางวัน, ยูนิฟอร์ม, ค่ารักษาพยาบาล เงื่อนไข: ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายและรายชื่อพนักงานต้องปรากฏในบัญชีเงินเดือน 3. ค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์ ค่าโฆษณาในสื่อ (Google, Facebook, ทีวี, วิทยุ ฯลฯ) ค่าจัดงานแสดงสินค้า ค่าออกบูธ หรือค่าร่วมงานอีเวนต์ ของแจกของแถมให้ลูกค้า เงื่อนไข: หากเป็นของแถมมูลค่ามาก ต้องมีหลักฐานการจัดการส่งเสริมการขายจริง เช่น แคมเปญแจกรถ แจกทอง ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ และต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ตรวจสอบได้ 4. ค่าเดินทางและค่าที่พัก ค่าเดินทางเพื่อพบลูกค้า/ไปประชุม/ศึกษาดูงาน ค่าที่พักโรงแรม ค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงาน (กรณีเดินทางนอกสถานที่) เงื่อนไข: ต้องมีใบสำคัญจ่าย, รายการเดินทาง, และรายงานประกอบ แต่หากไม่มีใบเสร็จ ต้องใช้แบบฟอร์มเบิกจ่ายในบริษัทที่ลงลายมือชื่อชัดเจน 5. ค่าฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ค่าลงทะเบียนอบรม ค่าที่พักและเดินทางในการฝึกอบรมนอกสถานที่ ค่าจ้างวิทยากรภายนอก เงื่อนไข: หากเป็นกิจกรรมภายในองค์กร ควรจัดทำบันทึกหลักฐานให้ชัดเจน 6. ค่าที่ปรึกษาและบริการภายนอก ค่าบริการบัญชี/ตรวจสอบบัญชี ค่าที่ปรึกษากฎหมาย ค่าบริการออกแบบเว็บไซต์, บริหารโซเชียลมีเดีย ค่าบริการรับจ้างทั่วไป เงื่อนไข: ต้องมีใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จ และหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% 7. ค่าธรรมเนียมและภาษี ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบริษัท ค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตต่าง ๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าปรับที่ไม่ใช่ค่าปรับทางอาญา เช่น ปรับล่าช้าในระบบธุรกิจ รายจ่ายที่ “หักภาษีไม่ได้” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ควรทราบด้วยว่า รายจ่ายบางประเภท “ไม่สามารถหักภาษีได้” เช่น รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารยืนยัน รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น รายจ่ายที่เกี่ยวกับส่วนตัว (หากไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ) รายจ่ายผิดกฎหมาย เช่น ค่าติดสินบน, ค่าปรับทางอาญา หลักฐานประกอบรายจ่าย: ต้องมีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดชัดเจนว่า หากบริษัทจะหักรายจ่ายในการยื่นภาษี ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้: ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (ออกโดยผู้ประกอบการ VAT) ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการโอนเงิน สัญญาหรือหนังสือรับรองที่เกี่ยวข้อง หลักฐานการหักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย (กรณีว่าจ้างบุคคลภายนอก) ข้อควรรู้ : บริษัทควรจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ และบันทึกบัญชีรายเดือนให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงเมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลัง ตัวอย่างสถานการณ์จริง กรณี 1: บริษัทจ่ายค่าโฆษณาบน Facebook 20,000 บาท หักภาษีได้ หากมีใบเสร็จรับเงินจากFacebook และหลักฐานจ่ายที่ยืนยันกับใบแจ้งหนี้และนำส่ง ภพ.36  กรณี 2: กรรมการพาลูกค้าไปเลี้ยงอาหารเย็น 5,000 บาท หักได้ ถ้ามีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการขายและระบุในเอกสารชัดเจน กรณี 3: พนักงานไปอบรม 3 วัน มีค่าเบี้ยเลี้ยง 2,000 บาท หักได้ หากมีใบสำคัญเบิกจ่ายและรายงานการอบรม สรุป: รายจ่ายที่ดี = ช่วยลดภาษีได้อย่างถูกต้อง การเข้าใจว่า "รายจ่ายแบบไหนบ้างที่บริษัทสามารถหักภาษีได้" ถือเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญของผู้ประกอบการยุคใหม่ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเงินภาษีที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังทำให้กิจการมีความโปร่งใส บริหารงานง่าย และพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต สิ่งที่ต้องยึดไว้คือ: รายจ่ายต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ + มีเอกสารรองรับ + จัดเก็บบัญชีถูกต้อง = หักภาษีได้อย่างมั่นใจ ### ธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมหลังจดทะเบียนบริษัท | เข้าใจให้ชัดก่อนเริ่มธุรกิจ ธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษเพิ่มเติมหลังจดทะเบียนบริษัท การเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียว ล้วนต้องผ่านขั้นตอน “การจดทะเบียน” กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ธุรกิจมีสถานะทางกฎหมาย กลายเป็น “นิติบุคคล” ที่สามารถดำเนินกิจการได้ อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เมื่อจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว ธุรกิจสามารถเริ่มเปิดดำเนินการได้ทันที ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่กับทุกธุรกิจ ธุรกิจบางประเภท ต้องขอใบอนุญาตพิเศษเพิ่มเติม จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะสามารถประกอบกิจการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากละเลยขั้นตอนนี้ ธุรกิจอาจต้องเผชิญกับโทษปรับ ถูกสั่งปิด หรือแม้แต่ถูกดำเนินคดีอาญาได้ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า ธุรกิจประเภทใดบ้างที่ต้องมี “ใบอนุญาตพิเศษ” ขั้นตอนการขอ และผลกระทบหากไม่ปฏิบัติตาม พร้อมคำแนะนำสำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการเริ่มธุรกิจอย่างมั่นคงและปลอดภัย ความต่างระหว่างการจดทะเบียนบริษัทกับการเริ่มดำเนินกิจการ การจดทะเบียนบริษัท เป็นเพียง “จุดเริ่มต้นทางกฎหมาย” แต่ “การดำเนินธุรกิจจริง” ต้องเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละกิจการ ตัวอย่างเช่น หากคุณเปิดบริษัทผลิตและจำหน่ายอาหาร เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้ว คุณมีสถานะนิติบุคคลถูกต้อง แต่หากคุณจะเริ่มผลิตอาหารหรือจำหน่ายจริง ต้อง ขอใบอนุญาตผลิต/จำหน่ายอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย สาธารณูปโภค หรือผลกระทบต่อสังคมโดยรวม มักอยู่ในกลุ่มที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด ประเภทธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษเพิ่มเติม 1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหารทั่วไป / โรงงานผลิตอาหาร ต้องขอ ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือ สถานที่สะสมอาหาร จากสำนักงานเขตหรือเทศบาล หากมีการผลิตบรรจุอาหาร ต้องขึ้นทะเบียน อย. ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เบียร์, สุรา, ไวน์) ต้องขอ ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา และ ใบอนุญาตสถานที่สะสมสุรา จากกรมสรรพสามิต ต้องมีใบอนุญาตก่อนการโฆษณา/ส่งเสริมการขายด้วย 2. ธุรกิจบริการขนส่งและโลจิสติกส์ ขนส่งผู้โดยสาร / ขนส่งสินค้า ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และขอใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ยานพาหนะต้องมีใบอนุญาตประจำรถ พนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตเฉพาะประเภท บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ / Freight Forwarder ต้องขึ้นทะเบียนกับ กรมศุลกากร และ สำนักงานพาณิชย์ 3. ธุรกิจท่องเที่ยว บริษัททัวร์ / จัดนำเที่ยว / มัคคุเทศก์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว ผู้ให้บริการมัคคุเทศก์ ต้องมีใบอนุญาตเป็น “ไกด์” และแสดงบัตรประจำตัวชัดเจน 4. ธุรกิจโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต ต้องขอใบอนุญาตโรงแรมจากกรมการปกครอง ต้องผ่านการตรวจสอบเรื่องผังเมือง การจัดการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยอัคคีภัย ฯลฯ หากมีร้านอาหารในโรงแรม ต้องขอใบอนุญาตตามข้อ 1 เพิ่มด้วย 5. ธุรกิจการแพทย์ / คลินิก / โรงพยาบาล / สปา คลินิกแพทย์ / ทันตกรรม / เสริมความงาม ต้องมีแพทย์ผู้รับผิดชอบ และต้องขอใบอนุญาตคลินิกพร้อมทั้งต้องผ่านเกณฑ์ด้านอาคารและความสะอาดจากกระทรวงสาธารณสุข ธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ ต้องขอใบอนุญาตจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 6. ธุรกิจการเงิน / สินเชื่อ / ฟินเทค ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเงิน หรือจดทะเบียนเป็น “สถาบันการเงินเฉพาะกิจ” ขึ้นกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การให้สินเชื่อโดยคิดดอกเบี้ย ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกฎหมาย หากให้บริการ “วอลเล็ตดิจิทัล” หรือ “ระบบชำระเงินออนไลน์” ต้องขออนุญาตจาก สำนักงาน กสทช. และ ธปท. 7. ธุรกิจค้าทอง เครื่องประดับ หรือของมีค่า ต้องขอขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าภายใน มีระเบียบการบันทึกการซื้อขายอย่างเข้มงวด หากนำเข้า-ส่งออก ต้องมีใบอนุญาตศุลกากร 8. ธุรกิจนำเข้า/ส่งออกสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ พลาสติก วัตถุอันตราย ฯลฯ ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่ควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., กรมศุลกากร, กรมโรงงานอุตสาหกรรม ต้องมีใบอนุญาต วัตถุอันตราย, ใบอนุญาตนำเข้ายา, หรือ ใบอนุญาตเคมี 9. ธุรกิจด้านสื่อ / การออกอากาศ / เครือข่ายโทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ ออนไลน์แพลตฟอร์ม ต้องขอใบอนุญาตจากสำนักงาน กสทช. ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลผู้บริโภค และไม่ขัดต่อจริยธรรมสื่อ 10. ธุรกิจฝึกอบรม อบรมวิชาชีพ โรงเรียนกวดวิชา ต้องจดทะเบียนเป็น “สถานศึกษาเอกชน” ขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ต้องมีผู้บริหารและครูประจำตามเกณฑ์ ขั้นตอนขอใบอนุญาตเพิ่มเติม แม้แต่ละธุรกิจจะมีหน่วยงานที่ควบคุมต่างกัน แต่ขั้นตอนโดยรวมมีลักษณะคล้ายกัน: เตรียมเอกสารบริษัท หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ สัญญาเช่าสถานที่ / แผนผัง เตรียมเอกสารเฉพาะของแต่ละใบอนุญาต เช่น แผนควบคุมสุขอนามัย, รายละเอียดสินค้า, ตัวอย่างฉลาก ฯลฯ ยื่นคำขอ ผ่านระบบออนไลน์หรือยื่นด้วยตนเอง ส่วนใหญ่มีกำหนดระยะเวลาตรวจสอบ 15–90 วัน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานที่จริง โดยเฉพาะใบอนุญาตที่เกี่ยวกับอาคาร เช่น อาหาร โรงแรม คลินิก ออกใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียม ผลกระทบหากดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต ถูกปรับแล้วแต่ประเภทใบอนุญาต ถูกสั่งระงับ/ปิดกิจการ ชั่วคราวหรือถาวร ถูกดำเนินคดีอาญา หากฝ่าฝืนกฎหมายควบคุม เสียความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ กับลูกค้าและพันธมิตร คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ ตรวจสอบประเภทธุรกิจให้ชัดเจน ก่อนจดทะเบียนบริษัท สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงใบอนุญาตที่ต้องมี วางแผนเผื่อเวลาขออนุญาต ก่อนเริ่มเปิดกิจการจริง อย่าเปิดดำเนินกิจการก่อน ได้รับอนุญาตเด็ดขาด ควรมีที่ปรึกษาด้านรับขอใบอนุญาตโดยตรง หากธุรกิจมีความซับซ้อน สรุป การจดทะเบียนบริษัทคือจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจอย่างเป็นทางการ แต่การเริ่มกิจการอย่างถูกต้องต้องมาพร้อมกับ “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเฉพาะทาง” ที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาให้รอบด้าน อย่าคิดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยขอ” เพราะอาจเสียหายทั้งเวลา ชื่อเสียง และเงินทุนในภายหลัง หากคุณเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร การขอใบอนุญาต หรือการจัดการภายใน ธุรกิจของคุณก็จะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และเติบโตยั่งยืนในระยะยาว ### การจดบริษัทแบบมีชาวต่างชาติร่วมลงทุน การจดบริษัทแบบมีชาวต่างชาติร่วมลงทุน เปิดประตูธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การขยายธุรกิจทางการค้าไปยังต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลายธุรกิจในประเทศไทยเริ่มมองเห็นโอกาสในการร่วมมือกับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี ทุน หรือช่องทางตลาด การมี “นักลงทุนต่างชาติ” เข้ามาร่วมทุนในบริษัทไทย จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Startup ที่ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่การจดบริษัทโดยมีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมถือหุ้นนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ทั้งในแง่ของ ข้อกฎหมาย สัดส่วนการถือหุ้น และประเภทกิจการที่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง หากดำเนินการผิดขั้นตอนหรือหลบเลี่ยงเงื่อนไขทางกฎหมาย อาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงถึงขั้นถูกเพิกถอนนิติบุคคล ความหมายของ “การมีชาวต่างชาติร่วมลงทุน” ในบริษัทไทย ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ชาวต่างชาติ (Foreigners) ในความหมายของกฎหมายไทย ไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดาสัญชาติอื่นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงนิติบุคคลที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นหลักด้วย  กฎหมายที่ควบคุมเรื่องนี้คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act - FBA) ซึ่งระบุว่า หากบริษัทใดมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% และมีอำนาจควบคุมการบริหารกิจการ ก็จะถือว่าเป็น “บริษัทต่างด้าว” (Foreign Company) สัดส่วนการถือหุ้นระหว่างคนไทยกับต่างชาติ รูปแบบการถือหุ้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะหลัก: บริษัทคนไทย 100% ชาวต่างชาติไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นบริษัทไทยเต็มรูปแบบ บริษัทร่วมทุน (Joint Venture) คนไทยต้องถือหุ้นตั้งแต่ 51% ขึ้นไป ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ถือว่ายังเป็นบริษัทไทย บริษัทต่างด้าว ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) ห้ามทำธุรกิจบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตพิเศษ ประเภทธุรกิจที่ชาวต่างชาติสามารถทำได้และไม่ได้ ภายใต้ FBA ธุรกิจถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก: ธุรกิจต้องห้ามชาวต่างชาติ 100% (เช่น เกษตรกรรม การค้าของเก่าไทย ฯลฯ) ธุรกิจที่กระทบต่อความมั่นคงหรือวัฒนธรรมไทย (ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) ธุรกิจที่คนต่างชาติสามารถทำได้ แต่รัฐยังอยากสงวนไว้ เช่น ธุรกิจบริการ ก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง ฯลฯ  📍 หากกิจการของคุณอยู่ในข้อ 2 หรือ 3 และคุณมีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมถือหุ้นเกิน 49% จะต้องขอใบอนุญาต FBL (Foreign Business License) ก่อนดำเนินการธุรกิจ ทางเลือกในการเปิดบริษัทแบบมีชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI (Board of Investment) หากได้รับ BOI จะสามารถถือหุ้น 100% โดยไม่ต้องขอ FBL เหมาะกับกิจการเทคโนโลยี นวัตกรรม การผลิตส่งออก เป็นต้น ใช้สิทธิภายใต้สนธิสัญญาสหรัฐ-ไทย (US Treaty of Amity) เฉพาะนักลงทุนสัญชาติสหรัฐอเมริกา สามารถเปิดบริษัทไทยโดยถือหุ้น 100% ได้ ยกเว้นบางธุรกิจ เช่น โทรคมนาคม ขนส่ง มัคคุเทศก์ ตั้งบริษัทใน EEC (Eastern Economic Corridor) นักลงทุนต่างชาติทำธุรกิจในพื้นที่ EEC สามารถขอสิทธิพิเศษการถือหุ้นเกิน 49% ได้ ต้องผ่านเงื่อนไขของสำนักงาน EEC และ BOI ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทแบบมีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ตกลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ชาวต่างชาติจะถือหุ้นกี่ % ชาวต่างชาติจะเป็นกรรมการบริษัทด้วยหรือไม่ เตรียมเอกสารสำหรับคนต่างชาติ สำเนาหนังสือเดินทาง หนังสือรับรองที่พักอาศัยในไทย (ถ้ามี) หนังสือแสดงแหล่งที่มาของเงินลงทุน กรณีเป็นนิติบุคคล ต้องมีหนังสือรับรองบริษัทแปลไทย ตั้งชื่อบริษัท จองชื่อ และจดทะเบียนกับ DBD ทำการจองชื่อผ่านระบบ DBD เตรียมหนังสือบริคณห์สนธิ และเอกสารประกอบอื่น ๆ ยื่นจดทะเบียนบริษัท เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท กรณีชาวต่างชาติเข้าร่วมเป็นกรรมการ อาจต้องใช้เอกสารพิเศษเพิ่มเติม ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) – ถ้าจำเป็น ยื่นเอกสารต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้เวลาอนุมัติ 30–90 วัน ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) หากชาวต่างชาติจะทำงานในบริษัท ต้องมีวีซ่าประเภท Non-B และ Work Permit ข้อควรระวัง: การถือหุ้นแทน (Nominee Shareholder) กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ หากตรวจพบว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นเพียง “ตัวแทน” ของนักลงทุนต่างชาติถือว่าเป็นการ “หลีกเลี่ยงกฎหมาย” และมีโทษทางอาญา อาจถูกเพิกถอนทะเบียนนิติบุคคล และโดนค่าปรับได้ ข้อดีของการมีชาวต่างชาติเข้าร่วมลงทุน เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจ นำประสบการณ์หรือเทคโนโลยีใหม่เข้ามา เปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศ เพิ่มความน่าเชื่อถือเมื่อเสนอขายสินค้า/บริการในระดับสากล สร้างโอกาสขยายเครือข่ายธุรกิจในระดับภูมิภาค ตัวอย่างสถานการณ์จริง บริษัท XYZ เป็น Startup ด้านซอฟต์แวร์ของไทย มีนักลงทุนจากญี่ปุ่นสนใจถือหุ้น 40% ทีมไทยยังถือ 60% จึงสามารถจดบริษัทแบบ “นิติบุคคลไทย” ได้ ไม่ต้องขอ FBL และสามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่นในอนาคต บริษัทวางแผนจะยื่นขอ BOI เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติถือหุ้นมากขึ้นอีกได้ สรุปการร่วมลงทุนกับชาวต่างชาติอย่างไรให้ถูกกฎหมาย การมี “ชาวต่างชาติร่วมลงทุน” ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป หากเข้าใจโครงสร้างกฎหมายและเลือกช่องทางที่เหมาะสม แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องควรเริ่มจาก: วางแผนโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างรอบคอบ พิจารณาขอ BOI หรือลงทุนในพื้นที่ EEC หากต้องการถือหุ้นเกิน 49% หลีกเลี่ยงการตั้ง nominee ใช้บริการที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้าน FBL จัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ การร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ และแข่งขันได้อย่างมั่นคงในโลกยุคใหม่ ### วิธีจัดการค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ให้รั่วไหล เคล็ดลับควบคุมต้นทุนธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ควรจัดการอย่างไรให้ไม่รั่วไหล? ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ “ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ” ที่ดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินสดในกิจการหายโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งเมื่อถึงสิ้นเดือน เรากลับพบว่าแม้จะมียอดขายดี แต่เงินในบัญชีกลับไม่พอใช้ หรือไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเงินหายไปไหน ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กล่าวถึง อาจได้แก่ ค่ากระดาษ A4 ค่าเดินทาง ค่าน้ำดื่ม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าส่งพัสดุ ค่าอาหารว่างในการประชุม ค่าโทรศัพท์ ค่าปากกา หรือแม้แต่ค่าทิปเล็กน้อยที่ไม่ได้บันทึกไว้ แม้แต่ละรายการอาจมีมูลค่าเพียง 50–300 บาท แต่เมื่อรวมกันในระยะเวลา 1 เดือน หรือ 1 ปี ย่อมกลายเป็นต้นทุนที่สะสมสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ มีผลต่อธุรกิจอย่างไร? แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ค่าใช้จ่ายจุกจิกนั้นมีผลโดยตรงต่อ “กำไรสุทธิ” ของกิจการ เพราะทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและหากเราไม่สามารถควบคุมได้ ก็อาจทำให้กิจการขาดทุนได้โดยไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยังมีผลในเชิงพฤติกรรม เพราะหากพนักงานเริ่มรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเล็กน้อยสามารถใช้โดยไม่ต้องรายงาน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยได้ เช่น การใช้เงินบริษัทไปซื้อของส่วนตัว การเบิกค่าเดินทางโดยไม่จำเป็น หรือการออกใบเสร็จซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้หากไม่มีการบันทึกที่เป็นระบบ ยังส่งผลต่อ “ความถูกต้องของบัญชี” และการวางแผนภาษีในภาพรวมอีกด้วย สาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ รั่วไหล ไม่มีการบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอหลายองค์กรไม่ใส่ใจการเก็บใบเสร็จ หรือไม่บันทึกค่าใช้จ่ายย่อยในระบบบัญชี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้หายไปจากระบบ และไม่สามารถติดตามได้ ไม่มีงบประมาณค่าใช้จ่ายเล็กน้อยอย่างเป็นทางการการที่องค์กรไม่กำหนดงบประมาณสำหรับ petty cash หรือค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ทำให้การใช้จ่ายเป็นไปตามความเคยชินของแต่ละคน มากกว่าการวางแผน ไม่แยกเงินส่วนตัวกับเงินบริษัทหากเจ้าของกิจการนำเงินสดของบริษัทมาใช้แบบปะปนกับส่วนตัว โดยไม่มีระบบจัดเก็บเอกสารหรือรายงาน อาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรั่วไหลจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว ขาดวินัยในการอนุมัติและเบิกจ่ายไม่มีระบบอนุมัติค่าใช้จ่าย หรือไม่มีผู้ตรวจสอบ ทำให้พนักงานสามารถใช้เงินในนามบริษัทได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานที่เพียงพอ ไม่ตรวจสอบย้อนหลังเป็นประจำ หากไม่มีการตรวจสอบรายการรายเดือน หรือรายไตรมาส ก็จะไม่มีทางรู้ว่าค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ กำลังสะสมมากน้อยแค่ไหน วิธีจัดการค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ 1. สร้างระบบ “Petty Cash” อย่างเป็นทางการ กำหนดวงเงินสดย่อย เช่น 3,000–10,000 บาท ที่ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายเล็กน้อย โดยมีผู้รับผิดชอบดูแลพร้อมเอกสารประกอบการเบิกจ่าย เช่น แบบฟอร์มขอใช้เงินสดย่อย ใบเสร็จต้นฉบับ ใบอนุมัติจากผู้จัดการ 2. ใช้แอปบันทึกรายจ่ายหรือโปรแกรมบัญชี การใช้แอปพลิเคชันช่วยบันทึกรายจ่ายช่วยให้ทุกค่าใช้จ่ายถูกบันทึกและจัดหมวดหมู่โดยอัตโนมัติ 3. กำหนด “นโยบายค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด” เช่น ค่าเดินทางต้องแนบใบเสร็จหรือทุกครั้ง ห้ามเบิกค่าอาหารเกิน 2 มื้อต่อวัน ห้ามใช้เงินสดบริษัทในการซื้อของส่วนตัว ฯลฯ 4. ตรวจสอบรายเดือน (Monthly Expense Review) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ petty cash และค่าใช้จ่ายย่อยทุกเดือน เปรียบเทียบกับงบประมาณเดิม และวิเคราะห์ว่ามีรายการใดสูงผิดปกติหรือไม่ 5. แยกบัญชีส่วนตัว – ธุรกิจอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ก็ควรเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และไม่ใช้บัญชีเดียวกับส่วนตัว เพื่อให้การติดตามค่าใช้จ่ายทำได้อย่างโปร่งใส 6. จัดทำ “หมวดหมู่ค่าใช้จ่ายย่อย” อย่างชัดเจน เช่น ค่าเดินทาง ค่าเครื่องใช้สำนักงาน ค่าพัสดุ ค่าทิปและเลี้ยงรับรอง ค่าจิปาถะอื่น ๆ แต่ละหมวดควรมีเพดานค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขในการเบิกจ่ายให้ชัดเจน ความสัมพันธ์กับภาษีและการตรวจสอบจากสรรพากร แม้ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยจะมีมูลค่าไม่มาก แต่หากรวมเป็นจำนวนมากในรอบปี หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ อาจกลายเป็น “รายจ่ายที่ไม่เป็นประโยชน์ในการประกอบกิจการ” ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด และถูกปัดออกจากการคำนวณภาษีได้ ดังนั้น ควร: เก็บใบเสร็จทุกฉบับไว้ครบ 5 ปี สแกนใบเสร็จลงระบบคลาวด์หรือไดรฟ์ จัดทำรายงานสรุปค่าใช้จ่ายประจำเดือน พร้อมแนบเอกสารประกอบ ตรวจสอบว่ารายจ่ายแต่ละรายการเกี่ยวข้องกับกิจการจริงหรือไม่ เทคนิคสำหรับเจ้าของกิจการรายย่อย ตั้ง Excel หรือ Google Sheet แบบง่าย ๆ ให้พนักงานกรอกค่าใช้จ่ายแต่ละวัน ตรวจสอบทุกสัปดาห์ และสรุปยอดรายเดือน จำกัดจำนวนการเบิกต้องขออนุมัติ เมื่อค่าใช้จ่ายเกิน 2,000 บาทต่อครั้ง  แปะใบเสร็จให้ครบทุกใบในแฟ้มหรือ upload เข้าระบบ สรุป: จัดการรายจ่ายเล็กน้อยวันนี้ = ลดการรั่วไหลระยะยาว ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยมองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องจุกจิก แต่ความจริงแล้ว นี่คือ “รูรั่ว” ทางการเงินที่ค่อย ๆ บั่นทอนกำไรและสภาพคล่องของธุรกิจในระยะยาว หากองค์กรให้ความสำคัญกับการบันทึก ตรวจสอบ และกำหนดนโยบายอย่างชัดเจน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะไม่เป็นปัญหา และยังสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรได้อีกด้วย จำไว้ว่า: “ธุรกิจที่ดี ไม่ได้แค่ขายดี แต่ต้องควบคุมต้นทุนได้ดีด้วย” และหนึ่งในต้นทุนที่ควรเริ่มต้นควบคุม ก็คือ “ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ” ที่อยู่รอบตัวเรานั่นเอง ### ถ้าบัญชีบันทึกรายจ่ายมากเกินจริง เสี่ยงโดนตรวจย้อนหลังไหม? ถ้าบัญชีบันทึกรายจ่ายมากเกินจริง เสี่ยงโดนตรวจย้อนหลังไหม? ในระบบภาษีรายได้และรายจ่ายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคำนวณ “กำไรสุทธิ” ของกิจการ ซึ่งจะเป็นฐานในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา หากผู้ประกอบการจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจในการบันทึกรายจ่ายเกินความเป็นจริง ไม่ว่าจะเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หรือเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ อาจนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังโดยกรมสรรพากร ซึ่งมีโทษทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกว่าการบันทึกรายจ่ายเกินจริงมีผลอย่างไร สรรพากรสามารถตรวจย้อนหลังได้หรือไม่ ตรวจอย่างไร มีบทลงโทษอะไรบ้าง และผู้ประกอบการควรป้องกันความเสี่ยงอย่างไร เพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย รายจ่ายเกินจริงคืออะไร? คำว่า “รายจ่ายเกินจริง” ในบริบทของบัญชีและภาษี หมายถึงการบันทึกค่าใช้จ่ายที่ ไม่มีรายการค้าจริง (ค่าใช้จ่ายปลอม) เช่น ซื้อตามใบกำกับภาษีแต่ไม่มีสินค้า/บริการจริง ไม่เกี่ยวเนื่องกับการได้มาซึ่งรายได้ เช่น ค่าของขวัญส่วนตัว ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวส่วนตัว หักค่าใช้จ่ายเกินที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการรับรองที่เกินอัตรา, บริจาคเกินสิทธิ ไม่มีหลักฐานรองรับที่เพียงพอ เช่น ใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีหลักฐานจ่ายเงินจริง, สัญญาไม่ชัดเจน ราคาหรือปริมาณผิดปกติ เมื่อเทียบกับกิจการลักษณะเดียวกันหรือเทียบกับข้อมูลของบริษัทในอดีต ไม่ใช่แค่ “มีใบเสร็จ” แล้วจะหักได้ทุกอย่าง แต่ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีธุรกรรมจริง สมเหตุสมผล และเป็นไปตามหลักเกณฑ์  สรรพากรตรวจย้อนหลังได้อย่างไร? สรรพากรมีระบบการตรวจสอบภาษีที่เรียกว่า “การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk-Based Audit)” ซึ่งจะสุ่มตรวจหรือไล่ตรวจกลุ่มธุรกิจที่มีความผิดปกติ เช่น กำไรสุทธิติดลบต่อเนื่องหลายปี ยอดรายจ่ายเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ ใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้อง (Fake Tax Invoice) มีข้อมูลไม่สอดคล้องกับระบบ e-Tax หรือ e-Filing มีการร้องเรียนหรือเบาะแสจากบุคคลภายนอก นอกจากนี้สรรพากรยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานประกันสังคม กรมศุลกากร ระบบ e-Withholding Tax ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ตรวจสอบความสอดคล้องของรายจ่ายได้ง่ายขึ้น ความเสี่ยง: รายจ่ายมากเกินจริง = โทษหนักกว่าที่คิด การบันทึกรายจ่ายเกินจริง ไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางบัญชี แต่ยังเป็น “ความผิดตามกฎหมายภาษี” ด้วย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.รัษฎากร ซึ่งให้อำนาจกรมสรรพากรในการเรียกตรวจเอกสารย้อนหลังได้สูงสุดถึง 5 ปี และในบางกรณีที่พบว่า “มีเจตนาเลี่ยงภาษีโดยเจตนา” สามารถตรวจย้อนหลังได้ถึง 10 ปี อ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) รายจ่ายต้องมีความจำเป็นและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ รายจ่ายต้องสามารถพิสูจน์ได้และมีหลักฐานสนับสนุน มาตรา 71, 72 และ 74 ให้สิทธิแก่เจ้าพนักงานประเมินในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หากพบว่าผู้เสียภาษีหลีกเลี่ยงโดยเจตนา มีสิทธิดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา มาตรา 90 และ 91 ระบุโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี อาจถูกเพิ่มเบี้ยปรับ 100% และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน H5 : วิธีลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง ทำบัญชีอย่างโปร่งใส มีเอกสารรองรับทุกค่าใช้จ่าย แยกรายจ่ายธุรกิจ – ส่วนตัว อย่างชัดเจน ไม่ใช้ใบเสร็จจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หมั่นตรวจสอบรายการบัญชีเป็นรายเดือน ปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีมืออาชีพ เก็บหลักฐานครบ 5–10 ปี ตามประเภทของรายจ่าย หลีกเลี่ยงการบันทึกตัวเลขเพื่อหลบภาษีโดยเจตนา ข้อควรระวัง: อย่าคิดว่า “สรรพากรไม่รู้” หลายคนอาจคิดว่า: บริษัทเล็ก สรรพากรไม่ตรวจหรอก ปีนี้ขาดทุน ตรวจไปก็ไม่มีอะไร บัญชีใส่ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ ไม่น่าเป็นไร แต่ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันระบบของสรรพากรถูกปรับปรุงให้ทันสมัย มีการตรวจจับอัตโนมัติผ่านระบบดิจิทัล เช่น: ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ระบบ MyTax Account เชื่อมกับบัญชีธนาคาร การสุ่มตรวจใบเสร็จผ่านระบบ AI สรุป: บัญชีใส่รายจ่ายเกินจริง = เสี่ยงโดนตรวจย้อนหลังแน่นอน การใส่รายจ่ายเกินจริงในบัญชีธุรกิจ อาจดูเหมือนเป็นการ “ประหยัดภาษี” ระยะสั้น แต่ในระยะยาวคือการเปิดช่องให้สรรพากรเข้าตรวจสอบย้อนหลัง และอาจนำไปสู่การถูกปรับภาษี เสียเครดิตทางธุรกิจ และถึงขั้นถูกดำเนินคดี  ผู้ประกอบการที่ดีควร :  เข้าใจหลักภาษีอย่างถูกต้อง ทำบัญชีอย่างโปร่งใส มีระบบตรวจสอบภายใน ไม่ใช้ช่องโหว่หรือวิธีลัดที่ผิดกฎหมาย “กำไรที่แท้จริง” ยั่งยืนกว่ากำไรที่สร้างขึ้นจากตัวเลขปลอมและ “ธุรกิจโปร่งใส” คือพื้นฐานของการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ### จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจมีกำไรจริง? วิเคราะห์การเงินสำหรับเจ้าของกิจการ จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจมีกำไรจริง? การทำธุรกิจ “ยอดขายดี” อาจไม่ดีเท่ากับ “มีกำไร” และ “มีกำไรบนกระดาษ” ก็อาจไม่ใช่ “กำไรจริง” ที่จับต้องได้ในบัญชีเงินสด นี่คือความจริงที่ผู้ประกอบการหลายคนไม่ทันได้คิด จนบางครั้งธุรกิจที่ดูเหมือนจะไปได้ดี กลับกลายเป็นกำลังขาดทุนโดยไม่รู้ตัว คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการควรถามตัวเองเป็นระยะคือ “ธุรกิจเรามีกำไรจริงไหม?” การรู้คำตอบอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่การดูยอดเงินในบัญชี หรือคำนวณคร่าว ๆ จากยอดขายลบต้นทุน แต่มันคือการเข้าใจระบบบัญชีพื้นฐาน รายงานทางการเงิน และกระแสเงินสด ที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของธุรกิจ ความหมายของ “กำไรจริง” คืออะไร? “กำไรจริง” ในเชิงบัญชีและธุรกิจ หมายถึงผลกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นหลังจากหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ย ภาษี และรายการบันทึกบัญชีอื่น ๆ อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ: รายได้ – ต้นทุน – ค่าใช้จ่าย – ภาษี = กำไรสุทธิ แต่กำไรสุทธินั้น ยังต้องแยกให้ออกว่าเป็น “กำไรทางบัญชี” หรือ “กำไรที่เกิดจากกระแสเงินสดจริง” เพราะบางธุรกิจแม้จะมีกำไรในงบกำไรขาดทุน แต่กลับไม่มีเงินจ่ายหนี้หรือเงินหมุนเวียน ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “กำไร” หลายคนเข้าใจว่า ยอดขายเยอะ หมายถึง กำไรเยอะ หรือ เงินในบัญชีเยอะ แล้วธุรกิจดี แต่ในความเป็นจริง: ยอดขายสูง อาจมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงกว่ากำไรที่ได้ เงินในบัญชี อาจมาจากเงินกู้ หรือการรับเงินล่วงหน้า ไม่ได้หมายถึงกำไร ลูกหนี้การค้า ที่ยังไม่ชำระเงิน = รายได้ที่ยังไม่เป็นเงินสด การไม่บันทึกค่าใช้จ่ายบางรายการ เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายแฝง อาจทำให้กำไรดูเกินจริง วิธีตรวจสอบว่าธุรกิจมีกำไรจริงหรือไม่ 1. ตรวจสอบจากงบกำไรขาดทุน : เริ่มจากการดูว่าในรอบระยะเวลาหนึ่ง ธุรกิจมีรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิเท่าไหร่  ยอดขาย = รายได้จากการขายสินค้า/บริการ ต้นทุนขาย = วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายโดยตรง กำไรขั้นต้น = ยอดขาย – ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน = ค่าเช่า เงินเดือน การตลาด กำไรสุทธิ = กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษี หากมีงบกำไรขาดทุน ควรดูว่ากำไรสุทธิมีค่าเป็นบวกสม่ำเสมอหรือไม่ และถ้าไม่มีงบ ผู้ประกอบการควรหาสำนักงานบัญชีเป็นที่ปรึกษา 2. วิเคราะห์กระแสเงินสด : ธุรกิจที่มีกำไรจริง ควรมี “เงินสดเหลือ” หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน จะสะท้อนภาพว่า: ได้เงินจากลูกค้าจริงหรือยัง? จ่ายหนี้หรือภาระค่าใช้จ่ายตรงเวลาหรือเปล่า? มีเงินพอสำหรับหมุนเวียนในเดือนต่อไปไหม? ธุรกิจที่มี “กำไรในบัญชี” แต่ “เงินสดขาดมือ” ถือว่าเสี่ยง 3. วิเคราะห์อัตรากำไร ตัวเลขที่ควรติดตาม: Gross Profit Margin = กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขาย Net Profit Margin = กำไรสุทธิ ÷ ยอดขาย หากอัตรากำไรสุทธิต่ำกว่า 5% ควรระวังเพราะแม้จะขายได้เยอะ แต่เหลือเงินน้อยมาก หรือแทบไม่เหลือกำไรเลย 4. วิเคราะห์ต้นทุนแฝงและค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น หลายธุรกิจไม่รู้ตัวว่ากำลังเสียเงินให้กับ: ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้บันทึก: เงินสดจ่ายออกแต่ไม่ลงบัญชี เช่น ซื้อของเล็กน้อย ต้นทุนแฝง: เวลาเจ้าของใช้ทรัพยากรของบริษัทฟรี ๆ เช่น รถยนต์ ค่าน้ำมัน สินค้าคงคลังที่ไม่หมุนเวียน: ของที่ค้างสต๊อกเท่ากับเงินจม การบันทึกบัญชีให้ถูกต้องและมีระบบจึงสำคัญมาก 5. ตรวจสอบยอดเจ้าหนี้–ลูกหนี้ ลูกหนี้การค้าเยอะเกินไป = ขายได้แต่ยังไม่ได้เงิน → กระทบกระแสเงินสด เจ้าหนี้มากเกิน = ธุรกิจพึ่งพาการชำระเงินล่าช้ามากเกินไป อาจเสี่ยงให้เสียเครดิต สัญญาณเตือนว่ากำไรอาจ “ไม่จริง” ลูกค้าเยอะ แต่เจ้าของไม่มีเงินจ่ายภาษี มีรายรับ แต่เงินสดในบัญชีติดลบ กำไรสุทธิสูงผิดปกติ แต่ไม่มีหลักฐานรับเงิน ต้องกู้เงินหมุนเป็นประจำแม้ยอดขายเติบโต รายงานบัญชีไม่มีการแยกรายได้–รายจ่ายที่ชัดเจน เคล็ดลับของผู้ประกอบการที่อยากรู้ “กำไรแท้จริง” ทำบัญชีอย่างถูกต้องทุกเดือน ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา มีรายงานการเงินที่ตรวจสอบได้ เปรียบเทียบยอดขาย–ต้นทุน–ค่าใช้จ่ายทุกเดือน วิเคราะห์แนวโน้มแบบรายเดือนหรือรายไตรมาส แยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีธุรกิจออกจากกัน วางแผนภาษีและต้นทุนล่วงหน้า สรุป : จะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจเรากำไรจริง? การรู้ว่าธุรกิจมีกำไรจริงไหม ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกหรือดูจากยอดเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบผ่านงบการเงิน รายงานกระแสเงินสด และการประเมินต้นทุนอย่างละเอียดผู้ประกอบการที่สามารถเข้าใจภาพนี้ได้ จะสามารถ: ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ ขยายกิจการอย่างมั่นคง ป้องกันปัญหาสภาพคล่อง พร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน “กำไรแท้” คือหัวใจของธุรกิจที่ยั่งยืน และการวัดกำไรอย่างถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของความมั่นคงในกิจการของคุณ ### เจาะลึกเอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอใบอนุญาตขายสุรา เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอใบอนุญาตขายสุรา การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดต่าง ๆ เป็นกิจกรรมทางธุรกิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายอย่างเข้มงวด ผู้ที่ประสงค์จะขายสุราจำเป็นต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขายในร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ผับบาร์ หรือแม้กระทั่งร้านค้าชุมชนก็ตาม หลายคนเข้าใจผิดว่าการขายเบียร์กระป๋องหรือไวน์ขวดในร้านอาหารเล็ก ๆ นั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาต หรือมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริง การจำหน่ายแอลกอฮอล์ทุกชนิด ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 และ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าผู้จำหน่ายต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หากไม่มีถือว่าผิดกฎหมาย และมีโทษทั้งจำและปรับ ประเภทของใบอนุญาตขายสุราในประเทศไทย ใบอนุญาตขายสุราไม่ได้มีแบบเดียว แต่แบ่งออกตามลักษณะของสถานที่จำหน่าย ดังนี้ 1. ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 1 – ขายแบบปลีก (Retail) สำหรับร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ อนุญาตให้จำหน่ายสุราสำเร็จรูปในบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทและห้ามดื่มในสถานที่ขาย (ยกเว้นกรณีร้านอาหารที่มีใบอนุญาตเพิ่มเติม) 2. ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 – ขายแบบขายส่ง (Wholesale) สำหรับผู้ค้าส่ง จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการรายอื่น เหมาะกับกิจการโรงงาน ผู้นำเข้า หรือตัวแทนจำหน่าย 3. ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 3 – ขายในสถานที่บริโภค (On Premise) สำหรับร้านอาหาร ผับ บาร์ โรงแรม ลูกค้าสามารถดื่มภายในร้านได้โดยชอบด้วยกฎหมาย 4. ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 4 – สำหรับจำหน่ายในงานหรือโอกาสเฉพาะ เช่น งานเทศกาล งานออกร้าน ต้องได้รับใบอนุญาตชั่วคราว หน่วยงานที่รับผิดชอบ การขอใบอนุญาตขายสุราและเบียร์ จะขึ้นกับประเภทของกิจการและที่ตั้งของร้าน ดังนี้: ในเขตกรุงเทพมหานคร → ติดต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพ ต่างจังหวัด → ติดต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/อำเภอ เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอใบอนุญาตขายสุราในกรณีนิติบุคคล  สำเนาหนังสือรับรองบริษัทของผู้ขออนุญาต กระทรวงพาณิชย์รับรองไม่เกิน 6 เดือน  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ผู้ขออนุญาต  สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่จำหน่ายสุรา หน้าที่แสดงชื่อผู้มีสถานะเจ้าบ้าน  สำเนาสัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จำหน่ายสุรา  สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลฝ่ายผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นนิติบุคคล)  สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจกระทำการแทนฝ่ายผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นนิติบุคคล)  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นบุคคลธรรมดา)  แผนที่ตั้งร้านที่จำหน่ายสุรา เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอใบอนุญาตขายสุราในกรณีบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านผู้ยื่นคำขออนุญาต  สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่ที่จะจำหน่ายสุรา หน้าที่แสดงชื่อผู้มีสถานะเจ้าบ้าน  สำเนาสัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จำหน่ายสุรา  สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลฝ่ายผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นนิติบุคคล)  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้มีอำนาจกระทำการแทนฝ่ายผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความ ยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นนิติบุคคล)  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นบุคคลธรรมดา)  แผนที่ตั้งร้านที่จำหน่ายสุรา ขั้นตอนการดำเนินการ ทำแบบฟอร์มและเตรียมเอกสารสำหรับการขอใบอนุญาตขายสุรา ไปยื่นคำขอกับสำนักงานสรรพสามิตที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร และลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริง หากผ่านเกณฑ์ จะได้รับใบอนุญาตพร้อมชำระค่าธรรมเนียม แสดงใบอนุญาตในที่สถานประกอบการ ให้มองเห็นชัดเจน ข้อควรรู้เพิ่มเติม ร้านอาหารที่ “เสิร์ฟเบียร์” แม้ไม่ขายเป็นขวด ก็ต้องมีใบอนุญาต การขายเบียร์สด/เบียร์ถัง ต้องระบุในแบบคำขออย่างชัดเจน การขายในช่วงเวลาต้องห้าม เช่น 14.00 – 17.00 น. ถือว่าผิดกฎหมาย แม้จะมีใบอนุญาต ห้ามจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยเด็ดขาด สรุป การขายสุราไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่ผู้ประกอบการจะทำได้ตามใจ เพราะจะต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้องทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กหรือใหญ่ ร้านในเมืองหรือต่างจังหวัด การเตรียมเอกสารให้พร้อมและปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจและปลอดภัยจากปัญหาทางกฎหมาย ผู้ประกอบการจำนวนมากมองข้ามจุดนี้ไป จนกระทั่งวันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่มาตรวจพบและต้องเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น หากคุณเป็นหนึ่งในผู้เริ่มต้นธุรกิจร้านอาหาร ร้านขายของชำ หรือวางแผนขายเบียร์ในกิจกรรมต่าง ๆ บทความนี้คือคู่มือที่คุณควรอ่านให้จบก่อนลงมือขายจริง ### ขายของใน  Shopee TikTok ต้องออกใบกำกับภาษีไหม? ขายของใน Shopee / TikTok ต้องออกใบกำกับภาษีไหม? ปัจจุบันโลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางขายของที่เข้าถึงง่าย พ่อค้าแม่ค้าสามารถเปิดร้านค้าได้ด้วยปลายนิ้ว บางคนแค่มีโทรศัพท์เครื่องเดียว ก็สามารถขายของได้ทั้งวันผ่าน Shopee, Lazada, หรือแม้แต่ TikTok Shop จนกลายเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงดูครอบครัวได้สบาย ๆ แต่เมื่อรายได้เริ่มมากขึ้น คำถามสำคัญที่มักจะตามมาก็คือ “ต้องออกใบกำกับภาษีไหม?” คำถามนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ค้าออนไลน์เท่านั้นที่สงสัย แม้แต่ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยก็เริ่มต้องการ “ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ” เพื่อใช้ยื่นภาษี หรือตัดภาษีในระบบบัญชีของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าเป็นบริษัท ห้างร้าน หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไทยมีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่า ใคร “ต้อง” ออกใบกำกับภาษี และใคร “ยังไม่จำเป็น” บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจอย่างชัดเจนว่า หากคุณขายของใน Shopee หรือ TikTok ต้องออกใบกำกับภาษีหรือไม่? อย่างไร? และมีผลต่อภาษีที่ต้องจ่ายอย่างไรบ้าง ใบกำกับภาษีคืออะไร? ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีหน้าที่ต้องออกให้กับผู้ซื้อ เพื่อแสดงรายละเอียดของสินค้า/บริการ ราคาก่อนภาษี และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (7%) ที่เรียกเก็บ ใบกำกับภาษีที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ต้องเป็น “ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ” และมีข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด เช่น: ชื่อ/ที่อยู่/เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายและผู้ซื้อ รายละเอียดสินค้า ราคาสินค้า มูลค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ใบกำกับภาษี วันเดือนปีที่ออก สำนักงานใหญ่ / สาขา  ใครต้องออกใบกำกับภาษี? ตามกฎหมายภาษีของกรมสรรพากร ผู้ที่ “จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)” เท่านั้น จึงจะต้องออกใบกำกับภาษี ถ้าขายของใน Shopee หรือ TikTok ✅ หากจด VAT → คุณต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า ❌ ยังไม่ได้จด VAT → ยังไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษี ต้องจด VAT ตั้งแต่เมื่อไหร่? ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้า หรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) กับกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ดังนั้น หากคุณขายของใน Shopee / TikTok แล้วรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) นั่นเอง ขายของใน Shopee / TikTok มีเกณฑ์รายได้แบบไหน? เกณฑ์ที่ใช้นับคือ “รายได้รวมจากการขายทั้งหมด” ไม่ใช่กำไร ✅ รายได้ที่นำมานับรวม เช่น: รายได้จากการขายสินค้าใน Shopee / TikTok / Facebook / Instagram รายได้จากการขายผ่านช่องทางออฟไลน์ (หน้าร้าน) รายได้จากการขายผ่านตัวแทน หรือระบบ Dropship ❌ รายได้ที่ “ไม่ต้องนับ” เช่น เงินคืนจากโปรโมชั่น เงินที่ไม่เกี่ยวกับการขาย เช่น ดอกเบี้ย  ตัวอย่างสถานการณ์: ผู้ประกอบการมีร้านค้าใน Shopee ขายของใช้ในบ้าน รายได้เฉลี่ย 160,000 บาทต่อเดือน = 160,000 x 12 เดือน = 1,920,000 บาทต่อปี ✅ ต้องจด VAT และเริ่มออกใบกำกับภาษี แล้วถ้ายังไม่จด VAT ต้องทำอย่างไร? ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี: ยัง ไม่ต้องจด VAT ยัง ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ก็ยังสามารถออก “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ “ใบส่งออก” เพื่อส่งให้ลูกค้าได้ เมื่อลูกค้าขอใบกำกับภาษี ทำยังไงดี? หากคุณยังไม่ได้จด VAT → ยังไม่มีสิทธิเก็บ VAT → จึง ไม่สามารถออกใบกำกับภาษี ได้ ทางเลือกคือ: ออก “ใบเสร็จรับเงินธรรมดา” เพื่อให้ลูกค้าใช้เป็นหลักฐานในการซื้อได้ แจ้งลูกค้าให้เข้าใจว่ายังไม่สามารถออกใบกำกับภาษีให้ได้ หากต้องการรองรับลูกค้ารายใหญ่ หรือกลุ่มบริษัทบ่อย ๆ ควรพิจารณาจด VAT เพื่อออกใบกำกับภาษีได้อย่างถูกต้อง ถ้าจด VAT แล้ว ต้องทำอะไรบ้าง? เมื่อคุณจด VAT แล้ว มีหน้าที่สำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่: 1. ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย ต้องระบุรายการตามที่กฎหมายกำหนด เช่น: ชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า (กรณีลูกค้าขอใบกำกับ) ราคาสินค้าก่อน VAT ยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (7%) เลขที่ใบกำกับภาษี  2. ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้จะไม่มีรายการซื้อขายก็ต้องยื่นแบบ หากไม่ยื่นตรงเวลามีค่าปรับขั้นต่ำ 500 บาทต่อเดือน 3. แยกบัญชีให้ชัดเจน ต้องแยกบัญชีรายรับ/รายจ่ายของกิจการออกจากบัญชีส่วนตัว ควรใช้บัญชีธนาคารชื่อร้านค้า (หรือชื่อบริษัท) TikTok Shop ต้องจด VAT เหมือน Shopee ไหม? TikTok Shop เป็นช่องทางการขายสินค้าเหมือน Shopee หากรายได้รวมทุกช่องทางเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT เช่นเดียวกัน และTikTok เองก็มีฟีเจอร์ให้ใส่ “เลขประจำตัวผู้เสียภาษี” และมีการเชื่อมต่อกับระบบร้านค้าแบบเดียวกับแพลตฟอร์มใหญ่ ข้อควรรู้เพิ่มเติม หากคุณขายสินค้าแบบ pre-order จากต่างประเทศ ต้องตรวจสอบว่าสินค้าเข้าเกณฑ์ VAT หรือ Import Duty หรือไม่ หากขายแบบ “ตัวแทนจำหน่าย” ที่รับค่าคอมมิชชัน ถือเป็น “ค่าบริการ” ตัวแทนจำหน่ายต้องเข้าข่ายต้องจด VAT ถ้าค่าคอมมิชชันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี สรุปขายของใน Shopee / TikTok ต้องออกใบกำกับภาษีไหม? กรณีต้องออกใบกำกับภาษีหรือไม่รายได้ < 1.8 ล้านบาท/ปี และยังไม่จด VAT❌ ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี (ออกใบเสร็จแทนได้)รายได้ > 1.8 ล้านบาท/ปี แต่ยังไม่จด VAT⚠️ ต้องจดทันที และเริ่มออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าจด VAT แล้ว✅ ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง ขายของออนไลน์ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เกี่ยวข้องกับ “ภาษี” และ “ความถูกต้องตามกฎหมาย” ด้วย หากธุรกิจขายดี รายได้เข้าเยอะ คุณอาจต้องเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการโดยไม่รู้ตัว การรู้เท่าทันกฎหมายภาษี และจัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ### พ.ร.บ.ควบคุมอาหาร แอลกอฮอล์ และสถานที่สะสมอาหาร มีผลต่อธุรกิจอย่างไร? พ.ร.บ.ควบคุมอาหาร แอลกอฮอล์ และสถานที่สะสมอาหาร มีผลต่อธุรกิจอย่างไร? การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้อาศัยแค่ไอเดียและเงินทุนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจใน “กฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับประเภทสินค้าหรือบริการที่ดำเนินการด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องดื่ม หรือสถานที่จัดเก็บวัตถุดิบ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงงานผลิต หรือคลังสินค้า หากมองข้ามเรื่องกฎหมายไปอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เช่น โดนสั่งปิด ถูกดำเนินคดี หรือปรับเงินจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะ SME, Home made, หรือ Food Online ที่ไม่รู้ว่าต้องขอใบอนุญาตก่อนดำเนินกิจการ หนึ่งในกฎหมายสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจ คือ พระราชบัญญัติควบคุมอาหาร พ.ศ. 2522, พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551, และ กฎกระทรวงเกี่ยวกับสถานที่จำหน่ายและสถานที่สะสมอาหาร ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่มีผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจหลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจ SME หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่มักเริ่มต้นจากร้านเล็ก ๆ แต่กลับละเลยข้อกฎหมายเหล่านี้ มาทำความรู้จักกับ พ.ร.บ.ควบคุมอาหาร  พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารทุกประเภท ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ เช่น เรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ปริมาณสารปนเปื้อน การติดฉลาก โภชนาการ และการโฆษณา ผลกระทบต่อธุรกิจ: ผู้ผลิตอาหาร (ทั้งโรงงานและครัวขนาดเล็ก) ต้องขอ “ใบอนุญาตผลิตอาหาร” ร้านอาหาร ร้านขนม หรือร้านขายอาหารสำเร็จรูป ต้องขอ “ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร” สินค้าที่จัดจำหน่ายต้องมีฉลากภาษาไทยถูกต้องครบถ้วน (ชื่อสินค้า วันผลิต วันหมดอายุ สารก่อภูมิแพ้ ฯลฯ) หากมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ ต้องระวังไม่ให้เข้าข่าย “โฆษณาเกินจริง” หากไม่ปฏิบัติตาม อาจเจอโทษทั้งทางแพ่งและอาญา เช่น ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี แล้วแต่กรณี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อควบคุมการผลิต การขาย การโฆษณา และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคมและลดผลกระทบเชิงลบ เช่น การเมาแล้วขับ ความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาสุขภาพ ผลกระทบต่อธุรกิจ: ธุรกิจที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ ต้องขอ “ใบอนุญาตขายสุรา” ห้ามจำหน่ายในเวลาที่กฎหมายห้าม (เช่น ก่อน 11:00 น. และระหว่าง 14:00–17:00 น.) ห้ามโฆษณาหรือส่งเสริมการขายสุราโดยแสดงภาพการดื่ม เครื่องดื่มยี่ห้อ หรือข้อความชักชวนให้บริโภค สื่อออนไลน์หรือโพสต์ขายไวน์ เบียร์ บน Facebook โดยมีราคาชัดเจน = เข้าข่ายผิดกฎหมาย กฎกระทรวงว่าด้วยสถานที่จำหน่ายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร นอกจากตัวสินค้าแล้ว “สถานที่” ที่จำหน่ายหรือเก็บสินค้าอาหารก็ถูกควบคุมเช่นกัน โดยตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร และใบอนุญาตสถานที่สะสมอาหาร  สถานที่ต้องขอใบอนุญาต เช่น: ร้านอาหารทุกประเภท (ร้านอาหารตามสั่ง, คาเฟ่) คลังสินค้าหรือโกดังเก็บสินค้าอาหาร ร้านขายของชำหรือซูเปอร์มาร์เก็ต คุณสมบัติของสถานที่: มีความสะอาดตามหลักสุขาภิบาล มีการจัดการน้ำเสีย ขยะ และสัตว์พาหะอย่างเหมาะสม พนักงานต้องมีสุขลักษณะที่ดี และผ่านการตรวจสุขภาพตามที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืน: เจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าตรวจสอบ แจ้งเตือน สั่งปิดชั่วคราว และดำเนินคดีตามกฎหมายได้ ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้? ร้านอาหาร/คาเฟ่ = ต้องขอทั้งใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร และใบอนุญาตสถานที่ ครัวในบ้าน (Home made) = ถ้าผลิตเพื่อขาย ต้องขอใบผลิตอาหาร ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ = ต้องมีใบอนุญาตขายสุรา + ห้ามโฆษณาออนไลน์ ร้านค้า / โกดัง = ต้องมีใบอนุญาตสถานที่สะสมอาหาร ร้านออนไลน์ = หากมีการผลิต/ส่งอาหารเอง = ต้องขออนุญาตเหมือนร้านปกติ ทำอย่างไรให้ธุรกิจคุณไม่เสี่ยง? ตรวจสอบก่อนเปิดกิจการ ว่าต้องขอใบอนุญาตใดบ้าง เช่น ใบอนุญาตผลิตอาหาร, จำหน่ายอาหาร, ขายสุรา, หรือสะสมอาหาร ติดต่อหน่วยงานท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขต เทศบาล หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อขอคำแนะนำ จัดเตรียมสถานที่ตามมาตรฐาน เช่น ความสะอาด ระบบน้ำ ระบบระบายอากาศ ฯลฯ อบรมพนักงานให้เข้าใจสุขลักษณะ และภาระหน้าที่ด้านกฎหมาย เก็บเอกสารใบอนุญาตไว้ให้ตรวจสอบได้เสมอ อย่าโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้ภาพดื่มหรือข้อความเชิญชวน สรุป การทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหรือบริการที่ดีเท่านั้น แต่กฎหมายคือ รากฐานสำคัญที่ธุรกิจต้องปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงต่อการถูกปิดกิจการ ปรับ หรือดำเนินคดีโดยไม่รู้ตัว พ.ร.บ.ควบคุมอาหาร – สุรา – สถานที่สะสมอาหาร ไม่ได้มีขึ้นเพื่อสร้างความยุ่งยาก แต่เพื่อปกป้องผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานธุรกิจ หากเจ้าของกิจการเรียนรู้และวางแผนแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ถูกต้อง และปลอดภัย ### จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษีไหม? สรุปหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษีไหม? การทำงานในปัจจุบันเทรนด์การจ้างงานอิสระหรือที่เราคุ้นเคยกันว่า “ฟรีแลนซ์” กลายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจหลากหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็นการจ้างนักออกแบบ นักตัดต่อวิดีโอ นักเขียน โปรแกรมเมอร์ หรืออื่น ๆ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ธุรกิจไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระเงินเดือนประจำ แต่สามารถเลือกจ้างตามโปรเจกต์หรือความต้องการเป็นรายครั้ง อย่างไรก็ตาม การจ้างฟรีแลนซ์ก็มีภาระหน้าที่ทาง “ภาษี” ที่ผู้ว่าจ้างไม่สามารถละเลยได้ หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “เมื่อจ้างฟรีแลนซ์ เราจำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?” คำตอบคือ “ต้องหัก” ในหลายกรณี โดยเฉพาะหากผู้รับงานเป็นบุคคลธรรมดาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย การหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นภาระหน้าที่ตามกฎหมายภาษีอากรของผู้ว่าจ้าง โดยผู้จ่ายเงินจะต้องหักภาษีไว้จากค่าจ้าง แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน ซึ่งจะกลายเป็นเครดิตภาษีให้กับผู้รับเมื่อต้องยื่นภาษีสิ้นปี หลักการนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย แต่ยังส่งผลต่อความถูกต้องของเอกสารบัญชี ค่าใช้จ่าย และความโปร่งใสของธุรกิจอีกด้วย หลักเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย การหักภาษีจะขึ้นอยู่กับสถานะของผู้รับเงินหากผู้รับงานเป็น “บุคคลธรรมดา”บริษัทหรือผู้ว่าจ้างจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของยอดจ่าย และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด. 3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป แต่หากผู้รับงานเป็น “นิติบุคคล” เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ว่าจ้างจะหักภาษีผ่านแบบ ภ.ง.ด. 53 โดยอัตราหักจะอยู่ที่ 3% หรือ 5% ขึ้นอยู่กับลักษณะบริการที่ได้รับ ตัวอย่างการหักภาษีจากการจ้างงาน สมมติว่าคุณจ้างฟรีแลนซ์คนหนึ่งให้ตัดต่อวิดีโอในราคา 20,000 บาท ก่อนจะจ่ายเงิน คุณมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ซึ่งเท่ากับ 600 บาท คุณจะจ่ายเงินจริงให้ฟรีแลนซ์ 19,400 บาท และนำภาษี 600 บาทไปชำระให้กรมสรรพากร พร้อมออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” เพื่อให้ฟรีแลนซ์เก็บไว้ใช้ยื่นภาษีปลายปี ฟรีแลนซ์คนนั้นสามารถนำหนังสือรับรองดังกล่าวไปใช้เป็น “เครดิตภาษี” ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 ช่วงต้นปีถัดไป ซึ่งจะลดภาระภาษีหรือได้รับเงินคืนหากมีการเสียภาษีเกิน ถ้าไม่หักภาษี จะผิดหรือไม่? การไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะหากรายได้ของฟรีแลนซ์อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ผู้ว่าจ้างอาจต้องรับผิดในการนำส่งภาษีแทน พร้อมค่าปรับและเบี้ยปรับอีกจำนวนมาก และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ บริษัทจะไม่สามารถใช้ยอดจ่ายนั้นเป็น ค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีได้ หากไม่มีการหักภาษีหรือออกเอกสารอย่างถูกต้อง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหักภาษี การจ้างงานฟรีแลนซ์อย่างถูกต้องจะเกี่ยวข้องกับเอกสาร 3 ส่วนหลักคือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย – ผู้ว่าจ้างต้องออกให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้งเมื่อมีการจ่ายเงิน แบบ ภ.ง.ด. 3 หรือ ภ.ง.ด. 53 – แบบฟอร์มสำหรับนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย โดยยื่นผ่านระบบออนไลน์หรือที่สำนักงานสรรพากร หลักฐานการนำส่งภาษี (Pay-in Slip หรือสลิปธนาคาร) – ใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีของบริษัทและแนบในการยื่นงบการเงินประจำปี กรณีฟรีแลนซ์ต่างประเทศ กรณีที่จ้างฟรีแลนซ์ที่อยู่ต่างประเทศ กฎเกณฑ์การหักภาษีจะขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นมี สนธิสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement - DTA) กับประเทศไทยหรือไม่ หากไม่มี DTA กำหนดไว้ ผู้ว่าจ้างอาจต้องหักภาษีสูงถึง 15% และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 54 ซึ่งเป็นแบบฟอร์มเฉพาะสำหรับรายจ่ายไปยังต่างประเทศ  ดังนั้น ก่อนจ้างงานฟรีแลนซ์จากต่างประเทศ ควรปรึกษานักบัญชีหรือนิติกรภาษีเพื่อพิจารณาเงื่อนไขให้ชัดเจน แล้วฟรีแลนซ์ต้องดำเนินการอย่างไร? ฟรีแลนซ์มีหน้าที่เก็บ ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ทุกฉบับไว้ใช้ในการยื่นภาษีปลายปี ด้วยแบบ ภ.ง.ด. 91 พร้อมระบุจำนวนภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า สรุป การจ้างงานฟรีแลนซ์ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หากเข้าใจหลักการภาษีที่ถูกต้อง ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรในเวลาที่กำหนด พร้อมออกเอกสารเป็นหลักฐาน และในขณะเดียวกัน ฟรีแลนซ์ก็ควรรู้สิทธิประโยชน์ของตน และจัดการเอกสารภาษีให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง การบริหารภาษีอย่างถูกต้อง ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบหรือเสียค่าปรับ แต่ยังเสริมความน่าเชื่อถือให้ทั้งธุรกิจและผู้รับงานในระยะยาวอีกด้วย ### ขั้นตอนการออกใบลดหนี้อย่างถูกต้องสำหรับผู้ประกอบการ ขั้นตอนการออกใบลดหนี้อย่างถูกต้อง ใบลดหนี้ หรือ Credit Note เป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้จักและใช้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเกิดการยกเลิก ลดราคา หรือคืนสินค้าภายหลังการออกใบกำกับภาษี หากออกผิดขั้นตอน อาจกระทบทั้งด้านบัญชีและภาษี รวมถึงอาจเสี่ยงต่อการถูกปรับจากกรมสรรพากรได้ บทความนี้จะอธิบาย เหตุผลที่ต้องออกใบลดหนี้, ขั้นตอนการออกใบลดหนี้อย่างถูกต้อง, และ ข้อควรระวัง เพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและโปร่งใส ใบลดหนี้คืออะไร? ใบลดหนี้ (Credit Note) เป็นเอกสารทางบัญชีที่ใช้ลดหนี้จากใบกำกับภาษีที่เคยออกไปแล้ว ซึ่งออกโดยผู้ขาย เพื่อแจ้งให้ผู้ซื้อทราบว่ามีการลดจำนวนเงินที่ต้องชำระ เช่น จากการคืนสินค้า ลดราคา หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดในใบกำกับภาษีฉบับก่อนหน้า ใครควรเป็นผู้ดูแลการออกใบลดหนี้? เพื่อป้องกันความผิดพลาด ควรมีการมอบหมายหน้าที่อย่างชัดเจนว่าใครสามารถอนุมัติและจัดทำใบลดหนี้ได้ โดยเฉพาะในองค์กรที่มีหลายแผนก เช่น ฝ่ายขาย: เป็นผู้รับเรื่องจากลูกค้าและแจ้งความต้องการออกใบลดหนี้ บัญชี: ตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชีและภาษี ผู้จัดการฝ่ายบัญชี/การเงิน: เป็นผู้อนุมัติการออกเอกสาร ERP/ระบบบัญชี: ตรวจสอบว่ามีการลงบัญชีอย่างถูกต้องตามขั้นตอน การมีขั้นตอนอนุมัติภายใน (Internal Control) จะช่วยลดความเสี่ยงจากการออกเอกสารเท็จหรือใช้ใบลดหนี้อย่างไม่เหมาะสม เหตุผลที่ต้องออกใบลดหนี้ การคืนสินค้า: เมื่อลูกค้าส่งสินค้าคืนทั้งหมดหรือบางส่วน การลดราคาภายหลัง: เช่น มีโปรโมชันส่วนลดหลังการขาย  การยกเลิกการขายทั้งหมด: มีการขายไปแล้วแต่ภายหลังตกลงยกเลิกกันทั้งสองฝ่าย หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการออกใบลดหนี้ ต้องออกให้สอดคล้องกับใบกำกับภาษีต้นฉบับ ต้องอ้างอิงเลขที่ใบกำกับภาษีเดิม ต้องมีเหตุผลในการออกใบลดหนี้อย่างชัดเจน ต้องออกใบลดหนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ทันที ต้องมีรายการลดราคาหรือคืนสินค้าที่ตรงกับรายการเดิม ขั้นตอนการออกใบลดหนี้อย่างถูกต้อง 1. ตรวจสอบเหตุผลและเอกสารประกอบ ตรวจสอบว่าเป็นกรณีที่สามารถออกใบลดหนี้ได้หรือไม่ เตรียมเอกสารประกอบ เช่น ใบคืนสินค้า, ใบร้องขอลดหนี้จากลูกค้า 2. ระบุข้อมูลอ้างอิงให้ครบถ้วน หมายเลขใบกำกับภาษีเดิม วันที่ของใบกำกับภาษีเดิม ชื่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 3. ระบุเหตุผลการออกใบลดหนี้ เช่น คืนสินค้า, ลดราคา 4. ใส่รายละเอียดสินค้าหรือบริการที่มีการลดหนี้ รายการสินค้า ปริมาณ ราคาต่อหน่วย จำนวนเงินที่ลด VAT ที่เกี่ยวข้อง 5. ลงวันที่ออกใบลดหนี้ให้ถูกต้อง ควรเป็นวันที่ที่มีการคืนสินค้า หรือวันที่ตกลงลดราคากันจริง 6. ออกใบลดหนี้ตามรูปแบบที่ถูกต้อง หากเป็นธุรกิจจด VAT ต้องออกใบลดหนี้ที่เป็นเอกสารทางภาษี 7. ส่งใบลดหนี้ให้ลูกค้า และบันทึกบัญชี ส่งเอกสารให้ลูกค้าพร้อมลงนาม บันทึกรายการลดหนี้ในระบบบัญชีให้ถูกต้อง เอกสารที่ควรแนบประกอบการออกใบลดหนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและช่วยในการตรวจสอบย้อนหลัง ควรมีเอกสารสนับสนุน ประกอบการออกใบลดหนี้เสมอ เช่น สำเนาใบกำกับภาษีต้นฉบับ ใบขอคืนสินค้าจากลูกค้า หนังสือยืนยันการลดราคาจากผู้ขาย ใบส่งคืนสินค้า (ถ้ามี) หลักฐานการรับคืนสินค้า เช่น ลายเซ็นผู้รับสินค้าเข้าโกดัง หนังสือสัญญายกเลิกการขาย (ถ้าเป็นกรณีเลิกสัญญา) การจัดเก็บและแนบเอกสารเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทสามารถชี้แจงต่อกรมสรรพากรได้ในกรณีที่มีการตรวจสอบย้อนหลัง ตัวอย่างการบันทึกบัญชีใบลดหนี้ หากมีการคืนสินค้ามูลค่า 10,000 บาท + VAT 7% รวม 10,700 บาท เดบิต: รายได้จากการขาย 10,000 บาท เดบิต: ภาษีขาย 700 บาท     เครดิต: ลูกหนี้การค้า 10,700 บาท ข้อควรระวังในการออกใบลดหนี้ ห้ามออกใบลดหนี้โดยไม่มีเหตุผลที่แท้จริง ห้ามใช้ใบลดหนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม หากลูกค้านำไปใช้หักภาษีซ้ำ อาจทำให้เกิดปัญหาทางภาษีทั้งสองฝ่าย ต้องเก็บเอกสารประกอบการออกใบลดหนี้ไว้ให้ครบถ้วน กรณีตรวจสอบจากสรรพากร การเก็บรักษาใบลดหนี้ ตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาใบลดหนี้และเอกสารประกอบไว้ ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อเป็นหลักฐานหากสรรพากรเข้าตรวจสอบ สรุป การออกใบลดหนี้อย่างถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่ “ออกเอกสารให้จบ” แต่ต้องพิจารณาทั้งเหตุผล ข้อมูลประกอบ เอกสารอ้างอิง และความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ### บุคคลธรรมดาต้องจด VAT ไหม? สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ บุคคลธรรมดาต้องจด VAT ไหม? การประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหรือผู้เริ่มต้นธุรกิจ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์ เพราะมีความคล่องตัว ไม่ซับซ้อน และต้นทุนน้อยกว่าการจัดตั้งบริษัท แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต คำถามที่มักจะตามมาคือ “บุคคลธรรมดาจำเป็นต้องจด VAT หรือไม่?” “รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจดเข้า VAT” “ไม่จดจะมีปัญหาอะไรไหม?” บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องการ “จดภาษีมูลค่าเพิ่มในนามบุคคลธรรมดา” แบบชัดเจน ตรงประเด็น พร้อมคำแนะนำในการตัดสินใจที่ถูกต้อง VAT คืออะไร และใครบ้างที่ต้องจด? VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็นภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคปลายทาง โดยผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการจะเป็น “ผู้จัดเก็บและนำส่ง” ให้กรมสรรพากร ใครบ้างต้องจด VAT? บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่มีรายได้จากการขายสินค้า หรือให้บริการ “ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม” และมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียน VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) บุคคลธรรมดา “ต้องจด” VAT เมื่อไร? 1. เมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หากยอดขายรวมต่อปี (12 เดือนย้อนหลัง) เกิน 1.8 ล้านบาท ถือว่าเข้าเกณฑ์ ต้องยื่น แบบ ภ.พ.01 เพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร 2. ประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องเสีย VAT อย่างเช่น :  ขายสินค้าออนไลน์/หน้าร้าน รับทำเว็บไซต์ / รับออกแบบกราฟิก บริการถ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ เทรนเนอร์ ฟิตเนส หรือบริการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ 3. ธุรกิจที่ “ได้รับการยกเว้น VAT” อย่างเช่น :  ธุรกิจการศึกษา บริการรักษาพยาบาล ธุรกิจขนส่ง ถ้าไม่จด VAT แล้วรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะเกิดอะไรขึ้น? เสี่ยงโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง : ถ้ากรมสรรพากรตรวจพบย้อนหลัง คุณอาจต้องจ่าย VAT ย้อนหลังเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เสียโอกาสทำธุรกิจกับบริษัทใหญ่ : หลายบริษัทคู่ค้ากำหนดให้ผู้ขายต้อง “มี VAT” เพื่อใช้เป็นภาษีซื้อ และออกใบกำกับภาษีได้ ไม่สามารถขอคืน VAT ได้ : หากคุณซื้อสินค้าและเสีย VAT ไปแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียน ก็ไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ภาพลักษณ์ไม่น่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าองค์กร : หลายองค์กรพิจารณาเฉพาะซัพพลายเออร์ที่สามารถออกใบกำกับภาษี VAT ได้ ขั้นตอนการจด VAT ในนามบุคคลธรรมดา เตรียมเอกสารให้พร้อม สำเนาบัตรประชาชน หนังสือเช่าที่ (หรือหลักฐานสถานที่ประกอบการ) แผนที่สถานประกอบกิจการ รายละเอียดสินค้า/บริการที่จำหน่าย แบบ ภ.พ.01 ยื่นที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ประกอบการเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสถานประกอบการ อาจเข้าไปดูพื้นที่จริงหรือขอเอกสารเพิ่มเติม เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว จะต้องออกใบกำกับภาษีตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ทุกเดือน ยื่นภาษีอย่างไรหลังจากจด VAT หลังจดทะเบียนแล้ว คุณต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้: ประเภทรายละเอียดแบบภาษียื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนภาษีขาย-ภาษีซื้อหักลบกันทุกเดือนใบกำกับภาษีต้องออกตามรูปแบบที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดการจัดเก็บเอกสารเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี บุคคลธรรมดาควรจด VAT ไหม หากยังไม่ถึงเกณฑ์? ในบางกรณี “การจดไว้ก่อน” อาจดีกว่า เช่น: ต้องการทำงานกับบริษัทใหญ่ มียอด VAT ที่สามารถขอคืนได้ มีแนวโน้มรายได้เพิ่มขึ้นเร็ว แต่ถ้าธุรกิจยังเล็ก ขายปลีกนิดหน่อย ไม่ออกบิลให้ลูกค้าองค์กร และไม่มีต้นทุนที่เสีย VAT มาก การยังไม่จดอาจสะดวกกว่าในช่วงเริ่มต้น เคล็ดลับสำหรับผู้ที่กำลังจะจด VAT วางแผนราคาให้รวม VAT เผื่อไว้ล่วงหน้า เช่น หากต้องการขายสินค้าราคา 1,000 บาท แล้วต้องบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไปสูตรคำนวณ : ราคาขายรวม VAT = ราคาสินค้า × 1.07 👉 1,000 × 1.07 = 1,070 บาท ใช้ระบบบัญชีที่ออกใบกำกับภาษีได้ เช่น FlowAccount, PEAK, Odoo เพื่อเก็บภาษีและส่งรายงานได้อย่างถูกต้อง หาที่ปรึกษาจากผู้ทำบัญชี หรือสำนักงานบัญชีที่เข้าใจภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อให้วางโครงสร้างภาษีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น สรุป การ “จด VAT” ไม่ได้จำกัดแค่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็มีหน้าที่ตามกฎหมายเช่นกัน หากคุณเข้าเกณฑ์ แต่ยังไม่ได้จด ควรรีบดำเนินการให้ถูกต้อง เพื่อเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลัง พร้อมเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจต่อในอนาคต ### ทำไมสรรพากรถึงตรวจสอบรายได้ของบริษัท? หลายธุรกิจอาจคิดว่าเมื่อทำบัญชีเรียบร้อย ยื่นภาษีตรงเวลา ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบจากสรรพากร แต่ในความเป็นจริง ประเภทของรายได้บางแบบ หรือ พฤติกรรมทางการเงินบางอย่าง อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติมได้ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า “ประเภทของรายได้” ที่มักจะถูกสรรพากรจับตามองเป็นพิเศษ พร้อมแนวทางการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบและเสียภาษีย้อนหลัง รายได้ของบริษัทแบบไหนที่สรรพากรเล็งตรวจสอบ? รายได้ไม่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย : บริษัทมีรายได้สูง แต่ค่าใช้จ่ายต่ำผิดปกติ หรือในทางกลับกันมีค่าใช้จ่ายมากแต่รายได้น้อย(สรรพากรจะสงสัยว่า “ซ่อนรายได้” หรือ “แต่งตัวเลขให้มีกำไรน้อยลง”) รายได้สูงขึ้นผิดปกติภายในปีเดียว : ธุรกิจมีรายได้กระโดดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่น จาก 1 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาทในปีถัดมา โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน(สรรพากรอาจตรวจสอบที่มาของรายได้ เช่น เส้นทางการเงินโอน เงินลงทุนจากต่างประเทศ ฯลฯ) รายได้ซ้ำซ้อนกับบุคคลในเครือเดียวกัน : ธุรกิจกลุ่มเดียวกันที่โอนเงินไปมาระหว่างกัน หรือมีการแบ่งรายได้ที่ไม่สมเหตุสมผล(สรรพากรอาจตรวจสอบเพื่อดูว่ามีการ “โยกกำไร” หรือไม่?) มีรายได้จากช่องทางออนไลน์แต่ไม่มีการบันทึก : ธุรกิจที่ขายของออนไลน์ แต่ไม่มีการออกใบเสร็จ หรือไม่แสดงรายได้จากแพลตฟอร์ม(โดนตรวจสอบจากข้อมูลที่กรมสรรพากรแลกเปลี่ยนกับแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่าง ๆ) รายได้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมทางบัญชี : เช่น บริษัทไม่มีรายได้เลย แต่มีการเบิกจ่ายเงินเดือน จ่ายค่าเช่า หรือค่าใช้จ่ายประจำทุกเดือน(สรรพากรอาจสงสัยว่า “มีรายได้แต่ไม่แสดง”) บริษัทมีรายได้ต่อเนื่องแต่ไม่เคยจ่ายภาษี :  เช่น ยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด.51 ว่าขาดทุนต่อเนื่องทุกปี แต่ยังคงเปิดดำเนินกิจการ(เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ถูกสรรพากรตรวจสอบบ่อยมาก) รายการภาษีที่มักเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ประเภทภาษีสาเหตุที่มักถูกตรวจสอบภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล)แสดงรายได้ผิดปกติ กำไรต่ำผิดปกติภ.พ.30 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)ยอดขายที่ยื่นไม่ตรงกับใบกำกับภาษีภ.ง.ด.3/53 (หัก ณ ที่จ่าย)ไม่มีการหักภาษีผู้ให้บริการภ.ง.ด.1 (เงินเดือนพนักงาน)ยอดเงินเดือนไม่สอดคล้องกับเงินที่จ่ายจริง ตัวอย่างสถานการณ์จริง กรณี 1 : บริษัทออกใบกำกับภาษีแต่ไม่ยื่น VAT สรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนกลับจากผู้ซื้อที่ขอคืนภาษี กรณี 2 : บริษัทรับเงินสดจากลูกค้าแต่ไม่มีหลักฐานการนำส่ง หากลูกค้าแจ้งว่าได้ชำระแล้ว สรรพากรสามารถตามตรวจสอบได้ทันที กรณี 3 : ใช้บัญชีส่วนตัวรับรายได้ธุรกิจ รายได้นี้อาจไม่ถูกแสดงในบัญชีบริษัท และเสี่ยงการตรวจสอบย้อนหลังจากการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคาร แนวทางป้องกันไม่ให้ถูกตรวจสอบจากสรรพากร 1. จัดทำบัญชีอย่างถูกต้องและครบถ้วน ลงรายการทุกอย่างให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและอย่าตกหล่นข้อมูล 2. แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว ป้องกันไม่ให้เกิดการปะปนของรายได้ที่ตรวจสอบยาก สร้างความโปร่งใสในการแสดงรายรับ–รายจ่าย 3. ออกเอกสารทางการเงินทุกครั้ง เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีแม้ลูกค้าจะจ่ายเงินสดหรือโอนก็ตาม 4. ยื่นแบบภาษีให้ตรงเวลาและตรงความจริง ยื่น ภ.ง.ด.50, ภ.พ.30 และแบบอื่น ๆ ให้ตรงตามรอบภาษีและตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง 5. จ้างสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยวางแผนการบรรเทาภาระทางภาษีได้อย่างถูกต้อง สิ่งที่ควรมีเพื่อรองรับการตรวจสอบ สมุดบัญชีรายวัน ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน Statement ธนาคาร สัญญาจ้าง / สัญญาซื้อขาย แบบภาษีที่เคยยื่นย้อนหลัง หากบริษัทถูกตรวจสอบ จะต้องสามารถ “ชี้แจงได้” ว่ารายได้แต่ละบาทมาจากที่ใด และมีการนำส่งภาษีถูกต้องหรือไม่ สรุป รายได้ของบริษัทแบบไหนที่สรรพากรเล็งตรวจสอบ? คำตอบคือ รายได้ที่ "ไม่สอดคล้อง" กับพฤติกรรมทางธุรกิจ เช่น รายได้สูงผิดปกติ รายได้ที่ไม่แสดงในบัญชี หรือไม่มีเอกสารประกอบที่ชัดเจน การทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ไม่ใช่แค่เพื่อความถูกต้องทางกฎหมาย แต่ยังช่วยให้คุณมั่นใจและเติบโตอย่างยั่งยืน ### เจ้าของบริษัทสามารถเบิกเงินจากบริษัทได้วิธีไหนบ้าง? เมื่อคุณเป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นกรรมการผู้จัดการของกิจการย่อมมีคำถามเกิดขึ้นว่า “สามารถเบิกเงินจากบริษัทมาใช้ได้ไหม?” และ “ถ้าเบิกได้ ต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย?” เพราะแม้ว่าคุณจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเป็นผู้บริหารสูงสุด แต่บริษัทนั้นเป็น นิติบุคคล ซึ่งแยกออกจากตัวบุคคลทางกฎหมายอย่างชัดเจน การเบิกเงินจากบริษัทโดยไม่เข้าใจหลักการ อาจส่งผลให้เกิดภาระภาษีที่ไม่จำเป็น หรืออาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายในภายหลัง ดังนั้น การรู้และเลือกใช้วิธีเบิกเงินที่เหมาะสม ถูกต้องตามหลักบัญชีและภาษี จะช่วยให้เจ้าของบริษัทบริหารการเงินได้อย่างมืออาชีพและปลอดภัย ทำไมต้องมี “วิธีการเบิกเงิน” ที่ถูกต้อง หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อเป็นเจ้าของบริษัทแล้วจะสามารถเบิกเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ตามใจ แต่ในความเป็นจริง บริษัทเป็น “นิติบุคคล” ที่มีสถานะแยกจากตัวบุคคล ดังนั้นการเบิกเงินออกจากบริษัทจำเป็นต้องมีเหตุผลและเอกสารที่ชัดเจน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบได้ และเพื่อไม่ให้บริษัทเสียสิทธิ์ในการบันทึกค่าใช้จ่าย หากเบิกเงินแบบไม่ถูกต้อง เช่น โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐาน หรือไม่มีการบันทึกในบัญชี อาจถูกสรรพากรตีความว่าเป็นรายได้แฝง หรือรายจ่ายต้องห้าม ส่งผลให้เสียภาษีย้อนหลังทั้งในนามบริษัทและส่วนบุคคล 1. เงินเดือนกรรมการ วิธีนี้เป็นแนวทางที่ชัดเจนและโปร่งใสที่สุด โดยบริษัทจะจ่ายเงินเดือนในฐานะลูกจ้างหรือผู้บริหาร และสามารถนำไปหักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ตามปกติ ส่วนเจ้าของบริษัทก็ต้องนำรายได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งสำนักงานสรรพากรตามระเบียบด้วย 2. เบี้ยประชุมกรรมการ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนรายครั้งที่บริษัทสามารถจ่ายให้แก่เจ้าของในฐานะกรรมการที่เข้าร่วมการประชุม โดยวิธีนี้จะเหมาะกับเจ้าของที่ไม่ต้องการเงินเดือนประจำ แต่อยากได้รับค่าตอบแทนเป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม การจ่ายเบี้ยประชุมต้องมีหลักฐานการประชุมและมติอนุมัติอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ตามกฎหมายภาษีเงินได้ 3. รับเงินปันผล โดยต้องผ่านขั้นตอนของการประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลอย่างถูกต้อง เงินปันผลที่จ่ายออกต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% และเจ้าของสามารถนำเงินปันผลไปยื่นภาษีเพิ่มเติม (หากมี) หรือเลือกใช้สิทธิขอเครดิตภาษี การรับเงินในรูปแบบปันผลถือเป็นวิธีที่สะดวกและมีผลกระทบทางภาษีน้อยกว่าการรับเงินเดือน แต่ข้อจำกัดคือต้องรอให้บริษัทมีผลกำไรและสามารถจ่ายได้ตามกฎหมายเท่านั้น 4. ค่าตอบแทนพิเศษ เช่น โบนัส ค่านายหน้า หรือค่าสิทธิการใช้ชื่อแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือผลงานสร้างสรรค์ของเจ้าของบริษัท วิธีนี้สามารถใช้ได้หากมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงล่วงหน้าอย่างชัดเจน และต้องคำนึงถึงผลทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นทั้งในฝั่งบริษัทและเจ้าของด้วย จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การเบิกเงินจากบริษัทสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความถี่ และเงื่อนไขของแต่ละธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักบัญชีและภาษี เพื่อให้ทุกการเบิกเงินนั้นปลอดภัยทั้งในแง่กฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจในระยะยาว ข้อควรระวังในการเบิกเงิน แม้การเบิกเงินจะสามารถทำได้หลายวิธี แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งคือ การเบิกเงินสด หรือโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐาน เพราะจะทำให้: ไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ เสี่ยงต่อการถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสภายในองค์กร หากมีการจ่ายเงินหรือโอนเงินออก ควรจัดทำเอกสารประกอบทุกครั้ง เช่น ใบเสร็จ ใบเบิก ใบแจ้งหนี้ หรือรายงานการประชุม เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี สรุป การที่เจ้าของบริษัทจะเบิกเงินจากบริษัทมาใช้ได้อย่างถูกต้องนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสะดวกของเจ้าของ แต่ต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย การวางแผนภาษีที่รอบคอบ และการจัดทำเอกสารอย่างเหมาะสม เพราะบริษัทไม่ใช่บัญชีเงินฝากส่วนตัว การบริหารเงินด้วยความเข้าใจจึงเป็นหัวใจสำคัญของเจ้าของกิจการยุคใหม่ที่ต้องการความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว ### SME ควรเลือกจดทะเบียนในรูปแบบไหน? คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ SME ควรเลือกจดทะเบียนในรูปแบบไหน?  การเริ่มต้นธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SME (Small and Medium Enterprise) สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งก่อนเปิดกิจการอย่างเป็นทางการคือ “จะจดทะเบียนธุรกิจในรูปแบบไหนดี?” เพราะการเลือกโครงสร้างทางธุรกิจที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น มีผลต่อภาษี ความน่าเชื่อถือ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย และการขยายธุรกิจในอนาคต ทำไม SME ต้องจดทะเบียนธุรกิจ? เพื่อให้ธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย สร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้าและลูกค้า ใช้ขอสินเชื่อหรือเปิดบัญชีธุรกิจได้ ยื่นภาษีและขอใบอนุญาตต่าง ๆ ได้ตามระเบียบ ประเภทของการจดทะเบียนธุรกิจในประเทศไทย โดยทั่วไป การจดทะเบียนธุรกิจในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การจดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด ซึ่งแต่ละแบบต่างก็มีคุณสมบัติที่เหมาะกับผู้ประกอบการประเภทต่าง ๆ ดังนี้  1. จดทะเบียนธุรกิจในนาม “บุคคลธรรมดา” เหมาะสำหรับ: ผู้เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก มีต้นทุนและความเสี่ยงต่ำ เช่น ร้านค้าเล็ก ๆ หรือร้านค้าออนไลน์  ทำธุรกิจเพียงคนเดียว ไม่มีหุ้นส่วน ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเองได้ และ ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีเซ็นรับรอง ข้อดี: เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย และไม่จำเป็นต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ บริหารจัดการง่าย ไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ข้อเสีย: เจ้าของต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของธุรกิจด้วยทรัพย์สินส่วนตัว  ความน่าเชื่อถือน้อยกว่ารูปแบบบริษัท ทำให้การขยายธุรกิจหรือขอสินเชื่อค่อนข้างยาก รายได้จากธุรกิจจะถูกจัดเก็บภาษีตามอัตราภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งเมื่อธุรกิจเติบโตและรายได้สูงขึ้น ภาระภาษีก็จะมากขึ้นตามไปด้วย 2. จดทะเบียนเป็น “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” เป็นรูปแบบที่เหมาะกับธุรกิจที่มีผู้ร่วมทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดอาจซับซ้อนกว่าการจดทะเบียนแบบบุคคลธรรมดาเล็กน้อย แต่ก็สามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้อย่างเป็นทางการและมีโครงสร้างการแบ่งผลประโยชน์ชัดเจน อย่างไรก็ตาม    ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาจไม่เป็นที่นิยมในเชิงพาณิชย์เท่ากับบริษัทจำกัด และความน่าเชื่อถือในสายตาสถาบันการเงินหรือคู่ค้าขนาดใหญ่อาจยังไม่เพียงพอ เหมาะสำหรับ : ธุรกิจครอบครัวหรือกิจการที่มีเพื่อนหุ้นส่วนเล็ก ๆ ไม่ต้องการระบบบริหารที่ซับซ้อน ข้อดี: มีหลายคนช่วยบริหารหรือร่วมลงทุน ค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนต่ำกว่าบริษัทจำกัด มีความน่าเชื่อถือมากกว่าบุคคลธรรมดา ข้อเสีย: ความรับผิดชอบตามสัดส่วนการลงทุน (ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่สามารถแยกทรัพย์สินจากธุรกิจได้ชัดเจนเสมอ) ไม่เป็นที่นิยมในแง่การระดมทุนหรือเจรจาทางการค้า ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นภาษีอย่างเป็นทางการทุกปี ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรองงบ 3. จดทะเบียนเป็น “บริษัทจำกัด” เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดโดยเฉพาะในกลุ่ม SME ที่มีวิสัยทัศน์จะเติบโตในระยะยาว การจัดตั้งบริษัทจำกัดนั้นต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป ในส่วนของความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นจำกัดจะอยู่แค่เงินทุนที่ลงไปเท่านั้น ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว และสามารถแยกนิติบุคคลออกจากเจ้าของธุรกิจได้อย่างชัดเจน ทำให้บริษัทจำกัดมีความน่าเชื่อถือในระดับสูง   เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มองถึงการเติบโตระยะยาว ต้องการขยายกิจการ มีแผนระดมทุน และทำธุรกิจแบบมืออาชีพ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และต้องการจำกัดความรับผิดชอบ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจบริการ, เทคโนโลยี, สินค้าส่งออก หรือแฟรนไชส์ ข้อดี: แยกทรัพย์สินส่วนตัวกับกิจการอย่างชัดเจน ความน่าเชื่อถือสูง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เหมาะกับการขอสินเชื่อ/ร่วมทุน มีโครงสร้างบริหารชัดเจน ข้อเสีย: ขั้นตอนการจดทะเบียนซับซ้อน ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่ารูปแบบอื่น ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นภาษีอย่างเป็นทางการทุกปี ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรองงบ SME ควรเลือกแบบไหนดี? การเลือกจดทะเบียนแบบไหนจึงต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย: หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก : การจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา อาจเป็นตัวเลือกที่ดีในช่วงแรก เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่มีภาระผูกพันมาก หากคุณทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัว: ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาจเหมาะสมแต่ควรมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน หากคุณต้องการทำธุรกิจอย่างจริงจัง: บริษัทจำกัด คือตัวเลือกที่เหมาะที่สุด เพราะสร้างความน่าเชื่อถือและรองรับการเติบโตระยะยาว รวมถึงสามารถเพิ่มทุนหรือหาผู้ถือหุ้นใหม่ได้ในอนาคต ข้อแนะนำในการเริ่มต้น ศึกษาข้อกฎหมาย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านธุรกิจ วางแผนภาษี และโครงสร้างการเงินให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่เลือก เลือกชื่อและที่ตั้งธุรกิจ ให้สอดคล้องกับแนวทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อย่าลืมขอใบอนุญาตอื่น ๆ เช่น ใบอนุญาตสถานที่, ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง  สรุป จะเห็นได้ว่าแต่ละรูปแบบมีจุดแข็งและข้อจำกัดของตนเอง การเลือกจดทะเบียนในรูปแบบใดจึงควรขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและแผนในอนาคต SME ควรพิจารณาเป้าหมายของธุรกิจเป็นหลักก่อนเลือกจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจแบบเล็ก ๆ หรือมีแผนขยายในอนาคต การเลือกจดทะเบียนให้เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการเติบโต หากผู้ประกอบการยังลังเล เราแนะนำให้เริ่มจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานบัญชีกรีนโปร เคเอสพี กรุ๊ป ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจของคุณ ### วิธีแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว เพื่อความเป็นมืออาชีพทางการเงิน การเริ่มต้นธุรกิจหรือแม้แต่เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การใช้บัญชีเดียวกันระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ พฤติกรรมนี้อาจดูสะดวกในช่วงแรก แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเงิน การวางแผนภาษี และการบริหารกิจการได้อย่างมาก ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ เหตุผลสำคัญที่ควรแยกบัญชี, ข้อดีเมื่อทำได้อย่างถูกต้อง และ วิธีแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวอย่างเป็นระบบ พร้อมแนวทางนำไปใช้ได้จริง ทำไมต้องแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว? เพื่อความโปร่งใสทางการเงินการมีบัญชีแยกต่างหากช่วยให้คุณรู้ว่าเงินที่เข้ามาเป็นรายได้ของกิจการ และค่าใช้จ่ายใดเป็นของธุรกิจจริง ๆ สามารถตรวจสอบบัญชีได้ง่ายขึ้น และไม่ปะปนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัว ลดความเสี่ยงทางภาษีการใช้บัญชีปนกันอาจทำให้กรมสรรพากรตีความว่าคุณไม่ได้ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ หากมีการตรวจสอบภาษีขึ้นมา การหาหลักฐานชี้แจงจะยุ่งยากและอาจนำไปสู่ค่าปรับหรือเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ สะดวกในการวางแผนธุรกิจและขอสินเชื่อธนาคารหรือนักลงทุนมักพิจารณาข้อมูลทางบัญชี หากบัญชีสับสน การวิเคราะห์งบการเงินจะไม่สะท้อนภาพจริง ทำให้พลาดโอกาสในการขอสินเชื่อหรือขยายธุรกิจ ดูแลการเงินส่วนบุคคลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นการแยกเงินช่วยให้คุณควบคุมการใช้จ่ายส่วนตัวได้ง่ายขึ้น รู้ว่าใช้เงินกับอะไรบ้าง และป้องกันไม่ให้เงินธุรกิจรั่วไหล วิธีแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวอย่างมืออาชีพ 1. เปิดบัญชีธนาคารในนามธุรกิจ หากคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแล้ว ควรเปิดบัญชีในนามนิติบุคคล โดยเตรียมเอกสาร เช่น หนังสือรับรองบริษัท, สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ, และตรายางของบริษัท หากยังไม่ได้จดทะเบียน แนะนำให้เปิดบัญชีแยกต่างหากไว้ใช้เฉพาะเรื่องธุรกิจ เช่น บัญชีชื่อคุณ + คำว่า “ธุรกิจ” หรือ “Business” เพื่อแบ่งแยกจากบัญชีส่วนตัว 2. ใช้บัญชีธุรกิจสำหรับรายรับ-รายจ่ายของกิจการเท่านั้น ไม่ควรนำบัญชีธุรกิจมาใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว เช่น ซื้อของใช้ส่วนตัว, กินข้าวส่วนตัว ฯลฯ รวมถึงควรโอน “เงินเดือน” หรือ “กำไร” เข้าบัญชีส่วนตัวอย่างเป็นระบบ หากจำเป็นต้องใช้เงินจากธุรกิจ ให้บันทึกเป็นการถอนทุนหรือเบิกค่าใช้จ่ายพร้อมแนบหลักฐานเสมอ 3. กำหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่แน่นอน การจ่ายค่าตอบแทนให้ตัวเองแบบมีระเบียบ เช่น จ่ายเดือนละ 20,000 บาท จะช่วยควบคุมกระแสเงินสด และสะท้อนต้นทุนทางบัญชีได้แม่นยำ ไม่ส่งผลต่อการวิเคราะห์กำไรขาดทุน 4. ใช้ระบบบัญชีหรือแอปช่วยจัดการการเงิน หากธุรกิจเริ่มมีรายได้มากขึ้น การใช้โปรแกรมบัญชี เช่น FlowAccount, Peak, Odoo หรือ Excel ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจจะช่วยบันทึกและแยกบัญชีได้ชัดเจน ไม่ปะปนกันระหว่างส่วนตัวกับธุรกิจ 5. จ้างนักบัญชีหรือที่ปรึกษาการเงิน เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต ควรมีนักบัญชีมืออาชีพช่วยตรวจสอบบัญชีให้ถูกต้องตามหลักภาษี และเสนอแนวทางประหยัดภาษีตามกฎหมาย การมีทีมช่วยดูแลบัญชีจะทำให้เจ้าของกิจการสามารถโฟกัสกับการบริหารธุรกิจได้มากขึ้น ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ปะปนค่าน้ำมันรถส่วนตัวกับค่าเดินทางติดต่อธุรกิจ → ทางแก้: ควรแยกรายการให้ชัด หรือขอใบเสร็จเฉพาะการเดินทางเพื่องานธุรกิจเท่านั้น นำเงินลูกค้าที่โอนมาไปใช้จ่ายทันทีโดยไม่ผ่านบัญชีธุรกิจ → ทางแก้: ทุกยอดควรผ่านบัญชีธุรกิจก่อนเสมอเพื่อความโปร่งใส ใช้บัตรเครดิตส่วนตัวรูดค่าวัสดุอุปกรณ์ → ทางแก้: เปิดบัตรเครดิตใบใหม่ที่ใช้เฉพาะกับธุรกิจ พร้อมเก็บใบเสร็จให้เรียบร้อย H4: ข้อควรระวังในการแยกบัญชี หากใช้บัญชีเดียวปะปนไปนานเกินไป การแยกย้อนหลังจะลำบากและเสี่ยงผิดพลาด บัญชีธุรกิจควรมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนเพื่อป้องกันเงินรั่วไหล การโอนเงินระหว่างบัญชีควรมีคำอธิบายประกอบทุกครั้ง เช่น “เบิกเงินเดือน ก.ค.”, “คืนเงินสำรองจ่าย” สรุป: การแยกบัญชี = รากฐานของธุรกิจที่มั่นคง การแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานที่เจ้าของกิจการทุกคนควรทำตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจ การจัดการการเงินอย่างมืออาชีพจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง วางแผนได้แม่นยำ และประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่ารอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ เริ่มแยกบัญชีตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตทางการเงินที่ยั่งยืนของธุรกิจคุณ ติดต่อบริการด้านบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### เปิดบริษัทแล้วต้องยื่นเอกสารอะไรทุกเดือน? เปิดบริษัทแล้วต้องยื่นเอกสารอะไรทุกเดือน? เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท ไม่ว่าจะเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ หรือเตรียมขยายกิจการในอนาคต หลายคนมักเข้าใจว่าเพียงแค่จดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้เรียบร้อย ก็ถือว่าทำหน้าที่ผู้ประกอบการครบถ้วนแล้ว แต่ในความเป็นจริง การเปิดบริษัทไม่ได้จบแค่ “การจดทะเบียน” เท่านั้น ยังมีภาระหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ตามมาอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ การยื่นเอกสารและภาษีต่อหน่วยงานภาครัฐ “ทุกเดือน” บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า เมื่อเปิดบริษัทแล้วต้องยื่นอะไรบ้างในแต่ละเดือน พร้อมแนะนำแนวทางจัดการอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและค่าปรับไม่จำเป็น ภาระหน้าที่ของบริษัทที่ต้องทำ “ทุกเดือน” หลังจากเปิดบริษัทและได้รับหนังสือรับรองนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว บริษัทจะเข้าสู่สถานะ “นิติบุคคลที่มีหน้าที่ทางภาษีและบัญชี” โดยมีภาระที่ต้องดำเนินการทุกเดือน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ การยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การนำส่งเงินประกันสังคม (ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป) 1. การยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภงด. 1, 3, 53) การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นภาระหน้าที่ของบริษัทที่มีการจ่ายค่าตอบแทน ค่าจ้าง หรือค่าบริการให้กับบุคคลอื่น เช่น พนักงาน หรือผู้ให้บริการภายนอก โดยต้องหักภาษีไว้ก่อนและนำส่งกรมสรรพากรในเดือนถัดไป 🔹 ภงด. 1 ใช้ในกรณีจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าล่วงเวลาให้กับพนักงาน ยื่นไม่เกินวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ถ้ายื่นออนไลน์ ขยายถึงวันที่ 15) 🔹 ภงด. 3 ใช้ในกรณีจ่ายค่าจ้างให้บุคคลธรรมดาภายนอก เช่น ฟรีแลนซ์ วิทยากร ผู้ให้บริการทั่วไป ยื่นภายในวันที่ 7 (หรือ 15 กรณียื่นออนไลน์) 🔹 ภงด. 53 ใช้ในกรณีจ่ายค่าบริการให้กับนิติบุคคล เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าสอบบัญชี ค่าที่ปรึกษา ยื่นภายในวันที่ 7 (หรือ 15 กรณียื่นออนไลน์) หมายเหตุ: บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงินทุกครั้ง 2. การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับบริษัทที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ (1.8 ล้านบาทต่อปี) จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม ภ.พ.30 คืออะไร? เป็นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่แสดงภาษีขายที่เก็บจากลูกค้าและภาษีซื้อที่จ่ายจากการซื้อสินค้า/บริการ ต้องยื่นภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปแบบออนไลน์ การยื่นภ.พ.30 ต้องแนบรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย รวมถึงจัดเก็บใบกำกับภาษีทุกฉบับให้เรียบร้อย หากผิดพลาดอาจโดนเรียกตรวจย้อนหลังได้ 3. การยื่นประกันสังคม (สปส.1-10) หากบริษัทมีลูกจ้างอย่างน้อย 1 คน บริษัทต้องขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม และนำส่งเงินสมทบให้ทั้งในส่วนของบริษัทและลูกจ้างทุกเดือน แบบฟอร์มที่ใช้: สปส. 1-10 สำหรับนำส่งเงินสมทบประกันสังคม ต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากเกินกำหนดจะเสียค่าปรับ 2% ต่อเดือน แล้วถ้าบริษัทยังไม่มีรายได้ ต้องยื่นไหม? คำตอบคือ “ต้องยื่น” แม้บริษัทจะยังไม่มีรายได้ในช่วงแรก หรือยังไม่มีพนักงาน แต่ถ้ามีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือมีการจ่ายค่าบริการ คุณต้องยื่นแบบตามปกติในทุกเดือนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริษัทไม่มีสถานะ “ขาดยื่น” ซึ่งอาจนำไปสู่ค่าปรับหรือการถูกระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แนวทางบริหารภาษีและเอกสารรายเดือน การบริหารจัดการภาษีรายเดือนของบริษัทอาจดูยุ่งยากในช่วงแรก โดยเฉพาะถ้าผู้ประกอบการไม่มีความรู้บัญชีหรือไม่มีแผนกบัญชีภายใน ดังนั้นควรเตรียมระบบให้พร้อมตั้งแต่ต้น ได้แก่: 📌 จ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ หรือผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียน📌 ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีช่วยจัดการเอกสาร📌 สรุปยอดรายรับ–รายจ่ายทุกสิ้นเดือนอย่างสม่ำเสมอ📌 แยกบัญชีบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัวโดยเด็ดขาด การจัดการที่ดีจะช่วยให้คุณไม่ตกหล่นในการยื่นแบบ ลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบ และช่วยประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สรุป การเปิดบริษัทคือก้าวแรกของการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างมืออาชีพ แต่การรักษาสถานะบริษัทให้ถูกต้องต่อเนื่องทุกเดือนคือหัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ ความรู้เรื่องการยื่นภาษี การจัดทำบัญชี และการส่งเอกสารต่อหน่วยงานรัฐคือหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้ หากคุณรู้สึกว่ายากหรือไม่มั่นใจ การมีผู้ช่วยด้านบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่ไว้ใจได้ จะช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่การทำธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารหรือค่าปรับที่อาจตามมาโดยไม่ตั้งใจ เริ่มต้นให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ ธุรกิจของคุณจะเติบโตอย่างมั่นคงในวันหน้า ### เปิดร้านนวดแผนไทย ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง? สรุปครบในบทความเดียว เปิดร้านนวดแผนไทย ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง? ปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจ “ร้านนวดแผนไทย” กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทั้งสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านในย่านท่องเที่ยว ใกล้คอนโด หรือตลาดชุมชน ร้านนวดกลายเป็นกิจการที่สามารถเริ่มต้นได้โดยใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก และให้ผลตอบแทนที่ดีหากบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม การจะเปิดร้านนวดแผนไทยอย่างถูกกฎหมาย ไม่ใช่แค่หาทำเล ตกแต่งร้าน และจ้างพนักงานเท่านั้น ยังต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย ซึ่งหากละเลยอาจเสี่ยงต่อการถูกสั่งปิดร้านหรือเสียค่าปรับจำนวนมาก ใบอนุญาตที่จำเป็นสำหรับร้านนวดแผนไทย 1. ใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อสุขภาพ (สำหรับสถานประกอบการ) ใบอนุญาตหลักที่ผู้ประกอบการต้องขอจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ร้านตั้งอยู่ กิจการที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ได้แก่: ร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านนวดเพื่อเสริมความงาม สปา คุณสมบัติของสถานประกอบการ ต้องมีพื้นที่แยกชาย–หญิง (หากมีห้องส่วนตัว) มีอุปกรณ์ครบถ้วน เช่น เตียงนวด, ผ้าปูสะอาด, ห้องอาบน้ำ ฯลฯ สภาพแวดล้อมสะอาด ถูกสุขลักษณะ 2. ใบอนุญาตของผู้ให้บริการนวด นอกจากตัวสถานประกอบการต้องขออนุญาตแล้ว พนักงานนวดทุกคน ต้องมีใบรับรองด้วย โดยต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมจากสถานศึกษาหรือสถาบันที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข คุณสมบัติหมอนวด: อายุ 18 ปีขึ้นไป มีประกาศนียบัตรการนวดแผนไทย อย่างน้อย 150 ชั่วโมง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง หากไม่มีใบรับรอง อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือถูกจับได้ในภายหลัง 3. ใบอนุญาตประกอบการพาณิชย์ (สำหรับร้านทั่วไป) หากเปิดร้านในเขตเทศบาลหรือเมือง อาจต้องขอ ใบอนุญาตประกอบการพาณิชย์ จากสำนักงานเขต หรือเทศบาล ซึ่งเป็นใบอนุญาตพื้นฐานสำหรับการเปิดร้านค้าหรือบริการ 4. ใบอนุญาตใช้ป้ายโฆษณา (ถ้ามี) หากมีการติดป้ายหน้าร้านที่มีขนาดเกินกำหนด หรือมีแสงไฟ ต้องยื่นขออนุญาตจากเขตหรืออบต. ตามพื้นที่ เอกสารที่ใช้ในการขอใบอนุญาต สำหรับสถานประกอบการ สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของร้าน สำเนาทะเบียนบ้าน แบบแปลนร้าน/แผนผังพื้นที่ สัญญาเช่าหรือเอกสารกรรมสิทธิ์สถานที่ ภาพถ่ายสถานที่จริง รายชื่อพนักงานนวด พร้อมใบรับรอง สำหรับหมอนวดแต่ละคน สำเนาบัตรประชาชน ใบรับรอง/ใบประกาศนียบัตรจากสถาบันการนวด ขั้นตอนการดำเนินการขอใบอนุญาต ยื่นเอกสารต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/เขตพื้นที่ ตรวจสอบเอกสารครบถ้วนก่อนยื่น เพื่อไม่ให้เสียเวลา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสถานที่จริง เพื่อดูความเหมาะสมด้านโครงสร้าง พื้นที่ อุปกรณ์ รออนุมัติและรับใบอนุญาต ระยะเวลาอนุมัติประมาณ 15–30 วัน (ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่) ต่ออายุใบอนุญาตตามกำหนด ปกติใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี ต้องต่อทุกปี หากไม่ขอใบอนุญาต จะมีโทษอะไร? สำหรับสถานประกอบการไม่มีใบอนุญาตจะโดนค่าปรับตามกฎหมาย พนักงานนวดที่ไม่มีใบรับรอง อาจถูกจับปรับและดำเนินคดี มีความเสี่ยงต่อการถูกปิดร้านชั่วคราวหรือถาวร เคล็ดลับเปิดร้านนวดให้ปลอดภัยและถูกกฎหมาย ตรวจสอบพื้นที่และผังร้านกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตกแต่ง วางระบบสุขลักษณะ เช่น ห้องเปลี่ยนผ้า ห้องน้ำ อุปกรณ์ทำความสะอาด เก็บหลักฐานการฝึกอบรมพนักงานไว้อย่างครบถ้วน แนะนำให้จ้างที่ปรึกษาหรือบริษัทรับขอใบอนุญาตหากไม่มีเวลาดำเนินการเอง สรุป การเปิดร้านนวดแผนไทยไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากวางแผนให้ดีและดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การขอใบอนุญาตเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และเป็นการการันตีคุณภาพและความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า เจ้าของกิจการมือใหม่ อย่ามองข้ามขั้นตอนทางกฎหมายเล็ก ๆ เหล่านี้ เพราะนั่นอาจเป็นจุดที่ทำให้ธุรกิจคุณมั่นคง หรือสะดุดได้ในอนาคต ### ความต่างระหว่างชื่อบริษัทกับชื่อแบรนด์ คืออะไร? ความแตกต่างระหว่าง “ชื่อบริษัท” และ “ชื่อแบรนด์” ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า “ชื่อบริษัท” และ “ชื่อแบรนด์” นั้นคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ หรือสามารถใช้แทนกันได้หรือเปล่า ซึ่งหากมองผิวเผินแล้ว ทั้งสองคำนี้ดูเหมือนจะใช้แทนกันได้ และในบางกรณีก็เป็นชื่อเดียวกันจริง ๆ แต่ในเชิงกฎหมายและการตลาดแล้ว ทั้ง “ชื่อบริษัท” และ “ชื่อแบรนด์” มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ การใช้สื่อสารทางธุรกิจ และผลทางกฎหมาย บทความนี้เราจะอธิบายอย่างละเอียดว่า “ชื่อบริษัท” และ “ชื่อแบรนด์” แตกต่างกันอย่างไร และเจ้าของธุรกิจควรให้ความสำคัญกับทั้งสองชื่ออย่างไรเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชื่อบริษัท: ตัวตนในเชิงกฎหมาย ชื่อบริษัท คือ ชื่อที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) เพื่อจัดตั้งนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยชื่อบริษัทจะปรากฏในเอกสารทางราชการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท ใบกำกับภาษี งบการเงิน และสัญญาทางธุรกิจต่าง ๆ ชื่อบริษัทนี้ถือเป็นตัวแทนทางกฎหมายขององค์กร ซึ่งต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว และต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายเกี่ยวกับการตั้งชื่อ ลักษณะของชื่อบริษัท: มักมีคำว่า “บริษัท” “จำกัด” หรือ “มหาชนจำกัด” ต่อท้าย เป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารทางราชการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ต้องได้รับการจดทะเบียนและอนุมัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การเสียภาษี การว่าจ้าง การทำธุรกรรม ชื่อแบรนด์: ตัวตนในเชิงภาพลักษณ์และการตลาด ชื่อแบรนด์ หรือ Brand Name คือชื่อที่ใช้ในการทำตลาด เป็นชื่อที่ลูกค้าเห็น จำได้ และจดจำได้ในเชิงสินค้า บริการ หรือภาพลักษณ์ขององค์กร ชื่อแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อเดียวกับชื่อบริษัท และไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายเหมือนชื่อบริษัท (แต่ควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อปกป้องสิทธิ์) ลักษณะของชื่อแบรนด์: มักใช้เพื่อการสร้างภาพจำที่ดีในใจลูกค้า เป็นชื่อที่ปรากฏในสื่อโฆษณา บรรจุภัณฑ์ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย หนึ่งบริษัทสามารถมีหลายแบรนด์ (Multi-brand strategy) ไม่มีข้อบังคับว่าต้องขึ้นต้นด้วย “บริษัท” หรือ “จำกัด” สามารถสร้างอัตลักษณ์หรือ “ตัวตนทางธุรกิจ” ได้ชัดเจนกว่า เปรียบเทียบแบบชัดเจน: ชื่อบริษัท vs ชื่อแบรนด์ ด้านเปรียบเทียบชื่อบริษัทชื่อแบรนด์จุดประสงค์ใช้ทางราชการและกฎหมายใช้ทำตลาดและสร้างการจดจำการใช้งานสัญญา, ภาษี, หนังสือรับรอง ฯลฯโลโก้, บรรจุภัณฑ์, โฆษณาความยืดหยุ่นค่อนข้างจำกัด ต้องเป็นไปตามกฎหมายยืดหยุ่นสูง ครีเอทได้เต็มที่จำนวนที่ใช้ได้1 บริษัทมีได้ 1 ชื่อ (ตามจดทะเบียน)1 บริษัทมีได้หลายชื่อแบรนด์การคุ้มครองสิทธิ์คุ้มครองตามทะเบียนพาณิชย์ควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการรับรู้ของลูกค้าลูกค้าอาจไม่รู้จักลูกค้าจดจำและเลือกซื้อจากแบรนด์ เหตุผลที่ควรแยกชื่อบริษัทกับชื่อแบรนด์ให้ชัด เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำตลาดการตั้งชื่อแบรนด์ให้ต่างจากชื่อบริษัทจะทำให้คุณมีอิสระในการวางภาพลักษณ์ เช่น ชื่อบริษัทอาจจะดูเป็นทางการ แต่ชื่อแบรนด์สามารถดูน่ารัก สนุก ทันสมัย หรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้ดีกว่า รองรับการเติบโตในอนาคตบริษัทเดียวกันสามารถมีหลายแบรนด์ได้ เช่น มีทั้งแบรนด์อาหาร, เครื่องดื่ม, หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด แยกภาพลักษณ์กันอย่างชัดเจน การจดเครื่องหมายการค้าเพื่อป้องกันคนลอกเลียนแบบหากใช้ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียวโดยไม่จดทะเบียน อาจเสี่ยงโดนผู้อื่นจดล่วงหน้าได้ การวางชื่อแยกชัดเจนจะช่วยให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ง่ายและครอบคลุมมากขึ้น สรุป ชื่อบริษัท คือ “ตัวตนทางกฎหมาย” ที่บ่งบอกถึงความเป็นนิติบุคคลชื่อแบรนด์ คือ “ตัวตนในใจลูกค้า” ที่เน้นสร้างภาพลักษณ์และความรู้สึก เพื่อให้เกิดการจดจำในตลาดได้อย่างแข็งแรง การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางแผนการสร้างแบรนด์ได้ชัดเจน และสามารถจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากผู้ประกอบการมือใหม่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ ควรตั้งชื่อบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย และวางแผนชื่อแบรนด์ที่สื่อสารกับลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะชื่อทั้งสองมีความสำคัญต่อธุรกิจในมิติที่แตกต่างกัน แต่ต้อง “เดินไปด้วยกัน” เพื่อให้กิจการเติบโตได้อย่างมั่นคง ### เจ้าของธุรกิจ SME จัดการเงินอย่างไรไม่ให้ขาดมือ? เจ้าของธุรกิจ SME ควรจัดการหมุนเงินยังไงไม่ให้ขาดมือ? ในโลกของธุรกิจจริง “กำไรมาก ไม่ได้แปลว่าธุรกิจไม่เจ๊ง” เจ้าของ SME จำนวนไม่น้อยที่แม้ยอดขายจะดูดี มีกำไรอยู่บนกระดาษบัญชี แต่กลับเจอปัญหาใหญ่คือ “เงินสดไม่พอใช้” หรือที่เรียกว่า “ขาดสภาพคล่อง” ต้องหมุนเงินวันชนวัน ยืมเงินหมุนจ่ายพนักงาน หรือแย่กว่านั้นคือต้องปิดกิจการทั้งที่ยังมีลูกค้า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจาก “ยอดขาย” เสมอไป แต่มักเกิดจาก การบริหารกระแสเงินสดที่ไม่ดีพอ ซึ่งเป็นทักษะที่เจ้าของธุรกิจ SME จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง ทำไมธุรกิจถึงเงินขาดมือ ทั้งที่ขายดี? เก็บเงินจากลูกค้าช้า แต่ต้องจ่าย supplier เร็ว ไม่มีการวางแผนค่าใช้จ่ายประจำเดือน มีลูกหนี้การค้าเยอะ แต่ไม่มีระบบติดตามทวงหนี้ สต๊อกสินค้าเกินพอดี ทำให้เงินจม ใช้เงินธุรกิจปนกับเงินส่วนตัว แม้ธุรกิจจะมีกำไร แต่หากเงินสดไม่หมุนเวียนพอ ธุรกิจอาจเจ๊งได้ทั้งที่ยังขายดี เทคนิคจัดการหมุนเงินไม่ให้ขาดมือ สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME 1. แยกบัญชี “ธุรกิจ” ออกจาก “บัญชีส่วนตัว” สิ่งแรกที่เจ้าของ SME ต้องทำคือ เปิดบัญชีธุรกิจแยกต่างหาก เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจมีรายรับ–รายจ่ายเท่าไร ไม่ให้ใช้เงินส่วนตัวมาปนกันจนคุมไม่ได้ 2. ทำ Cash Flow Projection ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน การวางแผนกระแสเงินสด (Cash Flow) จะช่วยให้คุณรู้ว่า เดือนหน้าจะมีรายรับ–รายจ่ายเท่าไหร่ มีเงินพอจ่ายเงินเดือน/ค่าเช่าไหม ควรเก็บเงินสำรองเท่าไร ใช้ไฟล์ Excel ง่าย ๆ หรือโปรแกรมบัญชีช่วยได้ เช่น FlowAccount, Peak, QuickBooks 3. เร่งเก็บเงินจากลูกหนี้ให้เร็วขึ้น ออกใบแจ้งหนี้ทันทีหลังส่งงาน มีระบบติดตามลูกหนี้อย่างจริงจัง ให้ส่วนลดหากลูกค้าจ่ายเงินเร็ว หากเป็น B2B ควรกำหนดเครดิตไม่เกิน 30 วัน 4. เจรจากับซัพพลายเออร์ให้ได้เครดิตนานขึ้น หากคุณเก็บเงินลูกค้าใน 30 วัน แต่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ใน 15 วัน = ขาดทุนกระแสเงินสดแน่นอนควรต่อรองเงื่อนไขการจ่ายให้เป็น 30 วัน หรือ 45 วัน เพื่อให้เงินหมุนคล่อง 5. คุมสต๊อกไม่ให้จมเงิน อย่า “ซื้อของตุน” มากเกินจำเป็น ใช้ระบบ min-max stock ช่วย วางแผนการสั่งซื้อให้สัมพันธ์กับยอดขาย สินค้าที่ขายช้า = เงินสดที่ติดอยู่ในรูปสินค้า 6. ตั้งเงินทุนหมุนเวียนขั้นต่ำไว้เสมอ ธุรกิจควรมี เงินสำรองหมุนเวียนขั้นต่ำ 1–3 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือนเช่น หากคุณมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท ควรมีเงินสำรองในบัญชีอย่างน้อย 100,000–150,000 บาท 7. ใช้สินเชื่อธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ อย่ากู้เพื่อใช้จ่ายทั่วไป กู้เฉพาะเมื่อแน่ใจว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ เปรียบเทียบดอกเบี้ยและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ สินเชื่อหมุนเวียนประเภท OD หรือสินเชื่อระยะสั้น เหมาะกับ SME ที่ต้องหมุนทุนระยะสั้น ⚠️ พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้ธุรกิจสะดุด ใช้เงินจากยอดขายทั้งหมด โดยไม่กันไว้จ่ายภาษี ถอนเงินสดจากบัญชีบริษัทบ่อยเกินไป ไม่ทำบัญชีรายเดือน ทำให้ไม่เห็นภาพกระแสเงินสด ใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนตัวแบบไม่วางแผน ตัวอย่างการหมุนเงิน รายรับ - รายจ่ายจำนวนเงินรายรับเฉลี่ย/เดือน100,000ค่าเช่า + เงินเดือน40,000ค่าวัตถุดิบ30,000ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ10,000กำไรสุทธิ20,000 เจ้าของกันเงินไว้ 10,000 บาทต่อเดือน เป็นเงินสำรอง ใช้ระบบ POS ติดตามยอดขายรายวัน มีเครดิตซื้อวัตถุดิบ 15 วัน และลูกค้าจ่ายสด = หมุนเงินไม่สะดุด สรุป การหมุนเงินอย่างมีระบบคือ "หัวใจสำคัญ" ของการอยู่รอดของธุรกิจ SME ในทุกสถานการณ์แม้ว่ายอดขายจะดี แต่หากคุณ ไม่วางแผนกระแสเงินสด ก็อาจเจอภาวะเงินขาดมือ จนทำให้ธุรกิจชะงักหรือถึงขั้นล้มได้ เจ้าของธุรกิจที่ดีไม่ใช่แค่ “ขายเก่ง” แต่ต้อง “หมุนเงินเป็น” ด้วย ### อยากเปิดบริษัททัวร์ ต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง? ครบทุกขั้นตอนที่ผู้ประกอบการต้องรู้ อยากเปิดบริษัททัวร์ ต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง? ธุรกิจนำเที่ยวหรือลักษณะ “บริษัททัวร์” ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจยอดนิยมของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพ ภูเก็ต หรือพัทยา ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่หลายคนยังเข้าใจผิดคือ… ธุรกิจนำเที่ยวเป็นกิจการที่ต้องมี “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะจัดทัวร์เที่ยวไทย ทัวร์ต่างประเทศ หรือเป็นนายหน้าเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวกับมัคคุเทศก์ คุณก็ต้อง ขอใบอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยวก่อนเปิดให้บริการจริง ใบอนุญาตที่ใช้ในการเปิดบริษัททัวร์ 1. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ออกโดย: กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ธุรกิจนำเที่ยวทุกประเภท ต้องมีใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้:   1. นำเที่ยวในประเทศสำหรับบริษัทที่ให้บริการเฉพาะภายในประเทศไทย2. นำเที่ยวจากต่างประเทศสำหรับบริษัทที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเที่ยวในไทย3. นำเที่ยวต่างประเทศสำหรับบริษัทที่พาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ หากคุณทำหลายประเภท ต้องขอ หลายใบอนุญาตแยกกัน คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตบริษัททัวร์ สัญชาติไทย มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจน (ต้องแสดงเอกสารสัญญาเช่า หรือโฉนด) มีเงินประกันตามประเภทใบอนุญาต ไม่มีประวัติอาชญากรรม หรือถูกถอนใบอนุญาตในอดีต หากเป็นนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้จัดการเป็นคนไทย เอกสารที่ใช้ในการขอใบอนุญาตบริษัททัวร์ สำหรับ “บริษัท” ที่ต้องการขอใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว ต้องเตรียมเอกสาร ดังนี้: สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (ออกไม่เกิน 6 เดือน) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ รูปถ่ายสำนักงานจริง (ภายนอก – ภายใน) แผนผังแสดงพื้นที่ทำงาน สัญญาเช่า/หลักฐานกรรมสิทธิ์สำนักงาน หลักฐานเงินประกัน (วางที่กรมการท่องเที่ยว) ใบสมัครขอใบอนุญาต (ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์กรมการท่องเที่ยว) วงเงินค้ำประกัน (ตามประเภทใบอนุญาต) ประเภทกิจการนำเที่ยววงเงินประกันขั้นต่ำนำเที่ยวในประเทศ15,000 บาทนำเที่ยวจากต่างประเทศ30,000 บาทนำเที่ยวไปต่างประเทศ60,000 บาท การวางหลักประกันสามารถใช้เงินสด เช็ค หรือหนังสือค้ำประกันจากธนาคารก็ได้ ขั้นตอนการขอใบอนุญาตบริษัททัวร์ จัดเตรียมเอกสาร ให้ครบตามรายการ ตรวจสอบสำนักงานจริง โดยเจ้าหน้าที่ (ต้องมีโต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์ ป้ายบริษัท ฯลฯ) ยื่นคำขอที่สำนักงานกรมการท่องเที่ยว หรือ สำนักงานท่องเที่ยวในจังหวัดของคุณ ชำระค่าธรรมเนียม และวางหลักประกัน รอรับใบอนุญาต (ประมาณ 7–15 วันทำการ) ถ้าไม่มีใบอนุญาตแล้วเปิดบริษัททัวร์ ผิดกฎหมายหรือไม่? ✅ ผิดตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยว พ.ศ. 2551 ❌ อาจโดนโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 🚫 เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหากเกิดปัญหากับนักท่องเที่ยว ❗ ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากรัฐ เช่น ทัวร์เที่ยวไทย ข้อดีของการขอใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท มีโอกาสร่วมงานกับหน่วยงานราชการ/ททท. สามารถโฆษณาออนไลน์ได้โดยไม่ผิดกฎ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีได้ สรุป การเปิดบริษัททัวร์ในไทยไม่ใช่แค่มีไอเดียและโปรแกรมเที่ยวดี ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องเริ่มต้นด้วย การขอใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยวอย่างถูกต้อง เพื่อให้ธุรกิจของคุณถูกกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับในสายตาลูกค้า หากคุณมีแผนเริ่มธุรกิจด้านการท่องเที่ยว แนะนำให้ศึกษากฎหมายอย่างละเอียด และยื่นขอใบอนุญาตให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาและเสริมภาพลักษณ์มืออาชีพในระยะยาว ### ยื่นขอใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ต้องทำอย่างไร? จะใช้เครื่อง POS ต้องแจ้งสรรพากรไหม? คู่มือยื่นขออนุญาตฉบับสมบูรณ์ ปัจจุบัน ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการจำนวนมากหันมาใช้ระบบ POS (Point of Sale) หรือ เครื่องบันทึกการเก็บเงิน เพื่อช่วยจัดการการขาย, สต็อกสินค้า และออกใบเสร็จได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการหลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า หากคุณใช้เครื่อง POS เพื่อออกใบกำกับภาษี คุณมีหน้าที่ต้องยื่นขออนุญาตกับกรมสรรพากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย การยื่นขออนุญาตไม่เพียงแต่ทำให้ธุรกิจของคุณโปร่งใสและถูกต้อง แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาเบี้ยปรับหรือการถูกปฏิเสธสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอนาคต ใครบ้างที่ต้องยื่นขอใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน? กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องยื่นคำขออนุญาตใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินกับกรมสรรพากร: ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): และมีการใช้เครื่อง POS ในการออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ธุรกิจที่ต้องการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ: ผ่านเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ร้านค้าที่ต้องการใช้ข้อมูลจากเครื่อง POS: เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชีและยื่นภาษีอย่างเป็นทางการ หากคุณเป็นร้านค้าทั่วไปที่ยังไม่ได้จด VAT และใช้เครื่อง POS เพื่อจัดการร้านค้าภายในเท่านั้น ยังไม่มีความจำเป็นต้องยื่นขอ แต่ควรศึกษาไว้เพื่อเตรียมพร้อมขยายธุรกิจในอนาคต เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่น ภ.พ.06 การยื่นขออนุญาตจะใช้ แบบ ภ.พ.06 (คำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษี) โดยต้องแนบเอกสารประกอบดังนี้: แบบ ภ.พ.06: กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 2 ฉบับ (ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร) เอกสารแสดงตน: บุคคลธรรมดา: สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการ นิติบุคคล: สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (อายุไม่เกิน 6 เดือน) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ รายละเอียดเครื่อง POS: ภาพถ่ายตัวเครื่องที่เห็น ยี่ห้อ รุ่น และหมายเลขเครื่อง (Serial Number) ชัดเจน แคตตาล็อก หรือเอกสารคุณสมบัติของเครื่องจากผู้จำหน่าย แผนผังที่ตั้ง: แผนผังแสดงตำแหน่งการวางเครื่องบันทึกการเก็บเงินภายในสถานประกอบการ หนังสือมอบอำนาจ: กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน พร้อมติดอากรแสตมป์ 4 ขั้นตอนการยื่นขอใช้เครื่อง POS กับสรรพากร กระบวนการยื่นขอไม่ซับซ้อน สามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้ เตรียมเอกสาร: จัดเตรียมแบบ ภ.พ.06 และเอกสารแนบทั้งหมดให้ครบถ้วนและถูกต้อง ยื่นคำขอ: นำเอกสารไปยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่สถานประกอบการของคุณตั้งอยู่ รอรับการอนุมัติ: เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและคุณสมบัติของเครื่อง โดยอาจใช้เวลาพิจารณาและจะออกหนังสือแจ้งผลการอนุมัติให้ทราบ เริ่มต้นใช้งาน: เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว คุณสามารถใช้เครื่อง POS ในการออกใบกำกับภาษีได้ตามกฎหมาย และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดอย่างเคร่งครัด ข้อควรรู้เพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้งานเครื่อง POS หลังจากได้รับอนุมัติแล้ว ผู้ประกอบการยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ดังนี้: เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง: หากมีการ ย้าย, เพิ่ม, หรือเปลี่ยนเครื่อง POS ใหม่ จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.06 เพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นให้สรรพากรทราบทุกครั้ง การสำรองข้อมูล: ต้องมีระบบสำรองข้อมูลการขายและภาษีจากเครื่อง POS อย่างสม่ำเสมอ และเก็บรักษาไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ป้ายแสดง: ต้องติดป้าย "สถานประกอบการนี้ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินในการออกใบกำกับภาษี" ไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน สรุป: การยื่นขอใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) เป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ไม่ควรมองข้าม การดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับระบบบัญชีและภาษีของกิจการ ลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาด และทำให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ ### จะเปิดบริษัทใหม่ ต้องมีโครงสร้างอะไรบ้าง? การเริ่มต้นธุรกิจในนามบริษัทเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับกิจการให้มีความน่าเชื่อถือ เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ และเติบโตอย่างยั่งยืน การจดทะเบียนบริษัทไม่ใช่เพียงการ กรอกแบบฟอร์มหรือมีชื่อบริษัทที่ถูกใจเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียม “โครงสร้างบริษัท” ที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. โครงสร้างนิติบุคคล: ฐานรากของการจดทะเบียนบริษัท ก่อนอื่น ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่าบริษัทคือ “นิติบุคคล” ที่แยกออกจากตัวบุคคลธรรมดา ซึ่งต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานครบถ้วน ได้แก่: ชื่อบริษัท: ต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่นที่มีอยู่แล้ว และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยทั่วไปควรเตรียมไว้ 3 ชื่อเผื่อกรณีชื่อแรกถูกปฏิเสธ วัตถุประสงค์ของบริษัท: เป็นการระบุประเภทของกิจการ เช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับเหมาก่อสร้าง บริการให้คำปรึกษา ฯลฯ ซึ่งควรตรงกับธุรกิจจริงเพื่อความถูกต้องทางภาษีและใบอนุญาต ทุนจดทะเบียน: จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นจะนำเข้าบริษัท อาจชำระแล้วทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยนิยมตั้งไว้ตามความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจโดยตามกฎหมายกำหนดให้ชำระทุนขั้นต่ำที่ 25% ของทุนจดทะเบียน ผู้ถือหุ้น: บริษัทจำกัดในประเทศไทยต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นเท่ากัน และคนเดียวสามารถถือหุ้นได้ถึง 99% กรรมการบริษัท: คือผู้ที่มีอำนาจลงนามแทนบริษัท อาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ โดยสามารถกำหนดอำนาจลงนามได้ เช่น “กรรมการคนใดคนหนึ่งลงนาม” หรือ “กรรมการสองคนร่วมกันลงนาม” เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ก็สามารถดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ 2. โครงสร้างองค์กร: ใครทำหน้าที่อะไรในบริษัท? เมื่อมีบริษัทเป็นรูปเป็นร่างแล้ว การบริหารจัดการภายในคือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างราบรื่น บริษัทจึงควรมีการวาง โครงสร้างองค์กร ที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ เช่น ฝ่ายบริหาร: เช่น กรรมการผู้จัดการ หรือ CEO ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและตัดสินใจเรื่องสำคัญ ฝ่ายบัญชีและการเงิน: ดูแลการบันทึกรายรับรายจ่าย การจัดทำงบการเงิน และการยื่นภาษีประจำเดือน–ปี ฝ่ายขายและการตลาด: ดูแลเรื่องการหาลูกค้า การวางแผนโปรโมท การกำหนดกลยุทธ์การขาย ฝ่ายปฏิบัติการ/ฝ่ายผลิต: สำหรับธุรกิจที่มีการส่งมอบสินค้า บริการ หรือกระบวนการผลิต ฝ่ายสนับสนุน: เช่น งานบุคคล งานกฎหมาย หรือ IT (ในธุรกิจขนาดกลาง–ใหญ่) แม้บริษัทเริ่มต้นอาจมีคนทำหลายหน้าที่ในคนเดียว แต่การวางโครงสร้างไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้การขยายงานในอนาคตทำได้อย่างมีระบบ 3. โครงสร้างระบบบัญชีและภาษี: เพื่อความโปร่งใสและถูกต้อง หลายคนเข้าใจผิดว่าเปิดบริษัทแล้วค่อยจัดการเรื่องบัญชีภายหลัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ระบบบัญชีและภาษี” ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่บริษัทเปิดดำเนินการ เพราะมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตั้งแต่เริ่ม เช่น การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร: ภายใน 60 วันนับจากวันที่จดทะเบียนบริษัท การขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากคาดว่ารายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี การขึ้นทะเบียนประกันสังคม: ถ้ามีลูกจ้างต้องยื่นเรื่องกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน การจัดทำบัญชีและยื่นภาษี: เช่น ภ.พ.30 (VAT), ภงด.1, ภงด.3, ภงด.50 ฯลฯ ทุกเดือนและทุกปี หากไม่มีความรู้ด้านบัญชี แนะนำให้จ้างสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้การจัดทำบัญชีและภาษีถูกต้องตั้งแต่ต้น และหลีกเลี่ยงค่าปรับในภายหลัง 4. โครงสร้างระบบงานและเอกสารภายใน บริษัทไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ควรมี ระบบงานและเอกสารภายใน เพื่อความเป็นระเบียบ เช่น ตรายางบริษัท: สำหรับใช้เซ็นเอกสารทางราชการ เช่น สัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี บัญชีธนาคารในนามบริษัท: เพื่อแยกรายการทางการเงินจากส่วนตัวอย่างชัดเจน แบบฟอร์มมาตรฐาน: เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ฯลฯ ระบบจัดเก็บข้อมูล: ทั้งแบบเอกสารกระดาษและระบบออนไลน์ เพื่อใช้อ้างอิง ตรวจสอบ หรือยื่นภาษี ระบบที่ดีจะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความน่าเชื่อถือ และพร้อมต่อการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ 5. โครงสร้างเพื่อการเติบโตในอนาคต การวางแผนเติบโตตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัท เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ เช่น ผังโครงสร้างองค์กร: วางโครงสร้างล่วงหน้าเพื่อรองรับการขยายทีม แผนธุรกิจ: กำหนดเป้าหมาย รายได้ รายจ่าย และการลงทุนในอนาคต ระบบควบคุมภายใน: เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่าย การจัดเก็บสต๊อก หรือการตรวจสอบรายงาน การใช้เทคโนโลยี ERP หรือซอฟต์แวร์บัญชี: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ธุรกิจที่เริ่มจากระบบที่ดี ย่อมพร้อมขยายและปรับตัวได้ง่ายกว่าในระยะยาว สรุป การเปิดบริษัทใหม่ไม่ใช่แค่การจดทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างที่รอบด้าน ตั้งแต่โครงสร้างทางกฎหมาย องค์กร การบัญชี ระบบเอกสาร ไปจนถึงแนวทางเพื่อการเติบโต การวางโครงสร้างเหล่านี้อย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการเดินทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง มีระบบ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ### ชื่อบริษัทต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้นหรือไม่? เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจเริ่มต้นจดทะเบียนบริษัท สิ่งแรกที่มักจะนึกถึง คือ “ชื่อบริษัท” เพราะชื่อเปรียบเสมือนตัวแทนของธุรกิจ เป็นสิ่งที่ลูกค้า พันธมิตร และหน่วยงานต่าง ๆ ใช้จดจำ ติดต่องาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ การตั้งชื่อบริษัทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบหรือความสวยงาม แต่ยังต้องคำนึงถึงข้อกฎหมาย ความเหมาะสม และความพร้อมในการใช้งานในบริบทต่าง ๆ ด้วย คำถามที่เกิดขึ้นบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือธุรกิจที่มุ่งเป้าสู่ตลาดสากล ก็คือ “ชื่อบริษัทต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้นหรือไม่?” บทความนี้จะพาไปหาคำตอบ พร้อมอธิบายหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และข้อควรรู้ที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจจดชื่อบริษัทอย่างมั่นใจ กฎหมายไทยกำหนดไว้อย่างไร? ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 2535 และแนวปฏิบัติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้กำหนดให้การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยต้องมีการใช้ ชื่อบริษัทภาษาไทย เป็นหลัก โดยอาจเพิ่มเติมชื่อภาษาอังกฤษได้ตามความเหมาะสม คือ ชื่อบริษัท “ต้องมีภาษาไทยเสมอ” และ “สามารถมีชื่อภาษาอังกฤษเพิ่มเติมได้” ตัวอย่างเช่น หากผู้ประกอบการต้องการใช้ชื่อว่า “Greenproksp Group” จะต้องระบุชื่อบริษัทในภาษาไทยควบคู่กัน เช่น บริษัท กรีนโปร เคเอสพี กรุ๊ป จำกัด / Greenproksp Group Co., Ltd. ในทางกฎหมาย ชื่อภาษาไทยถือเป็นชื่อทางการของบริษัท ส่วนชื่อภาษาอังกฤษถือเป็นชื่อกำกับ ใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างประเทศ หรือเมื่อจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารที่มีการระบุชื่อภาษาอังกฤษ หรือการทำสัญญากับลูกค้าต่างชาติ แม้ประเทศไทยจะเปิดกว้างด้านธุรกิจแต่การใช้ภาษาไทยในชื่อบริษัทยังคงมีความจำเป็นด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่: เหตุใดชื่อภาษาไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็น? 1. เพื่อความชัดเจนในระบบราชการ ภาครัฐใช้ภาษาไทยเป็นภาษาทางการในการดำเนินงานทุกด้าน ชื่อบริษัทที่เป็นภาษาไทยจึงช่วยให้สามารถจัดเก็บข้อมูล ตรวจสอบ และดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน 2. ป้องกันความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาด การตรวจสอบชื่อบริษัทก่อนการจดทะเบียนจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลัก เพื่อป้องกันการตั้งชื่อซ้ำ หรือชื่อที่ใกล้เคียงกับบริษัทอื่นจนสร้างความสับสน 3. คุ้มครองทางกฎหมายในประเทศ หากเกิดข้อพิพาทหรือมีการดำเนินคดี ความรับผิดชอบตามกฎหมายจะอ้างอิงจากชื่อภาษาไทยที่จดทะเบียนไว้อย่างเป็นทางการ 4. สอดคล้องกับทะเบียนพาณิชย์และบัญชี หนังสือรับรองบริษัท, ใบเสนอราคา, ใบกำกับภาษี, และเอกสารสำคัญอื่น ๆ ล้วนต้องระบุชื่อบริษัทภาษาไทยอย่างชัดเจน แล้วชื่อภาษาอังกฤษใช้ได้ในกรณีใด? แม้ชื่อภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ก็สามารถระบุไว้ในหนังสือจดทะเบียนบริษัทได้โดยไม่มีปัญหา และสามารถใช้ในหลายบริบท เช่น: การทำการตลาดหรือสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ การทำเอกสารสัญญาภาษาต่างประเทศ การเปิดบัญชีธนาคารต่างประเทศ การแสดงชื่อในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือสื่อโฆษณาต่าง ๆ ทั้งนี้ชื่อภาษาอังกฤษควรมีความสอดคล้องกับชื่อภาษาไทย และหลีกเลี่ยงการใช้คำที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีความหมายล่อแหลมในภาษาต่างประเทศ ความแตกต่างระหว่าง “ชื่อบริษัท” และ “ชื่อแบรนด์” อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนมักสับสน คือความแตกต่างระหว่าง “ชื่อบริษัท” และ “ชื่อแบรนด์” ซึ่งมีข้อแยกกันอย่างชัดเจน ชื่อบริษัท คือ ชื่อที่ใช้ในการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นชื่อที่ปรากฏในหนังสือรับรอง ใบกำกับภาษี และเอกสารทางกฎหมาย ชื่อแบรนด์ หรือ ชื่อทางการค้า (Trade Name) คือ ชื่อที่ใช้ในการทำตลาด สื่อสารกับลูกค้า หรือเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งภาษาไทย อังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องตรงกับชื่อบริษัทก็ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทชื่อ “บริษัท บิวตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด” อาจมีแบรนด์สินค้าชื่อว่า “GlowUp Skincare” ก็สามารถทำได้ตามกฎหมาย โดยหากต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติมสามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแยกต่างหากได้ ข้อควรระวังในการตั้งชื่อบริษัท ห้ามใช้คำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม เช่น คำหยาบ คำสื่อทางเพศ ห้ามใช้ชื่อที่คล้ายกับหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เช่น กรม, กระทรวง, บริษัทไฟฟ้า ฯลฯ ห้ามใช้ชื่อซ้ำกับบริษัทอื่น ที่มีอยู่ในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ห้ามใช้คำว่า “มหาชน” เว้นแต่จะจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจริง ชื่อบริษัทต้องเป็นภาษาไทยหรือไม่? คำตอบคือ “ต้องมีชื่อภาษาไทยเสมอ”การตั้งชื่อบริษัทจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลักตามกฎหมายของประเทศไทย ส่วนชื่อภาษาอังกฤษสามารถใส่เพิ่มได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ใช่ข้อบังคับ การตั้งชื่อบริษัทที่ดีควรคำนึงถึงกฎหมาย ความชัดเจน ความเหมาะสมกับธุรกิจ และง่ายต่อการจดจำ รวมถึงสอดคล้องกับชื่อแบรนด์ในเชิงภาพลักษณ์ เพื่อให้ชื่อที่คุณเลือกกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว ### ระบบบัญชีในบริษัทควรมีอะไรบ้าง? รวมองค์ประกอบสำคัญที่ทุกธุรกิจควรรู้ ระบบบัญชีในบริษัท ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การจัดการบัญชีที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “ลงตัวเลขให้ครบ” เท่านั้น แต่คือหัวใจสำคัญของการควบคุมต้นทุน ติดตามรายได้ วางแผนภาษี และตรวจสอบความมั่นคงของกิจการในระยะยาว บริษัทที่มีระบบบัญชีดี ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่า “ระบบบัญชีในบริษัทควรมีอะไรบ้าง” ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและเสริมสร้างศักยภาพให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ทำไมระบบบัญชีถึงสำคัญกับธุรกิจ? “ระบบบัญชี” คือหัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะบัญชีไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือหน้าที่ของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าของกิจการเข้าใจสถานะการเงิน วางแผน ตัดสินใจ และควบคุมธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยป้องกันการทุจริตในองค์กร เมื่อมีการแยกหน้าที่ระหว่างผู้อนุมัติจ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี และผู้ตรวจสอบ ก็จะสามารถควบคุมภายในได้อย่างแม่นยำ องค์ประกอบสำคัญของระบบบัญชีในบริษัท 1. โครงสร้างพื้นฐานของระบบบัญชี ระบบบัญชีที่ดีควรเริ่มต้นจากการวาง “โครงสร้างบัญชี (Chart of Accounts)” ที่ชัดเจน ซึ่งหมายถึงการกำหนดหมวดหมู่ของรายได้ ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เพื่อให้สามารถบันทึกและรายงานข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น: รายได้: รายได้จากการขายสินค้า, รายได้จากบริการ, รายได้อื่น ค่าใช้จ่าย: ต้นทุนขาย, ค่าเช่า, ค่าไฟฟ้า, ค่าการตลาด สินทรัพย์: เงินสด, บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า หนี้สิน: เจ้าหนี้, ภาษีค้างจ่าย, เงินกู้ ทุน: ทุนจดทะเบียน, กำไรสะสม โครงสร้างนี้จะเป็นเสมือน “แผนที่บัญชี” ที่ทำให้ทุกฝ่ายสามารถติดตามและวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ซอฟต์แวร์บัญชีที่เหมาะสม ในยุคดิจิทัล การทำบัญชีด้วยกระดาษหรือ Excel อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ บริษัทควรเลือกใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของกิจการ เช่น: Express / PEAK / Flow account สำหรับ SME ไทย QuickBooks หรือ Xero สำหรับบริษัทที่ต้องการความคล่องตัว SAP , Oracle หรือ Odoo สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบ ERP ครบวงจร ซอฟต์แวร์ที่ดีจะช่วยให้สามารถออกใบกำกับภาษี บันทึกบัญชี ตรวจสอบงบการเงิน และยื่นภาษีได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน 3. การแยกหน้าที่ในระบบบัญชี ระบบบัญชีที่มีประสิทธิภาพควรมีการแบ่งหน้าที่ระหว่างทีมงานอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการทุจริตและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด เช่น: ฝ่ายบัญชีลูกหนี้ (AR): ดูแลการออกใบแจ้งหนี้และติดตามการรับชำระเงิน ฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ (AP): ดูแลการตรวจสอบใบแจ้งหนี้จากผู้ขายและการจ่ายเงิน ฝ่ายบัญชีทั่วไป (GL): ดูแลการปิดบัญชีและจัดทำงบการเงิน ฝ่ายภาษี: ดูแลการยื่นภาษีและวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ควรมีผู้ควบคุมภายใน (Internal Auditor) เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและกระบวนการทำงาน 4. เอกสารทางบัญชีที่จำเป็น ระบบบัญชีต้องใช้เอกสารประกอบทุกธุรกรรม เพื่อความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ เช่น: ใบเสนอราคา (Quotation) ใบสั่งซื้อ (PO) ใบส่งของ / ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน / ใบสำคัญจ่าย เอกสารธนาคาร (Statement, Pay-in Slip) เอกสารภาษี (ภพ.30, ภงด.1, 3, 53, 50) การเก็บเอกสารเหล่านี้อย่างเป็นระบบ (อย่างน้อย 5 ปี) เป็นสิ่งจำเป็นในการรองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร 5. รอบบัญชีและการปิดงบการเงิน บริษัทควรกำหนดรอบบัญชีที่ชัดเจน (เช่น 1 มกราคม – 31 ธันวาคม) และมีการปิดบัญชีรายเดือน / รายปี เพื่อสรุปผลประกอบการ ตรวจสอบกำไร-ขาดทุน และยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ในกรณีบริษัทขนาดกลาง–ใหญ่ ควรมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินประจำปี เพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและใช้ประกอบการขอสินเชื่อหรือการประเมินมูลค่าบริษัท 6. ระบบควบคุมภายใน (Internal Control) ระบบควบคุมภายในคือชุดกระบวนการที่ช่วยป้องกันความผิดพลาดและการทุจริต เช่น: มีการอนุมัติการใช้จ่ายตามระดับ (ผู้จัดการ / กรรมการ) มีระบบตรวจสอบเอกสารประกอบการจ่ายเงิน มีการกระทบยอดบัญชีธนาคารกับบัญชีบริษัททุกเดือน ไม่ให้คนคนเดียวทำทุกขั้นตอน (เช่น ทั้งออกเช็ค ทั้งอนุมัติจ่าย) การมีระบบควบคุมภายในที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาทรัพยากรและเพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงิน 7. ความเข้าใจด้านภาษี ระบบบัญชีที่ดีต้องสัมพันธ์กับระบบภาษีอย่างแนบแน่น เช่น: การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างถูกต้อง การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย การยื่นแบบภาษีตามกำหนด การวางแผนภาษี เช่น การแยกค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย การเข้าใจภาษีเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง   สรุป ระบบบัญชีในบริษัทไม่ใช่แค่เรื่องการลงตัวเลข แต่คือระบบสนับสนุนธุรกิจอย่างแท้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การวางโครงสร้างบัญชี การใช้ซอฟต์แวร์ การจัดทำเอกสาร การควบคุมภายใน การปิดงบ และการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถวิเคราะห์สถานะทางการเงิน ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ และเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ### เสียภาษีอย่างถูกต้อง คืออะไร? เสียภาษีอย่างถูกต้อง การประกอบธุรกิจในประเทศไทย หน้าที่ของผู้เสียภาษีไม่เพียงแต่เป็นข้อบังคับตามกฎหมายเท่านั้น แต่การเข้าใจความหมายและหลักปฏิบัติของ “การเสียภาษีอย่างถูกต้อง” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ หรือผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะความเข้าใจนี้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย ประหยัดค่าใช้จ่ายจากค่าปรับ และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่สถาบันการเงิน “เสียภาษีอย่างถูกต้อง” คืออะไร? คำว่า “เสียภาษีอย่างถูกต้อง” หมายถึง การดำเนินการทางภาษีที่สอดคล้องกับกฎหมาย ทั้งในด้านของการคำนวณภาษี การบันทึกรายการบัญชี การยื่นแบบภาษีให้ตรงเวลา และการเก็บรักษาหลักฐานทางภาษีไว้อย่างครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ เช่น กรมสรรพากร ในทางปฏิบัติ การเสียภาษีอย่างถูกต้องจึงครอบคลุมทั้ง “ขั้นตอนทางเอกสาร” และ “เจตนา” ของผู้เสียภาษี เช่น ต้องแสดงรายได้ครบถ้วน ไม่ปกปิดข้อมูล หักค่าใช้จ่ายตามจริง มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง และใช้เอกสารทางบัญชีที่ชอบด้วยกฎหมาย H2: เหตุผลที่ควรเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยทางกฎหมายการยื่นภาษีผิดพลาด ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ อาจนำไปสู่การถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง ค่าปรับ และเบี้ยปรับอัตราสูง อีกทั้งบางกรณีอาจเข้าข่ายความผิดอาญา เช่น การหลีกเลี่ยงภาษีหรือการใช้เอกสารเท็จ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจผู้ประกอบการที่มีเอกสารภาษีครบถ้วน มักได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้า นักลงทุน และธนาคาร เนื่องจากแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีผู้ที่เสียภาษีอย่างถูกต้องย่อมมีสิทธิในการหักลดหย่อนหรือหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด และยังสามารถขอคืนภาษีได้หากมีการชำระภาษีเกินจากที่ต้องจ่ายจริง ตัวอย่างการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แสดงรายได้ครบถ้วน: ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการขายสินค้า บริการ หรือรายได้เสริมอื่น ๆ ต้องแสดงในแบบภาษีทุกครั้ง หักค่าใช้จ่ายที่มีหลักฐานรองรับ: เช่น ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ใบเสร็จรับเงิน หรือสัญญาจ้างงาน คำนวณภาษีจากรายได้สุทธิ: ภายหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามกฎหมาย ยื่นแบบภาษีตรงเวลา: เช่น ภ.ง.ด.50 สำหรับบริษัท หรือ ภ.ง.ด.90/91 สำหรับบุคคลธรรมดา เก็บหลักฐานไว้ตรวจสอบ: เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรณีสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสียภาษี คิดว่าขายของผ่านบัญชีส่วนตัวไม่ต้องเสียภาษี แม้เป็นบัญชีส่วนตัว หากมีรายได้อย่างต่อเนื่องจากการค้า ก็ถือว่าเป็นรายได้จากธุรกิจ และต้องเสียภาษีตามกฎหมาย คิดว่าเป็นธุรกิจเล็ก ไม่ถึงเกณฑ์ภาษีจึงไม่ต้องทำบัญชี ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าไม่ต้องเสียภาษี แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีรายได้แล้วต้องประเมินตนเอง และจัดระบบเอกสารทันที เข้าใจผิดว่าการยื่นภาษีให้ต่ำที่สุดคือการบริหารภาษีที่ดี การลดภาษีควรอยู่ในกรอบของ “การวางแผนภาษี” ไม่ใช่การตกแต่งบัญชีหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ข้อดีของการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ธุรกิจมีความโปร่งใส สร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสีย มีโอกาสขยายกิจการได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการยื่นขอสินเชื่อหรือเงินลงทุน ป้องกันความเสี่ยงจากค่าปรับ กรณีตรวจสอบย้อนหลัง สามารถขอคืนภาษีหรือหักลดหย่อนได้อย่างเต็มสิทธิ สิ่งที่หลายคนมักพลาด ไม่แสดงรายได้ทั้งหมด: เช่น รายได้จากลูกค้าเก่าที่โอนเข้าบัญชีส่วนตัว หักค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ: เช่น ค่าน้ำมันรถส่วนตัว ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ใช้ใบกำกับภาษีปลอม หรือไม่สมบูรณ์: เช่น ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี หรือวันเดือนปีไม่ชัดเจน ลืมยื่นแบบภาษี: ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้ ไม่มีการวางแผนภาษี: ทำให้ต้องจ่ายภาษีสูงกว่าที่ควรจะเป็น วิธีเริ่มต้นเสียภาษีอย่างถูกต้อง จัดระบบบัญชีให้เรียบร้อย ตั้งแต่เริ่มกิจการ ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่สามารถออกใบกำกับภาษีและสรุปข้อมูลภาษีได้ จ้างนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ และมีใบอนุญาต เข้ารับคำปรึกษากับกรมสรรพากร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ติดตามข่าวสารภาษีใหม่ ๆ และปรับตัวตามกฎหมายที่เปลี่ยนแปลง สรุป: “เสียภาษีอย่างถูกต้อง” ไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่คือการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน การเสียภาษีอย่างถูกต้องไม่ได้เป็นเพียงภาระหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คือการวางรากฐานของความมั่นคง ความโปร่งใส และการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว หากผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการวางแผนภาษีตั้งแต่เริ่มต้น ย่อมลดความเสี่ยง และเปลี่ยนเรื่องภาษีจาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “โอกาส” ทางธุรกิจได้ในที่สุด ### ความต่างระหว่างทุนจดทะเบียนกับทุนชำระแล้ว ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ความต่างระหว่าง “ทุนจดทะเบียน” กับ “ทุนชำระแล้ว” ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเริ่มต้นธุรกิจในการจดทะเบียนบริษัทจำกัด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ หนึ่งในคำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ “ควรตั้งทุนจดทะเบียนเท่าไหร่?” และเมื่อเริ่มจัดตั้งแล้ว อีกคำถามหนึ่งที่ตามมาคือ “ต้องชำระทุนเต็มจำนวนไหม?”และคำศัพท์ที่มักทำให้ผู้ประกอบการสับสน คือ “ทุนจดทะเบียน” และ “ทุนชำระแล้ว” แม้คำสองคำนี้จะดูคล้ายกัน แต่แท้จริงแล้วมีความหมายและบทบาทที่แตกต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะในเชิงกฎหมาย การเงิน และการดำเนินธุรกิจในระยะยาว หากเข้าใจผิด อาจนำไปสู่ปัญหาด้านบัญชี ภาษี หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือของธุรกิจในสายตาผู้ร่วมทุนและหน่วยงานราชการ ทุนจดทะเบียนคืออะไร? ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินทุนที่บริษัทแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ว่าผู้ถือหุ้นจะลงทุนในบริษัท โดยทุนจดทะเบียนนี้จะถูกแบ่งออกเป็น “หุ้น” และแต่ละหุ้นมีมูลค่าตามที่บริษัทกำหนด เช่น หุ้นละ 100 บาท การระบุทุนจดทะเบียนในเอกสารทางราชการ มีผลทางกฎหมายในแง่ของการกำหนดสิทธิในการถือหุ้นของแต่ละบุคคล เช่น หากบริษัทมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท คนที่ถือหุ้น 5,000 หุ้น ก็จะถือครอง 50% ของบริษัท ทุนชำระแล้วคืออะไร? ทุนชำระแล้ว หมายถึง จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นได้นำมาชำระค่าหุ้นจริง ๆ ให้แก่บริษัทแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินสด โอนเงิน หรือทรัพย์สินที่สามารถตีมูลค่าได้ตามกฎหมาย การชำระทุนนี้จึงถือว่าเป็นเงินที่ “บริษัทมีอยู่จริง” และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ทันที ในวันจดทะเบียนบริษัทตามกฎหมายกำหนดให้ต้องชำระทุน อย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียน ดังนั้น หากบริษัทจดทะเบียนด้วยทุน 1,000,000 บาท ผู้ถือหุ้นต้องชำระทุนไม่น้อยกว่า 250,000 บาท ณ วันที่จดทะเบียน หรือหลังจากนั้นไม่นาน ซึ่งต้องมีเอกสารหลักฐานการชำระทุนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ใบเสร็จการโอนเงิน หรือรายละเอียดการชำระหุ้นด้วยทรัพย์สิน เป็นต้น ความต่างสำคัญในเชิงกฎหมายและธุรกิจ ความต่างระหว่างทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วไม่ใช่เพียงแค่ชื่อ แต่ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี การยื่นขอใบอนุญาต หรือการจ้างแรงงานต่างชาติ ตัวอย่างที่สำคัญมีดังนี้ ด้านภาษีและการตรวจสอบของสรรพากรหากทุนจดทะเบียนสูงมากแต่ไม่มีการชำระจริง หรือทุนชำระแล้วต่ำกว่าการใช้จ่ายของบริษัทอย่างมาก อาจทำให้กรมสรรพากรตั้งข้อสงสัยได้ว่า มีการบันทึกรายการไม่ถูกต้องหรือไม่สะท้อนความจริงทางธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบภาษีย้อนหลังหรือการประเมินภาษีเพิ่มเติม ด้านการขอสินเชื่อและการร่วมลงทุนธนาคารหรือผู้ลงทุนจะดู “ทุนชำระแล้ว” เป็นหลัก เพราะนั่นคือจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นได้ลงทุนจริง หากทุนชำระแล้วต่ำ จะถูกมองว่าบริษัทมีความเสี่ยงสูงหรือขาดความมั่นคงทางการเงิน ด้านการจ้างแรงงานต่างชาติตามระเบียบของกรมแรงงาน หากไม่มีการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) บริษัทที่ต้องการจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน ต้องมีทุนชำระแล้วอย่างน้อย 2 ล้านบาท และมีพนักงานไทย 4 คน ดังนั้นการตั้งทุนจดทะเบียนสูงแต่ไม่ได้ชำระทุนจริงก็ไม่สามารถใช้สิทธิในการจ้างแรงงานต่างชาติได้ ด้านความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรมคู่ค้าบางรายอาจขอดูงบการเงินหรือข้อมูลทุนของบริษัทก่อนทำสัญญา หากพบว่าทุนชำระแล้วต่ำ หรือมีทุนจดทะเบียนสูงผิดปกติแต่ไม่มีการชำระหุ้นจริง หรือ ชำระไม่ครบ ก็อาจตัดสินใจไม่ทำธุรกิจด้วย คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ การวางทุนจดทะเบียนควรคำนึงถึงหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงแค่ความน่าเชื่อถือในกระดาษ แต่ต้องสัมพันธ์กับความสามารถในการชำระทุนจริง ความจำเป็นของการใช้เงินทุน และแผนธุรกิจในอนาคต หากตั้งทุนต่ำเกินไป อาจขอสินเชื่อหรือขอใบอนุญาตบางประเภทไม่ได้ แต่ถ้าตั้งสูงเกินความเป็นจริง แล้วไม่มีทุนชำระตาม อาจถูกหน่วยงานรัฐมองว่าไม่โปร่งใส อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ การชำระทุนควรมีหลักฐานอย่างเป็นทางการ เช่น ใบโอนเงินจากผู้ถือหุ้นเข้าบัญชีบริษัท หรือบันทึกการรับเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจมีความโปร่งใส แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญในการบันทึกบัญชีด้วย สรุป ทุนจดทะเบียน คือ “จำนวนเงินทุนที่บริษัทแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ” ทุนชำระแล้ว คือ “จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นได้นำมาชำระค่าหุ้นจริง ๆ ให้แก่บริษัท” ทั้งสองคำมีบทบาทแตกต่างกันแต่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ผู้ประกอบการที่เข้าใจความหมายและการบริหารสองสิ่งนี้ได้อย่างถูกต้อง จะสามารถวางรากฐานบริษัทได้มั่นคงทั้งในแง่กฎหมาย ภาษี และความน่าเชื่อถือ ในโลกธุรกิจที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การจัดการทุนอย่างเหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็น “กลยุทธ์” ที่สะท้อนถึงความมืออาชีพ และพร้อมขยายกิจการอย่างยั่งยืนในอนาคต ### เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? การเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดมาที่ไม่ควรมองข้าม คือการเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เพื่อใช้ในการทำธุรกรรมอย่างเป็นทางการ การมีบัญชีบริษัทจะช่วยแยกการเงินของธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว สร้างความน่าเชื่อถือทางการค้า และยังเป็นสิ่งจำเป็นในด้านภาษีและการบริหารจัดการระบบบัญชีอีกด้วย แม้ว่าการเปิดบัญชีในนามบุคคลธรรมดาจะทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่การเปิดบัญชีในนามบริษัทจำกัดนั้นมีรายละเอียดมากกว่า โดยเฉพาะเอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร ซึ่งบทความนี้จะช่วยอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่าควรเตรียมอะไรบ้าง และขั้นตอนเป็นอย่างไร ทำไมการเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทจึงจำเป็น? ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดเรื่องเอกสาร เราควรเข้าใจเหตุผลว่าทำไมบริษัทควรมีบัญชีแยกต่างหากจากบัญชีส่วนตัว เพื่อความถูกต้องทางบัญชีและภาษี — กรมสรรพากรจะตรวจสอบรายรับรายจ่ายผ่านบัญชีธนาคารในนามบริษัท หากใช้บัญชีส่วนตัว อาจทำให้เกิดความสับสนและความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลัง สร้างความน่าเชื่อถือ — ลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่สถาบันการเงิน จะมั่นใจมากขึ้นหากเห็นว่าบริษัทมีบัญชีในนามองค์กร เอื้อต่อการกู้เงินหรือขอสินเชื่อธุรกิจในอนาคต — การมีบัญชีในนามบริษัท พร้อม Statement ที่สม่ำเสมอ จะเป็นหลักฐานสำคัญในการยื่นสินเชื่อ บริหารการเงินง่ายขึ้น — แยกกระแสเงินสดบริษัทออกจากเงินส่วนตัว ทำให้ควบคุมงบประมาณและวางแผนการเงินได้ชัดเจน เอกสารที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เมื่อบริษัทจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเตรียมเอกสารสำหรับเปิดบัญชี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วธนาคารในประเทศไทยจะขอเอกสารหลัก ๆ ดังนี้: 1. หนังสือรับรองบริษัท (Company Certificate) เป็นเอกสารที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แสดงว่าได้มีการจดทะเบียนบริษัทอย่างถูกต้องแล้ว เอกสารนี้จะระบุชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ที่ตั้งบริษัท และทุนจดทะเบียน โดยต้องเป็นฉบับที่ออกไม่เกิน 1 เดือน 2. สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ (MOA) แม้ว่าไม่ใช่ทุกธนาคารจะร้องขอเอกสารนี้ แต่บางแห่งอาจต้องการเพื่อดูวัตถุประสงค์ของบริษัทว่าเกี่ยวข้องกับกิจการที่เปิดบัญชีหรือไม่ 3. แบบฟอร์ม บอจ.5 (รายชื่อผู้ถือหุ้น) เอกสารนี้แสดงรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท โดยต้องเป็นฉบับล่าสุดที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งใช้ประกอบการตรวจสอบความโปร่งใสของกิจการ 4. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจ กรรมการผู้มีอำนาจต้องนำบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านตัวจริงพร้อมสำเนามาด้วย หากมีกรรมการหลายคนที่มีอำนาจร่วมกัน ต้องมาแสดงตัวและลงนามทุกคน หรือมอบอำนาจกันได้ตามข้อบังคับบริษัท 5. แผนที่ตั้งบริษัท แม้ไม่ใช่เอกสารภาครัฐ แต่บางธนาคารอาจขอให้แนบแผนที่ตั้งของบริษัทอย่างคร่าว ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา ขั้นตอนการเปิดบัญชีในนามบริษัท ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนตามที่ธนาคารกำหนดเพราะแต่ละธนาคารอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น บางแห่งขอ Statement ส่วนตัวกรรมการ บางแห่งต้องมี Business Plan เป็นต้น ติดต่อธนาคารล่วงหน้าแนะนำให้โทรสอบถามล่วงหน้า หรือจองคิวกับสาขาที่จะไปดำเนินการ กรรมการต้องเดินทางไปด้วยตนเอง โดยต้องนำเอกสารฉบับจริงพร้อมสำเนาไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เซ็นเอกสารเปิดบัญชี บางบัญชีอาจเชื่อมกับระบบบัญชีออนไลน์ เช่น PromptBiz หรือ Internet Banking ทันที ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการ อย่าลืมว่าเอกสารต้องออกไม่เกิน 30 วัน โดยเฉพาะหนังสือรับรองบริษัท ต้องตรวจสอบลายเซ็นของกรรมการในทุกเอกสารให้ตรงกัน ควรเก็บสำเนาไว้ทุกฉบับ เผื่อใช้ในอนาคต เช่น สมัคร PromptPay หรือยื่นขอสินเชื่อ แยกบัญชีเงินทุนของกรรมการออกจากบัญชีบริษัท เพื่อป้องกันการปะปนของรายรับรายจ่าย สรุป การเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทอาจดูเป็นเรื่องที่มีขั้นตอนและเอกสารมากกว่าบัญชีบุคคลธรรมดา แต่ในความเป็นจริง หากเตรียมเอกสารครบถ้วนและเข้าใจขั้นตอนก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นภายในวันเดียว สิ่งสำคัญคือควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและเลือกธนาคารที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจของคุณ เพื่อให้การบริหารการเงินของบริษัทมีประสิทธิภาพมากที่สุด การมีบัญชีธนาคารในนามบริษัทไม่เพียงช่วยให้คุณทำธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ### การเริ่มต้นเปิดบริษัท ทีมดำเนินงานเป็นส่วนสำคัญ ในการเริ่มต้นธุรกิจ “การจดทะเบียนบริษัท” มักเป็นสิ่งแรกที่เจ้าของกิจการให้ความสำคัญ เพราะถือเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่ทำให้ธุรกิจมีตัวตนชัดเจน เป็นนิติบุคคลที่สามารถทำสัญญา รับเงินทุน จัดการภาษี และเติบโตในระบบได้อย่างมั่นคง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจดทะเบียนบริษัทเป็นเพียง “การเริ่มต้น” เท่านั้น หากไม่มี ทีมดำเนินงานที่แข็งแรงและเข้าใจบทบาทของตนเอง บริษัทนั้นก็อาจหยุดอยู่ที่แค่ “มีชื่อบนกระดาษ” แต่ไม่มีความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าไปได้จริง จดทะเบียนบริษัท = สร้างโครงสร้าง การจดทะเบียนบริษัทช่วยให้ธุรกิจมีโครงสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย กรรมการ = กองคลัง ผู้วางกลยุทธ์ ตัดสินใจ และนำทีมไปข้างหน้า ผู้ถือหุ้น = กำลังสนับสนุน อยู่เบื้องหลังทุนและแรงหนุนขององค์กร วัตถุประสงค์บริษัท = เป้าหมายภารกิจ จะบุกตลาดไหน ทำอะไร ต้องชัดเจน! ทีมงาน = หน่วยดำเนินงาน คนที่ลงมือทำจริง พร้อมพาธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้า องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้บริษัทเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่จะทำให้เติบโตได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับอีกปัจจัยสำคัญ นั่นคือ “คนในทีม” ทีมดำเนินงาน = หัวใจของการขับเคลื่อน หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว สิ่งที่เจ้าของบริษัทต้องเร่งทำไม่แพ้การเตรียมเอกสาร คือ การวางโครงสร้างทีมงานให้พร้อมทั้งคน และกระบวนการ - แผนกบัญชี – การเงิน: รับผิดชอบการจัดการรายรับ–รายจ่าย ยื่นภาษี จัดทำงบการเงินอย่างถูกต้อง - แผนกขาย – การตลาด: ขับเคลื่อนยอดขาย ติดต่อประสานงานลูกค้า สร้างโอกาสทางการตลาด - แผนกปฏิบัติการ: ลงมือทำสินค้าหรือบริการให้เป็นจริง จัดการคุณภาพและส่งมอบให้ลูกค้า - แผนกบริหาร: วางกลยุทธ์ ตัดสินใจ จัดการทีมและทรัพยากร หากแต่ละส่วนทำหน้าที่ได้ดี ทำงานประสานกันอย่างเข้าใจ ธุรกิจจะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัทที่โตไว ไม่ได้โตเพราะชื่อจดทะเบียน มีตัวอย่างมากมายของธุรกิจที่จดทะเบียนแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ เพราะไม่มีทีม ไม่มีแผน หรือขาดคนทำงานจริง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจที่มีทีมงานพร้อม อาจเริ่มจากเล็ก ๆ แต่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีคนทำจริง คิดจริง และพัฒนากระบวนการอย่างต่อเนื่อง ### แบบ บอจ. คืออะไร? รวมเอกสารจดทะเบียนบริษัทที่มือใหม่ต้องรู้ เอกสารจดทะเบียนบริษัทที่เรียกกันว่า “บอจ.” คืออะไร? เมื่อพูดถึงการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "บอจ." หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า "แบบ บอจ." ซึ่งเป็นคำย่อที่ใช้เรียกแบบฟอร์มทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด หรือเรียกง่ายๆว่าเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารเหล่านี้ถูกกำหนดและจัดทำโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อใช้ควบคุม ตรวจสอบ และเก็บข้อมูลที่เป็นระบบเกี่ยวกับนิติบุคคลในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ละแบบ บอจ. มีหน้าที่และบทบาทเฉพาะ โดยแยกเป็นหลายแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการยื่นเรื่อง เช่น การจดทะเบียนจัดตั้ง การเปลี่ยนแปลงกรรมการ การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งบริษัท หรือแม้แต่การแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น ดังนั้น การเข้าใจว่าแบบ บอจ. คืออะไร? และมีอะไรบ้าง? จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้อง ลดปัญหาล่าช้า และดำเนินธุรกิจได้ราบรื่นมากขึ้น แบบ บอจ. คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับการจดบริษัท “บอจ.” ย่อมาจาก “แบบบริษัทจำกัด” ซึ่งเป็นเอกสารมาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้ในการยื่นคำร้องหรือแจ้งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจำกัด โดยเอกสารแต่ละแบบจะมีชื่อเฉพาะ เช่น แบบ บอจ.1, บอจ.3, บอจ.5 ซึ่งแสดงถึงประเภทของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัท เอกสารจดทะเบียนบริษัทจะต้องมีการใช้แบบ บอจ. หลายรายการประกอบกัน โดยเฉพาะในขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท ซึ่งถือเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่ต้องมีความละเอียดรอบคอบ แบบ บอจ. ที่ใช้บ่อยในการจดทะเบียนบริษัท 1. แบบ บอจ.1 — แบบคำขอจดทะเบียนบริษัท เป็นเอกสารหลักที่ใช้ในการยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในแบบฟอร์มจะต้องระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น ชื่อบริษัท ที่ตั้งสำนักงาน วัตถุประสงค์ ทุนจดทะเบียน รายชื่อกรรมการ ฯลฯ เอกสารนี้ต้องมีลายเซ็นของผู้ขอจดทะเบียน (ซึ่งมักเป็นกรรมการบริษัท) และต้องแนบเอกสารประกอบอื่น ๆ เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ และแบบ บอจ.3 2. แบบ บอจ.2 — รายชื่อกรรมการ แสดงรายชื่อและรายละเอียดของกรรมการบริษัท เช่น ชื่อ-สกุล สัญชาติ ที่อยู่ อำนาจในการลงนาม และอายุของแต่ละคน ข้อมูลในแบบ บอจ.2 มีความสำคัญในการตรวจสอบอำนาจของกรรมการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการผูกพันทางกฎหมายของบริษัท เช่น การเซ็นเอกสาร การทำสัญญา หรือการเปิดบัญชีธนาคาร 3. แบบ บอจ.3 — แบบแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งสำนักงาน ใช้ระบุสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี) ซึ่งต้องตรงกับความเป็นจริง เพราะมีผลต่อการติดต่อ การตรวจสอบ การส่งหนังสือราชการ รวมถึงภาระภาษีในพื้นที่เขตนั้น ๆ ด้วย 4. แบบ บอจ.5 — แบบแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารนี้ใช้แสดงรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันประชุมใหญ่ของบริษัท โดยจะต้องมีการยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง (ภายใน 14 วันหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี) รายชื่อผู้ถือหุ้นใน บอจ.5 จะถูกใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ความเป็นนิติบุคคลไทยหรือต่างชาติ และสัดส่วนการถือหุ้นในการคำนวณสิทธิ์ต่าง ๆ ความสำคัญของแบบ บอจ. ในการทำธุรกิจ เอกสารแบบ บอจ. มีความสำคัญในหลายด้าน เช่น: ด้านกฎหมาย — เป็นหลักฐานทางกฎหมายว่าองค์กรได้ดำเนินการจดทะเบียนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ด้านบัญชีและภาษี — ข้อมูลในแบบ บอจ. ถูกใช้ในการยื่นภาษี เปิดบัญชีบริษัท หรือขอใบอนุญาตทางธุรกิจ ด้านความน่าเชื่อถือ — แบบ บอจ. เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่คู่ค้าและธนาคารใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือของบริษัท ด้านความโปร่งใส — ช่วยให้รัฐและประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลของบริษัทได้ตามระบบ DBD DataWarehouse ข้อควรระวังเกี่ยวกับแบบ บอจ. เอกสารแต่ละแบบควรกรอกข้อมูลให้ถูกต้องและตรงกันทั้งหมด หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เช่น เปลี่ยนกรรมการ ย้ายที่ตั้ง หรือเปลี่ยนผู้ถือหุ้น ต้องยื่นเอกสารแบบ บอจ. ที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาที่กำหนด หากละเลยการยื่นหรือยื่นล่าช้า อาจถูกปรับหรือมีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของบริษัท สรุป แบบ บอจ. เป็นเอกสารที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัดในประเทศไทย ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้นจดทะเบียน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดอายุของบริษัท การรู้จักเอกสารแต่ละแบบ รวมถึงความสำคัญและวิธีใช้งานอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกค้า คู่ค้า และหน่วยงานราชการ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจ หากรู้จักแบบ บอจ. และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ก็เปรียบเสมือนการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว ### เปิดบริษัทใหม่ อยากจ้างชาวต่างชาติ ต้องขอ BOI ไหม? ในยุคที่ธุรกิจต้องแข่งขันด้วยความรู้ ความสามารถ และทักษะเฉพาะทางมากขึ้น การจ้างแรงงานต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่เจ้าของกิจการยุคใหม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ การออกแบบ การตลาดดิจิทัล หรือวิศวกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดบริษัทใหม่แล้ว เจ้าของกิจการหลายคนมักมีคำถามว่า “ถ้าต้องการจ้างชาวต่างชาติ จำเป็นต้องขอ BOI ไหม?” คำถามนี้เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะมีผลโดยตรงต่อขั้นตอนการจ้างงานและการขออนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย BOI คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างไร? BOI ย่อมาจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยีชั้นสูง โลจิสติกส์ วิจัยและพัฒนา การศึกษา สุขภาพ หรือกิจการที่สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI จะได้รับสิทธิประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วงปีแรก ๆ นำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบโดยปลอดภาษี สิทธิ์ครอบครองที่ดิน รวมถึงสิทธิในการจ้างแรงงานต่างชาติที่สะดวกขึ้น ไม่ต้องผูกกับทุนหรือจำนวนพนักงานไทยตามเกณฑ์ทั่วไป ถ้าไม่ขอ BOI ยังสามารถจ้างคนต่างชาติได้ไหม? คำตอบคือ “ได้” แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กรมแรงงาน และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กำหนดอย่างเข้มงวด ซึ่งหมายความว่า บริษัททั่วไป (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การส่งเสริมของ BOI) ที่ต้องการจ้างแรงงานต่างชาติ จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ขั้นต่ำดังนี้: ทุนจดทะเบียนและชำระแล้วอย่างน้อย 2 ล้านบาท ต่อแรงงานต่างชาติ 1 คน มีพนักงานไทยไม่น้อยกว่า 4 คน ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ต่อแรงงานต่างชาติ 1 คน มีสถานที่ตั้งบริษัทที่ตรวจสอบได้ พร้อมแนบแผนที่ ตำแหน่งของแรงงานต่างชาติจะต้องเป็นตำแหน่งที่ “คนไทยไม่สามารถทำได้” เช่น นักพัฒนาเกม, ผู้เชี่ยวชาญ AI, วิศวกรจากต่างประเทศ ฯลฯ ดังนั้น ถ้าคุณเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ มีทุนจำกัด และยังไม่มีพนักงานไทยครบตามจำนวน การจ้างชาวต่างชาติจะไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที เว้นแต่จะยื่นขอ BOI เพื่อรับสิทธิผ่อนปรนในเรื่องนี้ ข้อดีของการขอ BOI สำหรับบริษัทใหม่ที่อยากจ้างแรงงานต่างชาติ หากคุณอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริมจาก BOI การยื่นขอ BOI ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทอาจเป็นทางเลือกที่ “คุ้มค่า” เพราะคุณจะได้รับ: ✅ สิทธิ์จ้างแรงงานต่างชาติแบบไม่ต้องผูกกับทุนจดทะเบียนหรือพนักงานไทย ✅ ใช้บริการ One Stop Service ที่ BOI ช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่น Work Permit และ Visa ✅ ไม่ต้องต่อใบอนุญาตทำงานและวีซ่าทุกปีเหมือนทั่วไป (บางกรณีได้รับอนุมัติยาว 2–4 ปี) ✅ ลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียมในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ สิ่งสำคัญคือ BOI ไม่ได้ให้กับทุกกิจการทั่วไป เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือธุรกิจค้าขายทั่วไปมักไม่ได้รับการส่งเสริม เว้นแต่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนว่ามีเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการขยายไปต่างประเทศ ใคร “ควร” ขอ BOI? บริษัทที่อยู่ใน สายเทคโนโลยี เช่น Software, AI, Robotics อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง เช่น ผลิตเครื่องจักร เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ โรงงานผลิตอาหารแปรรูปที่ใช้เทคโนโลยี ธุรกิจดิจิทัล และ E-commerce Platform โครงการ Smart City, พลังงานทดแทน ธุรกิจที่มีแผน วิจัย พัฒนา หรือนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในไทย กิจการที่ต้องการ ขยายทีมต่างชาติจำนวนมาก ตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่อยากเปิดบริษัทในไทยและทำงานในบริษัทตนเอง (ผ่านระบบ BOI จะง่ายกว่ามาก) หากบริษัทไม่ได้อยู่ในขอบเขตของ BOI ก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ปกติ เพียงแต่การจ้างแรงงานต่างชาติจะต้องวางแผนให้รอบคอบ เช่น: เพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ จ้างพนักงานไทยครบตามจำนวนที่กำหนด เตรียมเอกสารการขอ Work Permit และ Visa อย่างถูกต้อง ใช้บริการที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเพื่อจัดการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องและไม่ล่าช้า สรุป คำตอบคือ “ไม่จำเป็นเสมอไป” ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายที่ BOI สนับสนุนหรือไม่ และคุณมีความพร้อมด้านทุนจดทะเบียนและบุคลากรแค่ไหน หากคุณต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถขยายทีมต่างชาติได้เต็มที่ BOI คือเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่หากคุณดำเนินธุรกิจทั่วไปและสามารถวางแผนให้ผ่านเกณฑ์ของกรมแรงงานได้ การขอ BOI ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ สุดท้ายนี้ การตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับ “โครงสร้างธุรกิจ” และ “เป้าหมายการเติบโต” ในระยะยาว หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรขอ BOI หรือดำเนินการทางไหน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างเรา กรีนโปร เคเอสพี กรุ๊ป จะช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างรอบคอบเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น ### การจดทะเบียนหลายบริษัท ทำไมสรรพากรถึงคิดว่าเป็นการเลี่ยงภาษี? สำหรับเจ้าของธุรกิจบางราย การจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 1 บริษัทอาจเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการขยายกิจการ แยกประเภทสินค้าหรือบริการ หรือบริหารจัดการภายในได้สะดวกขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง การมีหลายบริษัทในชื่อหรือกลุ่มคนเดิม ๆ อาจทำให้กรมสรรพากรเริ่ม “จับตา” และพิจารณาว่าอาจมีเจตนาเลี่ยงภาษีแฝงอยู่ แม้การจดบริษัทหลายแห่งไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายโดยตรง แต่หากมีลักษณะการดำเนินงานที่เข้าข่าย “หลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่สุจริต” อาจนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลัง และเสียค่าปรับจำนวนมาก กลยุทธ์ที่สรรพากรมักจับตา แยกรายได้เพื่อไม่ให้ถึงเกณฑ์ภาษี เจ้าของธุรกิจบางรายจดหลายบริษัทเพื่อกระจายยอดขาย เช่น - บริษัท A รายได้ 2 ล้านบาท - บริษัท B รายได้ 2 ล้านบาท รวมกันคือ 4 ล้านบาท ซึ่งถึงเกณฑ์ต้องจด VAT แต่แยกกันทำให้แต่ละบริษัทไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ดูเหมือนถูกต้อง แต่ถ้าทั้ง 2 บริษัทมีสถานประกอบการเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน หรือมีการดำเนินการร่วมกันจริง สรรพากรจะถือว่าจงใจหลีกเลี่ยงภาษี และเรียกตรวจสอบย้อนหลัง ซื้อขายข้ามบริษัทเพื่อโยกกำไร อีกวิธีหนึ่งที่พบได้คือ การตั้งบริษัทในเครือหลายแห่งแล้วมีการซื้อ–ขายกันเอง เช่น บริษัท A มีกำไรสูง จึงไปซื้อสินค้าจากบริษัท B ที่ตั้งราคาสูงเกินจริง เพื่อทำให้ A มีกำไรน้อยลง เสียภาษีน้อยลง และโยกกำไรไปอยู่กับ B ที่อาจมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี กรณีแบบนี้สรรพากรจะใช้หลัก “ราคาตลาด” และ “ธุรกรรมระหว่างบุคคลหรือกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน” มาพิจารณา หากพบว่าไม่เป็นธรรม ย่อมสามารถเรียกปรับโครงสร้างและคิดภาษีย้อนหลังได้ ใช้ชื่อผู้อื่นบังหน้า (นอมินี) บางธุรกิจอาจมีการตั้งหลายบริษัทโดยใช้ชื่อพ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อไม่ให้ดูว่าเป็นกิจการเดียวกัน แต่เบื้องหลังมีเจ้าของเดียวบริหารทั้งหมด หากสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่าเป็น “นิติบุคคลกลุ่มเดียวกัน” ก็จะรวมรายได้และภาษีเข้าด้วยกันทันที ดังนั้น สรรพากรจึงมีระบบ วิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น การขอใบอนุญาต, ข้อมูล VAT, การยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล, และการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคาร หากพบความผิดปกติ ก็มีสิทธิเรียกตรวจสอบและดำเนินคดีภาษีทันที ### ร้านอาหารตามสั่งในตลาด จำเป็นต้องขอใบอนุญาตไหม? เปิดร้านอาหารตามสั่งในตลาดต้องขอใบอนุญาตไหม “เปิดร้านอาหารตามสั่งในตลาด ต้องขอใบอนุญาตไหม?” เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจอาหาร ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็ก ๆ ในตลาดสด ตลาดนัด หรือร้านข้างทาง แม้จะดูเรียบง่าย แต่ในทางกฎหมายแล้ว การขายอาหารเพื่อบริโภคในสถานที่หรือจำหน่ายแก่ลูกค้า ก็เข้าข่ายกิจการที่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายสุขาภิบาล ร้านเล็กแค่ไหน ก็อยู่ภายใต้กฎหมายตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และข้อบัญญัติของท้องถิ่น (เช่น กรุงเทพมหานคร หรือองค์การบริหารส่วนตำบลต่าง ๆ) ระบุว่า “สถานที่จำหน่ายอาหาร” และ “สถานที่สะสมอาหาร” เป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อนเริ่มดำเนินกิจการ แม้ร้านจะอยู่ในตลาดที่มีการจัดสรรพื้นที่อยู่แล้ว เช่น ตลาดสด ตลาดนัด หรือฟู้ดคอร์ท หากเจ้าของร้านเป็นผู้ประกอบการโดยตรง (ไม่ใช่พนักงานร้านใหญ่) ก็ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการขอใบอนุญาตของตนเอง หรือร่วมกับเจ้าของตลาดแล้วแต่กรณี 1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเปิดร้านอาหารในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่: พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ควบคุมเรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร ประมวลรัษฎากร ควบคุมเรื่องการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม 2. ร้านอาหารในตลาด = สถานที่จำหน่ายอาหาร ตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ศ. 2535ร้านอาหาร ไม่ว่าจะอยู่ในอาคารพาณิชย์ บ้าน หรือ “ในตลาด”หากมีลักษณะ ปรุง/ประกอบอาหารเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้ารับประทานทันทีจะถูกจัดเป็น “สถานที่จำหน่ายอาหาร” ซึ่งต้องขออนุญาตกับหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่: สำนักงานเขต (ในกรุงเทพฯ) เทศบาล/อบต. (ต่างจังหวัด) 3. ใบอนุญาตที่ต้องขอมีอะไรบ้าง? 📌 3.1. ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร เป็นใบอนุญาตหลักที่ร้านอาหารต้องมียืนยันว่าร้านคุณมีความพร้อมในด้านสุขลักษณะ อุปกรณ์ พื้นที่ และระบบระบายอากาศที่เหมาะสม 📌 3.2. หนังสือยินยอมใช้พื้นที่ (ถ้าเช่าที่ในตลาด) ถ้าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ในตลาดเอง จะต้องขอเอกสารแสดงความยินยอมจากเจ้าของพื้นที่แนบในการขอใบอนุญาต 📌 3.3. ทะเบียนพาณิชย์ (ไม่บังคับทุกกรณี แต่ควรมี) สำหรับร้านที่ต้องการมีสถานะเป็นผู้ประกอบการที่ชัดเจน สามารถจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเติมได้ 4. ข้อกำหนดด้านสุขอนามัยที่ต้องมี ในการตรวจสถานที่เพื่อออกใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จะพิจารณาหลักเกณฑ์ เช่น: พื้นที่ปรุงอาหารแยกจากพื้นที่สกปรก มีอ่างล้างมือพร้อมสบู่ พื้น–ผนังสามารถทำความสะอาดง่าย มีถังขยะที่ปิดมิดชิด ไม่มีสัตว์เลี้ยงในบริเวณประกอบอาหาร อุปกรณ์ทำครัวสะอาด จัดเก็บวัตถุดิบให้พ้นจากการปนเปื้อน มีการเก็บรักษาอาหารค้างคืนอย่างถูกสุขลักษณะ หากร้านไม่ผ่านเกณฑ์ อาจไม่ได้รับอนุญาตหรือถูกสั่งให้แก้ไขก่อนเปิดขาย 5. แล้วเรื่องภาษีล่ะ? ต้องเสียหรือไม่? ✅ ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เจ้าของร้านอาหารถือเป็นผู้มีรายได้จากการประกอบกิจการ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94 (กรณีครึ่งปี) ✅ ต้องจด VAT ไหม? ถ้ารายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี → ไม่ต้องจด VAT ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี → ต้องจด VAT และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน 📌 หลายร้านอาหารตามสั่งในตลาด แม้จะดูเล็ก แต่ถ้าขายได้วันละ 5,000 บาท ขึ้นไปทุกวันรวมรายได้ทั้งปีอาจเกิน 1.8 ล้านบาทโดยไม่รู้ตัว 6. ถ้าไม่ขอใบอนุญาตจะเกิดอะไรขึ้น? หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าร้านของคุณเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต: อาจถูก สั่งหยุดประกอบกิจการทันที ถูก สั่งปรับทางปกครอง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการแก้ไข อาจถูกฟ้องศาลและสั่งปิดถาวร บางกรณี หากมีลูกค้าร้องเรียนเรื่องอาหารไม่สะอาด หรือเกิดอุบัติเหตุจากอาหารเน่าเสียเจ้าของร้านอาจมีความรับผิดทางแพ่ง–อาญาได้ด้วย 7. ขั้นตอนการขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร ติดต่อสำนักงานเขต/เทศบาลที่ร้านตั้งอยู่ กรอกแบบคำขอ พร้อมแนบเอกสาร: สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แผนผังร้านโดยย่อ รูปถ่ายสถานที่จริง หนังสือยินยอม (ถ้าเช่าพื้นที่) รอเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ หากผ่านเกณฑ์ จะได้รับใบอนุญาตพร้อมเสียค่าธรรมเนียม (ไม่แพง – หลักร้อยบาทต่อปี) 🕒 ระยะเวลาตั้งแต่ยื่นจนได้รับอนุญาต: ปกติ 7–15 วันทำการ 8. เคล็ดลับสำหรับร้านอาหารในตลาดที่อยากเปิดแบบถูกกฎหมาย วางผังร้านให้สะอาด ง่ายต่อการตรวจสอบ ใช้เตา–โต๊ะ–อุปกรณ์แบบ Food Grade หมั่นล้างทำความสะอาดบริเวณร้านทุกวัน ติดป้ายชื่อร้านและเมนูให้ชัดเจน ขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่เขต หรือปรึกษานักบัญชีเกี่ยวกับภาษี ถ้ามีลูกจ้าง ควรมีระบบจ่ายเงินเดือน–หักประกันสังคมถูกต้อง แม้ร้านอาหารตามสั่งในตลาดจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก แต่หากเปิดอย่างต่อเนื่อง มีลูกค้าเข้าออกทุกวัน และประกอบอาหารให้บริโภคในที่ถือเป็นสถานที่จำหน่ายอาหาร ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตให้ถูกต้อง ✅ การมีใบอนุญาต = เพิ่มความน่าเชื่อถือ + ลดความเสี่ยงถูกสั่งปิด✅ วางแผนภาษีให้ถูกต้อง = สบายใจในระยะยาว✅ การดำเนินการถูกต้องตั้งแต่แรก = สร้างธุรกิจที่ยั่งยืนในอนาคต ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เปลี่ยนกรรมการบริษัท ต้องทำอะไรก่อน–หลังการเปลี่ยนแปลง? เปลี่ยนกรรมการบริษัทต้องทำอะไรบ้าง? ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเพื่อพัฒนาองค์กร ปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือรองรับการเติบโต หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่พบได้บ่อยคือ "การเปลี่ยนกรรมการบริษัท" ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการลาออก หมดวาระ ความไม่เหมาะสมของบุคคลเดิม หรือการเพิ่มกรรมการใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับคณะกรรมการบริษัท การเปลี่ยนกรรมการบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การสลับชื่อในเอกสารเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่สำคัญ จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และแจ้งต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันผลกระทบทางธุรกิจในอนาคต กรรมการบริษัทคือใคร? มีหน้าที่อะไร? กรรมการบริษัท คือบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้บริหารกิจการของบริษัท และมีอำนาจในการลงนามแทนบริษัทหน้าที่ของกรรมการมีดังนี้: บริหารงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ลงนามในสัญญา การเงิน เอกสารทางกฎหมาย ยื่นงบการเงินและเอกสารสำคัญต่าง ๆ รักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และระมัดระวังตามหลักของ “กรรมการที่ดี” เหตุผลทั่วไปในการเปลี่ยนกรรมการ กรรมการลาออก (สมัครใจหรือมีเหตุจำเป็น) กรรมการถึงแก่กรรม การเพิ่มจำนวนกรรมการเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัท การปลดกรรมการออกจากตำแหน่ง การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการ ขั้นตอนก่อนการเปลี่ยนกรรมการ ก่อนจะเปลี่ยนกรรมการบริษัทได้ บริษัทจะต้องเริ่มต้นจากการ "ประชุมคณะกรรมการ" หรือ "ประชุมผู้ถือหุ้น" (ขึ้นอยู่กับโครงสร้างบริษัทและข้อบังคับของบริษัทนั้น ๆ) การประชุมนี้ต้องมีมติชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอน เพิ่ม หรือแต่งตั้งกรรมการใหม่ "รายงานการประชุม" ให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะรายละเอียดของกรรมการคนใหม่ เช่น ชื่อ–สกุล วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ และตำแหน่งที่จะได้รับ รวมถึงวันมีผลของการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ บริษัทควรตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการใหม่ให้รอบคอบว่าไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยต้องโทษในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หรือความผิดที่เกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎหมายบริษัท หากแต่งตั้งผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามอาจทำให้การจดทะเบียนไม่ผ่าน หรือมีปัญหาในภายหลัง ขั้นตอนระหว่างการเปลี่ยนกรรมการ เมื่อได้มติและเตรียมเอกสารจากที่ประชุมแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้แก่: แบบคำขอจดทะเบียน รายงานการประชุมของบริษัท หนังสือลาออกของกรรมการเดิม (ถ้ามี) หนังสือยินยอมของกรรมการใหม่ สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการใหม่ หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีมีกรรมการใหม่เป็นผู้ลงนามแทน) ขั้นตอนหลังการเปลี่ยนกรรมการ หลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว บริษัทควรดำเนินการแจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น: กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม ธนาคารที่บริษัทเปิดบัญชีไว้ ลูกค้าหรือคู่ค้าทางธุรกิจ (กรณีมีผลกระทบต่อการลงนามสัญญา) นอกจากนี้ บริษัทควรอัปเดตข้อมูลกรรมการใหม่ในเว็บไซต์หรือเอกสารทางธุรกิจของบริษัทเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความเป็นมืออาชีพ ความเสี่ยงหากไม่แจ้งเปลี่ยนกรรมการ เอกสารที่กรรมการใหม่ลงนามอาจ ไม่ผูกพันบริษัทตามกฎหมาย หากยังไม่ได้อัปเดตกับ DBD สัญญากับคู่ค้าหรือธนาคารอาจเป็นโมฆะ ไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่หรือขอสินเชื่อ ถูกเพิกถอนสิทธิในบางบริการ เช่น ระบบภาษีออนไลน์ อาจโดนตรวจสอบย้อนหลังกรณีกรรมการเดิมเกี่ยวข้องกับคดี ข้อควรรู้เพิ่มเติม บริษัทสามารถมีกรรมการได้มากกว่า 1 คน และสามารถกำหนดให้ “กรรมการร่วมลงนาม” เท่านั้นถึงจะมีอำนาจ การปลดกรรมการ ต้องมีมติจากผู้ถือหุ้น พร้อมแต่งตั้งคนใหม่แทน หากไม่มีกรรมการเหลือเลย บริษัทจะไม่มีอำนาจดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะแต่งตั้งใหม่ สรุป การเปลี่ยนกรรมการบริษัทไม่ใช่แค่เรื่องลายเซ็น แต่คือการเปลี่ยนตัวแทนทางกฎหมายของบริษัทดังนั้นผู้ประกอบการควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมประชุม การจัดทำเอกสาร การแจ้งหน่วยงานราชการ และการปรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลังเปลี่ยนแปลง ✅ แจ้งให้ทันภายใน 14 วัน✅ ตรวจเอกสารให้ครบ✅ อัปเดตระบบต่าง ๆ ให้สอดคล้องเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทางกฎหมาย สนใจบริการรับจดเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenproksp ### ทุนจดทะเบียนบริษัทที่ไม่สมเหตุสมผล ทุนจดทะเบียนบริษัทที่ไม่สมเหตุสมผล การจดทะเบียนบริษัทเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจ และหนึ่งในคำถามที่เจ้าของกิจการมักสงสัยก็คือ “ควรใส่ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี?” บางคนมองว่าใส่เยอะๆ ไว้ก่อนดูน่าเชื่อถือ แต่บางคนใส่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ต้องลงทุนเยอะแต่รู้หรือไม่ว่า “ทุนจดทะเบียนที่ไม่สมเหตุสมผล” อาจกลายเป็นปัญหาทางธุรกิจ ทางกฎหมาย และทางภาษีในอนาคตได้ ทุนจดทะเบียนคืออะไร? ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) คือ จำนวนเงินที่บริษัท “แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)” ว่าบริษัทตั้งใจจะระดมทุนเพื่อใช้ในกิจการ โดยแบ่งออกเป็น “หุ้น” ที่มีมูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท เช่น : ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท → แบ่งเป็น 100,000 หุ้น หุ้นละ 10 บาท ในทางกฎหมาย ผู้ถือหุ้นต้อง “ชำระค่าหุ้น” ตามทุนที่ได้จดไว้ ซึ่งอาจเป็นการชำระแล้วทั้งหมด หรือชำระเพียงบางส่วน กฎหมายกำหนดให้ทุนต้อง “สมเหตุสมผล” อย่างไร? แม้ไม่มีตัวเลขขั้นต่ำที่บังคับใช้ทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานราชการ เช่น: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (กรณีขอใบอนุญาตทำงานให้ชาวต่างชาติ) สถาบันการเงิน หรือคู่ค้า ล้วนให้ความสำคัญกับ “ความสมเหตุสมผล” ของทุนจดทะเบียน และอาจขอตรวจสอบหลักฐานการชำระเงิน การเคลื่อนไหวทางบัญชี และการใช้งานทุนจริงในการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างของทุนจดทะเบียนที่ไม่สมเหตุสมผล ✅ กรณีที่ทุน “มากเกินจริง” จดทุน 5 ล้านบาท แต่ไม่มีหลักฐานการชำระทุน ไม่มีรายได้รองรับ หรือไม่มีพนักงาน ขาดงบประมาณในการดำเนินการตามที่ระบุในวัตถุประสงค์ 📌 ผลที่ตามมา: โดนกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง ขอ BOI หรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจยากขึ้น หากเกิดข้อพิพาทกับเจ้าหนี้ บริษัทอาจมีความรับผิดสูงกว่าทรัพย์สินที่แท้จริง ✅ กรณีที่ทุน “น้อยเกินไป” จดทุนแค่ 5,000 บาท แต่บริษัทดำเนินงานระดับหลักล้านบาท ไม่มีเงินรองรับการว่าจ้างพนักงาน หรือการซื้อวัสดุ อาจถูกมองว่าเป็นบริษัท “กล่องเปล่า” (Paper Company) 📌 ผลที่ตามมา: ขาดความน่าเชื่อถือเมื่อต้องเจรจาธุรกิจ ธนาคารอาจปฏิเสธการเปิดบัญชีหรือให้สินเชื่อ ไม่ผ่านเกณฑ์การจด VAT หรือขอ Work Permit ทุนสูงขึ้น = ภาระทางภาษีสูงขึ้น? แม้ “ทุนจดทะเบียน” เองไม่ใช่ฐานภาษีโดยตรง แต่การตั้งทุนไว้สูงมากโดยไม่มีการชำระจริง อาจนำไปสู่ปัญหาทางภาษี เช่น: กรมสรรพากร อาจสงสัยว่าเป็นการบิดเบือนรายงานทางบัญชี หากมีการระบุทุนที่ไม่ได้ชำระเป็น “ลูกหนี้เงินลงทุน” แต่ไม่มีการชำระจริง → ถือว่าไม่ถูกต้อง บริษัทที่ชำระทุนจริงแล้ว ต้องเก็บหลักฐาน เช่น ใบโอนเงิน ใบเสร็จ เพื่อยืนยันหากถูกตรวจสอบ 📌 Tip: ทุนจดทะเบียนที่สูงเกินไป = ความเสี่ยงเรื่อง “หนี้กรรมการ” หากบริษัทไม่มีเงินจริง ผลกระทบของการตั้งทุนจดทะเบียนไม่เหมาะสม ขาดความน่าเชื่อถือทางธุรกิจลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่ธนาคาร อาจมองว่าบริษัทมีความมั่นคงน้อยหรืออาจสงสัยว่าทำไมไม่มีการชำระทุนจริงซึ่งส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ การเปิดบัญชี หรือการประมูลงาน ภาระผูกพันเกินตัวในทางกฎหมายบริษัทต้องรับผิดชอบต่อทุนจดทะเบียนที่ตั้งไว้ หากเกิดการฟ้องร้องหรือมีเจ้าหนี้ ทุนจดทะเบียนจะกลายเป็นขอบเขตความรับผิด ใส่ไว้สูงแต่ไม่มีเงินสำรองจริง = เสี่ยงล้มละลายง่ายขึ้น ปัญหาทางบัญชีและภาษีหากไม่มีการชำระค่าหุ้นจริง หรือไม่มีหลักฐานการรับเงินเข้าบริษัทอาจทำให้เกิดปัญหาเวลาสรรพากรตรวจสอบ รวมถึงไม่สามารถปันผลหรือหักค่าใช้จ่ายบางรายการได้ถูกต้อง แนวทางการกำหนดทุนจดทะเบียนอย่างเหมาะสม พิจารณาเงินทุนที่ใช้จริงในช่วงเริ่มต้น (6–12 เดือน) ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัสดุ–อุปกรณ์ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าระบบ / ซอฟต์แวร์ ค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่น ๆ ประเมินความสามารถในการชำระทุนของผู้ถือหุ้น หากยังไม่พร้อมชำระทั้งหมด → ชำระบางส่วนได้ เช่น 25% แล้วทยอยเพิ่มทุนภายหลัง ศึกษาข้อกำหนดของคู่ค้า / หน่วยงานกำกับ เช่น ขอ Work Permit ต้องมีทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาทต่อชาวต่างชาติ 1 คน บางหน่วยงานรัฐอาจกำหนดทุนขั้นต่ำเพื่อร่วมประมูล ไม่ตั้งทุนเพื่อความสวยงามหรือตามคนอื่น ควรสะท้อนความจริงและแผนธุรกิจ สามารถเปลี่ยนแปลงทุนภายหลังได้ไหม? ได้แน่นอน! บริษัทสามารถ: เพิ่มทุน หากต้องการขยายธุรกิจหรือรับผู้ถือหุ้นใหม่ ลดทุน หากมีทุนเหลือหรือเพื่อปรับโครงสร้างบริษัท แต่ต้องดำเนินการผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น และยื่นจดทะเบียนกับ DBD โดยมีค่าใช้จ่ายและระยะเวลา สรุป ทุนจดทะเบียนไม่ใช่แค่ตัวเลขสำหรับกรอกในแบบฟอร์มแต่เป็นเครื่องบ่งชี้ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของธุรกิจ เจ้าของกิจการควรวางแผนทุนจดทะเบียนให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ลายเซ็นกรรมการไม่ตรงกันในเอกสาร มีผลอย่างไร? ในโลกธุรกิจ "ลายเซ็นของกรรมการ" เปรียบเสมือนตราประทับยืนยันความถูกต้องของเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางบัญชี สัญญาทางธุรกิจ หรือหนังสือรับรองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เป็นการแสดงเจตจำนงของผู้มีอำนาจในบริษัทอย่างชัดเจน แต่หากลายเซ็นกรรมการไม่ตรงกัน ย่อมอาจส่งผลกระทบทางกฎหมาย ความน่าเชื่อถือ และขั้นตอนการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ ลายเซ็นไม่ตรง อาจเป็น "โมฆะ" หากลายเซ็นในเอกสารสำคัญไม่ตรงกับลายเซ็นที่กรรมการเคยใช้ในการจดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หรือไม่ตรงกับเอกสารอ้างอิงก่อนหน้า เอกสารนั้นอาจถูกพิจารณาว่า "ไม่สมบูรณ์" หรือ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งอาจส่งผลให้: เอกสารอาจถือว่าไม่สมบูรณ์หรือใช้ไม่ได้ลายเซ็นที่ไม่ตรงกันอาจทำให้หน่วยงานราชการ ธนาคาร หรือคู่ค้าปฏิเสธการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารนั้น เช่น การจดทะเบียนแก้ไขบริษัท การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การทำสัญญาทางธุรกิจ เสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือลายเซ็นไม่ตรงกันอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเอกสารปลอมแปลงหรือมีการลงนามโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทโดยรวม และอาจถูกสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทบกระบวนการดำเนินธุรกิจธุรกิจอาจต้องกลับไปแก้ไขเอกสารหรือขอยืนยันลายเซ็นใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงาน เช่น การเปิดบัญชีบริษัท การเปลี่ยนกรรมการ การเพิ่มทุน หรือการทำธุรกรรมต่างๆ กับคู่ค้า มีผลต่อคดีความทางกฎหมายหากมีข้อพิพาทในอนาคต เช่น คดีแพ่งหรืออาญาที่เกี่ยวกับสัญญา ลายเซ็นที่ไม่ตรงกันอาจกลายเป็นข้อโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และศาลอาจพิจารณาไม่รับรองเอกสารนั้น วิธีป้องกันปัญหาลายเซ็นกรรมการไม่ตรงกัน จัดทำลายเซ็นมาตรฐานของกรรมการ เก็บไว้ใช้สำหรับเอกสารราชการ ตรวจสอบเอกสารก่อนลงนามทุกครั้ง โดยเฉพาะในธุรกรรมสำคัญ หมั่นฝึกและย้ำเตือนกรรมการให้เซ็นให้ตรงกับแบบฟอร์มที่ยื่นไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้ตราประทับบริษัทประกอบในเอกสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความถูกต้องและปลอดภัยทางกฎหมาย ### ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร คืออะไร? จำเป็นต้องมีไหม? ในการเปิดร้านอาหาร หรือสถานที่ที่มีการจำหน่ายอาหารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวแกง รถเข็นริมทาง ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า หรือคาเฟ่สุดชิคในโครงการต่าง ๆ หลายคนอาจไม่รู้ว่า การขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร ถือเป็นเรื่องสำคัญตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารคืออะไร? ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร เป็นเอกสารราชการที่ออกโดยสำนักงานเขต หรือเทศบาลในพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและดูแลสุขอนามัยของผู้บริโภค รวมถึงมาตรฐานความสะอาดของสถานที่จำหน่ายอาหาร การมีใบอนุญาตนี้แสดงว่าร้านของคุณได้ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นด้านความสะอาด โครงสร้างของอาคาร ระบบระบายอากาศ พื้นที่ปรุงอาหาร ห้องน้ำ และการจัดการขยะ ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง ใครบ้างที่ต้องขอใบอนุญาตนี้? หากคุณมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “การจำหน่ายอาหาร” ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารขนาดเล็กหรือใหญ่ ร้านเครื่องดื่มที่มีของทานเล่น รถเข็นแผงลอย หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อที่มีการอุ่นอาหารให้ลูกค้า ล้วนมีโอกาสเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตทั้งสิ้น โดยทั่วไป หากร้านของคุณมีการ - จัดเตรียม / ประกอบอาหารในสถานที่ - จำหน่ายอาหารที่พร้อมบริโภค - เปิดให้ลูกค้านั่งรับประทานในร้าน - ใช้อาคารหรือพื้นที่ในการดำเนินกิจการอาหารแบบต่อเนื่อง ร้านค้าควรตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรือเทศบาล เพื่อดูว่าต้องขอใบอนุญาตหรือไม่? เพราะในบางพื้นที่ การไม่มีใบอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย และมีโทษทั้งปรับหรือสั่งปิดกิจการได้ ### ความสำคัญของการตรวจสอบสถานประกอบการ การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ล้วนต้องอาศัยความถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด และการตรวจสอบสถานประกอบการเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีธรรมาภิบาล เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว 1. เสริมสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กร การมีระบบตรวจสอบภายในที่ดีหรือผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก ช่วยให้คู่ค้า นักลงทุน หรือสถาบันการเงินมั่นใจว่าธุรกิจมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเป็นระบบ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ในเชิงบวกต่อแบรนด์ขององค์กร 2. ป้องกันความผิดพลาดและความเสียหาย การตรวจสอบช่วยให้สามารถระบุจุดบกพร่องในระบบงาน กฎหมายแรงงาน ความปลอดภัย หรือการเงิน ก่อนที่ปัญหานั้นจะลุกลามไปสู่ความเสียหายที่รุนแรง ช่วยลดต้นทุนจากการแก้ปัญหาในระยะยาว 3. ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐาน ธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีความรู้เชิงลึกด้านกฎหมาย การตรวจสอบสถานประกอบการเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ผู้ประกอบการได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกฎหมาย 4. พัฒนาองค์กรให้พร้อมเติบโต การตรวจสอบทำให้ผู้บริหารได้ข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับสถานะของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของกำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบการควบคุมภายใน หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 5. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี องค์กรที่มีการตรวจสอบสม่ำเสมอ มักมีการฝึกอบรม ความรับผิดชอบ ทำให้พนักงานตระหนักรู้ในหน้าที่และบทบาทของตน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ### เอกสารจดทะเบียนบริษัทที่ผู้ประกอบการมักพลาด เอกสารจดทะเบียนบริษัทที่ผู้ประกอบการมักพลาด การจดทะเบียนบริษัทถือเป็น “ก้าวแรกอย่างเป็นทางการ” ของการเริ่มต้นธุรกิจ แม้ขั้นตอนโดยรวมจะดูไม่ยากนัก และมีคู่มือหรือบทความมากมายสอนไว้ แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกลับต้อง “แก้ไขเอกสารหลายรอบ”เพราะพลาดเรื่องเล็ก ๆ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ให้ความสำคัญมาก อาจจะทำให้เสียทั้งเวลา โอกาสทางธุรกิจ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือ บทความนี้จึงรวบรวม รายการเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการมักพลาด พร้อมคำแนะนำในการเตรียมให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อให้การจดบริษัทผ่านฉลุย ไม่เสียเวลา ไม่เสียโอกาสทางธุรกิจ 1. แบบคำขอจดทะเบียนบริษัท (แบบ บอจ.1) – กรอกไม่ครบ เอกสารตัวนี้เปรียบเสมือนใบสมัครของบริษัทโดยต้องระบุรายละเอียด เช่น ชื่อบริษัท (ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ) ที่ตั้งสำนักงาน ทุนจดทะเบียน รายชื่อกรรมการ วัตถุประสงค์บริษัท 📌 จุดที่มักพลาด: เว้นช่องว่าง ไม่กรอกข้อมูลบางส่วน เช่น วัตถุประสงค์ไม่ครบ ใส่ชื่อบริษัทไม่ตรงกับจองชื่อไว้ในระบบ ลายเซ็นไม่ครบ หรือไม่ตรงกับบัตรประชาชน ✅ ข้อแนะนำ: ตรวจสอบเอกสารก่อนยื่น พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการทุกคนด้วย 2. หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) – วัตถุประสงค์ไม่ครอบคลุม หนังสือบริคณห์สนธิ คือเอกสารที่ระบุ “วัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจ” ของบริษัทมีผลโดยตรงต่อการทำธุรกิจและการขอใบอนุญาตอื่น ๆ ภายหลัง เช่น ขอใบอนุญาตนำเข้า–ส่งออก ขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร ขอจด VAT 📌 จุดที่มักพลาด: ระบุวัตถุประสงค์แค่ 1–2 ข้อ เช่น “ค้าขายทั่วไป” โดยลืมระบุบริการอื่น ๆ ที่จะทำ ใช้ถ้อยคำคลุมเครือ เช่น “ทำธุรกิจตามที่กฎหมายอนุญาต” ซึ่ง DBD จะไม่รับรอง ✅ ข้อแนะนำ: ขอคำปรึกษากับนักกฎหมายหรือที่ปรึกษาธุรกิจ เพื่อระบุวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมอนาคต เช่น “ประกอบกิจการพัฒนาเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และให้บริการระบบออนไลน์”“นำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค” 3. แบบแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) – ลงรายละเอียดไม่ตรง เป็นเอกสารที่ใช้ระบุโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ต้องระบุชื่อ–สกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ จำนวนหุ้นที่ถือ และจำนวนเงินที่ชำระแล้ว 📌 จุดที่มักพลาด: เขียนจำนวนหุ้นผิดจากทุนจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นไม่ได้ลงลายเซ็น หรือใช้ลายเซ็นไม่ตรงกับบัตรประชาชน ผู้ถือหุ้นถือหุ้นเกินคนละ 50% โดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ดูเหมือนเป็นบริษัทที่ควบคุมโดยคนคนเดียว ✅ ข้อแนะนำ: ตรวจทานความถูกต้องของชื่อ จำนวนหุ้น และเงินชำระก่อนส่ง ยิ่งถ้าจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีภายหลัง โครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องชัด 4. หลักฐานที่ตั้งสำนักงาน – เอกสารไม่ครบ DBD ต้องการตรวจสอบว่า บริษัทมีที่อยู่จริงและสามารถติดต่อได้โดยต้องยื่น หลักฐานการครอบครองสถานที่ เช่น กรณีเป็นเจ้าของสถานที่เอง: ใช้สำเนาโฉนด + แผนที่ กรณีเช่า: ใช้สัญญาเช่า + หนังสือยินยอมให้ใช้ที่อยู่เป็นสถานประกอบการ กรณีเป็นพื้นที่ตลาด/อาคารรวม: ต้องมีหนังสืออนุญาตจากเจ้าของโครงการ 📌 จุดที่มักพลาด: ไม่มีหนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ สัญญาเช่าไม่มีการระบุว่าสามารถใช้เป็นที่ตั้งบริษัท ที่อยู่ในเอกสารไม่ตรงกันทุกชุด ✅ ข้อแนะนำ: จัดเอกสารให้ตรงทุกบรรทัด และควรมีรูปถ่ายสถานที่แนบไว้ด้วยเผื่อการตรวจสอบ 5. เอกสารตัวบุคคล – สำเนาบัตรประชาชนไม่ชัด แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เอกสารตัวบุคคล เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นหากไม่ชัดเจน หรือมีรอยลบ–แก้ไข อาจถูกปฏิเสธได้ทันที 📌 จุดที่มักพลาด: ถ่ายเอกสารแล้วไม่เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง ใช้บัตรหมดอายุ หรือเบลอจนมองไม่ออก เซ็นชื่อไม่ตรงกับลายเซ็นที่ใช้ในเอกสารอื่น ✅ ข้อแนะนำ: ใช้สำเนาที่ชัดเจน พร้อมเซ็น “สำเนาถูกต้อง” ทุกใบ และใช้ปากกาสีน้ำเงินเท่านั้น 6. การลงลายมือชื่อ – ลายเซ็นไม่ตรง ในหลายกรณี กรรมการ 2–3 คน อาจเซ็นชื่อไม่เหมือนกันในแต่ละหน้าเช่น บางหน้าลายเซ็นเต็ม บางหน้าลายเซ็นย่อ 📌 ผลที่ตามมา:DBD มีสิทธิขอเอกสารใหม่ทั้งหมด เพราะถือว่า “เอกสารไม่ตรงกัน” ✅ ข้อแนะนำ: ใช้ลายเซ็นแบบเดียวกันในทุกหน้า และควรลงลายเซ็นครบทุกหน้าที่แนบไปด้วย 7. หลักฐานการชำระทุนจดทะเบียน – ขาดเอกสารประกอบ กรณีที่มีการระบุในแบบฟอร์มว่าชำระทุนจดทะเบียนแล้วต้องมีหลักฐานประกอบ เช่น สำเนาใบโอนเงิน สลิปการโอนจากธนาคาร ใบเสร็จรับเงินจากผู้ถือหุ้น 📌 จุดที่มักพลาด: บอกว่าชำระทุนแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ใช้บัญชีบุคคลอื่นโอนเข้าบัญชีบริษัท โดยไม่มีคำชี้แจง ✅ ข้อแนะนำ: หากยังไม่ได้เปิดบัญชีบริษัท ให้โอนผ่านบัญชีกรรมการ และมีหนังสือรับรองแนบว่าเป็นการชำระทุน 8. แผนผังโครงสร้างบริษัท – หลายคนมองข้าม แม้ DBD ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีแผนผังองค์กรเป็นทางการแต่หากคุณแนบโครงสร้างกรรมการ–ผู้ถือหุ้น–หน้าที่แต่ละคนไว้✅ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าใจรูปแบบบริษัท และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ สรุป แม้เอกสารจดทะเบียนบริษัทจะดูเป็นเรื่องเทคนิคเล็ก ๆ แต่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็สามารถทำให้การจดล่าช้า หรือถูกปฏิเสธได้ ✅ เอกสารที่ดี = ผ่านรวดเร็ว❌ เอกสารพลาด = เสียเวลา เสียโอกาสทางธุรกิจ ตรวจให้ครบทั้ง 8 จุด ก่อนยื่นเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทีมช่วยดำเนินการให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้นก็ได้เช่นกัน หากคุณต้องการแบบฟอร์มจดทะเบียนบริษัท หรือเช็กลิสต์เอกสารพร้อมตัวอย่างแนบ ก็บอกได้เลยครับ ผมสามารถจัดให้ทั้งแบบใช้เองหรือแชร์ให้ทีมงานได้เลย ✅📋 ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เริ่มต้นธุรกิจอย่างถูกต้อง ในยุคที่การทำธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่เคย หลายคนมีความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ และสร้างรายได้จากความรู้ ความสามารถ หรือความชื่นชอบของตนเอง อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นธุรกิจที่ดี ไม่ได้หมายถึงแค่การขายสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อวางรากฐานที่แข็งแรงให้กับธุรกิจในระยะยาว วางแผนธุรกิจอย่างรอบคอบ การเริ่มต้นที่ดีต้องเริ่มจากการวางแผนอย่างรัดกุม เจ้าของธุรกิจควรเริ่มจากการศึกษาตลาด วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง และวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นด้านสินค้า บริการ การตลาด หรือการเงิน การมีแผนธุรกิจที่เป็นระบบจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาด และพร้อมปรับตัวเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลง เลือกรูปแบบนิติบุคคลให้เหมาะสม การเลือกรูปแบบนิติบุคคลเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ เพราะมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทางกฎหมายของเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือการตั้งบริษัทจำกัด สำหรับผู้ที่ต้องการขยายธุรกิจในอนาคต ต้องการความน่าเชื่อถือ หรือมีแผนขยายการลงทุน การจัดตั้งบริษัทจำกัดมักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะมีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน และช่วยแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินของบริษัท จดทะเบียนธุรกิจอย่างถูกต้อง การจดทะเบียนธุรกิจเป็นขั้นตอนที่สำคัญทำให้ธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างถูกกฎหมาย และควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีกลับเอกสาร หรือการเสียเวลายื่นซ้ำหลายครั้ง วางระบบบัญชีและภาษีตั้งแต่ต้น การทำบัญชีและยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจจะยังมีรายได้ไม่มาก แต่การวางระบบบัญชีที่ดี เช่น การบันทึกรายรับ-รายจ่าย การแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ และการวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นภาพการเงินของกิจการอย่างชัดเจน พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง ขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจจำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะด้านเพิ่มเติม หากละเลยขั้นตอนนี้ อาจทำให้ธุรกิจมีความผิดทางกฎหมาย ### วิธีเตรียมบัญชีให้พร้อมก่อนเปิดบริษัท การเตรียมบัญชีให้พร้อมก่อนเปิดบริษัท ไม่เพียงแต่ช่วยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบ แต่ยังช่วยป้องกันความผิดพลาดด้านภาษีและการเงินในอนาคต เจ้าของธุรกิจมือใหม่หลายคนมักมองข้ามการวางแผนบัญชีในช่วงเริ่มต้น ส่งผลให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้น การจัดการบัญชีตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม 1. วางแผนโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน ก่อนเปิดบริษัท ควรกำหนดให้ชัดว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบใด เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียว เพราะรูปแบบของธุรกิจจะส่งผลต่อภาระภาษี การจัดทำบัญชี และเอกสารที่ต้องจัดเตรียม หากวางแผนจะจดทะเบียนเป็นบริษัท ควรกำหนดทุนจดทะเบียนให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ ไม่ต่ำเกินไปจนขอสินเชื่อยาก และไม่สูงเกินความเป็นจริงจนถูกสรรพากรตรวจสอบ 2. เตรียมระบบบัญชีพื้นฐาน ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้คุณควบคุมรายรับรายจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรจัดเตรียมสิ่งต่อไปนี้: - เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทโดยเฉพาะ - แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจอย่างชัดเจน - วางแผนวิธีรับเงิน–จ่ายเงิน เช่น โอนผ่านบัญชี เช็ค หรือเงินสด - กำหนดวิธีการจัดเก็บเอกสาร เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และใบส่งของ 3. เลือกโปรแกรมบัญชีที่เหมาะสม การใช้โปรแกรมบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้การทำบัญชีแม่นยำ ลดเวลา และลดความผิดพลาด ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การออกใบกำกับภาษี และสามารถส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีหรือนักบัญชีได้สะดวก เช่น โปรแกรม Express, FlowAccount หรือ Odoo ERP 4. หาผู้ดูแลบัญชีมืออาชีพ แม้เจ้าของธุรกิจจะสามารถทำบัญชีเองได้ในช่วงเริ่มต้น แต่การมีนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีดูแลตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงในการยื่นภาษีผิด ยื่นเอกสารล่าช้า หรือถูกตรวจสอบย้อนหลัง ควรเลือกนักบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจประเภทเดียวกัน เข้าใจกฎหมายภาษี และสามารถให้คำแนะนำในการวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นได้ 5. วางแผนภาษีล่วงหน้า - การวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเปิดบริษัท เช่น - การตั้งเงินเดือนผู้ถือหุ้นเพื่อหักค่าใช้จ่าย - การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ค่าลดหย่อนจากค่าใช้จ่ายสำนักงาน ค่าเสื่อมราคา - การตัดสินใจว่าจะจด VAT หรือไม่ (โดยดูจากรายได้ และลักษณะธุรกิจ) หากวางแผนภาษีล่วงหน้าได้ดี จะสามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ### บริษัทต่างชาติขอใบอนุญาตนำเที่ยวในประเทศไทยได้หรือไม่? การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างให้ความสนใจในการเปิดบริษัททัวร์ เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดคำถามที่พบบ่อยว่า “หากบริษัทชาวต่างชาติจะขอใบอนุญาตนำเที่ยวในประเทศไทยจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง มาดูกัน ต้องเป็นนิติบุคคลไทยแม้บริษัทจะมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นชาวต่างชาติ แต่การยื่นขอใบอนุญาตนำเที่ยวจาก กรมการท่องเที่ยว จะต้องดำเนินการผ่าน บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย เท่านั้น กล่าวคือ บริษัทจะต้องเป็นนิติบุคคลไทย มีสำนักงานจริง และมีวัตถุประสงค์ที่ระบุชัดเจนว่าประกอบธุรกิจนำเที่ยว สัดส่วนผู้ถือหุ้นต้องสอดคล้องกับกฎหมายตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากบริษัทมี ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% บริษัทนั้นจะถูกจัดเป็น “ธุรกิจของคนต่างด้าว” และต้องขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License) เพิ่มเติมจาก กระทรวงพาณิชย์ ก่อนจึงจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากบริษัทมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยเกิน 51% ก็สามารถดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตนำเที่ยวได้ทันที โดยไม่เข้าข่ายเป็นธุรกิจของคนต่างด้าว  สรุปบริษัทต่างชาติสามารถขอใบอนุญาตนำเที่ยวในประเทศไทยได้ หากดำเนินการผ่านบริษัทที่จดทะเบียนในไทย และมีคุณสมบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้น ใบอนุญาตต่างด้าว หรือการวางหลักประกันที่ถูกต้องการทำธุรกิจทัวร์ในประเทศไทยโดยชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่จำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ และขอคำปรึกษาทางกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง ถูกต้อง และยั่งยืนในระยะยาว ### การจดทะเบียนลดทุน ต้องทำอย่างไรบ้าง? การบริหารจัดการทุนจดทะเบียนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทเพราะ “ทุนจดทะเบียน” เป็นข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท และแสดงถึงความมั่นคงของกิจการในสายตาของคู่ค้า อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เช่น การลดขนาดการดำเนินงาน หรือเพื่อให้ทุนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง บริษัทก็สามารถดำเนินการ ลดทุนจดทะเบียน ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย การลดทุนจดทะเบียน หมายถึง การดำเนินการลดจำนวนทุนที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งอาจเกิดจากการลดจำนวนหุ้น หรือการลดมูลค่าหุ้นก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุนจดทะเบียนสะท้อนภาพจริงของกิจการ หรือจัดโครงสร้างทุนใหม่ให้เหมาะสมกับทิศทางธุรกิจ การลดทุน ไม่เท่ากับการลดศักยภาพของธุรกิจ แต่เป็นการบริหารจัดการเพื่อให้บริษัทมีภาพลักษณ์และโครงสร้างที่เหมาะสม เช่น หากในอดีตตั้งทุนไว้สูงแต่ไม่ได้เรียกชำระจริง ก็อาจเลือกลดทุนเพื่อให้ตรงกับทุนที่เรียกจริง หรือเพื่อเตรียมตัวเพิ่มทุนในอนาคตให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น  ขั้นตอนการจดทะเบียนลดทุน1. จัดประชุมผู้ถือหุ้น2. แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ3. แจ้งเจ้าหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร4. ยื่นจดทะเบียนลดทุนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)  ข้อควรรู้เพิ่มเติม1. หากเจ้าหนี้มีการคัดค้าน บริษัทต้องชี้แจงหรือตกลงกันให้เสร็จก่อนจึงจะสามารถดำเนินการต่อได้2. การลดทุนไม่สามารถใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงหนี้สินได้3. หากมีผู้ถือหุ้นหลายราย ต้องสื่อสารให้ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากการลดทุน เช่น สัดส่วนหุ้น หรือมูลค่าหุ้นที่เปลี่ยนไป_________________________________________________  หากคุณไม่มั่นใจว่าจะลดทุนอย่างไรให้ถูกต้อง หรืออยากให้มีผู้เชี่ยวชาญช่วยดำเนินการทุกขั้นตอน GreenPro KSP Group พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร ทั้งคำปรึกษา การจัดเตรียมเอกสาร และยื่นจดทะเบียนอย่างถูกต้อง มั่นใจได้ในคุณภาพและความเชี่ยวชาญ   Line@ : https://lin.ee/SzPAFRB  Tel : 094-864-9799  Website : https://www.greenproksp.com/ ### การควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions) ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันในตลาดสูงขึ้นทุกวัน ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาวิธีการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มีเสถียรภาพ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายองค์กรนิยมใช้ คือ “การควบรวมกิจการ” หรือที่เรียกว่า Mergers and Acquisitions (M&A) ซึ่งเป็นทางเลือกที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้ในระยะเวลาอันสั้น การควบรวมกิจการ หมายถึง การที่บริษัทสองแห่งขึ้นไป รวมกิจการเข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ลดต้นทุนการแข่งขัน ขยายฐานลูกค้า หรือเข้าสู่ตลาดใหม่ ในบางกรณี บริษัทหนึ่งอาจเข้าซื้อกิจการของอีกบริษัทหนึ่ง โดยยังคงใช้ชื่อบริษัทเดิม หรือเปลี่ยนชื่อใหม่ตามโครงสร้างการบริหารที่ตกลงกัน  สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนควบรวมกิจการ1. ประเมินความเหมาะสมของพันธมิตร2. วางแผนโครงสร้างการบริหารหลังควบรวมกิจการ3. สอบสถานะทางการเงินและภาระผูกพันทางกฎหมาย ของอีกฝ่ายอย่างละเอียด4. วางแผนการสื่อสารภายในองค์กรต่อสาธารณะ เพื่อให้การทำงานราบรื่น5. เตรียมแผนสำรอง หากการควบรวมไม่เป็นไปตามคาด การควบรวมกิจการเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังในการขยายธุรกิจ หากวางแผนและดำเนินการอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจตามมา เพราะการควบรวมไม่ใช่แค่การรวมตัวเลข แต่คือการรวมคน วัฒนธรรม และเป้าหมาย ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ### เจ้าของธุรกิจต้องรู้ทำไมถึงควรแปลสภาพจาก หจก. เป็น บริษัท ในโลกของการทำธุรกิจ โครงสร้างของกิจการมีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือ การเติบโต และการบริหารจัดการในระยะยาว ในประเทศไทย ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นจากการจดทะเบียนเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ด้วยเหตุผลว่าเริ่มต้นง่าย ใช้ทุนไม่มาก และมีขั้นตอนน้อยกว่าการจัดตั้งบริษัทจำกัด แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นและมีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนขึ้น เจ้าของกิจการหลายรายจึงเริ่มพิจารณา แปลสภาพจาก หจก. เป็น บริษัทจำกัด (บจก.) การเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูเป็นเรื่องใหญ่ในแง่ของเอกสารหรือขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติแล้วกลับเป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจที่สำคัญและคุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึง เหตุผลหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจมักตัดสินใจเปลี่ยนสถานะจาก หจก. เป็น บริษัท และผลดีที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงนี้ 1. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ2. การจำกัดความรับผิดชอบของเจ้าของธุรกิจ3. สะดวกต่อการขยายธุรกิจและการระดมทุน4. การบริหารจัดการและการวางระบบธุรกิจอย่างมืออาชีพ5. สอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตของธุรกิจ การแปลงสภาพจาก หจก. เป็น บริษัท ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อในเอกสาร แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต แม้อาจมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลายอย่าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมานั้นคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความน่าเชื่อถือ การจำกัดความเสี่ยง หรือโอกาสในการขยายธุรกิจ หากคุณเป็นเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาเส้นทางเติบโตอย่างยั่งยืน การพิจารณาแปลงสถานะธุรกิจจาก หจก. เป็น บริษัท อาจเป็นก้าวที่สำคัญที่ทำให้คุณไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็น GreenPro KSP Group ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนการแปลงสภาพธุรกิจอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ธุรกิจของคุณพร้อมเติบโตได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย  ### หากมีธุรกิจหลายแห่งควรจดบริษัทใหม่หรือจดแค่สาขาเพิ่ม มีหลายธุรกิจควรจดบริษัทใหม่หรือจดเพิ่มสาขา หากมีธุรกิจหลายแห่ง ควรวางแผนให้ถูกทาง ตั้งแต่สาขาแรกจนถึงธุรกิจใหม่ เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต หลายคนมีแนวคิดที่จะขยายกิจการออกไปยังหลายพื้นที่ เช่น เปิดสาขาใหม่ในต่างจังหวัด แยกแผนกการผลิตออกจากหน้าร้าน หรือแม้แต่ทำธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับของเดิม ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ: “ต้องจดทะเบียนใหม่ทุกแห่งไหม?” “หรือแค่เปิดสาขาเพิ่มเติมก็พอ?” คำตอบขึ้นอยู่กับ ลักษณะของธุรกิจ, วัตถุประสงค์ในการขยาย และ ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกิจการ ซึ่งบทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดเพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้ถูกต้อง ✅ บริษัทเดียว เปิดหลายสาขา หากธุรกิจที่คุณต้องการเปิดหลายแห่ง มีลักษณะกิจการเหมือนกันและใช้ชื่อเดียวกัน เช่น 1. ร้านอาหารหลายสาขา 2. คลังสินค้าแยกจากสำนักงานใหญ่ 3. สำนักงานขายในหลายจังหวัด กรณีแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นหลายบริษัท เพียงแค่ใช้ “บริษัทเดียว” และแจ้ง “เปิดสาขาเพิ่มเติม” กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เท่านั้น 📍 จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ? 1. จดทะเบียนบริษัทแม่ให้เรียบร้อย 2. ยื่นคำขอจดทะเบียน “สำนักงานสาขา” พร้อมเอกสารประกอบ เช่น หนังสือยินยอมใช้สถานที่, สำเนาทะเบียนบ้านของที่ตั้งใหม่ ฯลฯ 3. แจ้งสำนักงานสรรพากร เพื่อขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของสาขา (กรณีมี VAT) 📍 ข้อดีของการใช้บริษัทเดียวหลายสาขา: 1. ง่ายต่อการบริหารและทำบัญชี 2. ใช้ชื่อแบรนด์เดียวกันได้ต่อเนื่อง 3. ไม่ต้องจัดตั้งกรรมการหรือทุนจดทะเบียนใหม่ ✅ กรณีที่ควรจดทะเบียน “หลายบริษัท” หากคุณมีธุรกิจคนละประเภท หรืออยากแยกความรับผิดชอบให้ชัดเจน เช่น 1. บริษัท A ขายเสื้อผ้า 2. บริษัท B ทำคาเฟ่ หรือมีพาร์ทเนอร์คนละกลุ่มในแต่ละกิจการ กรณีนี้ควร จดทะเบียนแยกบริษัทกันไปเลย เพื่อความชัดเจนในด้านกฎหมาย บัญชี ภาษี และการบริหารภายใน 📍 เหมาะกับใคร? 1. ผู้ที่ต้องการแยกธุรกิจคนละแนวทางชัดเจน 2. นักลงทุนที่ต้องการแบ่งโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่เหมือนกัน 3. ธุรกิจที่ต้องการขายต่อในอนาคต หรือมีแผน IPO 📍 ข้อดีของการจดหลายบริษัท: 1. แยกความเสี่ยงธุรกิจได้ชัดเจน 2. บริหารเงินสดและรายงานบัญชีอิสระ 3. เหมาะกับธุรกิจที่มีการบริหารแบบหลายทีม แต่ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน เช่น ค่าบัญชี ค่าผู้สอบบัญชี และค่าใช้จ่ายในการบริหารหลายบริษัท ✅ การใช้ที่อยู่เดียวกันหลายบริษัท แม้ว่าจะจดหลายบริษัทได้ แต่หากคุณใช้ “ที่อยู่เดียวกัน” ต้องมี หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ร่วมกัน และบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัด เช่น อพาร์ตเมนต์ หรือคอนโดมิเนียม อาจไม่สามารถใช้เป็นที่ตั้งบริษัทได้ ✅ เรื่องภาษีและบัญชีที่ควรรู้ 1. บริษัทเดียวหลายสาขา → ใช้เลขทะเบียนเดียว แต่ต้องแยกรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รายสาขา 2. หลายบริษัท → ต้องยื่นงบการเงิน ภ.ง.ด.50 ภาษีซื้อ–ขาย และรายงานบัญชีแยกทั้งหมด การวางโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้นให้เหมาะสม จะช่วยให้คุณขยายกิจการได้อย่างมั่นคง มีระบบบัญชีและภาษีรองรับ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าและนักลงทุน สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ตั้งชื่อจดทะเบียนบริษัทไม่ตรงกับประเภทธุรกิจ จะเป็นอะไรไหม? เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักจะสงสัยคือ “การตั้งชื่อบริษัทจำเป็นต้องตรงกับธุรกิจที่เราทำหรือไม่?” หรือหากตั้งชื่อที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจริง ๆ จะทำให้เกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า? คำถามนี้ฟังดูธรรมดา แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะชื่อบริษัทไม่ใช่แค่ตัวหนังสือบนกระดาษจดทะเบียน แต่มันคือ ภาพลักษณ์ แบรนด์ และเครื่องมือสื่อสารกับลูกค้า โดยตรง หากตั้งชื่อผิดตั้งแต่ต้น ก็อาจส่งผลกระทบในหลายด้านโดยที่ผู้ประกอบการไม่ทันคิดถึง ชื่อบริษัทไม่ต้องตรงกับธุรกิจ 100% แต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมาย ในเชิงกฎหมายของประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ได้บังคับว่าชื่อบริษัทต้องตรงกับประเภทธุรกิจ แต่จะเน้นเรื่องความเหมาะสม ไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย เช่น ห้ามใช้คำหยาบ ห้ามพ้องเสียงกับหน่วยงานราชการ หรือหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ดังนั้น บริษัทสามารถใช้ชื่อสร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลาย เช่น ตั้งตามชื่อเจ้าของ ตั้งตามแนวคิดของแบรนด์ หรือใช้คำที่ให้ความรู้สึกดี เช่น “บริษัท ดรีมวัน จำกัด” ที่อาจทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือ “บริษัท ไวท์คิว จำกัด” ที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีก็ได้เช่นกัน แต่ถึงแม้ชื่อจะตั้งได้อิสระในระดับหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องระบุวัตถุประสงค์การประกอบธุรกิจให้ถูกต้องและชัดเจน ในการจดทะเบียน เพราะข้อมูลนี้จะถูกใช้โดยกรมพัฒนาธุรกิจฯ สรรพากร และหน่วยงานราชการอื่นในการตรวจสอบว่า บริษัทมีสิทธิ์ดำเนินธุรกิจนั้นหรือไม่ ปัญหาที่อาจเกิดจากชื่อบริษัทไม่สอดคล้องกับธุรกิจ 1. ความเข้าใจผิดของลูกค้า ในยุคที่ลูกค้าค้นหาข้อมูลบริษัทผ่าน Google หรือ Social Media ชื่อที่ไม่ชัดเจนหรือไม่บ่งบอกว่าเราทำธุรกิจอะไร อาจทำให้เสียโอกาสตั้งแต่แรกเห็น เช่น บริษัทชื่อ “คิวพี ดีเวลลอปเมนท์” อาจดูเหมือนทำอสังหาริมทรัพย์ แต่จริง ๆ แล้วขายอาหารเสริม ก็อาจทำให้ลูกค้าหลงประเด็น และไม่คลิกเข้าไปดูต่อ 2. ความยุ่งยากในการขอใบอนุญาต ธุรกิจบางประเภทต้องยื่นขอใบอนุญาตพิเศษ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร ยานยนต์ การขนส่ง ฯลฯ ซึ่งหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตอาจพิจารณาชื่อร่วมด้วย หากชื่อไม่ตรง อาจถูกเรียกขอเอกสารเพิ่ม หรือขอให้แก้ไขชื่อใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น 3. กระทบต่อความน่าเชื่อถือและการสื่อสารองค์กร ชื่อที่ไม่สัมพันธ์กับแบรนด์อาจสร้างภาพลักษณ์ไม่มืออาชีพ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณเปิดร้านกาแฟระดับพรีเมียม แต่ชื่อบริษัทคือ “อีซี่อินโนเวชั่น 888 จำกัด” อาจไม่ช่วยสร้างความรู้สึกหรูหราในสายตาลูกค้า หรือถ้าคุณต้องยื่นประมูลงานกับรัฐหรือองค์กรใหญ่ ๆ ชื่อที่ฟังดูไม่สอดคล้องอาจทำให้ถูกมองข้ามในรอบแรก แนวทางการตั้งชื่อให้เหมาะกับธุรกิจและอนาคต หากคุณยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ หรือกำลังจะขยายกิจการ ชื่อบริษัทที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้: กลางและยืดหยุ่น – ไม่เจาะจงเกินไปจนจำกัดอนาคต เช่น ไม่ใช้คำว่า “อาหาร” ถ้าคุณมีแผนจะขยายไปสายสุขภาพหรือแฟชั่น ไม่สับสนกับบริษัทอื่น – ตรวจสอบชื่อในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนจองชื่อ มีความเป็นมืออาชีพและจดจำง่าย – สะกดง่าย อ่านไม่ผิด สื่อถึงแบรนด์หรือคุณค่าของกิจการ – เช่น หากแบรนด์เน้นความปลอดภัย ความสะอาด หรือนวัตกรรม ชื่อก็ควรสะท้อนสิ่งนั้น สรุป การตั้งชื่อบริษัทไม่จำเป็นต้องตรงกับประเภทธุรกิจแบบเป๊ะ ๆ แต่การตั้งชื่อที่ดี มีแนวคิด มีเหตุผล และสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างความเชื่อมั่น และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ชื่อบริษัทคือสินทรัพย์แรกที่คุณมี ดังนั้น อย่าประมาทกับการเลือกชื่อ เพราะชื่อที่ดีตั้งแต่ต้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เติบโตได้ไกลกว่าที่คิด ### ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจดทะเบียนบริษัท และวิธีป้องกัน การจดทะเบียนบริษัทถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย การดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือและสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการจดทะเบียนบริษัท หลายครั้งผู้ประกอบการมักพลาดในบางจุด ซึ่งอาจส่งผลให้การจดทะเบียนล่าช้า เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือถูกปฏิเสธโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บทความนี้จะกล่าวถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจดทะเบียนบริษัทและวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น 1. การตั้งชื่อบริษัทไม่ถูกต้องหรือซ้ำกับบริษัทอื่น เพราะอาจทำให้การจดทะเบียนถูกปฏิเสธ เนื่องจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่อนุญาตให้มีชื่อบริษัทซ้ำกันแม้จะเป็นชื่อที่ใกล้เคียง วิธีป้องกัน:- ตรวจสอบชื่อบริษัท- เตรียมชื่อสำรองไว้อย่างน้อย 2-3 ชื่อ 2. การกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจในข้อกำหนด หรือไม่ตรวจสอบก่อนยื่น วิธีป้องกัน:- อ่านคำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องในการกรอกแบบฟอร์มอย่างละเอียด 3. การระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดปัญหาในการขอใบอนุญาตเพิ่มเติมหรือประกอบธุรกิจในภายหลัง วิธีป้องกัน:- ระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ครอบคลุมกิจการหลักของบริษัท 4. ไม่ตรวจสอบเอกสารของผู้ถือหุ้นและกรรมการ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองบริษัทของผู้ถือหุ้น ทำให้เอกสารไม่ครบถ้วนในการยื่นจดทะเบียน วิธีป้องกัน:- ทำรายการตรวจสอบ (Checklist) ของเอกสารที่จำเป็น 5. การระบุที่ตั้งบริษัทไม่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ์ หรือไม่มีหลักฐานยืนยัน จะทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่รับจดทะเบียน วิธีป้องกัน:- ตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้องตรงกันทุกเอกสาร 6. การกำหนดทุนจดทะเบียนไม่เหมาะสม ผู้ประกอบการบางคนตั้งทุนจดทะเบียนต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป ทำให้ไม่สอดคล้องกับขนาดธุรกิจและอาจเป็นปัญหาในการทำธุรกรรมหรือกู้ยืมในอนาคต วิธีป้องกัน:- ประเมินทุนจดทะเบียนให้สอดคล้องกับขนาดและประเภทของธุรกิจ 7. ไม่วางแผนด้านภาษีและการบัญชีส่งผลให้ถูกปรับหรือโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง วิธีป้องกัน:- จ้างสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์มาช่วยวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจต้องต่อทุกกี่ปีบ้าง? การประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำเป็นต้องขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากธุรกิจหลายประเภทมีข้อกำหนดเฉพาะในการดำเนินการเพื่อความปลอดภัย ความถูกต้อง และการคุ้มครองผู้บริโภค แต่หนึ่งในคำถามที่เจ้าของธุรกิจมักสงสัยคือ “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจต้องต่ออายุทุกกี่ปี?” ประเภทของใบอนุญาตประกอบธุรกิจและระยะเวลาต่ออายุใบอนุญาตแต่ละประเภทมีระยะเวลาการต่ออายุแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต ดังนี้: 1. ใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ ไพ่ ระยะเวลาต่ออายุ: ภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: กรมสรรพสามิตรายละเอียด: เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิตและการควบคุมการจำหน่ายของมึนเมา จึงต้องต่ออายุทุกปีเพื่อยืนยันการดำเนินกิจการ 2. ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร ระยะเวลาต่ออายุ: ทุก 1 ปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: สำนักงานเขต/เทศบาลรายละเอียด: เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้บริโภค ต้องต่ออายุทุกปีเพื่อตรวจสอบมาตรฐาน 3. ใบอนุญาตประกอบกิจการนำเที่ยว ระยะเวลาต่ออายุ: ทุก 2 ปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: กรมการท่องเที่ยวรายละเอียด: เนื่องจากต้องมีการปรับปรุงข้อมูลบริษัท มัคคุเทศก์ และความน่าเชื่อถือในการให้บริการ 4. ใบอนุญาตใช้บาร์โค้ด ระยะเวลาต่ออายุ: ภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: GS1 Thailandรายละเอียด: เพื่อรักษาสถานะการใช้งานบาร์โค้ดในการจำหน่ายสินค้า 5. ใบอนุญาตตลาดแบบตรง (จาก สคบ.) ระยะเวลาต่ออายุ: ทุก 3 ปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)รายละเอียด: เพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจขายตรง 6. ใบอนุญาตร้านนวด สปา ระยะเวลาต่ออายุ: ทุกปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: กระทรวงสาธารณสุขรายละเอียด: เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย 7. ใบอนุญาตค้าของเก่า ระยะเวลาต่ออายุ: ทุกปีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต: สำนักงานเขตพื้นที่รายละเอียด: เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับขั้นตอนหรือเอกสารในการต่ออายุใบอนุญาต สามารถปรึกษากับเรา Greenpro ksp group เพื่อให้แน่ใจว่าการต่ออายุเป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย ### จดทะเบียนบริษัทเองได้ไหม หรือจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษา? การจดทะเบียนบริษัทเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของคุณมีสถานะทางกฎหมายและสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่หลายคนอาจสงสัยว่า “จดทะเบียนบริษัทเองได้ไหม?” หรือ “จำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษา?” การตัดสินใจว่าจะทำเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของทั้งสองทางเลือก เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม จดทะเบียนบริษัทเอง: ทำได้หรือไม่? คำตอบคือ ทำได้! ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนบริษัทเองได้โดยไม่จำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษา การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสามารถทำได้ผ่าน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งทางออนไลน์และไปยื่นเอกสารด้วยตัวเอง ข้อดีของการจดทะเบียนเอง ประหยัดค่าใช้จ่าย: ไม่ต้องเสียค่าบริการที่ปรึกษา เข้าใจกระบวนการอย่างลึกซึ้ง: ทำให้เรียนรู้เรื่องเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ข้อเสียของการจดทะเบียนเอง  มีความยุ่งยาก: ต้องเตรียมเอกสารหลายอย่างด้วยตัวเอง เสี่ยงผิดพลาด: ถ้ากรอกข้อมูลผิด หรือเอกสารไม่ครบ อาจต้องกลับมาแก้ไขใหม่ เสียเวลา: หากไม่เชี่ยวชาญ อาจใช้เวลามากกว่าที่คิด จ้างที่ปรึกษา: คุ้มค่าหรือไม่? ในหลายกรณี ผู้ประกอบการเลือกที่จะจ้างที่ปรึกษาเพื่ออำนวยความสะดวก เนื่องจากการจดทะเบียนบริษัทมีความซับซ้อนพอสมควร โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านเอกสารหรือกฎหมายธุรกิจ ข้อดีของการจ้างที่ปรึกษา ลดความยุ่งยาก: ที่ปรึกษาจะดูแลและจัดเตรียมเอกสารทั้งหมด ถูกต้องแม่นยำ: ลดโอกาสผิดพลาด เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญโดยตรง ประหยัดเวลา: ผู้ประกอบการสามารถมุ่งเน้นธุรกิจได้ทันที บริการครบวงจร: บางแห่งมีบริการต่อยอด เช่น ขอใบอนุญาต วางแผนบัญชีและภาษี ข้อเสียของการจ้างที่ปรึกษา มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม: ราคาขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและความซับซ้อนของงาน ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญคือ ต้องศึกษาและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การจดทะเบียนบริษัทเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุดกลางทาง __________________________________________________ สุดท้ายนี้! หากคุณยังลังเล หรือไม่อยากเสี่ยงกับความผิดพลาดในการจดทะเบียนบริษัทGreenPro KSP Group มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเริ่มต้นอย่างมั่นใจ ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย ### ถ้าจดทะเบียนบริษัทแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินกิจการ ต้องทำอะไรบ้าง? การจดทะเบียนบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี เจ้าของบริษัทอาจจดทะเบียนไปแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินกิจการจริง ไม่ว่าจะเป็นเพราะธุรกิจยังไม่พร้อม หรือเปลี่ยนแผนกะทันหัน การปล่อยให้บริษัทที่จดทะเบียนไว้อยู่เฉย ๆ โดยไม่ดำเนินการใด ๆ อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและค่าปรับที่ไม่คาดคิด ดังนั้น หากจดทะเบียนบริษัทแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินกิจการ ควรดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภายหลัง ขั้นตอนที่ต้องทำหากจดทะเบียนบริษัทแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินกิจการ 1. ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51) แม้ไม่มีรายได้บริษัทต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี- หากไม่มีรายได้ ให้กรอก "ไม่มีรายได้" หรือ "ขาดทุน"- ภ.ง.ด.51 (กลางปี) ต้องยื่นภายในเดือนสิงหาคม- ภ.ง.ด.50 (สิ้นปี) ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี หากไม่ยื่น อาจถูกปรับเริ่มต้นที่ 2,000 บาท และอาจถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 2. ยื่นงบการเงินประจำปี (แม้ไม่มีรายการเดินบัญชี)- ทุกบริษัทต้องส่งงบการเงินต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นปีบัญชี- ถ้าไม่มีรายได้ ให้ทำ "งบเปล่า" และให้ผู้สอบบัญชีรับรอง หากไม่ยื่น อาจถูกปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท 3. ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 0 บาท ทุกเดือน (ถ้าจด VAT ไว้)- ถ้าบริษัทเคยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็น "0 บาท" ทุกเดือน- หากไม่ยื่น จะถูกค่าปรับและเบี้ยปรับจากกรมสรรพากร 4. แจ้งหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว (หากยังไม่ต้องการปิดบริษัทถาวร)- แจ้งหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้- ต้องยื่นแบบ บอจ.5 หรือทำหนังสือขอหยุดดำเนินธุรกิจ- การแจ้งหยุดกิจการช่วยลดภาระภาษีและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น 5. แจ้งกรมสรรพากร หากไม่มีรายได้จริง ๆ- แจ้งกรมสรรพากรเพื่อขอหยุดเสียภาษีชั่วคราว- ต้องยื่นเอกสารยืนยันว่าบริษัทไม่มีการประกอบกิจการและไม่มีรายได้ 6. ถ้าไม่ใช้บัญชีธนาคารของบริษัทแล้ว ควรปิดเพื่อลดค่าใช้จ่าย ### วิธีการดูใบอนุญาตที่ขอมาเป็นของแท้ หรือไม่? ในปัจจุบัน มีธุรกิจและกิจการมากมายที่ต้องใช้ ใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หลายคนอาจเจอคือ "ใบอนุญาตที่ได้ขอมาเป็นของแท้หรือไม่?" เนื่องจากมีมิจฉาชีพที่อาจปลอมแปลงเอกสาร หรือมีใบอนุญาตปลอมที่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. ตรวจสอบหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต2. ตรวจสอบหมายเลขใบอนุญาตและ QR Code3. ตรวจสอบรายละเอียดบนใบอนุญาต4. เช็กข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ของภาครัฐ5. สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่าตกเป็นเหยื่อของใบอนุญาตปลอม! หากคุณกำลังขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ควรดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารที่ได้รับเป็นของแท้ 100% ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือในการตรวจสอบใบอนุญาต หรือ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ สามารถติดต่อสอบถามกับเรา Greenpro ksp group ได้เรายินดีให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพทุกขั้นตอน >> line.me/ti/p/@greenprokspacc ### จดทะเบียนบริษัทแล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? การจดทะเบียนบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจดทะเบียนบริษัทแล้ว เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีที่ต้องเสีย เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงปัญหาด้านภาษีในอนาคต 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT - Value Added Tax)3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)หรือภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทของธุรกิจ ### ทำธุรกิจคนเดียว หรือควรมีหุ้นส่วนดีกว่า? การเริ่มต้นธุรกิจเป็นความฝันของหลาย ๆ คน แต่หนึ่งในคำถามที่สำคัญคือ “ควรทำธุรกิจคนเดียว หรือหาหุ้นส่วนมาร่วมงานดี?” การเลือกแนวทางที่เหมาะสมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ การเงิน และการเติบโตของกิจการในบทความนี้จะอธิบายข้อดี-ข้อเสียของทั้งสองทางเลือก เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม การทำธุรกิจคนเดียว (Sole Proprietorship) การทำธุรกิจคนเดียวหมายถึงเจ้าของกิจการเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างเองทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผน การบริหารงาน การเงิน ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ข้อดีของการทำธุรกิจคนเดียว - มีอิสระในการตัดสินใจ- ไม่ต้องแบ่งกำไร- ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่าย ข้อเสียของการทำธุรกิจคนเดียว - หากเกิดปัญหาหรือมีข้อผิดพลาด เจ้าของต้องเป็นผู้รับภาระทั้งหมด- เงินทุนจำกัด- ขยายธุรกิจได้ช้า การมีหุ้นส่วน (Partnership / Company) การมีหุ้นส่วนหมายถึงการทำธุรกิจร่วมกับผู้อื่น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือการตั้งบริษัทแบบมีผู้ถือหุ้น  ข้อดีของการมีหุ้นส่วน - มีเงินทุนมากขึ้น- แบ่งหน้าที่กันทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น- ช่วยให้ตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น  ข้อเสียของการมีหุ้นส่วน - หุ้นส่วนแต่ละคนอาจมีความคิดเห็นหรือแนวทางการบริหารที่แตกต่างกัน- ควรทำสัญญาหุ้นส่วนเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต- แบ่งสัดส่วนกำไรตามที่ตกลงกันไว้ อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ : www.greenproksp.com ### เปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัท ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง? การเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัทอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลจากการสมรส การเปลี่ยนชื่อเพื่อเสริมดวง หรือเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้น กรรมการบริษัทต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลของบริษัทเป็นปัจจุบันและถูกต้องตามกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินการเมื่อต้องเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัท 1. เตรียมเอกสารที่จำเป็น 2. แจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 3. แจ้งเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อควรระวังในการเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัท 1. ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 14 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนชื่อ มิฉะนั้นอาจมีค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด 2. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าชื่อใหม่ของกรรมการได้รับการอัปเดตในเอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบกำกับภาษี เอกสารการประชุมบริษัท และหนังสือสัญญาต่าง ๆ 3. หากบริษัทมีใบอนุญาตทางธุรกิจ (เช่น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก) อาจต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต ### อาชีพต้องห้ามต่างด้าว ฝ่าฝืนมีความผิด นายจ้างต้องรับผิดชอบ การจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในหลายอุตสาหกรรมของไทย แต่ไม่ใช่ว่าทุกอาชีพจะสามารถให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะประเทศไทยมีการกำหนดอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว เพื่อปกป้องสิทธิ์ในการประกอบอาชีพของคนไทยและรักษาสมดุลของตลาดแรงงาน หากนายจ้างไม่ศึกษากฎหมายให้ดีและว่าจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในอาชีพที่ถูกสงวนไว้สำหรับคนไทย อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษรุนแรงทั้งโทษปรับและโทษจำคุกได้ เปิดลิสต์ 40 อาชีพต้องห้ามสำหรับแรงงานต่างด้าว การเข้าใจข้อจำกัดเกี่ยวกับอาชีพที่คนต่างด้าวห้ามทำถือเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรรู้ก่อนหลวมตัวจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพราะไม่เพียงแต่เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกลงโทษที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะขององค์กรอีกด้วย โดยพระราชกำหนดการบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชกำหนดการบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ที่ได้ระบุอาชีพสงวนสำหรับคนไทยและเงื่อนไขเอาไว้ 40 อาชีพ 4 บัญชี ดังนี้ บัญชีที่ 1 อาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาด อาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด หากตรวจพบถือว่ามีความผิดทุกกรณี มีทั้งหมด 27 อาชีพด้วยกัน ประกอบไปด้วยอาชีพเหล่านี้ งานแกะสลักไม้ งานขับขี่ยานยนต์ ยกเว้นงานขับรถยกหรือรถ Forklift งานขายทอดตลาด งานเจียระไนเพชร/พลอย งานตัดผม/เสริมสวย งานทอผ้าด้วยมือ งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ฟาง ไม้ไผ่ ขนไก่ เส้นใย งานทำกระดาษสาด้วยมือ งานทำเครื่องเขิน งานทำเครื่องดนตรีไทย งานทำเครื่องถม งานทำเครื่องทอง/เงิน/นาก งานทำเครื่องลงหิน งานทำตุ๊กตาไทย งานทำบาตรพระ งานทำผ้าไหมด้วยมือ งานทำพระพุทธรูป งานทำร่วมกระดาษ/ผ้า งานนายหน้า/ตัวแทน งานนวดไทย งานมวนบุหรี่ งานมัคคุเทศก์ งานเร่ขายสินค้า งานเรียงอักษร งานสาวบิดเกลียวไหม งานเลขานุการ งานบริการทางกฎหมาย บัญชีที่ 2 อาชีพที่ให้คนต่างด้าวที่มีข้อตกลงกับประเทศไทยทำเท่านั้น สำหรับอาชีพที่กำหนดให้คนต่างด้าวทำได้ เฉพาะจากประเทศที่มีข้อตกลงระหว่างประเทศกับประเทศไทยหรือมีความผูกพันกับประเทศไทยภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น บัญชีนี้ประกอบไปด้วย 3 อาชีพ ได้แก่ วิชาชีพบัญชี วิชาชีพสถาปัตยกรรม วิชาชีพวิศวกรรม บัญชีที่ 3 อาชีพงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือที่ทำได้เฉพาะงานที่มีนายจ้างเท่านั้น บัญชีที่ 3 เป็นอาชีพที่เกี่ยวกับงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือที่คนต่างด้าวสามารถทำได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีนายจ้างเท่านั้น โดยมี 8 อาชีพ ได้แก่ งานกสิกรรม งานช่างก่ออิฐ/ช่างไม้/ช่างก่อสร้างอาคาร งานทำที่นอน งานทำรองเท้า งานทำหมวก งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย งานปั้นเครื่องดินเผา งานทำมีด บัญชีที่ 4 อาชีพงานฝีมือที่ให้คนต่างด้าวทำเฉพาะมีนายจ้างและให้เข้ามาทำงานในไทยตาม MOU บัญชีอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าวบัญชีสุดท้าย เป็นอาชีพที่ทำได้เฉพาะมีนายจ้าง รวมทั้งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ 2 อาชีพ ได้แก่ งานกรรมกร งานขายของหน้าร้าน บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานต่างด้าว หากละเมิดหรือทำผิดกฎหมายแรงงานต่างด้าว จะถือเป็นความผิดนายจ้างด้วยเช่นกัน โดยหากใช้แรงงานต่างด้าวทํางานโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามมาตรากฎหมาย ที่ระบุบทลงโทษไว้ ดังนี้ นายจ้างมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อลูกจ้างต่างด้าว 1 คน หากทำความผิดซ้ำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี แรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือทำอาชีพต้องห้ามตามที่กล่าวไปข้างต้น มีโทษปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับประเทศ สำหรับนายจ้างและชาวต่างด้าวที่ทำอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วต้องการขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงานเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด สามารถติดต่อใช้บริการดำเนินการขอใบอนุญาตหรือบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ Greenpro KSP Group เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์กว่า 28 ปี คอยดูแลรับขอใบอนุญาตทำงาน และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานอย่างครอบคลุม ไม่ต้องเสี่ยงโดนปรับหรือโดนส่งกลับประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ข้อมูลอ้างอิง กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://www.doe.go.th/prd/alien/law/param/site/152/cat/102/sub/0/pull/category/view/list-label เปิด 40 อาชีพในไทย ห้ามจ้างคนต่างชาติ ฝ่าฝืนมีบทลงโทษ. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://www.prachachat.net/sd-plus/sdplus-sustainability/news-1340606 ### ออดิทคืออะไร มีหน้าที่ตรวจอะไรบ้าง ? การตรวจสอบบัญชีหรือออดิทถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ช่วยรับรองความถูกต้องของข้อมูลทางการเงิน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น นักลงทุน หรือหน่วยงานกำกับดูแล จึงกล่าวได้ว่าการออดิทคือกระบวนการสำคัญที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม ออดิทคืออะไร ? ออดิท (Audit) หรือ การตรวจสอบบัญชี คือกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางบัญชีและงบการเงินขององค์กร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรมีการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรงตามมาตรฐานบัญชีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ก็ตาม ความสำคัญของการออดิท สร้างความน่าเชื่อถือให้กับงบการเงินขององค์กร ลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต ช่วยให้องค์กรมีระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย คุณสมบัติของ Auditor หรือผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีจะถูกเรียกว่า Auditor หรือผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและการตรวจสอบทางการเงิน โดยทั่วไป Auditor จะต้องมีคุณสมบัติด้านความรู้ทางบัญชีที่ลึกซึ้ง ดังนี้ มีความรู้และประสบการณ์ด้านบัญชีสูง รวมทั้งต้องเข้าใจหลักการบัญชีมาตรฐานสากลและข้อกำหนดทางภาษีอย่างรอบด้าน มีความเป็นกลางและซื่อสัตย์ เพื่อให้สามารถดำเนินการตรวจสอบด้วยความเป็นอิสระ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินได้อย่างละเอียดรอบคอบมากที่สุด มีความละเอียดและรอบคอบ เพื่อลดความผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระบบบัญชี หน้าที่ของออดิทในฝ่ายบัญชี สำหรับผู้ที่สงสัยว่าการออดิทต้องตรวจอะไรบ้าง หรือ Auditor มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง คำตอบคือกระบวนการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระบวนการตรวจสอบเอกสารทางบัญชี แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรบริหารงานทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน้าที่หลัก ดังนี้ 1. การตรวจสอบความถูกต้องของรายการทางบัญชี มีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่ารายการบัญชีและงบการเงินขององค์กรเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนด โดย Auditor จะทำการตรวจสอบเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาความผิดพลาดหรือความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการทำบัญชี 2. การประเมินระบบควบคุมภายใน ระบบควบคุมภายในมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความผิดพลาดและลดความเสี่ยงจากการทุจริต จึงต้องได้รับการประเมินว่าระบบที่มีอยู่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ มีจุดอ่อนและช่องโหว่ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินไหม เพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม 3. การจัดทำรายงานการตรวจสอบ เมื่อออดิทบัญชีเสร็จ Auditor จะต้องจัดทำ Audit Report เพื่อสรุปผลการตรวจสอบ พร้อมระบุข้อบกพร่องหรือความผิดปกติที่พบ รวมถึงแนวทางแก้ไขที่แนะนำ แล้วนำเสนอให้กับผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กรให้มีความโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด 4. การให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงระบบบัญชี นอกจากการตรวจสอบแล้ว กระบวนการออดิทยังรวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบบัญชีขององค์กร โดยเสนอแนวทางที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดข้อผิดพลาด และแนะนำการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการระบบบัญชีเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 5. การติดตามแก้ไขข้อบกพร่อง หลังรายงานผลการตรวจสอบแล้ว Auditor ต้องติดตามว่าข้อบกพร่องที่พบได้รับการแก้ไขหรือไม่ รวมถึงการดำเนินงานขององค์กรเป็นไปตามแนวทางที่แนะนำไหม เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบและองค์กรปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ประเภทของออดิทที่ควรรู้จัก การตรวจสอบบัญชีสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และลักษณะขององค์กร โดยประเภทของออดิทที่สำคัญ ได้แก่ 1. การตรวจสอบบัญชีภายนอก (External Audit) เป็นการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระ เพื่อให้ความเห็นว่า งบการเงินถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งการตรวจสอบบัญชีประเภทนี้มักจะเกิดขึ้นกับธุรกิจที่ต้องเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล 2. การตรวจสอบบัญชีภายใน (Internal Audit) เป็นการตรวจสอบที่ดำเนินการโดยทีมงานภายในองค์กร เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางบัญชี การเงิน และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดปัญหาทางการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร 3. ผู้ตรวจสอบของรัฐบาล (Government Audit) ออดิทประเภทนี้ คือการตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรหรือหน่วยงานราชการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ มักใช้ในหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐ 4. ผู้ตรวจสอบบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Audit) เป็นการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อสืบสวนคดีทุจริตทางการเงิน โดยเน้นการวิเคราะห์เอกสารบัญชีเพื่อค้นหาการปลอมแปลง การฟอกเงิน หรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมักใช้ในกระบวนการสอบสวนและคดีความ หากคุณกำลังมองหาบริษัทรับตรวจสอบบัญชีที่มีมาตรฐาน รวดเร็ว และเชื่อถือได้ ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Greenpro KSP Group พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลงานตรวจสอบบัญชีของคุณอย่างครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปีในการให้บริการดูแลบัญชีขององค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เรามั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณได้อย่างตรงจุด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ข้อมูลอ้างอิง ตำแหน่ง ออดิท (audit) คืออะไร? มีหน้าที่อะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://www.jobfinfin.com/blog/audit ออดิทคืออะไร มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://blog.cpdacademy.co/what-is-auditor-and-different-types-of-auditor/ ### ใบรับรองเงินเดือน เอกสารสำคัญที่องค์กรต้องใส่ใจ ใบรับรองเงินเดือน (Salary Certificate) เป็นเอกสารที่มีความสำคัญต่อทั้งพนักงานและนายจ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว นายจ้างจะเป็นผู้จัดทำใบรับรองเงินเดือนให้แก่พนักงาน เพื่อยืนยันรายได้และสถานะการทำงาน ถึงแม้การออกหนังสือรับรองเงินเดือนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าหากจัดทำไม่ถูกต้องหรือมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนก็สามารถนำไปสู่ปัญหาชวนปวดหัวได้เช่นกัน ความหมายของใบรับรองเงินเดือน ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน (Salary Certificate) เป็นเอกสารสำคัญที่นายจ้างออกให้แก่พนักงาน เพื่อยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับเงินเดือนและสถานะการทำงานในองค์กร โดยในเอกสารนี้จะระบุข้อมูลพื้นฐานสำคัญเอาไว้ เช่น ชื่อ-นามสกุลพนักงาน ตำแหน่งงาน วันที่เริ่มงาน รายได้รวมและโครงสร้างเงินเดือน เช่น เงินเดือนพื้นฐาน โบนัส ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ ชื่อบริษัทและรายละเอียดการติดต่อ ใบรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารทางการที่สามารถนำไปใช้ในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ร่วมกับเอกสารราชการ และหนังสือรับรองการทำงานได้ โดยหากออกอย่างถูกต้องจะช่วยให้พนักงานดำเนินเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการออกก็อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา การใช้ใบรับรองเงินเดือนในสถานการณ์ต่าง ๆ ของลูกจ้าง พนักงานมักจำเป็นต้องใช้หนังสือรับรองเงินเดือนเพื่อใช้ในหลายกรณี เช่น การขอสินเชื่อ : เมื่อพนักงานต้องการกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารมักต้องการใบรับรองเงินเดือนเพื่อยืนยันว่าผู้กู้มีรายได้มั่นคงและสามารถชำระหนี้ได้ การเช่าที่อยู่อาศัย : เจ้าของบ้านหรือคอนโดที่ปล่อยเช่ามักต้องการหลักฐานยืนยันรายได้ของผู้เช่า เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เช่าสามารถจ่ายค่าเช่าได้ตรงตามกำหนด การยื่นขอวีซ่า : กรณีที่พนักงานต้องการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ หรือท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประเทศต่าง ๆ มักจะมีข้อกำหนดให้ผู้ขอวีซ่าต้องแสดงหลักฐานรายได้ผ่านหนังสือรับรองเงินเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เดินทางมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง การทำประกันชีวิตหรือการทำธุรกรรมอื่น ๆ : บริษัทประกันชีวิตหรือสถาบันการเงินอาจต้องการใบรับรองเงินเดือนเพื่อตรวจสอบสถานะทางการเงินของลูกค้า โดยเฉพาะในกรณีการทำประกันชีวิตที่ต้องอิงกับรายได้ของผู้เอาประกัน ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากจัดทำใบรับรองเงินเดือนไม่ถูกต้อง หากหนังสือรับรองเงินเดือนมีข้อผิดพลาด อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย ความไม่พึงพอใจของพนักงาน รวมถึงอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร โดยตัวอย่างปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การเกิดความเข้าใจผิดระหว่างนายจ้างและพนักงาน หากมีข้อมูลผิดพลาด เช่น รายได้ที่ระบุไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจทำให้พนักงานเข้าใจผิด และนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างพนักงานกับนายจ้าง การกระทำที่ผิดกฎหมาย ถ้าบริษัทออกใบรับรองเงินเดือนที่มีข้อมูลไม่เป็นความจริง เช่น ปรับแต่งตัวเลขรายได้ให้สูงกว่าความเป็นจริงเพื่อช่วยพนักงานขอสินเชื่อ อาจถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งผิดกฎหมายและส่งผลเสียต่อองค์กรได้ การถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครัฐ กรณีที่หนังสือรับรองเงินเดือน มีข้อมูลที่ขัดแย้งกับเอกสารภายใน เช่น รายได้ที่แจ้งต่อกรมสรรพากร หรือกองทุนประกันสังคม อาจทำให้บริษัทถูกตรวจสอบและถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หรือโดนบทลงโทษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาด้านชื่อเสียงของบริษัท หากมีข้อผิดพลาดในการออกเอกสารบ่อยครั้ง หรือพนักงานนำเรื่องไปร้องเรียน อาจทำให้ชื่อเสียงขององค์กรเสียหาย จนส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของพนักงานและคู่ค้า แนวทางการป้องกันปัญหาจากการออกใบรับรองเงินเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการออกใบรับรองเงินเดือน บริษัทควรมีมาตรการป้องกันดังต่อไปนี้ ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรตรวจสอบรายละเอียดของพนักงานให้ถูกต้องทุกครั้งก่อนออกเอกสาร เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดด้านตัวเลข รายได้ และตำแหน่งงาน จัดทำเอกสารในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน องค์กรต้องมีการกำหนดรูปแบบมาตรฐานของใบรับรองเงินเดือนที่มีข้อมูลครบถ้วน และต้องมีการลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจ พร้อมตราประทับบริษัทเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ การอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง บริษัทควรให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน การคำนวณเงินเดือน และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการออกใบรับรองเงินเดือน เก็บรักษาบันทึกอย่างเป็นระบบ ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานควรจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อจำเป็น รวมถึงสามารถออกเอกสารได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ใช้บริการตรวจสอบบัญชีโดยมืออาชีพ องค์กรอาจพิจารณาให้ที่ปรึกษาทางบัญชีหรือผู้ตรวจสอบภายในเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูลเงินเดือนเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกฎหมาย หากคุณกำลังมองหาบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ได้มาตรฐาน รวดเร็ว และเชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดด้านงบการเงินที่ส่งผลถึงการออกใบรับรองเงินเดือน ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Greenpro KSP Group พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลงานตรวจสอบบัญชีของคุณอย่างครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปี ในการให้บริการดูแลบัญชีขององค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จึงมั่นใจได้ว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณได้อย่างตรงจุด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ข้อมูลอ้างอิง หนังสือรับรองเงินเดือนนำไปใช้ทำอะไร สำคัญอย่างไรต่อชีวิตการทำงาน. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/salary-certificate ### จดทะเบียนบริษัทกับจดทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไร? จดทะเบียนบริษัทกับจดทะเบียนพาณิชย์ การเริ่มต้นธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการเลือกจดทะเบียนธุรกิจให้เหมาะสมกับรูปแบบและขนาดของกิจการ หลายคนอาจสงสัยว่าการ จดทะเบียนพาณิชย์ และ จดทะเบียนบริษัท ต่างกันอย่างไร? และควรเลือกจดแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของตนเอง  บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างสองรูปแบบนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ความหมายของจดทะเบียนพาณิชย์และจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนพาณิชย์ หรือที่เรียกว่า "ทะเบียนการค้า" เป็นการแจ้งให้หน่วยงานรัฐทราบว่ามีการประกอบธุรกิจ ซึ่งออกโดยสำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เจ้าของดำเนินการเพียงคนเดียวหรือมีพนักงานไม่กี่คน เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร หรือธุรกิจขายของออนไลน์ จดทะเบียนบริษัท คือการจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบ นิติบุคคล โดยจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายแยกจากตัวเจ้าของ เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ต้องการขยายกิจการ มีผู้ถือหุ้น และต้องการความน่าเชื่อถือสูง ความแตกต่างระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์และจดทะเบียนบริษัท รูปแบบธุรกิจ จดทะเบียนพาณิชย์ เป็นธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา เจ้าของคนเดียวมีอำนาจในการตัดสินใจทุกอย่าง จดทะเบียนบริษัท เป็นนิติบุคคล ต้องมีผู้ถือหุ้นและมีคณะกรรมการบริษัทตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ความน่าเชื่อถือ จดทะเบียนพาณิชย์ เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าบริษัท จดทะเบียนบริษัท ทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น เหมาะสำหรับการทำสัญญากับองค์กรใหญ่ ๆ ภาระหนี้สิน จดทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดของธุรกิจ จดทะเบียนบริษัท หนี้สินของบริษัทจะถูกจำกัดตามทุนจดทะเบียน เจ้าของไม่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ภาษีที่ต้องจ่าย จดทะเบียนพาณิชย์ ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีนิติบุคคล หรือภาษีอื่น ๆ  เกี่ยวข้อง การทำบัญชีและการส่งงบการเงิน จดทะเบียนพาณิชย์ ไม่มีข้อบังคับเรื่องการส่งงบการเงิน แต่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี จดทะเบียนบริษัท ต้องทำบัญชีอย่างเป็นระบบและยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ควรเลือกจดทะเบียนแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ? ✅ จดทะเบียนพาณิชย์ เหมาะสำหรับ ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า ขายของออนไลน์ ผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่ต้องการภาระทางบัญชีมาก ธุรกิจที่ไม่มีแผนขยายขนาดในอนาคต ✅ จดทะเบียนบริษัท เหมาะสำหรับ ธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการและมีผู้ถือหุ้นหลายคน ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เช่น การทำธุรกิจกับองค์กรใหญ่ มีรายได้สูงและต้องการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพ สรุป การเลือกจดทะเบียนพาณิชย์หรือจดทะเบียนบริษัทขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ ขนาดของกิจการ และเป้าหมายของผู้ประกอบการ หากเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการความสะดวกในการดำเนินงาน จดทะเบียนพาณิชย์ก็เพียงพอ แต่หากต้องการขยายกิจการ จดทะเบียนบริษัทจะเหมาะสมกว่า เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและวางแผนภาษีได้ดีกว่า 📌 ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน อย่าลืมดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต! 🚀 📥 ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดทะเบียนธุรกิจ? ติดต่อ Greenpro ksp group ได้เลย! 💬✨ สนใจบริการจดทะเบียนบริษัทและจดทะเบียนพาณิชย์ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เช็กลิสต์เอกสารการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรา เช็กลิสต์เอกสารการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรา การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ และไวน์ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิตเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ความสำคัญของใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตขายสุราถือเป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องมี หากต้องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งแบบค้าส่งและค้าปลีก การไม่มีใบอนุญาตอาจส่งผลให้ธุรกิจดำเนินการอย่างผิดกฎหมายและอาจถูกปรับหรือถูกสั่งให้ปิดกิจการได้ ดังนั้น การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราในกรณีนิติบุคคล สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ต้องการขอใบอนุญาตขายสุรา จำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ 1. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท ที่กระทรวงพาณิชย์รับรองไม่เกิน 6 เดือน  2. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจ 3. สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่จำหน่ายสุรา  4. สำเนาสัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จำหน่ายสุรา  5. สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลฝ่ายผู้ให้เช่า 6. สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจกระทำการแทนฝ่ายผู้ให้เช่า 7. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้ให้เช่า 8. แผนที่ตั้งร้านที่จำหน่ายสุรา ข้อควรรู้เกี่ยวกับใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี และต้องต่ออายุทุกปี การขายสุราโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ไม่สามารถจำหน่ายสุราในสถานที่ต้องห้าม เช่น วัด โรงเรียน หรือพื้นที่ราชการบางแห่ง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เวลาที่อนุญาตให้จำหน่าย สรุป การขอใบอนุญาตขายสุราสำหรับนิติบุคคลเป็นกระบวนการที่ต้องมีการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง การมีใบอนุญาตจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เสี่ยงต่อค่าปรับหรือบทลงโทษทางกฎหมาย ผู้ประกอบการควรศึกษาข้อมูลและเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนยื่นขอใบอนุญาต เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 📢 หากคุณต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการขอใบอนุญาต ติดต่อเราได้เลย! 💬🚀 สนใจบริการรับจดกรรมการบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### จดทะเบียนบริษัทแล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? การจดทะเบียนบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจดทะเบียนบริษัทแล้ว เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีที่ต้องเสีย เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงปัญหาด้านภาษีในอนาคต ภาษีที่บริษัทต้องเสีย เมื่อบริษัทได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จะต้องรับผิดชอบภาษีหลัก ๆ 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งแต่ละประเภทมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีที่บริษัทต้องเสียจากกำไรสุทธิของธุรกิจ โดยคิดจากรายได้ที่หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว อัตราภาษีแบ่งเป็น 2 กรณีคือ บริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีกำไรไม่เกิน 300,000 บาท → ได้รับการยกเว้นภาษีกำไร 300,001 – 3,000,000 บาท → เสียภาษี 15% กำไรเกิน 3,000,000 บาท → เสียภาษี 20% บริษัทที่มีรายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี เสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ การยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลมี 2 รอบต่อปี ได้แก่📌 ภ.ง.ด.51 (ภาษีกลางปี) → ต้องยื่นภายในเดือนสิงหาคม📌 ภ.ง.ด.50 (ภาษีสิ้นปี) → ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากสิ้นปีบัญชี หากไม่ยื่นภาษีตามกำหนด บริษัทอาจถูกปรับ และหากหลีกเลี่ยงการเสียภาษี อาจมีโทษทางกฎหมายได้ 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT - Value Added Tax) ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เป็นภาษีที่ธุรกิจต้องเรียกเก็บจากลูกค้าในอัตรา 7% ของราคาสินค้าหรือบริการ และนำส่งให้กรมสรรพากร โดยธุรกิจที่มี รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบภาษีทุกเดือน การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มต้องทำผ่านแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากยื่นล่าช้าอาจต้องเสียค่าปรับและเบี้ยปรับตามกฎหมาย   3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีที่บริษัทต้องหักไว้เมื่อมีการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือผู้ให้บริการ เช่น ค่าบริการ ค่าจ้างวิชาชีพ ค่าเช่า และค่าขนส่ง แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร โดยอัตราภาษีที่ต้องหักขึ้นอยู่กับประเภทของค่าใช้จ่าย เช่น 📌 3% → ค่าบริการทั่วไป เช่น ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง📌 5% → ค่าเช่าสำนักงาน อาคาร หรืออสังหาริมทรัพย์📌 10% → ค่าจ้างวิชาชีพ เช่น ทนายความ นักบัญชี การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องทำผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน หากไม่ยื่นตามกำหนดอาจมีโทษปรับและดอกเบี้ย ภาษีอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง นอกจากภาษีหลัก 3 ประเภทข้างต้น ยังมีภาษีอื่น ๆ ที่บริษัทอาจต้องเสียขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ เช่น 📌 ภาษีสรรพสามิต → สำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ รถยนต์ น้ำมัน เป็นต้น📌 ภาษีธุรกิจเฉพาะ → สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เช่น การให้กู้ยืมเงิน หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์📌 ภาษีป้าย → สำหรับธุรกิจที่ติดตั้งป้ายโฆษณาชื่อร้าน หรือป้ายที่มีโลโก้ของบริษัท สรุป เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้ว ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีอย่างน้อย 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย นอกจากนี้ยังมีภาษีอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องตามประเภทของธุรกิจ การทำบัญชีและยื่นภาษีให้ถูกต้องและตรงเวลาจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และหลีกเลี่ยงค่าปรับหรือปัญหาทางกฎหมาย ผู้ประกอบการควรศึกษาและวางแผนภาษีให้ดี หรือปรึกษานักบัญชีมืออาชีพเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 📌 อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนภาษี? ทักมาสอบถามได้เลย! 🎯 ### กรรมการบริษัทเปลี่ยนชื่อ ต้องดำเนินการอย่างไรต่อ? การเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัทอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลจากการสมรส การเปลี่ยนชื่อเพื่อเสริมดวง หรือเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้น กรรมการบริษัทต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลของบริษัทเป็นปัจจุบันและถูกต้องตามกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินการเมื่อกรรมการบริษัทเปลี่ยนชื่อ 1. เตรียมเอกสารที่จำเป็น เพื่อดำเนินการแจ้งเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัท ต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้: สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่เปลี่ยนชื่อ (รับรองสำเนาถูกต้อง) สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการที่เปลี่ยนชื่อ หนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อจากหน่วยงานราชการ (เช่น สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล) แบบ บอจ.5 (หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการ) หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ (ขึ้นอยู่กับระเบียบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) 2. แจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังจากเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ให้ดำเนินการยื่นเรื่องที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถยื่นได้ 2 วิธี ได้แก่: ยื่นด้วยตนเอง ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ยื่นผ่านระบบออนไลน์ (DBD e-Registration) ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนผู้ใช้งานล่วงหน้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะใช้เวลาตรวจสอบและอนุมัติการเปลี่ยนแปลงประมาณ 1-3 วันทำการ หากเอกสารถูกต้องครบถ้วน 3. แจ้งเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับการอนุมัติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว กรรมการบริษัทต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลชื่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น: กรมสรรพากร เพื่อปรับปรุงข้อมูลภาษีของบริษัท สำนักงานประกันสังคม (กรณีบริษัทมีพนักงานที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคม) ธนาคารที่บริษัทใช้บัญชีอยู่ เพื่ออัปเดตข้อมูลชื่อกรรมการในการทำธุรกรรมทางการเงิน คู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ข้อควรระวังในการเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัท ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 14 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนชื่อ มิฉะนั้นอาจมีค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าชื่อใหม่ของกรรมการได้รับการอัปเดตในเอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบกำกับภาษี เอกสารการประชุมบริษัท และหนังสือสัญญาต่าง ๆ หากบริษัทมีใบอนุญาตทางธุรกิจ (เช่น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก) อาจต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต สรุป การเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัทเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นทางการเพื่อให้ข้อมูลของบริษัทเป็นปัจจุบันและถูกต้องตามกฎหมาย โดยต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นอันดับแรก และดำเนินการแจ้งกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร ธนาคาร และคู่ค้าทางธุรกิจ การดำเนินการให้ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยลดปัญหาทางกฎหมายและความไม่สะดวกในการดำเนินธุรกิจในอนาคต ### รูปแบบการรับเงินเดือนของกรรมการบริษัท รูปแบบการรับเงินเดือนของกรรมการบริษัท กรรมการบริษัทเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในองค์กร โดยเป็นผู้วางแผนกลยุทธ์ ตัดสินใจเชิงนโยบาย และกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด การทำงานในตำแหน่งนี้จึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้นและความคาดหวังในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การรับค่าตอบแทนหรือเงินเดือนของกรรมการบริษัทจึงมีหลายรูปแบบ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาท ความสำคัญ และผลลัพธ์ของงานที่กรรมการได้ดำเนินการ  ในบทความนี้ เราจะสำรวจรูปแบบต่าง ๆ ของการรับเงินเดือนสำหรับกรรมการบริษัท และความเกี่ยวข้องกับภาษีและกฎหมายในประเทศไทย  เงินเดือนประจำ เงินเดือนประจำเป็นรูปแบบการรับค่าตอบแทนที่พบบ่อยที่สุดสำหรับกรรมการบริษัท โดยเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและจ่ายเป็นรายเดือน ไม่ว่าจะเป็นกรรมการผู้บริหารที่มีบทบาทในการจัดการงานประจำวัน หรือกรรมการอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับดูแลกิจการ  เงินเดือนประจำนี้ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินและสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อบทบาทในองค์กร อย่างไรก็ตาม เงินเดือนนี้ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และบริษัทมีหน้าที่รายงานการจ่ายเงินในแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.1)  ค่าตอบแทนหรือโบนัส นอกจากเงินเดือนประจำ กรรมการบริษัทอาจได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมในรูปแบบของโบนัสหรือค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น หากบริษัทมีกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น กรรมการอาจได้รับโบนัสในสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า  การจ่ายในรูปแบบนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กรรมการมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจและสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น โบนัสที่ได้รับต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และบริษัทต้องดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายให้กรรมการ เงินปันผล กรณีกรรมการบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย พวกเขาอาจได้รับเงินปันผลจากกำไรสุทธิที่บริษัทจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น การรับเงินปันผลเป็นรายได้ที่แตกต่างจากเงินเดือนหรือโบนัส เนื่องจากเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% และถือเป็นรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นยื่นขอคืนเงินภาษีในบางกรณี การได้รับเงินปันผลจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับกรรมการที่ถือหุ้นในบริษัท ค่าเบี้ยประชุม สำหรับกรรมการอิสระหรือกรรมการที่ไม่ได้มีบทบาทบริหาร ค่าเบี้ยประชุมเป็นค่าตอบแทนที่ได้รับตามจำนวนครั้งที่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการหรือการประชุมผู้ถือหุ้น ค่าเบี้ยประชุมนี้ช่วยสร้างความยุติธรรมในการจ่ายค่าตอบแทน โดยพิจารณาจากการมีส่วนร่วมของกรรมการในกิจกรรมสำคัญของบริษัท เช่น การพิจารณางบประมาณ การอนุมัติโครงการ หรือการตรวจสอบบัญชี ค่าเบี้ยประชุมนี้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นกัน ค่าที่ปรึกษาหรือค่าบริการ กรรมการบริษัทอาจได้รับค่าตอบแทนในฐานะที่ปรึกษาหรือผู้ให้บริการในบางด้าน เช่น การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ การเจรจาธุรกิจ หรือการช่วยแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ค่าที่ปรึกษานี้ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีในรูปแบบของเงินได้พึงประเมิน บริษัทที่จ่ายค่าตอบแทนต้องรายงานการจ่ายเงินและหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากรูปแบบรายได้ข้างต้น กรรมการบริษัทอาจได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายในการทำงาน หรือการใช้รถยนต์และโทรศัพท์มือถือของบริษัท สิทธิประโยชน์เหล่านี้บางส่วนอาจต้องเสียภาษีเช่นกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่ายและกฎระเบียบของกรมสรรพากร ข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษี ค่าตอบแทนทุกรูปแบบที่กรรมการได้รับจะต้องรายงานและเสียภาษีตามกฎหมาย บริษัทมีหน้าที่รายงานการจ่ายเงินและดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างถูกต้อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษีไม่เพียงช่วยหลีกเลี่ยงบทลงโทษ แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทและกรรมการเอง สรุป รูปแบบการรับเงินเดือนของกรรมการบริษัทมีหลากหลาย ตั้งแต่เงินเดือนประจำ โบนัส เงินปันผล ไปจนถึงค่าเบี้ยประชุมและค่าที่ปรึกษา การเลือกรูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับบทบาทและความรับผิดชอบของกรรมการ รวมถึงนโยบายของบริษัท สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใสและมั่นคงในระยะยาว สนใจบริการรับจดกรรมการบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร  หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร  การเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัดจำเป็นต้องมีการ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ต้องใช้คือ หนังสือบริคณห์สนธิ (Memorandum of Association) หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร มีหน้าที่อะไร และสำคัญอย่างไรต่อการดำเนินธุรกิจ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ หนังสือบริคณห์สนธิ อย่างละเอียด พร้อมอธิบายถึงเนื้อหา ข้อกำหนด และความสำคัญของเอกสารนี้ เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการจดทะเบียนบริษัทได้อย่างถูกต้องและราบรื่นหนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร? หนังสือบริคณห์สนธิ (Memorandum of Association) คือ เอกสารสำคัญที่ใช้สำหรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยเป็นเอกสารที่แสดงถึง ข้อมูลพื้นฐานของบริษัท ซึ่งกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อบริษัท วัตถุประสงค์ของบริษัท ที่ตั้งสำนักงาน ทุนจดทะเบียน และรายละเอียดของผู้ถือหุ้น จำเป็นต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดได้ 📌 ถ้าเปรียบ บริษัท เป็นบ้านหนังสือบริคณห์สนธิก็เหมือนแผนที่และพิมพ์เขียวที่กำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของบ้านหลังนั้น  เนื้อหาในหนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือบริคณห์สนธิประกอบด้วย 6 ข้อหลักที่ต้องระบุให้ครบถ้วน ได้แก่ 1. ชื่อบริษัท ต้องระบุชื่อบริษัททั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อบริษัทต้องไม่ซ้ำ หรือ คล้ายกับชื่อของบริษัทอื่นที่มีอยู่แล้ว 2. วัตถุประสงค์ของบริษัท ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท อย่างเช่น✅ ประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้า✅ ให้บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ✅ ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุประสงค์ต้องชัดเจนและครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท 3. ที่ตั้งสำนักงานของบริษัท ระบุที่อยู่ของสำนักงานหลักของบริษัท ต้องเป็นที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้จริง และอาจต้องมีเอกสารรับรองการใช้สถานที่ 4. ทุนจดทะเบียนของบริษัท ต้องระบุจำนวน ทุนจดทะเบียนทั้งหมด และ ทุนที่ชำระแล้ว ทุนจดทะเบียนต้องระบุเป็นจำนวนหุ้นและราคาต่อหุ้น เช่น🔹 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท 5. ข้อมูลของผู้ถือหุ้น  ต้องมีรายชื่อผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป และระบุจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือ 6. ชื่อและลายเซ็นของผู้เริ่มก่อการ ผู้เริ่มก่อการต้องลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงชื่อรับรอง ขั้นตอนการจัดทำและยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ ✅ 1. เตรียมข้อมูลที่ต้องใช้ ชื่อบริษัท วัตถุประสงค์ ที่ตั้งสำนักงาน รายชื่อผู้ถือหุ้นและทุนจดทะเบียน ✅ 2. ยื่นขอจดทะเบียนผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) : สามารถยื่นได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration ✅ 3. รอการตรวจสอบและอนุมัติ : หากข้อมูลถูกต้องจะได้รับการอนุมัติ และสามารถดำเนินการจดทะเบียนบริษัทได้ ความสำคัญของหนังสือบริคณห์สนธิ 📌 1. เป็นเอกสารที่ใช้จดทะเบียนบริษัท : หากไม่มีหนังสือบริคณห์สนธิ บริษัทไม่สามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ 📌 2. เป็นข้อตกลงพื้นฐานระหว่างผู้ถือหุ้น : ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทุนและอำนาจการบริหารของผู้ถือหุ้น 📌 3. ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางกฎหมาย : หากมีข้อพิพาทภายในบริษัท สามารถใช้เอกสารนี้ในการอ้างอิง 📌 4. สร้างความโปร่งใสให้ธุรกิจ : แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีโครงสร้างที่ชัดเจนและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ข้อควรระวังในการจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ⚠️ 1. ชื่อบริษัทต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น : ควรตรวจสอบชื่อบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนยื่นจดทะเบียน ⚠️ 2. วัตถุประสงค์ต้องครอบคลุมธุรกิจที่ดำเนินการ : หากวัตถุประสงค์ไม่ครอบคลุม อาจต้องแก้ไขและเสียเวลาเพิ่ม ⚠️ 3. ข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นจริง : หากข้อมูลไม่ตรงกันอาจมีปัญหาในภายหลัง เช่น การดำเนินธุรกิจ การเสียภาษี หรือการขอสินเชื่อ ⚠️ 4. ต้องมีผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 2 คน : สำหรับบริษัทจำกัด ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน มิฉะนั้นจะไม่สามารถจดทะเบียนได้ สรุป 📌 หนังสือบริคณห์สนธิ คือเอกสารสำคัญที่ใช้จดทะเบียนบริษัท ซึ่งกำหนดข้อมูลพื้นฐานของบริษัท เช่น ชื่อ วัตถุประสงค์ ทุนจดทะเบียน และรายชื่อผู้ถือหุ้น📌 ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนบริษัทได้📌 มีความสำคัญทางกฎหมายและเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น📌 ต้องจัดทำให้ถูกต้องเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น หากคุณกำลังวางแผนจดทะเบียนบริษัท 📜 อย่าลืมเตรียมหนังสือบริคณห์สนธิให้ครบถ้วน! 🚀 สามารถติดต่อเพื่อรับคำปรึกษากับเรา Greenpro ksp group มีบริการรับจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ทั่วประเทศไทย  สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### Re-entry Permit ใบอนุญาตกลับเข้าประเทศที่ชาวต่างชาติต้องรู้ Re-entrypermitใบอนุญาตกลับเข้าประเทศที่ชาวต่างชาติต้องรู้ สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและถือวีซ่าระยะยาว เช่น Visa Non-B, Visa Non-O หรือ Visa Non-ED หากคุณมีแผนที่จะเดินทางออกนอกประเทศไทย แต่ยังต้องการกลับเข้ามาพร้อมสถานะวีซ่าเดิม การทำ Re-entry Permit หรือใบอนุญาตกลับเข้าประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะหากเดินทางออกไปโดยไม่มี Re-entry Permit วีซ่าของคุณจะถูกยกเลิกทันทีเมื่อออกนอกประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหายุ่งยากเมื่อคุณต้องการกลับมา  💼 บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความสำคัญของ Re-entry Permit รวมถึงขั้นตอนการขอ และข้อควรระวังที่คุณต้องรู้ Re-entry Permit คืออะไร? Re-entry Permit หรือใบอนุญาตกลับเข้าประเทศ คือเอกสารที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยสามารถเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาได้โดยยังคงสถานะวีซ่าเดิมของตนไว้ เอกสารนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่วีซ่าของตนยังไม่หมดอายุ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือเยี่ยมครอบครัว Re-entry Permit จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยรักษาสถานะทางกฎหมายของผู้ถือวีซ่าระยะยาว Re-entry Permit มีกี่ประเภท? Re-entry Permit แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ตามลักษณะการเดินทางของคุณ ดังนี้: Single Re-entry Permit ใช้ได้เพียงครั้งเดียว หากเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามา Re-entry Permit จะหมดอายุทันที เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลานั้น Multiple Re-entry Permit ใช้ได้หลายครั้งในช่วงระยะเวลาที่วีซ่ายังมีผลบังคับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศบ่อยครั้ง ใครที่ต้องใช้ Re-entry Permit? Re-entry Permit เหมาะสำหรับชาวต่างชาติที่ถือวีซ่าระยะยาวและต้องการเดินทางออกนอกประเทศ เช่น: ผู้ถือ Non-B Visa (วีซ่าธุรกิจ) ผู้ถือ Non-O Visa (วีซ่าเยี่ยมครอบครัว หรือวีซ่าเกษียณอายุ) ผู้ถือ Non-ED Visa (วีซ่านักเรียน) ผู้ถือ Work Permit ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาทำงาน หากไม่มี Re-entry Permit และเดินทางออกนอกประเทศ วีซ่าของคุณจะถูกยกเลิกทันที และคุณจะต้องเริ่มกระบวนการขอวีซ่าใหม่เมื่อกลับเข้ามา ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องใช้ Re-entry Permit นาย A ผู้ถือ Non-B Visa ต้องเดินทางไปเจรจาธุรกิจในสิงคโปร์ 3 วัน นาง B ผู้ถือ Non-O Visa ต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวในยุโรป นาย C ผู้ถือ Non-ED Visa ต้องการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนสั้น ๆ ในทุกกรณี หากไม่มี Re-entry Permit วีซ่าจะถูกยกเลิกทันที ทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มในการเริ่มกระบวนการขอวีซ่าใหม่ ขั้นตอนการขอ Re-entry Permit การขอ Re-entry Permit สามารถทำได้โดยมีขั้นตอนดังนี้: เตรียมเอกสารที่จำเป็น หนังสือเดินทาง (Passport) แบบฟอร์มคำขอ TM.8 (สามารถดาวน์โหลดออนไลน์หรือขอได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) รูปถ่ายขนาด 4x6 ซม. 1 รูป ค่าธรรมเนียม (1,000 บาท สำหรับ Single Re-entry และ 3,800 บาท สำหรับ Multiple Re-entry) ยื่นคำขอ สามารถยื่นคำขอได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ หรือที่สนามบินนานาชาติก่อนเดินทาง รอรับเอกสาร เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประทับตรา Re-entry Permit ลงในหนังสือเดินทางของคุณ ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Re-entry Permit Re-entry Permit ไม่สามารถขยายอายุวีซ่าได้ ใบอนุญาตนี้เพียงช่วยรักษาสถานะวีซ่าปัจจุบันเท่านั้น คุณยังต้องต่ออายุวีซ่าตามปกติ ยื่นคำขอก่อนเดินทางเสมอ อย่ารอจนถึงวันเดินทาง เพราะอาจเกิดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือความล่าช้า ตรวจสอบวันหมดอายุของวีซ่า หากวีซ่าของคุณหมดอายุ Re-entry Permit จะไม่สามารถใช้งานได้ ไม่ใช้ Re-entry Permit อาจทำให้วีซ่าถูกยกเลิก การเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่มีใบอนุญาตนี้ จะทำให้สถานะวีซ่าของคุณสิ้นสุดทันที Re-entry Permit เป็นเอกสารสำคัญสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการรักษาสถานะวีซ่าขณะเดินทางออกนอกประเทศไทย การขอใบอนุญาตนี้เป็นเรื่องง่ายหากคุณเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และยื่นคำขอในเวลาที่เหมาะสม การมี Re-entry Permit ไม่เพียงช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างสบายใจ แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อต้องการกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง ดังนั้น หากคุณมีแผนเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบและดำเนินการขอ Re-entry Permit ให้เรียบร้อยก่อนเดินทางทุกครั้ง สนใจบริการรับขอใบอนุญาตทำงาน ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เปิดร้านคาเฟ่ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง? เปิดร้านคาเฟ่ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง? การเปิดร้านคาเฟ่เป็นความฝันของใครหลายคนที่ต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและจิบกาแฟในบรรยากาศที่อบอุ่น แต่เบื้องหลังความเรียบง่ายของธุรกิจนี้ยังมีข้อกำหนดด้านกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  การขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ร้านคาเฟ่ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า บทความนี้จะอธิบายใบอนุญาตต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเปิดร้านคาเฟ่ ใบอนุญาตใช้สถานที่ประกอบกิจการ สำหรับคาเฟ่ที่มีการปรุงอาหาร อุ่นอาหาร หรือใช้อุปกรณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เตาอบ เตาแก๊ส หรือเครื่องชงกาแฟที่ปล่อยไอน้ำ อาจต้องขอใบอนุญาตใช้สถานที่ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  ใบอนุญาตขายอาหารและเครื่องดื่ม ใบอนุญาตขายอาหารและเครื่องดื่มเป็นสิ่งที่ทุกคาเฟ่ต้องมี ไม่ว่าคุณจะขายเพียงกาแฟหรือขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ การมีใบอนุญาตนี้แสดงถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ใบอนุญาตนี้สามารถขอได้ที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ การขอใบอนุญาตขายอาหารและเครื่องดื่มยังต้องมีการตรวจสอบสถานที่เพื่อให้มั่นใจว่าร้านปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การจัดการน้ำเสียและการรักษาความสะอาดในพื้นที่ปรุงอาหาร ทะเบียนพาณิชย์ การจดทะเบียนพาณิชย์เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับการเปิดร้านคาเฟ่ ทะเบียนพาณิชย์ช่วยยืนยันว่าร้านคาเฟ่ของคุณมีสถานะทางกฎหมายที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง การจดทะเบียนพาณิชย์ยังช่วยให้ร้านสามารถทำธุรกรรมทางธุรกิจ เช่น การออกใบเสร็จรับเงินหรือการทำสัญญากับคู่ค้า การยื่นคำขอทะเบียนพาณิชย์สามารถทำได้ที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยใช้เอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชน สัญญาเช่าสถานที่ หรือโฉนดที่ดิน ใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากคาเฟ่ของคุณต้องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ค็อกเทล เบียร์ หรือไวน์ คุณจะต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากกรมสรรพสามิต การขอใบอนุญาตนี้ต้องระบุประเภทของเครื่องดื่มที่จำหน่ายและปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านเวลาและพื้นที่ในการขาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจเพิ่มมูลค่าให้กับเมนูของคาเฟ่ แต่ต้องคำนึงถึงความซับซ้อนของข้อกำหนดทางกฎหมายและการควบคุมอย่างรอบคอบ ใบอนุญาตติดตั้งป้ายโฆษณา หากคาเฟ่ของคุณมีการติดตั้งป้ายชื่อร้านหรือป้ายโฆษณาที่มีขนาดใหญ่ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตติดตั้งป้ายจากสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ ป้ายโฆษณาที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่เพียงช่วยดึงดูดลูกค้า แต่ยังป้องกันการถูกปรับจากการละเมิดข้อกำหนดด้านการใช้พื้นที่สาธารณะ ใบอนุญาตด้านสุขอนามัย นอกจากใบอนุญาตของร้าน พนักงานที่ทำงานในคาเฟ่ยังต้องผ่านการตรวจสุขภาพและอบรมด้านสุขอนามัย การมีพนักงานที่ได้รับการตรวจสอบด้านสุขภาพไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อ แต่ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ สรุป การเปิดร้านคาเฟ่ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมพื้นที่และเมนูที่น่าสนใจ แต่ยังต้องขอใบอนุญาตที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบอนุญาตขายอาหารและเครื่องดื่ม ทะเบียนพาณิชย์ ไปจนถึงใบอนุญาตติดตั้งป้ายและใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ร้านของคุณดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากลูกค้าในระยะยาว สนใจบริการรับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ก่อนจดVATต้องจดทะเบียนบริษัทก่อนหรือไม่? ก่อนจดVATต้องจดทะเบียนบริษัทก่อนหรือไม่? การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด หรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่กฎหมายบังคับให้จด VAT  1. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามบุคคลธรรมดา สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือผู้ที่ดำเนินธุรกิจในนามตนเอง เช่น ร้านค้าปลีก ร้านขายของออนไลน์ หรือธุรกิจให้บริการ สามารถจด VAT ในนามบุคคลธรรมดาได้โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทก่อน การจด VAT ในนามบุคคลธรรมดาเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น โดยกฎหมายได้กำหนดเอาไว้ว่าต้องมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการจด VAT ในนามบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการ ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทะเบียนการค้า) ซึ่งเป็นหลักฐานการดำเนินธุรกิจ แผนที่ตั้งของสถานประกอบการ แบบฟอร์มคำขอจดทะเบียน VAT (ภ.พ.01) ในกรณีที่ธุรกิจไม่ได้มีรายได้ถึง 1.8 ล้านบาท แต่เกี่ยวข้องกับกิจการที่กฎหมายบังคับ เช่น การนำเข้าส่งออกสินค้า หรือการขายสินค้าบางประเภท ธุรกิจนั้นก็ยังจำเป็นต้องจด VAT แม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม 2. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามนิติบุคคล สำหรับธุรกิจที่ดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด การจดทะเบียนบริษัทเป็นขั้นตอนแรกที่ต้องดำเนินการก่อนที่จะจด VAT  และการดำเนินธุรกิจในนามนิติบุคคลมีข้อดีในแง่ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการบริหารจัดการภาษี เช่น การใช้เครดิตภาษี หรือการนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษี ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด:ดำเนินการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อขอรับเลขทะเบียนนิติบุคคล จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม:หลังจากที่ได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว สามารถดำเนินการจด VAT ได้ทันที โดยใช้เอกสารประกอบ เช่น: หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ แบบฟอร์มคำขอจด VAT (ภ.พ.20) การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลมักเหมาะสำหรับธุรกิจที่มีรายได้สูง หรือต้องการความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและลูกค้า เช่น การทำธุรกิจระหว่างประเทศ หรือการจัดการธุรกิจที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ 3. ความแตกต่างระหว่างการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การเลือกจด VAT ในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของธุรกิจ แต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน: ลักษณะบุคคลธรรมดานิติบุคคล การดำเนินการเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมีความซับซ้อนมากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ความน่าเชื่อถืออาจมีข้อจำกัดในความน่าเชื่อถือมีความน่าเชื่อถือสูงในสายตาลูกค้าและคู่ค้าการบริหารภาษีจำกัดในเรื่องการลดหย่อนภาษีใช้เครดิตภาษีและลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้ความซับซ้อนของเอกสารเอกสารน้อย ดำเนินการได้ง่ายเอกสารมากขึ้น ต้องมีการจัดทำบัญชีอย่างละเอียด 4. ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจด VAT รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท: ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะต้องดำเนินการจด VAT ภายใน 30 วัน ธุรกิจบางประเภทต้องจด VAT ทันที: เช่น การนำเข้าส่งออกสินค้า หรือการขายสินค้าที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การบริหารจัดการภาษี: หากจด VAT แล้ว ธุรกิจจะต้องยื่นแบบภาษี (ภ.พ.30) ทุกเดือนเพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายงานยอดขาย-ยอดซื้อ สรุป การจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทก่อนเสมอไป หากธุรกิจดำเนินการในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมีรายได้เกินเกณฑ์ หรือเกี่ยวข้องกับกิจการที่กฎหมายกำหนด สามารถจด ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้เลยโดยใช้ทะเบียนพาณิชย์  แต่หากธุรกิจดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคล จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทก่อนจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การเลือกจดแบบใดจะขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ ต้องการความน่าเชื่อถือ และความซับซ้อนในการบริหารจัดการ  💼 หากไม่แน่ใจว่าก่อนจดVATต้องจดทะเบียนบริษัทก่อนหรือไม่? ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือบัญชีเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ และเรา Greenpro ksp group มีบริการรับจดทะเบียนบริษัท และ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถทักเพื่อขอคำปรึกษาได้ค่ะ  สนใจบริการรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### บ้าน 1 หลัง จดทะเบียนได้กี่บริษัท ตามกฎหมายบ้าน 1 หลัง สามารถใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานจดทะเบียนได้ ไม่จำกัดจำนวนบริษัท แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดดังนี้ : หากคุณเป็นเจ้าของบ้านสามารถใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทได้โดยตรงกรณีที่เช่าบ้านจะต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของบ้าน ว่าอนุญาตให้ใช้สถานที่นี้เป็นที่ตั้งของบริษัทได้ บ้านที่ใช้จดทะเบียนต้องมีความชัดเจน ติดต่อได้จริง ระบุบ้านเลขที่ ถนน ซอย ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต และรหัสไปรษณีย์ อย่างละเอียด หากมีหลายบริษัทจดทะเบียนที่อยู่เดียวกัน จะต้องแยกเอกสารการเงินและภาษีของแต่ละบริษัทได้อย่างชัดเจน และแบบแสดงรายการภาษี/บัญชีต้องยื่นแยกกัน ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องการใช้ที่อยู่อาศัยเป็นที่ตั้งสำนักงานธุรกิจ เช่น หมู่บ้านจัดสรรหรือโครงการบ้านที่มีกฎระเบียบห้ามทำธุรกิจในพื้นที่พักอาศัย การขอจด VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม): หากบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ระบุเป็นเขตต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อาจต้องมีการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ✨ กรณีที่เป็นบ้านเช่าจะทำการยื่นจด VAT นั้นจะต้องมีหนังสือยืนยอมจากเจ้าของบ้าน ว่าอนุญาตให้ใช้สถานที่นี้ด้วยเช่นกัน*** แต่ขอแนะนำว่าไม่ควรนำไปยื่นจดเกิน 2 บริษัท เนื่องจากจะมีปัญหาซับซ้อนตามมาในภายหลัง*** การตรวจสอบของหน่วยงาน: กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรอาจมีการตรวจสอบความเหมาะสมของที่ตั้งสำนักงาน 🔸 หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการใช้บ้านจดทะเบียนบริษัท ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และสามารถปรึกษากับเรา Greenpro ksp group มีบริการจดทะเบียนบริษัททั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั่วประเทศไทย ### จดทะเบียนบริษัทต้องมีกรรมการกี่คน? จำนวนกรรมการบริษัท การจดทะเบียนบริษัทเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพและถูกต้องตามกฎหมาย หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทคือ “ต้องมีกรรมการกี่คน?” ซึ่งจำนวนกรรมการนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทและข้อกำหนดทางกฎหมายของประเทศไทย ในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของกรรมการและจำนวนกรรมการที่จำเป็นต้องมีสำหรับการจดทะเบียนบริษัท ความหมายและหน้าที่ของกรรมการบริษัท กรรมการบริษัท (Director) คือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้มีอำนาจบริหารและดูแลการดำเนินงานของบริษัท กรรมการมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ควบคุมการบริหาร และดูแลให้บริษัทดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ นอกจากนี้ กรรมการยังมีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การจัดประชุมผู้ถือหุ้น การยื่นงบการเงิน และการบริหารด้านภาษีและบัญชี กรรมการมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท เช่น การลงทุน การจัดการทางการเงิน และการว่าจ้างพนักงานระดับสูง ดังนั้น การกำหนดจำนวนกรรมการที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำนวนกรรมการที่ต้องมีในการจดทะเบียนบริษัท การกำหนดจำนวนกรรมการบริษัทขึ้นอยู่กับประเภทของนิติบุคคลที่จดทะเบียน ซึ่งในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลัก คือ บริษัทจำกัด และ บริษัทมหาชนจำกัด 1. บริษัทจำกัด (Limited Company) บริษัทจำกัดเป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น และผู้ถือหุ้นมีความรับผิดชอบจำกัดต่อหนี้สินของบริษัท เงื่อนไขเกี่ยวกับกรรมการของบริษัทจำกัดมีดังนี้ ตามกฎหมาย บริษัทจำกัดสามารถมีกรรมการได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กรรมการอาจเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและข้อกำหนดของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจที่มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ในกรณีที่บริษัทมีกรรมการหลายคน ต้องมีการกำหนดบทบาทและอำนาจของกรรมการแต่ละคนในข้อบังคับของบริษัท เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาความขัดแย้งภายในบริษัท 2. บริษัทมหาชนจำกัด (Public Limited Company) บริษัทมหาชนจำกัดเป็นรูปแบบธุรกิจที่ใช้สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป และอาจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เงื่อนไขเกี่ยวกับกรรมการของบริษัทมหาชนจำกัดมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น ดังนี้ ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 5 คน กรรมการอย่างน้อยครึ่งหนึ่งต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) และมีกรรมการอิสระเพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัท การกำหนดให้บริษัทมหาชนต้องมีกรรมการอย่างน้อย 5 คนนั้นเป็นไปเพื่อให้มีการบริหารที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีการออกหุ้นให้กับประชาชน ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการกำหนดจำนวนกรรมการ เพื่อกระจายอำนาจการบริหาร หากบริษัทมีกรรมการหลายคน จะสามารถแบ่งหน้าที่และรับผิดชอบงานแต่ละด้านได้ เช่น ด้านการเงิน การตลาด และการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ บริษัทที่มีกรรมการหลายคนอาจสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและคู่ค้ามากขึ้น เพื่อป้องกันข้อขัดแย้ง การมีกรรมการเพียงคนเดียวอาจทำให้เกิดปัญหาหากมีข้อขัดแย้งกับผู้ถือหุ้นหรือมีการตัดสินใจที่ขาดการตรวจสอบจากบุคคลอื่น สรุป การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสามารถมีกรรมการได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่หากเป็น บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 5 คน โดยกรรมการมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและบริหารบริษัท การกำหนดจำนวนกรรมการที่เหมาะสมควรพิจารณาตามลักษณะของธุรกิจ ความต้องการในการบริหาร และความโปร่งใสขององค์กร สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนจดทะเบียนบริษัท ควรพิจารณาจำนวนกรรมการให้เหมาะสมกับขนาดและแนวทางการดำเนินงานของธุรกิจ เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพสูงสุด 🚀 ### ขั้นตอนการขอหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ ต้องทำอย่างไรบ้าง ? หนังสือรับรองบริษัท เป็นเอกสารสำคัญที่ยืนยันการมีอยู่ของสถานประกอบการที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของกฎหมาย การสร้างความน่าเชื่อถือ และการนำไปใช้เป็นเอกสารในการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ  หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร ? หนังสือรับรองบริษัท หรือหนังสือรับรองนิติบุคคล คือ เอกสารที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวมีอยู่จริง ไม่ได้แอบอ้าง โดยจะมีข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัท ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้อนุญาตให้คู่ค้าหรือหน่วยงานต่าง ๆ สามารถตรวจสอบที่มาของบริษัท จึงช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ รวมถึงการใช้เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินได้  องค์ประกอบของหนังสือรับรองบริษัท ชื่อบริษัท แสดงชื่อเต็มของบริษัทตามที่ได้จดทะเบียน  เลขทะเบียนนิติบุคคล เป็นตัวเลข 13 หลักเหมือนกับบัตรประชาชน โดยสามารถบ่งบอกรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจต่าง ๆ  ที่ตั้ง โดยมีที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ตามที่จดทะเบียน และรายละเอียดเกี่ยวกับสาขา (ถ้ามี) ทุนจดทะเบียน แสดงจำนวนเงินทุน จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น  รายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจ โดยแสดงรายชื่อกรรมการทุกคนของบริษัท  วัตถุประสงค์ที่ตั้งบริษัท ระบุประเภทของธุรกิจ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการได้ตามกฎหมาย  ความสำคัญและประโยชน์ของหนังสือรับรองบริษัท หนังสือรับรองบริษัทเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันการมีตัวตนของบริษัท เปรียบเสมือนบัตรประชาชนของบุคคลทั่วไป สามารถใช้ติดต่อกับหน่วยงานราชการ สถาบันทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงคู่ค้าได้ โดยมีความสำคัญและประโยชน์ดังต่อไปนี้  ใช้เปิดบัญชีธนาคารและทำธุรกรรมต่าง ๆ รวมถึงการขอสินเชื่อทางธุรกิจ เป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมต่าง ๆ  ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เมื่อมีการจ้างพนักงานประจำ นายจ้างจะต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมตามกฎหมาย โดยต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทในการดำเนินการ  ขอรหัสผ่านกรมสรรพากร สำหรับการยื่นภาษีประจำปี  ขอเปิด Vendor Code กับลูกค้า โดยบริษัทคู่ค้าต่าง ๆ จำเป็นจะต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเพื่อยืนยันตัวตน ขั้นตอนการขอหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ สมัยก่อน การขอหนังสือรับรองบริษัทจะต้องไปขอที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าในพื้นที่เท่านั้น แต่ปัจจุบันได้เปิดให้มีการขอผ่านช่องทางออนไลน์ทุกวัน (จันทร์-อาทิตย์) ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าของกิจการ ไม่ต้องเดินทาง เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้  เข้าสู่ระบบ e-Service ในเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เลือกบริการออนไลน์ หากยังไม่มีบัญชีจะต้องสมัครก่อน ถึงจะดำเนินการต่อได้ ลงชื่อใช้งาน แล้วคลิกขอหนังสือรับรอง/คัดสำเนา  เลือกแพ็กเกจหนังสือรับรอง ได้แก่  บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ล่าสุด) งบการเงิน (ล่าสุด)  หนังสือรับรอง รายการทางทะเบียน ที่เป็นรายการปัจจุบัน พร้อมนายทะเบียนรับรอง  จดทะเบียน (จัดตั้ง)  จดทะเบียน (ล่าสุด)  หรือคลิกปุ่มเลือกเอกสารด้วยตัวเอง กรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ที่ได้รับตอนจัดตั้งนิติบุคคล หรือค้นหาตามชื่อของนิติบุคคลที่ลงทะเบียนไว้  ระบุชื่อผู้ชำระเงินใบเสร็จ สามารถเลือกเป็นชื่อนิติบุคคล หรือชื่อบุคคลธรรมดาก็ได้  ตรวจสอบคำขอใช้บริการ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เลือกช่องทางในการรับเอกสาร สามารถเลือกได้ทั้งแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (ไม่มีค่าจัดส่ง), EMS, จัดส่งโดยพนักงานกรม, รับด้วยตนเอง (ไม่มีค่าจัดส่ง), รับที่ธนาคาร ชำระเงิน ตามช่องทางที่สะดวก มีทั้งการจ่ายผ่านการสแกน QR Code หรือบาร์โคด โดยการใช้แอปพลิเคชันของธนาคาร, ใช้ Internet Banking หรือ ATM, ชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารที่ระบุไว้บนใบ Pay-In  หากต้องการรับเอกสารที่ธนาคาร จะต้องชำระเงินและรับเอกสารที่สาขาที่ร่วมโครงการเท่านั้น  ดาวน์โหลดไฟล์หนังสือรับรอง หากเลือกรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สามารถดาวน์โหลดได้ด้วยตนเองผ่านระบบ โดยสามารถตรวจสอบสถานะคำขอได้ในเว็บไซต์ คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการขอหนังสือรับรองบริษัท ระยะเวลาในการขอหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ ?  หากกรอกข้อมูลทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ในกรณีที่เลือกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จะใช้เวลาประมาณ 1 วันทำการ หากเลือกส่งเอกสารจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 วันทำการ หากรับที่ธนาคารจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยสามารถตรวจสอบสถานะได้ที่เว็บไซต์  ต้องเตรียมเอกสารอะไรหรือไม่ ? ไม่จำเป็น แค่กรอกเลขทะเบียน หรือชื่อนิติบุคคล และชำระเงินเท่านั้น   ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการอยู่ที่กี่บาท ? ผู้ยื่นคำขอจะต้องชำระเงิน 2 ส่วน คือค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวง และค่าบริการของทางธนาคาร โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด มีค่าธรรมเนียมการขอหนังสือรับรองนิติบุคคลอยู่ที่ฉบับละ 200 บาท ค่าบริการของธนาคารฉบับละ 150 บาท  อายุของหนังสือรับรองบริษัทอยู่ที่เท่าไร ? ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ในกรณีที่ติดต่อราชการต้องไม่เกิน 3 เดือน ถ้าติดต่อธนาคารต้องไม่เกิน 1 เดือน   สามารถตรวจสอบสถานที่ให้บริการหนังสือรับรองผ่านธนาคารได้ที่ไหนบ้าง ? ปัจจุบันสามารถขอได้ที่ 10 ธนาคาร รวม 4,181 สาขา ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารมิซูโฮ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร, ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  ผู้ที่ต้องการขอหนังสือรับรองบริษัทสามารถตรวจสอบสาขาได้ผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจการค้า โดยเลือก “คู่มือทำธุรกิจ” จากนั้นเลือก “ข้อมูลธุรกิจ” และคลิกที่ “รายชื่อสาขาธนาคารที่ให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคาร”  ต้องการจดทะเบียนนิติบุคคล เลือกใช้บริการกับ Greenpro KSP Group ก่อนที่จะยื่นคำขอหนังสือรับรองบริษัทได้ จะต้องมีการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน ดังนั้นหากว่าคุณกำลังวางแผนที่จะเริ่มต้นธุรกิจ หรือจัดการเอกสารสำคัญของบริษัท และต้องการประหยัดเวลาในการดำเนินงาน ติดต่อ Greenpro KSP Group เลย เรามีบริการรับจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วน เลิกกิจการ ไปจนถึงใบอนุญาตอื่น ๆ โดยทีมงานมากประสบการณ์ ให้บริการมามากกว่า 28 ปี  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799 LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com  ข้อมูลอ้างอิง การให้บริการออกหนังสือรับรองและรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคาร(e-Certificate). สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://www.dbd.go.th/download/document_file/ecertificate/doc_e-Certificate.pdf  คู่มือการใช้งาน (User Manual) ระบบให้บริการหนังสือรับรองและรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service). สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://ebiz.dbd.go.th/eservice-web/pdf/DBD_UM_ES_WEB_P5_V1.pdf ### ขึ้นทะเบียนนายจ้างในระบบประกันสังคม ต้องทำอย่างไรบ้าง ? สวัสดิการ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดพนักงานคุณภาพให้ตัดสินใจร่วมงานกับองค์กร และสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ทุกบริษัทต้องมี ก็ต้องยกให้ 'ประกันสังคม' ซึ่งรวบรวมสิทธิประโยชน์หลายด้านเข้าไว้ด้วยกัน แต่หากเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งก่อตั้งบริษัท จะเริ่มต้นขึ้นทะเบียนนายจ้างในระบบประกันสังคมได้อย่างไร บทความนี้มีแนวทางการปฏิบัติมาแนะนำ รวมถึงตอบให้ชัดเจนว่าหากพนักงานเป็นชาวต่างชาติ จะสามารถทำประกันสังคมได้ไหม ประกันสังคมคืออะไร ? ประกันสังคม (Social Security) คือ ระบบการประกันภัยภาคบังคับที่รัฐจัดให้แก่ลูกจ้างและผู้ประกันตนในภาคแรงงาน เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2480 และมีการก่อตั้งสำนักงานประกันสังคมอย่างเป็นทางการขึ้นในปี พ.ศ. 2533 โดยประกันสังคมจะหักเงิน 5% จากฐานเงินเดือน อัตราสูงสุดอยู่ที่ 750 บาทต่อเดือน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้ชีวิตแก่ผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอาการเจ็บป่วย เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เงินทดแทนกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร เงินบำนาญ หรือเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต ข้อดีของการมีประกันสังคมให้พนักงาน การจัดให้มีประกันสังคมเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ช่วยลดความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิแรงงาน เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร ทั้งยังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจพนักงาน สร้างความมั่นคงในชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ให้กับพนักงาน ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนนายจ้างในระบบประกันสังคม สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสังคม เพื่อส่งเงินสมทบให้พนักงาน รวมถึงทำธุรกรรมเกี่ยวกับประกันสังคมออนไลน์เพื่อความสะดวกของนายจ้าง สามารถทำได้ภายใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ เตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วน ได้แก่ แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมวัตถุประสงค์ สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) / สำเนาคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 01) / สำเนาธุรกิจเฉพาะ (ภ.ช. 20) / สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) แผนที่ตั้งของสถานประกอบการ หนังสือมอบอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน นำเอกสารที่เตรียมไว้ไปยื่นที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ ขึ้นทะเบียนนายจ้างออนไลน์ผ่านระบบประกันสังคม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยต้องกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียน สปส. 1-05 แล้วจะได้รับบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านทางอีเมล จากนั้นจึงจะสามารถดำเนินการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ตอบชัด พนักงานต่างชาติทำประกันสังคมได้ไหม ? กรณีที่องค์กรมีพนักงานเป็นชาวต่างชาติ ก็สามารถเข้าระบบประกันสังคมได้เช่นกัน โดยนายจ้างต้องขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน โดยใช้เอกสารดังนี้ แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) สำเนาใบอนุญาตทำงาน สำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาบัตรประจำตัวสำหรับคนที่ไม่มีสัญชาติไทย นำเอกสารไปยื่นที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ที่ทำงาน และนายจ้างต้องดำเนินการจ่ายเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปในรูปแบบ สปส.1-10 ซึ่งลูกจ้างที่เป็นชาวต่างชาติจะได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมเช่นเดียวกับพนักงานชาวไทย สรุปทุกเรื่องที่นายจ้างต้องรู้ในการทำประกันสังคมให้พนักงาน นอกเหนือจากการขึ้นทะเบียนนายจ้างออนไลน์ในระบบประกันสังคม และการทำธุรกรรมประกันสังคมออนไลน์แล้ว นายจ้างยังมีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติม ดังนี้ 1. การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนเมื่อมีพนักงานใหม่ นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันที่รับพนักงานเข้าทำงาน สามารถยื่นเอกสารได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือผ่านระบบออนไลน์ หากพนักงานเคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน สามารถใช้เลขที่บัตรประกันสังคมเดิมได้เลย 2. การส่งข้อมูลเงินสมทบ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างของพนักงานแต่ละคน แบ่งเป็นส่วนของนายจ้าง 5% และลูกจ้าง 5% ดำเนินการได้ที่ธนาคาร สำนักงานประกันสังคม และระบบ e-Payment 3. การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของพนักงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของพนักงาน นายจ้างต้องแจ้งภายใน 15 วัน โดยใช้แบบฟอร์มสปส.6-10 สำหรับการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-สกุล ที่อยู่ 4. การยกเลิกประกันสังคมกรณีพนักงานลาออก เมื่อพนักงานลาออก นายจ้างต้องแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนภายใน 15 วัน โดยกรอกแบบฟอร์มสปส.6-09 ระบุวันที่สิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง และแนบสำเนาหนังสือลาออกหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วยื่นที่สำนักงานประกันสังคมหรือระบบออนไลน์ 5. บทลงโทษกรณีนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบให้พนักงาน หากนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบให้พนักงาน ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ทำประกันสังคมให้พนักงานต่างชาติแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับการขอใบอนุญาตทำงาน หนึ่งในหัวใจสำคัญของการจ้างพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติ อยากลดภาระและกระบวนการในการเดินเอกสาร เลือกใช้บริการ Greenpro KSP Group บริษัทรับทำวีซ่าและ Work Permit มั่นใจในความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล ประสานงานทุกขั้นตอนโดยทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์ยาวนานกว่า 28 ปี  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799 LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com  ข้อมูลอ้างอิง ประกันสังคม “การเข้าระบบประกันสังคมของแรงงานต่างด้าว”. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/nakhonnayok_th/9e5fa4c6f2fe905cb1bb17cedf03273b.pdf ประกันสังคมนายจ้าง ต้องรู้อะไรบ้าง 2022. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/social-security-for-employers สิทธิประกันสังคมของชาวต่างด้าว. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://www.petcharavejhospital.com/th/SSO/knowledge_detail/foreigner_social_security_rights ### รวมคำถามที่ถามบ่อย เกี่ยวกับ “สลิปเงินเดือนพนักงาน” จริงอยู่ที่ “สลิปเงินเดือน” อาจเป็นกระดาษแค่แผ่นเดียว แต่สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารองค์กรและธุรกิจ โดยเฉพาะในฐานะนายจ้าง การเข้าใจถึงความสำคัญ และรายละเอียดจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างความโปร่งใสในองค์กรด้วย ดังนั้น บทความนี้จึงจะมาตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสลิปเงินเดือนพนักงานในสไตล์ Q&A ติดตามเลย Q: สลิปเงินเดือนคืออะไร ทำไมต้องมี ? A: สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียดการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน โดยจะระบุรายรับ รายจ่าย และยอดเงินสุทธิที่พนักงานจะได้รับในแต่ละเดือน โดยเป็นหลักฐานการจ่ายเงินเดือนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้พนักงานเข้าใจรายละเอียดของค่าตอบแทนว่าประกอบด้วยเงินอะไรบ้าง ซึ่งจะมีทั้งเงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน โบนัส รวมถึงมีรายละเอียดการหักจ่ายภาษี ค่าประกันสังคม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมกันนี้พนักงานยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการจ่ายเงินเดือนได้อีกด้วย  นอกจากนี้ ยังเป็นหลักฐานสำคัญในการยื่นขอสินเชื่อต่าง ๆ รวมถึงการยื่นขอวีซ่า เพื่อเป็นหลักฐานที่มาของแหล่งรายได้  Q: สลิปเงินเดือนต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ? A: สลิปเงินเดือน ไม่ได้มีเพียงแค่จำนวนเงินแล้วจบ แต่มีรายละเอียดการจ่ายเงินเดือนดังต่อไปนี้  หัวเอกสาร โดยจะต้องมีข้อความแจ้งว่าเป็น “สลิปเงินเดือน” หรือ “Pay Slip”  ข้อมูลบริษัท ประกอบด้วยชื่อบริษัท โลโก้ หรือรายละเอียดอื่น ๆ ที่บ่งชี้ให้รู้ว่าออกโดยบริษัทอะไร  ข้อมูลพนักงาน ระบุชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง รหัสพนักงาน ธนาคารที่รับเงิน และเลขที่บัญชีธนาคาร งวดการจ่ายเงิน ระบุวันที่จ่ายเงินเดือนและช่วงเวลาที่คิดค่าจ้าง รายรับหรือประเภทของรายได้ ประกอบด้วยเงินเดือนพื้นฐาน โบนัส ค่าล่วงเวลา และสวัสดิการอื่น ๆ รายการหักต่าง ๆ ได้แก่ ภาษีเงินได้ เงินประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายการหักอื่น ๆ ยอดเงินสุทธิ จำนวนเงินที่พนักงานจะได้รับจริงหลังหักรายการต่าง ๆ Q: บริษัทต้องออกสลิปเงินเดือนให้พนักงานทุกเดือนหรือไม่ ? A: ตามกฎหมายแรงงานของไทย ไม่ได้มีข้อบังคับว่าบริษัทต้องออกสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานทุกเดือน แต่บริษัทส่วนใหญ่มักจะออกให้พนักงานเป็นประจำทุกเดือน เพราะถือเป็นการปฏิบัติที่ดีและเป็นประโยชน์ทั้งต่อบริษัทและพนักงาน โดยมีข้อดีที่สำคัญดังต่อไปนี้  สร้างความโปร่งใสในการจ่ายเงินเดือน เพื่อให้พนักงานทราบว่าในแต่ละเดือนบริษัทจ่ายเงินพนักงานเท่าไร ประกอบด้วยรายได้ส่วนใดบ้าง และถูกหักเงินไปในรายการอะไรบ้าง  พนักงานสามารถตรวจสอบความถูกต้อง ให้ตรงกับความเป็นจริง ด้วยพนักงานบางคนมีรายได้ในแต่ละเดือนที่ไม่แน่นอน เช่น ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าเบี้ยขยัน รวมถึงค่าคอมมิชชันในแต่ละเดือน  ใช้เป็นหลักฐานทางการเงินให้แก่พนักงาน โดยสามารถใช้เป็นหลักฐานในการแสดงรายได้เพื่อขอสินเชื่อ หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ  ลดข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียนในการจ่ายเงินเดือน เนื่องจากมีการแสดงหลักฐานอย่างชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้ทันที Q: ข้อควรระวังทางกฎหมายสำหรับนายจ้างในการออกสลิปเงินเดือนมีอะไรบ้าง ? A: ในการออกสลิปเงินเดือน นายจ้างหรือบริษัทจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้  ความถูกต้องของข้อมูล ต้องมั่นใจว่าข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริง  การรักษาความลับ ต้องรักษาข้อมูลในสลิปเงินเดือน และไม่เปิดเผยกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง  การหักภาษี ประกันสังคม และเงินสมทบ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด  การเก็บรักษาข้อมูล โดยเก็บรักษาสำเนาของสลิปเงินเดือนเอาไว้เป็นหลักฐานตราบเท่าที่กฎหมายกำหนด  การแสดงรายละเอียด จะต้องแสดงรายละเอียดของรายได้ และข้อมูลการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนและครบถ้วน Q: นายจ้างควรเก็บสลิปเงินเดือนไว้นานแค่ไหน ? A: ตามกฎหมาย หลังจากที่พนักงานลาออกแล้ว นายจ้างจะต้องเก็บรายละเอียดหลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ ของพนักงานอย่างน้อย 2 ปี นับตั้งแต่วันสิ้นสุดสัญญาจ้าง อย่างไรก็ตามแนะนำให้เก็บไว้นานกว่านั้น อย่างน้อย 5-10 ปี เนื่องจากอาจจะต้องใช้เป็นหลักฐานในกรณีเกิดข้อพิพาทแรงงานในอนาคต รวมถึงการใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบประวัติการจ่ายเงินย้อนหลัง การตรวจสอบภาษี การตรวจสอบบัญชี และการนำไปวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของบริษัทในระยะยาว  Q: ตัวอย่างสลิปเงินเดือนที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ? A: สลิปเงินเดือนที่ถูกต้อง มีรายละเอียดครบถ้วนควรมีข้อมูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้  สลิปเงินเดือน/Pay Slip  บริษัท เอ บี ซี จำกัด ที่อยู่: 123 ถนนสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร 10140เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0123456789012 ข้อมูลพนักงาน ชื่อพนักงาน: นายสมชาย ใจดี รหัสพนักงาน: EMP001 ตำแหน่งงาน: ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แผนก: การตลาด วันที่เริ่มงาน: 1 มกราคม 2565 รายละเอียดการจ่ายเงิน งวดการจ่ายเงิน: 1-31 มกราคม 2568 วันที่จ่ายเงินเดือน: 31 มกราคม 2568 รายรับ รายการจำนวนเงิน (บาท)เงินเดือนพื้นฐาน50,000ค่าล่วงเวลา5,000โบนัส10,000ค่าคอมมิชชัน2,000เบี้ยเลี้ยง/ค่าเดินทาง1,500สวัสดิการอื่น ๆ500รวมรายรับทั้งหมด 69,000 รายการหัก รายการจำนวนเงิน (บาท)ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย5,000เงินประกันสังคม750เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ2,500เงินกู้/เงินยืม1,000รวมรายการหักทั้งหมด 9,250 เงินสุทธิที่ได้รับ: 59,750 บาท ข้อมูลการโอนเงิน ธนาคาร: ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี: XXXX-XXXX-1234 Greenpro KSP Group ผู้ให้บริการงานบัญชีมืออาชีพ เพราะการออกสลิปเงินเดือน รวมถึงขั้นตอนอื่น ๆ ด้านการทำบัญชีคือเรื่องที่มีความซับซ้อน ดังนั้น ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการหาผู้ช่วยที่จะมาแบ่งเบาภาระงานด้านบัญชี Greenpro KSP Group เราคือบริษัทรับทำบัญชีที่ให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทำบัญชีและตรวจสอบบัญชีที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 28 ปี ยินดีให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติในทุกขั้นตอน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร: 094-864-9799 LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com  ข้อมูลอ้างอิง What is a payslip? The Must-Read Employers' Guide. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://www.shiftbase.com/glossary/payslip  Why payslips are so important. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จาก https://www.litrg.org.uk/news/why-payslips-are-so-important ### Cariber x GreenPro KSP ร่วมเปิดคอร์สเรียนบัญชี ภาษี Cariber ร่วมกับ GreenPro KSP  🥳ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งกับเวิร์กชอปสายการเงินที่ผู้นำธุรกิจ Non-Finance ห้ามพลาด!. 📣พบกับเวิร์กชอป“Essential Finance for Non-Finance Leaders เจาะลึกพื้นฐานทางการเงิน สำหรับผู้นำธุรกิจ รุ่น 3” เปิดรับสมัครแล้ววันนี้! . Non-Finance Leaders มาพัฒนาตัวคุณสู่อีกขั้นของการเป็นผู้นำธุรกิจ ด้วยการยกระดับความรู้ และความสามารถการวิเคราะห์ทางบัญชี การเงิน และภาษี ให้แข็งแรง เพื่อสร้างและบริหารธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน . สมัครได้แล้ววันนี้ และรับสิทธิ์ราคาพิเศษก่อนใคร! ก่อนใคร ได้ที่ >> https://cariber.info/43x0SBU . #เนื้อหาโดยรวม สร้างพื้นฐานและทักษะด้านบัญชีที่จำเป็นสำหรับผู้นำธุรกิจ เข้าใจที่มาที่ไปของตัวเลขในรายงานทางการเงิน เห็นถึงทิศทางของการเงินของธุรกิจตนเอง มีความสามารถในการนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์ และตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เรียนรู้การสื่อสารข้อมูลทางการเงินให้เข้าใจง่ายและตรงประเด็น วิเคราะห์งบการเงินให้ถูกต้องและตรงจุด เข้าใจหลักการสำคัญของการเงินในแวดวงธุรกิจ วางกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยง เพิ่มโอกาส และคาดการณ์ทิศทางธุรกิจด้วยข้อมูลทางการเงิน เข้าใจการจัดการภาษีธุรกิจที่ถูกต้อง วางแผนภาษีให้เหมาะสม และสร้างกลยุทธ์การวางแผนภาษีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ต่อยอดความรู้ผ่านเคสจริงของบัญชี การเงิน และภาษี เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้เชี่ยวชาญในวงการ เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ธุรกิจ  . #หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร ✅เจ้าของธุรกิจ SME ผู้ที่บริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการการเงินและการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างการเติบโตและความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ✅ทายาทธุรกิจครอบครัว ผู้ที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำธุรกิจรุ่นต่อไป ด้วยความรู้ทางการเงินที่จะช่วยให้คุณบริหารและพัฒนาธุรกิจครอบครัวได้อย่างมั่นใจ ✅ผู้ก่อตั้ง / ผู้ประกอบการ ผู้ที่ต้องการวางรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับธุรกิจใหม่ เรียนรู้การบริหารการเงินที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน . #ผู้สอน คุณสุรภา แจ่มแจ้ง (เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา) ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี  มีประสบการณ์ด้านบัญชี และ ภาษีมากกว่า 29 ปี หลากหลายประเภทธุรกิจทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลกว่า 300 บริษัท ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) . #ตารางเรียน 🗓️เรียนวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2568 ⏰เรียน Onsite I เวลา 09.00 - 17.00 น. 📍สถานที่: โรงแรม The Quarter Ratchayothin (BTS พหลโยธิน 24). ยกระดับอีกขั้นของผู้นำธุรกิจด้วย “ข้อมูลทางการเงิน” 📌ดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจสมัครเรียน Essential Finance for Non-Finance Leaders รุ่นที่ 3 ได้ที่ https://cariber.info/43x0SBU หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ Tel: 096-557-6912 (คุณพลอย) ### การจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติ ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การท่องเที่ยว การผลิต และเทคโนโลยี  การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาสามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและประสบความสำเร็จในระยะยาว อย่างไรก็ตามการจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาตินั้นมีข้อกำหนดและขั้นตอนเฉพาะที่ควรรู้เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ชาวต่างชาติสามารถทำได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดเฉพาะ เช่น ข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ และประเภทของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 49% และต้องมีผู้ถือหุ้นไทยต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51% ของทุนจดทะเบียน หากชาวต่างชาติต้องการถือหุ้นเกิน 49% อาจต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ หรือดำเนินการผ่านการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI 💼✅  ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติสามารถดำเนินการได้แต่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อน ธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การผลิตอาวุธ วัตถุระเบิด และยุทโธปกรณ์ การขนส่งภายในประเทศ เช่น การเดินรถโดยสาร ธุรกิจที่เกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม และหัตถกรรมไทย เช่น การทำงานปั้น การแกะสลักไม้ และการทำผ้าทอ ธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การสำรวจเหมืองแร่ และการทำฟาร์มพลังงาน การก่อสร้างที่ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะทางเทคนิคหรือความชำนาญ การค้าปลีกและค้าส่งที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ธุรกิจโฆษณา การทำงานในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม การทำงานด้านนายหน้า เช่น นายหน้าที่ดิน การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 💼⛔ ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้ ธุรกิจที่มีไว้สำหรับคนไทยโดยสมบูรณ์ ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้แม้จะถือหุ้นน้อยกว่า 49% ได้แก่ : การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน การเลี้ยงสัตว์ การทำป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ การประมงเชิงพาณิชย์และการประมงในน่านน้ำไทย การสกัดสมุนไพรไทย การค้าขายโบราณวัตถุหรือวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การทำงานเกี่ยวกับวิทยุ โทรทัศน์ และวารสารที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร การค้าภายในที่เกี่ยวข้องกับตลาดน้ำและตลาดนัด 🏢 ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติต้องตรวจสอบชื่อบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้มั่นใจว่าชื่อนั้นไม่ซ้ำกับชื่อที่มีอยู่แล้ว การกำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งต้องชัดเจนและสอดคล้องกับประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาต ชาวต่างชาติจะต้องกำหนดทุนจดทะเบียน โดยทั่วไป ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นคือ 2 ล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นในกรณีที่ต้องการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องสำหรับจดทะเบียนบริษัท ยื่นคำขอที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หรือผ่านระบบออนไลน์ ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทและเอกสารอื่น ๆ ในการเปิดบัญชีธนาคาร หากรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือหากธุรกิจดำเนินการในประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การขายสินค้า การให้บริการ ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หากชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% หรือดำเนินธุรกิจในบัญชีสงวน จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากกระทรวงพาณิชย์ แต่ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสงวนสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอ FBL กรรมการบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติต้องขอใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงานต้องยื่นเอกสาร เช่น หนังสือรับรองบริษัท ทะเบียนผู้ถือหุ้น และสำเนาหนังสือเดินทาง ตราประทับบริษัทเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการลงนามในเอกสารทางการเงินและกฎหมาย การมีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนอย่างถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจของชาวต่างชาติได้รับความเชื่อถือจากคู่ค้าและลูกค้า รวมถึงมีสิทธิในการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย นอกจากข้อกำหนดทางกฎหมายแล้ว ชาวต่างชาติควรตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านภาษีและบัญชี การจัดทำบัญชีที่โปร่งใสและการยื่นภาษีอย่างถูกต้องตามกำหนดจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ โทษสำหรับชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องเป็นการละเมิดกฎหมายตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับชาวต่างชาติที่กระทำผิดในลักษณะนี้ โทษดังกล่าวมีทั้งทางอาญา การเงิน และผลกระทบระยะยาวต่อสถานะในประเทศไทย 1. โทษทางอาญา : ชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอาจถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีโทษปรับสูงสุด 100,000 - 1,000,000 บาท หรือปรับรายวัน 10,000 บาท ต่อวันจนกว่าจะหยุดดำเนินธุรกิจ 2. การยึดทรัพย์สิน : รายได้หรือผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอาจถูกยึดทั้งหมดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. การเพิกถอนสิทธิ์ในการขอใบอนุญาต : หากถูกจับได้ว่าไม่มีใบอนุญาต ชาวต่างชาติอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการยื่นขอใบอนุญาตในครั้งถัดไป รวมถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงพาณิชย์อาจปฏิเสธคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในอนาคต 4. การถูกเนรเทศ : ในบางกรณี หากพบว่าชาวต่างชาติมีการดำเนินธุรกิจโดยผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อประเทศ อาจถูกเพิกถอนวีซ่าและถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย อาจถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) และถูกห้ามกลับเข้าประเทศในระยะเวลาหนึ่ง หรือถาวร 5. ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ธุรกิจ : ธุรกิจที่ดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและลูกค้า การถูกตรวจสอบและดำเนินคดีจะส่งผลต่อชื่อเสียงและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 6. ผลกระทบต่อคู่ค้าหรือผู้ร่วมทุน : หากชาวต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตดำเนินธุรกิจร่วมกับคนไทย อาจทำให้หุ้นส่วนคนไทยถูกตรวจสอบ และอาจต้องรับโทษทางกฎหมายเช่นกัน 7. การปิดธุรกิจโดยคำสั่งทางกฎหมาย : ธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องอาจถูกสั่งปิดทันทีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สรุป การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติเป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด การเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสม การจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากชาวต่างชาติดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงทั้งในด้านกฎหมาย การเงิน และสถานะของชาวต่างชาติในประเทศไทย 🔸 หากท่านต้องการที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจดทะเบียนบริษัท Greenpro ksp group ยินดีให้บริการตั้งแต่ต้น จนเสร็จสิ้นกระบวนการ ### เปิดร้านอาหารต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง? ใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร การเปิดร้านอาหาร เป็นธุรกิจยอดนิยมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องมีใบอนุญาตที่จำเป็นหลายประเภท โดยใบอนุญาตเหล่านี้จะช่วยให้ร้านของคุณเป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย เป็นต้น ประเภทร้านอาหาร ร้านอาหารทั่วไป ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารหรูหรา ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านอาหารเฉพาะทาง ร้านคาเฟ่หรือร้านเบเกอรี่ ร้านอาหารเคลื่อนที่ ร้านอาหารสุขภาพ ร้านอาหารแนวฟิวชั่น ร้านอาหารบริการตัวเอง ร้านอาหารแนวธีม ร้านอาหารสำหรับครอบครัว ร้านอาหารข้างทาง ร้านอาหารเดลิเวอรี ร้านอาหารวีแกนหรือมังสวิรัติ  ประเภทใบอนุญาตที่ร้านอาหารจะต้องขอ ใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร : ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากท้องถิ่นหรือเทศบาลที่ร้านตั้งอยู่ ซึ่งจะมีการตรวจสอบสถานที่ให้เป็นไปตามข้อกำหนด ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร : ต้องขอใบอนุญาตในการขายอาหารจากสำนักอนามัยท้องถิ่นเพื่อให้ร้านมีมาตรฐานด้านความสะอาดและปลอดภัย🔸 กรณีพื้นที่เกิน 200 เมตร คือใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร🔸 กรณีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร คือหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร) ก่อนดำเนินการขอใบอนุญาตขายอาหาร ใบอนุญาตขายสุรา (ถ้ามี) : หากร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องขอใบอนุญาตจากสำนักงานเขต /กรมสรรพสามิตร ซึ่งจะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม🔸 ใบอนุญาตขายปลีก: สำหรับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณเล็กน้อย🔸 ใบอนุญาตขายส่ง: สำหรับผู้ที่ต้องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ใบอนุญาตด้านดนตรีหรือความบันเทิง : ต้องขอใบอนุญาตกรมการปกครอง หรือสำนักงานเขตในพื้นที่ ข้อกำหนดสำคัญ :            🔸 พื้นที่ต้องมีมาตรการความปลอดภัย เช่น ทางหนีไฟและอุปกรณ์ดับเพลิง            🔸 เสียงเพลงต้องไม่ส่งเสียงดังรบกวนชุมชน ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ : ร้านอาหารบางประเภท เช่น ร้านที่ใช้แก๊สหุงต้มขนาดใหญ่ หรือมีกระบวนการประกอบอาหารที่อาจก่อให้เกิดมลพิษ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตนี้จากสำนักงานเขตหรือเทศบาล ตัวอย่างกิจการที่ต้องขอใบอนุญาต :🔸 ร้านที่มีการทอด ปิ้งย่างในปริมาณมาก🔸 ร้านที่มีการใช้สารเคมีในการทำความสะอาด ใบอนุญาตขายเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ (หากมี) : เช่น การขายเครื่องดื่มที่มีสารเสพติดหรืออันตราย ใบอนุญาตใช้ป้ายโฆษณา นอกจากนี้ หากร้านอาหารมีการเปิดเพลงที่ติดลิขสิทธิ์ หรือมีการจำหน่ายอาหาร/ เครื่องดื่มในปริมาณมาก ที่อาจรบกวนผู้อื่น ก็อาจต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด ผลกระทบหากไม่ขอใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร การเปิดร้านอาหารโดยไม่ขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้องอาจส่งผลเสียร้ายแรงทั้งต่อเจ้าของธุรกิจและการดำเนินงานของร้าน ซึ่งผลกระทบเหล่านี้อาจครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย ความน่าเชื่อถือ และการดำเนินธุรกิจในระยะยาว 1. บทลงโทษทางกฎหมาย การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตขายอาหารและเครื่องดื่มถือเป็นการละเมิดกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายและถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก กิจการอาจถูกสั่งให้หยุดดำเนินการชั่วคราวหรือถาวร หากมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเขตหรือเทศบาล อาจถูกปิดร้านทันที 2. ขาดความน่าเชื่อถือ การไม่มีใบอนุญาตอาจทำให้ลูกค้าและคู่ค้าขาดความมั่นใจในธุรกิจ ธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจถูกมองว่าไม่มีความโปร่งใส 3. เสี่ยงต่อการเสียภาษีย้อนหลัง หากไม่ได้จดทะเบียนหรือมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ร้านอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมค่าปรับจากกรมสรรพากร 4. ความเสี่ยงด้านสุขอนามัย ร้านอาหารที่ไม่ได้รับใบอนุญาตอาจไม่ได้ผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยตามมาตรฐาน หากลูกค้าได้รับผลกระทบ เช่น อาหารเป็นพิษ อาจถูกดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหาย 5. เสียโอกาสในการขยายธุรกิจ การไม่มีใบอนุญาตอาจทำให้คุณพลาดโอกาสทางธุรกิจ เช่น การร่วมงานกับบริษัทใหญ่ ๆ หรือการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมธุรกิจจากภาครัฐ และไม่สามารถขยายกิจการหรือเปิดสาขาเพิ่มเติมได้ 6. ขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย ร้านที่ไม่มีใบอนุญาตอาจไม่ได้รับการคุ้มครองในกรณีที่มีปัญหาทางกฎหมาย เช่น การพิพาทเกี่ยวกับคู่ค้า หรือการฟ้องร้องจากลูกค้า 7. ผลกระทบต่อชุมชน การดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน เช่น น้ำเสีย เสียงดัง หรือการใช้พื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนจากชาวบ้าน สรุป การไม่ขอใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารอาจสร้างปัญหาและความเสี่ยงต่อธุรกิจในหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหากฎหมาย การเสียภาษี ไปจนถึงความเสียหายทางภาพลักษณ์ การปฏิบัติตามข้อกำหนดและขอใบอนุญาตที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในระยะยาว ### ภาษีเงินปันผล ภาษีเงินปันผล ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากข้อผูกพันทางภาษี และเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ถือหุ้นทุกคนควรรู้และเข้าใจ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการรายได้และภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาษีที่ผู้ถือหุ้นต้องจ่ายสำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท โดยภาษีนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก : ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลจะหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนที่จะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ผู้ถือหุ้นต้องนำเงินปันผลไปรวมในรายได้เมื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยสามารถใช้สิทธิ เครดิตภาษี เงินปันผล เพื่อลดภาระภาษีได้ 🗳️ เครดิตภาษีเงินปันผล (Tax Credit) ช่วยลดภาระภาษี โดยคำนวณจากเงินปันผลที่ได้รับและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทได้จ่ายไปก่อนหน้านี้ เช่น อัตรา 20% ตัวอย่างการคำนวณ :  เงินปันผลที่ได้รับ: 10,000 บาท เครดิตภาษี = (10,000 ÷ 80) x 20 = 2,500 บาท รวมเงินได้เพื่อคำนวณภาษี = 10,000 + 2,500 = 12,500 บาท จากนั้นผู้ถือหุ้นจะนำรายได้ที่รวมเครดิตภาษีนี้ไปรวมกับรายได้วงเล็บอื่น ๆ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้ และสามารถหักเครดิตภาษีที่ได้คำนวณไว้เพื่อลดภาระภาษีที่ต้องชำระ *** ผู้มีรายได้เงินปันผลมีสิทธิไม่นำมารวมแสดงรายการในแบบภงด.90 ตอนสิ้นปีได้ ถ้าการนำมารวมคำนวณแล้วทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยถือว่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เป็นภาษีสิ้นสุด ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ข้อควรระวังการปิดงบการเงิน ข้อควรระวังการปิดงบการเงิน ตรวจสอบการบันทึกบัญชีให้ครบทุกประเภท เพราะหากข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้งบการเงินผิดพลาดและไม่สะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบันทึกบัญชีทั้งหมดก่อนสรุป เพราะความผิดพลาดจากการ บันทึกบัญชีผิดหมวด หรือบันทึกตัวเลขผิด อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน อย่าลืมตั้งสำรองหนี้สูญ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หรือค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้ชำระ เช่น ค่าภาษี      ค่าจ้างค้างจ่าย ตรวจสอบว่าการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกต้อง เพราะหากมีความผิดพลาด อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังและเสียค่าปรับ กิจการต้องปรับปรุงบัญชี เช่น การตั้งค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ หรือการบันทึกดอกเบี้ยค้างจ่าย ให้ครบถ้วนก่อนปิดงบการเงิน การยื่นงบการเงินล่าช้าเกินกำหนดอาจถูกปรับสูงสุดถึง 50,000 บาท ควรตรวจสอบการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน  รายการบัญชี  เช่น บัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร หรือรายการอื่น ๆ อาจส่งผลต่อความแม่นยำของงบการเงิน  ดังนั้นควรตรวจสอบทุกบัญชีอย่างละเอียด  กิจการควรสำรองข้อมูลทางบัญชีทั้งหมด เช่น ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลหรือเอกสาร เพื่อป้องกันปัญหาการสูญหาย และเก็บหลักฐาน / เอกสารทางบัญชีทุกฉบับอย่างครบถ้วน เพื่อพร้อมสำหรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร การปิดงบการเงินเป็นกระบวนการที่สำคัญและต้องใช้ความรอบคอบ หากละเลยในบางประเด็น อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทได้ ดังนั้นควรวางแผนและตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด 🌟 ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### ภาษีธุรกิจท่องเที่ยวสำหรับผู้ประกอบการ ภาษีธุรกิจท่องเที่ยวสำหรับผู้ประกอบการ การจัดการภาษีในธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้มีเพียงแค่การยื่นภาษีเงินได้ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดที่ ซับซ้อน เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และข้อกำหนดพิเศษที่เกี่ยวข้องกับบริการบางประเภท บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของ "ภาษีธุรกิจท่องเที่ยว" ที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงทางภาษี มาดูกันว่ามีอะไรที่ต้องรู้บ้าง! 🚀✨ รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวเสียภาษีอะไรบ้าง? ธุรกิจท่องเที่ยวควรตรวจสอบภาษีที่ต้องชำระให้ถูกประเภทและครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการยื่นภาษีผิดพลาดหรือยื่นไม่ครบถ้วน หากผู้ประกอบการอยากรู้รายละเอียดการยื่นภาษีเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ Greenpro KSP Group เรามีทีมงานมืออาชีพยินดีให้คำแนะนำและรับเป็นที่ปรึกษาภาษี พร้อมรับวางแผนภาษีธุรกิจท่องเที่ยว ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ได้รับเงินโดยเสน่หา ต้องเสียภาษีแบบไหน  ได้รับเงินโดยเสน่หาต้องเสียภาษีแบบไหน การได้รับเงินโดยเสน่หา หรือ ภาษีการรับให้ (Gift Tax) ถือเป็นรายได้ที่ผู้รับต้องพิจารณาภาระภาษีตามกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้ : กรณีได้รับเงินหรือทรัพย์สินโดนเสน่หา ได้รับจากบุพการี (พ่อแม่), ผู้สืบสันดาน (ลูกหลาน), หรือคู่สมรส : ยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่าทรัพย์สินหรือเงินที่ได้รับ ไม่เกิน 20 ล้านบาท ต่อปีภาษี ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ของมูลค่าส่วนที่เกิน ได้รับจากบุคคลอื่น (ที่ไม่ใช่บุพการี, ผู้สืบสันดาน, หรือคู่สมรส) : ยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่าทรัพย์สินหรือเงินที่ได้รับ ไม่เกิน 10 ล้านบาท ต่อปีภาษี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ของมูลค่าส่วนที่เกิน ตัวอย่างการคำนวณภาษี กรณีได้รับเงินจากพ่อแม่ 25 ล้านบาท: ยอดเงินที่ยกเว้นภาษี: 20 ล้านบาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี: 25 - 20 = 5 ล้านบาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 5,000,000 × 5% = 250,000 บาท กรณีได้รับเงินจากเพื่อน 15 ล้านบาท: ยอดเงินที่ยกเว้นภาษี: 10 ล้านบาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี: 15 - 10 = 5 ล้านบาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 5,000,000 × 5% = 250,000 บาท การยื่นภาษี ผู้รับต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 พร้อมระบุเงินที่ได้รับในส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษี (หากอยู่ในเกณฑ์ยกเว้น)    🔆 อีกทั้งผู้รับต้องมีหลักฐานการให้โดยเสน่หา เช่น สัญญา หรือเอกสารที่แสดงถึงแหล่งที่มาของเงิน และหากผู้รับไม่ยื่นภาษีให้ถูกต้อง อาจถูกเรียกตรวจสอบและเสียค่าปรับ #ได้รับเงินโดยเสน่หาต้องเสียภาษีแบบไหน #บัญชี #ภาษี ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### บริษัททำบุญประจำปีถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ บริษัททำบุญประจำปีถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ : การจัดทำบุญประจำปีของบริษัท เช่น การเลี้ยงพระในวันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ สามารถถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ : มีระเบียบภายในบริษัท: บริษัทควรมีระเบียบหรือข้อกำหนดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดงานทำบุญประจำปี ซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปภายในองค์กร วัตถุประสงค์เพื่อพนักงาน: การจัดงานควรมุ่งเน้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ตลอดจนสร้างความสามัคคีและความกลมเกลียวให้กับพนักงานของบริษัท ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการจัดงานทำบุญประจำปีจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการโดยตรง และสามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้   อย่างไรก็ตาม หากมีการมอบเงินใส่ซองทำบุญถวายพระ รายจ่ายส่วนนี้อาจถูกพิจารณาเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### จัดการบัญชีในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ จัดการบัญชีในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นช่วงสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องจัดการเรื่องบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดโปรโมชัน การให้ของขวัญ หรือกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ มาดูกันว่าในช่วงเทศกาลนี้ ธุรกิจควรใส่ใจกับอะไรบ้างในเรื่องบัญชีและภาษี 1. มอบของขวัญให้ลูกค้า การมอบของขวัญให้ลูกค้าในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ถือเป็นธรรมเนียมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ หาก: เป็นของขวัญที่มีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง (ตามเกณฑ์กรมสรรพากร) มีหลักฐานการซื้อ เช่น ใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษี แต่ถ้าของขวัญมีมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ หรือเป็นของฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับหรูหรา อาจไม่ได้รับการยกเว้นในภาษีทั้งหมด 2. โปรโมชันและส่วนลด ในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ธุรกิจมักมีการจัดโปรโมชันหรือมอบส่วนลดพิเศษ ซึ่งควรคำนึงถึง: การบันทึกยอดขาย: ยอดขายหลังหักส่วนลดต้องบันทึกให้ถูกต้อง โดยยังต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากยอดขายสุทธิ การแจกของแถม: การแจกของแถมต้องระบุในใบกำกับภาษีและแสดงมูลค่าของแถมในใบกำกับภาษี หากของแถมมีมูลค่าที่สามารถตีราคาได้ 3. การซื้ออุปกรณ์ตกแต่งในเทศกาล ธุรกิจหลายแห่งตกแต่งสถานที่หรือซื้ออุปกรณ์ธีมคริสต์มาสและปีใหม่ เช่น ต้นคริสต์มาส ไฟตกแต่ง หรือของประดับอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ : สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้  ควรมีหลักฐานการซื้อขาย เช่น ใบกำกับภาษี เพื่อสามารถหักภาษีซื้อได้ 4. โบนัสและของขวัญพนักงาน การให้โบนัสหรือของขวัญแก่พนักงานในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ถือเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย: โบนัส: ต้องนำไปรวมคำนวณในเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย ของขวัญ: หากเป็นของที่มีมูลค่าไม่มาก สามารถบันทึกเป็นสวัสดิการพนักงานและเป็นค่าใช้จ่ายของ บริษัทได้ ติดต่อบริการรับทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### วิธีแก้ไขข้อบกพร่องของงบการเงินที่ยื่นไปแล้ว วิธีแก้ไขข้อบกพร่องของงบการเงินที่ยื่นไปแล้ว การยื่นงบการเงินเป็นหน้าที่สำคัญของบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสรรพากรตามเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่บางครั้งบริษัทอาจพบว่า งบการเงินที่ยื่นไปแล้วมีข้อผิดพลาด เช่น บัญชีผิดพลาด รายการตกหล่น หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งอาจกระทบทั้งทางภาษี ความน่าเชื่อถือ และความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากคุณพบว่ามีการยื่นงบการเงินที่มีข้อผิดพลาดไปแล้ว ไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากสามารถดำเนินการแก้ไขได้ตามขั้นตอนที่กำหนด โดยมีรายละเอียดดังนี้ : 1. วิเคราะห์ก่อนว่า “ข้อผิดพลาดเกิดจากอะไร?” ก่อนดำเนินการแก้ไข บริษัทควรวิเคราะห์ต้นตอของความผิดพลาดให้ชัดเจนประเภทของข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่: การลงบัญชีผิดพลาด เช่น คำนวณตัวเลขผิด, เดบิต–เครดิตสลับ รายการตกหล่น เช่น ไม่บันทึกรายได้หรือค่าใช้จ่ายบางรายการ ใช้มาตรฐานบัญชีผิด เปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี (เช่น ค่าเสื่อมราคา) มีรายการย้อนหลังที่เกิดขึ้นหลังจากปิดงบแล้ว การตรวจพบจากผู้สอบบัญชีภายหลัง การทราบต้นเหตุจะช่วยกำหนดวิธีการแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักบัญชีและกฎหมาย 2. ต้องแก้ไขอะไรบ้าง? การแก้ไขงบการเงินที่ยื่นไปแล้ว อาจต้องแก้ไขเอกสารหลายชุดพร้อมกัน เช่น: งบการเงินที่ยื่นกับกรมพัฒนาธุรกิจฯ (DBD) แบบ ภงด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) ที่ยื่นกับกรมสรรพากร หมายเหตุประกอบงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี หนังสือรับรองงบการเงิน สมุดบัญชีที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่งบการเงินได้รับการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว (Audit) หากมีการแก้ไขใด ๆ จะต้องให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและลงลายมือชื่อใหม่อีกครั้ง 3. ขั้นตอนการแก้ไขงบการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หากพบข้อผิดพลาดหลังจากยื่นงบผ่าน DBD ไปแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการ ยื่นงบการเงินฉบับแก้ไข (งบฉบับใหม่) โดยมีขั้นตอนดังนี้: จัดทำงบการเงินฉบับแก้ไขใหม่ พร้อมหมายเหตุประกอบงบ ประชุมคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติงบฉบับใหม่ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินฉบับใหม่อีกครั้ง ยื่นงบการเงินฉบับแก้ไขผ่านระบบ DBD e-Filing ระบุในแบบ สบช.3 ว่าเป็น "งบการเงินฉบับแก้ไข" หากมีหนังสือชี้แจงความจำเป็นในการแก้ไขแนบไปด้วย จะช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาได้รวดเร็วขึ้น ⏰ ข้อควรระวัง: หากพ้นกำหนดเวลายื่นงบการเงิน (ภายใน 1 เดือนหลังประชุมสามัญ) จะถูกปรับตามกฎหมาย เว้นแต่มีเหตุอันควร 4. ขั้นตอนการแก้ไขภาษีกับกรมสรรพากร หากการแก้ไขงบการเงินมีผลต่อยอดภาษีที่คำนวณ เช่น รายได้เพิ่มขึ้น = ภาษีต้องจ่ายเพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลง = กำไรเพิ่ม = ภาษีเพิ่มจะต้องดำเนินการยื่นแบบ ภงด.50 หรือแบบแสดงรายการอื่น ๆ ฉบับใหม่ (แก้ไข) ด้วย วิธีดำเนินการ: เตรียมแบบ ภงด.50 ฉบับแก้ไข พร้อมเอกสารแนบ ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือผ่าน e-Filing หากยอดภาษีเพิ่มขึ้น ต้องชำระเงินส่วนต่างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากภาษีลดลง ต้องแนบคำชี้แจง และรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ก่อนพิจารณาคืนเงิน 🔔 หากการแก้ไขเกิดจากเจตนาไม่บริสุทธิ์ อาจเข้าข่าย "หลีกเลี่ยงภาษี" และถูกดำเนินคดีได้ 5. ต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียอื่นหรือไม่? ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการและข้อตกลง เช่น ธนาคาร / สถาบันการเงิน: หากงบใช้ประกอบการขอกู้ ต้องแจ้งและยื่นงบฉบับใหม่ ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน: ควรมีหนังสือชี้แจงอย่างโปร่งใส หน่วยงานภายนอกอื่น: หากยื่นงบให้กับ BOI, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขการแก้ไข 6. คำแนะนำเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินอย่างละเอียดก่อนยื่น ให้ผู้สอบบัญชีช่วยทบทวนตัวเลขในระบบบัญชี มีระบบควบคุมภายในที่เข้มงวด เช่น ตรวจสอบยอดขาย–ต้นทุน–เงินสดทุกเดือน ใช้โปรแกรมบัญชีที่สามารถจัดเก็บประวัติการแก้ไขได้ หากเกิดข้อผิดพลาด ให้ดำเนินการแก้ไขทันที อย่ารอจนเจ้าหน้าที่ตรวจพบ 7. งบการเงินที่แก้ไข ต้องจัดทำย้อนหลังหรือแสดงผลกระทบในปีปัจจุบัน? ในทางปฏิบัติการบัญชี ตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) หากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และเกิดจากงวดก่อนหน้า (prior period errors) บริษัทจะต้อง: ปรับปรุงงบย้อนหลัง (restatement) เปิดเผยรายละเอียดใน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น:ปี 2566 ยื่นงบไปแล้ว แต่พบว่าค่าใช้จ่ายในปี 2565 บันทึกขาดไป 2 ล้านบาท✅ ต้องจัดทำงบปี 2565 ใหม่ พร้อมหมายเหตุว่าเป็นฉบับแก้ไข✅ ไม่สามารถนำไปลงในปี 2566 ได้เพียงอย่างเดียว แต่ในกรณีที่ข้อผิดพลาด “ไม่เป็นสาระสำคัญ” หรือเป็นเพียงการประมาณการบัญชีที่เปลี่ยนแปลง (เช่น ปรับอัตราค่าเสื่อม) บริษัทสามารถบันทึกผลกระทบในงวดปัจจุบันได้เลย โดยไม่ต้องย้อนกลับไปแก้ปีเก่า การพิจารณาว่าจะย้อนหลังหรือไม่ ต้องดูจากสาระสำคัญและผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งบการเงินเป็นหลัก 8. แล้วถ้ามีการ “เปลี่ยนผู้สอบบัญชี” หลังยื่นงบ ต้องทำยังไง? หากหลังยื่นงบการเงินแล้วบริษัทมีการเปลี่ยนผู้สอบบัญชี และต่อมาพบว่าต้องแก้ไขงบที่ตรวจสอบไปแล้ว✅ บริษัทสามารถให้ผู้สอบบัญชีคนใหม่ตรวจสอบงบฉบับแก้ไขได้แต่ต้องแนบหนังสือแสดงเหตุผลของการเปลี่ยนผู้สอบบัญชีและเปิดเผยให้ชัดเจนในหมายเหตุประกอบงบ ว่า“งบการเงินฉบับนี้เป็นการแก้ไขจากฉบับที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งเปลี่ยนผู้สอบบัญชีจาก... เป็น...” ทั้งนี้ อาจมีผลต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงินในมุมมองของผู้ลงทุน หรือหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สถาบันการเงิน 9. ถ้าการแก้ไขมาจากการ “ถูกตรวจสอบจากสรรพากร” ควรดำเนินการอย่างไร? ในหลายกรณี บริษัทไม่ได้รู้ตัวเองว่ามีข้อผิดพลาดแต่เกิดจากการที่กรมสรรพากรเข้ามาตรวจภาษีย้อนหลัง แล้วพบว่า: รายได้ที่ไม่ได้นำมาบันทึก ค่าใช้จ่ายต้องห้ามที่บันทึกผิด รายการสินค้าคงเหลือคลาดเคลื่อน ในกรณีนี้ บริษัทควร: ขอคัดสำเนาข้อค้นพบจากเจ้าหน้าที่ นัดผู้สอบบัญชี/ที่ปรึกษาภาษี เพื่อประเมินผลกระทบ ตัดสินใจว่าควรแก้ไขงบการเงินหรือไม่ หากแก้ไข ให้รีบยื่นงบฉบับใหม่ และปรับแบบ ภงด.50 พร้อมชำระภาษีเพิ่มเติม 💡 ข้อแนะนำ: ยิ่งบริษัทให้ความร่วมมือเร็วเท่าไร โอกาสได้รับ “ลดเบี้ยปรับ/เงินเพิ่ม” ก็จะมีมากขึ้น 10. ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหาร / CFO / ฝ่ายบัญชี การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ควรเริ่มจากระบบควบคุมภายในที่ดีและวัฒนธรรมการทำงานที่โปร่งใส เช่น: จัดทำบัญชีประจำเดือน ไม่รอปิดบัญชีปลายปี มีการ รีวิวภายในก่อนส่งงบให้ผู้สอบบัญชี ใช้ระบบ ERP หรือโปรแกรมบัญชีที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ ตรวจสอบยอดสินค้าคงเหลือ / รายได้ / ลูกหนี้–เจ้าหนี้ ทุกไตรมาส จัดอบรมพนักงานบัญชีเป็นประจำ วางนโยบาย “แจ้งข้อผิดพลาดโดยไม่ลงโทษ” เพื่อให้ทีมกล้าแจ้งปัญหา “งบการเงินที่ยื่นแล้ว… แก้ไขได้ แต่ต้องถูกต้อง” การแก้ไขข้อผิดพลาดในงบการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ และถูกต้องตามกฎหมายเพราะงบการเงินคือภาพสะท้อนของธุรกิจหากตัวเลขไม่แม่นยำ = ความเชื่อมั่นของคู่ค้าหายไปหากภาษีผิด = ความเสี่ยงทางกฎหมายตามมา ✅ ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเป็นข้อผิดพลาดจากอะไร✅ ดำเนินการยื่นเอกสารใหม่ทั้ง DBD และสรรพากร✅ แจ้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส✅ หากไม่แน่ใจ ต้องรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะในโลกธุรกิจ “ความผิดพลาดแก้ได้... แต่ความไว้ใจเสียไปแล้ว อาจไม่กลับมา” ข้อควรระวัง :  การแก้ไขงบการเงินที่ยื่นไปแล้วสามารถทำได้ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เป็นระบบ และต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ผู้สอบบัญชี และผู้ถือหุ้น สิ่งสำคัญคือ ต้อง มีเหตุผลที่ชัดเจน โปร่งใส และจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางภาษีหรือกฎหมายในอนาคต หากไม่มั่นใจในการดำเนินการ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือนักบัญชีมืออาชีพอย่าง กรีนโปร เคเอสพี กรุ๊ป เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปตามมาตรฐานและถูกต้องที่สุด ติดต่อบริการปิดงบการเงิน ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### บทลงโทษการไม่จัดทำบัญชี บทลงโทษการไม่จัดทำบัญชี การไม่จัดทำบัญชีหรือจัดทำบัญชีไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด อาจส่งผลให้ธุรกิจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมาย ดังนี้: กิจการไม่จัดทำบัญชีบทลงโทษ : ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือปรับรายวันเพิ่มไม่เกินวันละ 1,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน ไม่จัดทำงบการเงิน หรือ ยื่นงบการเงินบทลงโทษ : ปรับไม่เกิน 50,000 บาท งบการเงินไม่มีการตรวจสอบ หรือ ไม่ได้รับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตบทลงโทษ : ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ไม่เก็บรักษาเอกสารบัญชีบทลงโทษ : ปรับไม่เกิน 50,000 บาท ดังนั้น การจัดทำบัญชีที่ถูกต้องและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันบทลงโทษทางกฎหมาย แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### จดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ การจัดตั้งบริษัทในครั้งแรก ทุกบริษัทจะต้องระบุวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรบ้าง แต่สามารถจดเพิ่มวัตถุประสงค์หลังจากจัดตั้งเสร็จได้ ซึ่งวัตถุประสงค์จะมีผลต่อการทำบัญชีในภายหลัง จึงควรระบุวัตถุประสงค์ให้ตรงกับธุรกิจที่ทำจริง จดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ หลังจากประกอบกิจการมาสักระยะหนึ่งแล้วต้องการขยายกิจการหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ เพิ่มเติมจากวัตถุประสงค์ที่เคยแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำเป็นต้องจดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ หรือแก้ไขวัตถุประสงค์ กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อให้มีมติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อที่ 3 (วัตถุประสงค์) ขั้นตอนการจดเพิ่มวัตถุประสงค์ ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ลงโฆษณาหนังสือพิมพ์ท้องที่และส่งเรื่องให้ทางไปรษณีย์หรือส่งให้กับผู้ถือหุ้นด้วยตัวเอง ก่อนวันประชุมไม่ต่ำกว่า 14 วัน โดยระบุรายละเอียดของการประชุมเรื่องแก้ไขวัตถุประสงค์ของบริษัท จัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยในที่ประชุมต้องมีมติคะแนนเสียงข้างมาก (ไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่มาประชุม) จัดทำเอกสารและให้กรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์หรือเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนใจ แก้ไขมูลค่าหุ้น เอกสารที่ใช้จดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ เอกสารคำขอจดทะเบียนเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ที่ต้องการเพิ่มหรือแก้ไขใหม่ สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ เอกสารของบริษัท หนังสือมอบอำนาจ กรณีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามไม่สะดวกไปด้วยตัวเอง รับจดเพิ่มวัตถุประสงค์ สำหรับผู้ประกอบการท่านใด หรือบริษัทไหนที่ต้องการใช้บริการรับจดเพิ่มวัตถุประสงค์ เพื่อความสะดวกสบาย รวดเร็ว ข้อมูลถูกต้องแม่นยำ สามารถติดต่อเราได้ที่ 02-2100281 หรือ 084-3604656 เรายินดีให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นที่น่าสนใจ อย่างเช่น บริการจดเพิ่มทุน ### การจัดทำบัญชีของกิจการช่วงสิ้นปี การจัดทำบัญชีของกิจการช่วงสิ้นปี ใกล้สิ้นปีเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับธุรกิจในการจัดการเรื่องบัญชีเพื่อสรุปผลการดำเนินงานและเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนในปีถัดไป ขั้นตอนหลักๆ ที่กิจการต้องดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีในช่วงสิ้นปีมีดังนี้ : 1. สรุปรายได้และค่าใช้จ่าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการบันทึกรายการรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกำไรขาดทุนในปีที่ผ่านมาชัดเจน 2. ตรวจสอบบัญชีลูกหนี้และเจ้าหนี้ ตรวจสอบรายการลูกหนี้ที่ค้างรับและเจ้าหนี้ที่ค้างชำระเพื่อให้มีความถูกต้อง บันทึกการเรียกเก็บหนี้หรือชำระหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงสิ้นปี และทำการปรับปรุงข้อมูลให้ครบถ้วน 3. ประเมินสินค้าคงเหลือ ตรวจนับสินค้าและประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือทั้งหมด เพื่อคำนวณต้นทุนของสินค้าที่ขายและคำนวณกำไรขั้นต้น 4. ตรวจสอบทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคา ตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินถาวรและคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินในรอบปี รวมถึงทำการปรับปรุงข้อมูลสำหรับทรัพย์สินที่ถูกขาย หรือชำรุด เพื่อให้ข้อมูลทางบัญชีของทรัพย์สินเป็นปัจจุบัน 5. รวบรวมเอกสารภาษี เตรียมเอกสารภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับยื่นภาษีที่ถูกต้อง นอกจากนี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากิจการไม่มีภาษีค้างชำระ 6. ปิดบัญชีและจัดทำงบการเงิน เมื่อสรุปรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ให้ปิดบัญชีประจำปีและจัดทำงบการเงิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสรุปสถานะทางการเงินของกิจการในปีที่ผ่านมา 7. จัดทำงบกำไรขาดทุนและวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน สรุปผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาในงบกำไรขาดทุน เพื่อวิเคราะห์ว่าธุรกิจมีการเติบโตหรือมีปัญหาในด้านใด และเตรียมวางแผนการดำเนินงานในปีถัดไป 8. ประเมินสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตรวจสอบว่ากิจการมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีใดบ้างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ 9. การตรวจสอบบัญชี จัดเตรียมเอกสารและข้อมูล ให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบบัญชี  10. วางแผนทางการเงินสำหรับปีถัดไป ใช้ข้อมูลจากงบการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเพื่อวางแผนทางการเงินสำหรับปีหน้า เช่น การตั้งเป้าหมายรายได้ และการบริหารค่าใช้จ่าย 11. สรุปผลการดำเนินงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงานและส่งต่อข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการ ผู้ถือหุ้น เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของธุรกิจและวางแผนการดำเนินงานในปีถัดไป การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้การปิดบัญชีสิ้นปีเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจสำหรับการเติบโตในอนาคต ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### เงินเพิ่ม เงินเพิ่ม หมายถึง ค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น เนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางภาษี  เช่น การยื่นแบบภาษีล่าช้า การชำระภาษีไม่ครบถ้วน หรือการไม่ชำระภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนดในอัตราที่ 1.5% ต่อเดือน โดยคำนวณจากวันที่ต้องชำระภาษีจนถึงวันที่ชำระภาษีครบถ้วน การยื่นแบบภาษีล่าช้า กรมสรรพากรจะเรียกเก็บเงิน โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ  การชำระภาษีไม่ครบถ้วน หากผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด กรมสรรพากรจะเรียกเก็บเงินจากจำนวนภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ  การไม่ชำระภาษี หากผู้เสียภาษีไม่ได้ชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด จะต้องชำระเงิน ซึ่งคำนวณจากจำนวนภาษีที่ยังคงค้างชำระ การตรวจพบภาษีที่ไม่ถูกต้อง หากกรมสรรพากรตรวจพบว่าผู้เสียภาษีมีการคำนวณหรือแสดงข้อมูลภาษีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้มีการชำระภาษีไม่ครบตามความเป็นจริง ผู้เสียภาษีจะต้องชำระเงินจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม  การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมสรรพากร หากผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำร้องขอของกรมสรรพากร เช่น การไม่จัดส่งเอกสารตามที่กำหนด อาจถูกเรียกเก็บเงินหรือต้องชำระค่าปรับ ตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด  ความรู้เพิ่มเติม การคำนวณ : คำนวณเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่กำหนดชำระภาษีจนถึงวันที่ชำระภาษี การลดหย่อน : บางกรณีกรมสรรพากรอาจพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนได้ หากผู้เสียภาษีมีเหตุผลอันสมควรในการยื่นแบบหรือชำระภาษีล่าช้า สนใจบริการรับที่ปรึกษาภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### 5 สิ่งที่ผู้ประกอบการละเลยทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาตามมาภายหลัง 5สิ่งที่ผู้ประกอบการละเลยทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาตามมาภายหลัง การทำธุรกิจจำเป็นต้องมีการวางแผนและการจัดการที่ดี แต่บ่อยครั้งผู้ประกอบการมักมองข้ามบางเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต มาดูกันว่ามีประเด็นอะไรบ้าง  1. ทำบัญชีไม่เป็นระบบ การบันทึกบัญชีที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนจะทำให้ธุรกิจเผชิญกับปัญหาทางการเงินและการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 2. ไม่วางแผนกระแสเงินสด เมื่อกิจการไม่วางแผนกระแสเงินสดอาจทำให้ธุรกิจเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่อง เช่น ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด 3. ไม่วางแผนการชำระภาษี การไม่วางแผนการชำระภาษีอาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางการเงินและกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว เช่น การเสียภาษีมากกว่าที่ควร หรือการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังที่อาจนำไปสู่ค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มเติม 4. ไม่ประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจ หากเจ้าของกิจการไม่วิเคราะห์และไม่วางแผนรับมือกับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เช่น การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ การขาดทุนจากการจัดการที่ไม่ดี อาจทำให้กิจการปิดตัวลงได้ในที่สุด 5. ไม่ติดตามสถานะทางการเงิน หากกิจการไม่ติดตามสถานะทางการเงิน เช่น ไม่ตรวจสอบยอดคงเหลือ ไม่ดูงบการเงิน หรือไม่ทบทวนรายรับ-รายจ่าย อาจทำให้ธุรกิจประสบปัญหาทางการเงิน แและไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ทันที  สนใจบริการรับทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### 7 วิธีเช็คกระแสเงินสดเพื่อไม่ให้กิจการขาดสภาพคล่อง 7วิธีเช็คกระแสเงินสดเพื่อไม่ให้กิจการขาดสภาพคล่อง การตรวจสอบกระแสเงินสดก่อนที่กิจการจะประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท การทำอย่างเป็นระบบและมีวินัยจะช่วยให้คุณสามารถป้องกันปัญหาทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ มาดูวิธีการตรวจสอบและจัดการกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ 🌟🚀 1. จัดทำงบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ การจัดทำงบกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องช่วยให้กิจการเข้าใจการเคลื่อนไหวของเงินสด ทั้งการรับและจ่ายเงินในแต่ละช่วงเวลา และช่วยให้กิจการเห็นภาพรวมของการเคลื่อนไหวของเงินสดและตรวจสอบว่ามีปัญหาสภาพคล่องเกิดขึ้นหรือไม่ 2. วิเคราะห์กระแสเงินสดสุทธิ  ดูว่ากระแสเงินสดสุทธิในแต่ละเดือนเป็นบวกหรือลบ หากมีกระแสเงินสดเป็นลบอย่างต่อเนื่อง อาจบ่งบอกถึงปัญหาสภาพคล่องที่กำลังจะเกิดขึ้น กิจการควรมีเงินสดสำรองเพียงพอสำหรับการดำเนินงานอย่างน้อย 3-6 เดือนในกรณีฉุกเฉิน 3. ประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้า การคาดการณ์กระแสเงินสดล่วงหน้า โดยพิจารณาจากรายได้ที่คาดว่าจะได้รับและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายออก เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการขาดแคลนเงินสดที่อาจเกิดขึ้น และทำการปรับตัวได้ทันเวลา เช่น การเลื่อนการชำระหนี้   การขอระดมทุน หรือการลดค่าใช้จ่าย 4. ตรวจสอบการเก็บเงินจากลูกค้า  หากมียอดลูกหนี้ค้างชำระสูงหรือลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่ควร อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด กิจการต้องวางนโยบายการให้เครดิตแก่ลูกค้าอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่อง 5. ควบคุมการจ่ายเงิน  ตรวจสอบว่าบริษัทจ่ายเงินออกตามกำหนดการหรือไม่ โดยควรจัดลำดับความสำคัญในการจ่ายหนี้ เช่น จ่ายหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงหรือค่าปรับก่อน พยายามเจรจากับผู้ขายหรือเจ้าหนี้เพื่อขยายระยะเวลาการชำระเงินออกไปเพื่อช่วยรักษาสภาพคล่อง 6. ตรวจสอบสินค้าคงคลัง  การมีสินค้าคงคลังมากเกินไปอาจทำให้เงินสดจมไปกับสินค้าและหมุนเป็นเงินสดได้ช้า ดังนั้นตรวจสอบให้มั่นใจว่าสินค้าคงคลังถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และพยายามลดสินค้าคงคลังที่ขายได้ยาก 7. ประเมินการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ตรวจสอบการใช้จ่ายในทุกด้าน โดยพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายใดสามารถลดหรือชะลอการใช้จ่ายได้ เพื่อรักษากระแสเงินสดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### การจ่ายภาษีค่าบริการจากต่างประเทศ การจ่ายภาษีค่าบริการจากต่างประเทศ ปัจจุบันผู้ประกอบการในประเทศไทยมักใช้บริการจากต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การซื้อโฆษณาออนไลน์ การใช้ซอฟต์แวร์ หรือการจ้างบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการที่ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม การรับบริการจากต่างประเทศยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยมีรายละเอียดและข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการควรทราบดังนี้ : 1. การรับบริการจากต่างประเทศ การซื้อโฆษณาออนไลน์: การใช้บริการโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Google Ads, Facebook Ads, หรือ YouTube ซึ่งเป็นการทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง การใช้ซอฟต์แวร์: สำหรับใช้ในธุรกิจ เช่น Adobe, Microsoft Office 365 บริการอื่นๆ จากต่างประเทศ: เช่น การว่าจ้างที่ปรึกษาหรือเอเจนซีต่างประเทศ การใช้บริการโฮสติ้ง (Hosting) หรือคลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) ต่างๆ เช่น AWS หรือ Google Cloud 2. การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การรับบริการจากต่างประเทศถือว่าเป็นการนำเข้าบริการมายังประเทศไทย ดังนั้น ผู้รับบริการในไทยจะต้องเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย โดยคิดในอัตรา 7% ของมูลค่าการรับบริการ ตัวอย่าง: หากธุรกิจของคุณซื้อโฆษณาออนไลน์จาก Facebook มูลค่า 100,000 บาท จะต้องชำระภาษี VAT เพิ่มอีก 7,000 บาท (รวมเป็น 107,000 บาท) 3. การยื่นแบบและชำระภาษี การรับบริการจากต่างประเทศต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ซึ่งเป็นแบบสำหรับการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการรับบริการที่ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย กำหนดเวลายื่นและชำระภาษี: ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปหลังจากเดือนที่มีการรับบริการตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อโฆษณาออนไลน์ในเดือนตุลาคม 2024 คุณจะต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2024 โดยเมื่อชำระแล้วสามารถนำมาเป็นภาษีซื้อในเดือนพฤศจิกายนได้ 4. เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมให้ทางบัญชี ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) จากผู้ให้บริการที่แสดงรายละเอียดค่าบริการที่ชัดเจน เอกสารการชำระเงิน เช่น รายงานการโอนเงินจากธนาคารหรือหลักฐานการชำระเงินออนไลน์ 🚫 หากไม่ยื่นแบบหรือไม่มีการจ่ายภาษีค่าบริการจากต่างประเทศ อาจทำให้ธุรกิจถูกปรับหรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมกับดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อกำหนดในการยื่นภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### การลดหย่อนภาษี การลดหย่อนภาษีแต่ละประเภท เพื่อช่วยให้ท่านสามารถวางแผนการเงินได้ดีขึ้นและช่วยลดภาระทางภาษีที่ต้องจ่ายในปี 2567 ลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท (ในกรณีคู่สมรสไม่มีรายได้) ค่าลดหย่อนค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตร : บุตรคนแรกลดหย่อนได้ 30,000 บาท บุตรคนที่สองขึ้นไปที่เกิดขึ้นในปีหรือหลังปี 2561 ลดหย่อนได้เพิ่มอีก 30,000 บาทต่อคน ค่าลดหย่อนบิดา-มารดา คนละ 30,000 บาท (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อน) ค่าลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท ลดหย่อนภาษีการอบรมและการลงทุน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% หรือไม่เกิน 500,000 บาท กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% หรือไม่เกิน 200,000 บาท เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินเดือนหรือไม่เกิน 500,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 9,000 บาท ลดหย่อนภาษีการทำประกัน เบี้ยประกันชีวิตที่กรมธรรม์มีอายุ 10 ปีขึ้นไป ลดหย่อนได้ตามจริงและเบี้ยประกันสุขภาพไม่เกิน 25,000 บาทแต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% แต่ไม่เกิน 200,000 บาท เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท ลดหย่อนภาษีจากการบริจาค บริจาคเพื่อการศึกษา การกุศล และการกีฬา ลดหย่อนได้ 2 เท่าแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ บริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ค่าลดหย่อนจากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 13,200 บาท ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### จุดTAX POINT ธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ จุดTAX POINT ธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ จุดเกิดภาษี (Tax Point) หมายถึง จุดที่กิจการถูกกำหนดว่ามีภาระภาษีเกิดขึ้นแล้ว จะมีหน้าที่ในการเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ และจุดเกิดภาษี (Tax Point) ของแต่ละประเภทธุรกิจมีความแตกต่างกันตามลักษณะการดำเนินงานและประเภทของธุรกรรม ต่อไปนี้คือการจำแนกจุดเกิดภาษีสำหรับธุรกิจซื้อมา-ขายไป, ธุรกิจบริการ 1. ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading Business) Tax Point: ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ได้รับการชำระเงินค่าสินค้า ออกใบกำกับภาษี ✔️ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการชำระเงิน หากออกใบกำกับภาษีถือว่า TAX POINT เกิดขึ้นแล้ว 2. ธุรกิจบริการ (Service Business) Tax Point: ได้รับการชำระเงินค่าบริการ ออกใบกำกับภาษี  ✔️ ในการขายสินค้าหรือบริการเมื่อมีภาระภาษีเกิดขึ้น ถือว่ากิจการมีหน้าที่ในการจัดเก็บ VAT จากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ   ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### ธุรกิจดูดวงต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ธุรกิจดูดวงต้องเสียภาษีอะไรบ้าง 🧙🏻‍♀️ เพื่อให้เจ้าของกิจการยื่นภาษีได้อย่างครบถ้วนและเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย มาดูกันว่าธุรกิจดูดวงต้องเสียภาษีอะไรบ้าง 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 ) หมอดูที่ให้บริการในนามบุคคลธรรมดาจะต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรายได้จากการดูดวงถือเป็น "รายได้จากการประกอบอาชีพอิสระ" ซึ่งต้องรวมกับรายได้อื่น ๆ (ถ้ามี) ในการยื่นภาษีทุกปี 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากหมอดูมีรายได้จากการดูดวงเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากหมอดูให้บริการกับลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล อาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของค่าบริการ หมอดูจะได้รับใบหัก ณ ที่จ่าย และต้องนำมายื่นภาษีภ.ง.ด.94 / ภ.ง.ด.90 และนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วมา หักออกจากภาษีที่ต้องชำระในปีนั้น ๆ 4. การยื่นแบบภาษีและการจัดทำบัญชี หมอดูควรจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างถูกต้องและครบถ้วน เพื่อให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### 4ความผิดที่กิจการมักถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 4ความผิดที่กิจการมักถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง การถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังมักเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายคนกังวล เนื่องจากหากพบข้อผิดพลาดหรือการรายงานที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่การเสียค่าปรับหรือภาษีย้อนหลังได้ ซึ่งมีบางความผิดที่มักจะถูกตรวจสอบบ่อยๆ โดยเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากร มาดู 4ความผิดที่กิจการมักถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง : 1. ขายสินค้าออนไลน์แต่ไม่ยื่นรายได้ การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มของผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะหากเป็นการขายสินค้า ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ซึ่งมีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายได้เป็นการเหมา (60%) หรือหักค่าใช้จ่ายตามจริง ทำให้ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีปีละ 2 ครั้ง คือ กลางปี (ภ.ง.ด.94) และปลายปี (ภ.ง.ด.90) ซึ่งหากผู้มีเงินได้ไม่ได้ยื่นแบบหรือยื่นไม่ครบถ้วน สรรพากรอาจเรียกตรวจสอบได้ 2. การหักค่าใช้จ่ายเกินจริงหรือไม่ถูกต้อง  การหักค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายภาษี เช่น การบันทึกค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือการหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาเป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ เป็นอีกหนึ่งความผิดที่มักถูกตรวจสอบ หากพบว่ามีการหักค่าใช้จ่ายเกินจริง หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานการใช้จ่ายได้ อาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 3. การออกใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง  ใบกำกับภาษีเป็นเอกสารสำคัญในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีการออกใบกำกับภาษีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีการออกใบกำกับภาษีตามข้อกำหนด อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้ การตรวจสอบเอกสารทางภาษีที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่สรรพากรให้ความสำคัญในการตรวจสอบ 4. ยื่นแบบแสดงเงินได้ผิดประเภท การยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผิดประเภทตามมาตรา 40 จะมีผลทำให้เสียภาษีไม่ถูกต้อง เนื่องจากเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายในอัตราที่ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น เงินได้มาตรา 40 (2) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท แต่เงินได้มาตรา 40 (8) หักค่าใช้จ่ายได้ 60% หรือหักจ่ายตามจริง 🚫 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังและการเสียค่าปรับที่ไม่จำเป็น ควรจัดการการเงินและการทำบัญชีของธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างเคร่งครัด และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีหรือภาษีเพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้อง ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### ทฤษฎี 21 วันเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเพื่อให้ธุรกิจมีการจัดการบัญชีที่ดีขึ้น ทฤษฎี21วันเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเพื่อให้ธุรกิจมีการจัดการบัญชีที่ดีขึ้น คุณเคยได้ยินเรื่องทฤษฎี 21 วันไหม? นักวิจัยหลายคนเชื่อว่าหากเราทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลา 21 วัน มันจะกลายเป็นพฤติกรรมที่ติดเป็นนิสัย ลองนำทฤษฎีนี้มาใช้กับงานบัญชีกันดีกว่า เพื่อให้ธุรกิจของคุณมีระบบการจัดการบัญชีที่ดีขึ้น!" 👀🚀 1. ทำบัญชีรายวันอย่างสม่ำเสมอ ตั้งเป้าหมายบันทึกรายรับ-รายจ่าย ติดต่อกันเป็นเวลา 21 วัน เมื่อทำเป็นประจำทุกวัน คุณจะเริ่มคุ้นเคยและรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการจัดการการเงินของธุรกิจ ทำให้ข้อมูลมีการอัพเดตเป็นปัจจุบันและแม่นยำ 2. จัดการเอกสารให้เป็นระบบ จัดการเอกสารต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จและใบกำกับภาษี ในทุก ๆ วัน เพื่อให้คุณติดนิสัยการเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ และทำให้การจัดทำบัญชีและการยื่นภาษีในอนาคตง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3. ตรวจสอบกระแสเงินสดทุกสัปดาห์ การตรวจสอบกระแสเงินสดเป็นประจำ ช่วยให้มองเห็นสถานะการเงินของธุรกิจ ลองทำติดต่อกัน 3 สัปดาห์ หรือตลอด 21 วัน คุณจะพบว่าการทบทวนงบการเงินเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น 4. ติดตามข่าวบัญชีภาษี  อัพเดตความรู้เกี่ยวกับข่าวบัญชีภาษี ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความ สัมมนาออนไลน์ หรือการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจและปฏิบัติตามข้อบังคับที่ถูกต้อง 5. ศึกษาโปรแกรมบัญชี หากคุณยังไม่คุ้นเคยกับโปรแกรมบัญชี ลองฝึกใช้งานติดต่อกัน 21 วัน เพื่อให้คุณเชี่ยวชาญและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  👀🌟 มาลองท้าทายตัวเองด้วยทฤษฎี 21 วันในงานบัญชี และสร้างนิสัยใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีระบบการจัดการบัญชีที่ดีขึ้น! อย่าลืมว่าการเริ่มต้นอย่างสม่ำเสมอ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### การเตรียมตัวเพื่อไม่ให้โดนสรรพากรตรวจสอบ การเตรียมตัวเพื่อไม่ให้โดนสรรพากรตรวจสอบ ตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบกำกับภาษีที่ออกและได้รับมีข้อมูลครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการรักษาใบกำกับภาษีในรูปแบบที่สามารถนำมาตรวจสอบได้เมื่อมีการเรียกตรวจจากสรรพากร จัดทำรายงานภาษีและยื่นภาษีให้ตรงเวลา จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควรยื่นภาษีตรงตามกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงในการตรวจสอบและการโดนค่าปรับ บันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ การบันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และตรงตามมาตรฐานบัญชีจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำบัญชี ตรวจสอบเอกสารค่าใช้จ่าย ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย เช่น ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี มีความครบถ้วนและถูกต้อง ควรเก็บรักษาเอกสารที่สำคัญไว้อย่างดีเพื่อใช้ในการตรวจสอบภาษี ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีเพื่อช่วยจัดการเอกสาร การใช้ซอฟต์แวร์บัญชีสามารถช่วยบันทึกข้อมูลและจัดทำรายงานภาษีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลดความผิดพลาดในการคำนวณและการบันทึกข้อมูล ทบทวนงบการเงินก่อนยื่นภาษี ตรวจสอบงบการเงินประจำปี เช่น งบกำไรขาดทุน และงบแสดงฐานะการเงิน ให้มั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดถูกต้องและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการประกอบธุรกิจ ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี หากธุรกิจมีความซับซ้อน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชี อย่างเช่น Greenpro ksp group ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อให้คำแนะนำในการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 🌟 การปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบของสรรพากรและทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น สนใจบริการรับทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### สิ่งที่สรรพากรตรวจสอบเอกสารภายในธุรกิจ สรรพากรจะตรวจสอบข้อมูลและเอกสารของธุรกิจเพื่อให้แน่ใจว่าการยื่นภาษีถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย หากพบข้อผิดพลาดหรือความผิดปกติ ธุรกิจอาจต้องรับผิดชอบค่าปรับหรือการตรวจสอบเพิ่มเติม ดังนั้นควรทราบถึงสิ่งที่สรรพากรจะตรวจสอบและการเตรียมตัวเพื่อไม่ให้โดนสรรพากรตรวจสอบ ดังนี้ :  สิ่งที่สรรพากรตรวจสอบเอกสารภายในธุรกิจ ความถูกต้องของใบกำกับภาษี  สรรพากรจะตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี อย่างเช่น ชื่อ, ที่อยู่, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี, วันที่ออกเอกสาร และรายการสินค้า/บริการ เป็นต้น  รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย  การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะต้องสอดคล้องกับรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย เพราะสรรพากรจะตรวจสอบว่ามีการบันทึกอย่างครบถ้วนหรือไม่  รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย  รายงานการหักภาษี ณ ที่จ่ายต้องตรงกับเอกสารรายจ่ายของธุรกิจ สรรพากรจะตรวจสอบว่าธุรกิจมีการหักภาษีและนำส่งตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ งบการเงิน  สรรพากรอาจสุ่มตรวจสอบงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด เพื่อตรวจสอบว่าการบันทึกข้อมูลบัญชีตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ค่าใช้จ่ายนำมาหักได้ สรรพากรมักตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจนำมาลดหย่อนภาษี เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่า และค่าบริการ ว่ามีหลักฐานและเหตุผลเพียงพอหรือไม่ เอกสารทางการเงินและการจัดทำบัญชี เอกสารการเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน บัญชีธนาคาร และสรรพากรจะตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าการบันทึกถูกต้องและไม่ขัดกับกฎหมายบัญชีและสรรพากร สนใจบริการรับทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### 4ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ 4ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ การจดทะเบียนบริษัทออนไลน์เป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับผู้ประกอบการ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือจัดการเอกสารมากมาย เพียงขั้นตอนดังต่อไปนี้คุณก็สามารถเปิดบริษัทได้จากทุกที่🏙️ อนุมัติการจองชื่อบริษัท : ลูกค้าส่งชื่อภาษาไทย-อังกฤษ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนกรรมการ ให้บริษัทจองชื่อพร้อมอนุมัติใน 5 นาที 2. รับข้อมูลและส่งเอกสาร : ที่ใช้ในการจัดทำแบบฟอร์มจดทะเบียนบริษัทจากลูกค้าและยื่นเรื่องจดทะเบียน 3. ลูกค้าสแกนใบหน้า : ยืนยันตัวตนการจดทะเบียน 4. นำส่งเอกสารจัดตั้งบริษัทให้ลูกค้า : ภายใน 1-2 วันทำการหลังจากเราได้รับเอกสารจดจัดตั้ง (หนังสือรับรอง) หรือลูกค้าสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้โดยตรงจาก DBD โดยที่ชำระค่าจดทะเบียนครบถ้วน สนใจคลิก >>> จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### การเตรียมเอกสารและจัดทำบัญชีให้ถูกต้องเพื่อการยื่นภาษีประจำปี การเตรียมเอกสารบัญชีเพื่อยื่นภาษีประจำปี การเตรียมเอกสารและจัดทำบัญชีให้ถูกต้องเพื่อการยื่นภาษีประจำปีเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การยื่นภาษีราบรื่น ลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบจากกรมสรรพากร และสามารถใช้ประโยชน์การลดหย่อนภาษีได้เต็มที่ โดยมีวิธีการดังนี้ 1. รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี: ควรจัดเก็บใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนตลอดทั้งปี โดยแยกประเภทของรายได้และค่าใช้จ่าย เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย: ควรเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายทั้งในส่วนของการรับและการจ่ายให้ครบถ้วน เอกสารเกี่ยวกับสินทรัพย์: หากมีการซื้อสินทรัพย์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในระหว่างปี ควรจัดเก็บเอกสารเหล่านี้เพื่อใช้ในการคำนวณค่าเสื่อมราคา 2. การจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่าย บันทึกบัญชีรายรับ: ตรวจสอบว่ามีการบันทึกทุกรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปีอย่างถูกต้อง และแบ่งประเภทของรายได้ตามที่กฎหมายภาษีกำหนด บันทึกบัญชีรายจ่าย: แยกรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและรายจ่ายส่วนบุคคลออกจากกัน รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเท่านั้นที่จะสามารถหักลดหย่อนได้ การคำนวณต้นทุนขาย: สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าคงคลัง ต้องตรวจนับจำนวนสินค้าคงคลังในปลายปี เพื่อคำนวณต้นทุนขายที่ถูกต้อง 3. การจัดเตรียมงบการเงิน งบกำไรขาดทุน: จัดทำงบกำไรขาดทุนเพื่อแสดงรายได้ทั้งหมด รายจ่าย และกำไรสุทธิตลอดปี งบดุล: งบดุลแสดงฐานะทางการเงิน ณ วันสิ้นปีบัญชีว่าธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนอยู่ในระดับใด งบกระแสเงินสด: แสดงการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสดเข้าและออกจากกิจการ 4. การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและรายการบัญชี ตรวจสอบว่าเอกสารและรายการบัญชีทั้งหมดมีความถูกต้อง และสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้ยื่นไปก่อนหน้า ตรวจสอบว่ายื่นรายงานทางการเงินและภาษีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนทุกฉบับ เช่น รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย (VAT), รายงานหักภาษี ณ ที่จ่าย, และการยื่นประกันสังคม 5. การยื่นแบบและชำระภาษี ตรวจสอบวันกำหนดยื่นภาษีของธุรกิจ และเตรียมยื่นแบบฟอร์มภาษีให้ทันกำหนด รวมถึงการชำระภาษีตามที่คำนวณไว้ ยื่นภาษีออนไลน์ผ่านระบบของกรมสรรพากร ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและความสะดวกในการติดตามสถานะการยื่นภาษี 6. การตรวจสอบสิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษี ตรวจสอบว่าสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือรายการลดหย่อนได้อย่างไร เช่น การลดหย่อนภาษีตามค่าลดหย่อนส่วนบุคคล บุตร ค่าประกันชีวิต หรือ การบริจาค  📋 การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเตรียมการยื่นภาษีประจำปีได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ติดต่อบริการการเตรียมเอกสารบัญชีเพื่อยื่นภาษีประจำปี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### แบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แบบแสดงรายการภาษีเงินได้หักณที่จ่าย ภ.ง.ด.1 = ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หัก ณ ที่จ่าย อย่างเช่น เงินได้ประเภท  40(1) - 40(2)   เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือเงินได้อื่น ๆ ยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน  ภ.ง.ด. 2 = ใช้ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าบริการ อย่างเช่น เงินปันผล หุ้น เงินได้ประเภท  40(3) และ 40(4) รวมถึงเงินค่าภาษีของเงินได้ ยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ภ.ง.ด. 3 = ใช้ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา สำหรับค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมาก่อสร้าง รายได้จากการประกอบธุรกิจ เงินได้ประเภท  40(5)-(8) ภ.ง.ด. 53 = ใช้ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้รับเป็นนิติบุคคล สำหรับค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมาก่อสร้าง รายได้จากการประกอบธุรกิจ เงินได้ประเภท  40(5)-(8) ภ.ง.ด. 54 = สำหรับเงินได้ประเภท  40(2) - (6) หรือการจำหน่ายกำไรให้กับนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยอัตราในการนำส่งจะอยู่ที่ 5% และ 15% ซึ่งขึ้นอยู่กับ ประเภทของเงินได้ ยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน  หมายเหตุ : กรณียื่นแบบภาษีผ่านระบบออนไลน์สามารถขยายเวลาได้อีก 8 วัน ติดต่อบริการที่ปรึกษาวางแผนแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หักณที่จ่าย ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### การขอใบอนุญาตสมุนไพรควบคุม(กัญชา) การขอใบอนุญาตสมุนไพรควบคุมกัญชา กระทรวงสาธารณสุขประกาศ เรื่องสุมนไพรควบคุม(กัญชา) กำหนดให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 17 มิถุนายน 2565 ประกาศให้กัญชา หรือสารสกัดจากกัญชาพืชในตระกูล Cannabaceae เป็นสมุนไพรควบคุม เพื่อการศึกษาวิจัย /เพื่อจำหน่าย / เพื่อการแปรรูป / เพื่อการค้า เป็นต้น โดยผู้ที่จะยื่นขอใบอนุญาตจะมีเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตจําหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (กัญชา) อย่างเคร่งครัด ดังนี้   ห้ามจําหน่ายหรือแปรรูปเพื่อสันทนาการ ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20ปี  ห้ามจำหน่ายให้สตรีมีครรภ์หรือสตรีให้นมบุตร ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ให้กับนักเรียน หรือนักศึกษา  ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการ ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์  ห้ามโฆษณาสมุนไพรควบคุมในทุกช่องทางเพื่อการค้า  ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าในสถานที่ดังต่อไปนี้  วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา  หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก  สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก             👀 แต่สามารถให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์แผนจีน และหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยสามารถใช้จากสมุนไพรควบคุม (กัญชา) ให้กับผู้ป่วยได้ และผู้ป่วยสามารถครอบครอง ขนย้าย ดูแล เก็บรักษา ใช้ประโยชน์ในปริมาณที่แพทย์สั่งได้เป็นระยะเวลา 30วัน หลักเกณฑ์ในการขอใบอนุญาตสมุนไพรควบคุมกัญชา 👦🏻 ประเภทบุคคลธรรมดา  เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ  มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ  ไม่อยู่ในระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตใด ๆ ที่ออกตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์ แผนไทย พ.ศ. 2542  ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตใด ๆ ที่ออกตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เว้นแต่ได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันยื่นคำขอ  ไม่เคยได้รับโทษตามมาตรา 78 เว้นแต่พ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันยื่นคำขอ  มีสถานประกอบการที่แน่นอน 🏙️ ประเภทนิติบุคคล มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ไม่อยู่ในระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตใด ๆ ที่ออกตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์ แผนไทย พ.ศ. 2542  ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตใด ๆ ที่ออกตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เว้นแต่ได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันยื่นคำขอ  ไม่เคยได้รับโทษตามมาตรา 78 เว้นแต่พ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่ำ 2 ปี นับตั้งแต่วันยื่นคำขอ  มีสถานประกอบการที่แน่นอน กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบดำเนินงานของบริษัท ต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ  ค่าธรรมเนียม คำขออนุญาต 20 บาท ต่อฉบับ  ใบอนุญาตให้ศึกษาวิจัยสมุนไพรควบคุมและต่อใบอนุญาต ฉบับละ 1,000 บาท  ใบอนุญาตให้ส่งออกสมุนไพรควบคุมและต่ออายุใบอนุญาต ฉบับละ 20,000 บาท ใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า และต่อใบอนุญาต ฉบับละ 3,000 บาท  สนใจบริการรับขอใบอนุญาตสมุนไพรควบคุมกัญชา ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### อาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย อาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย อาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทยเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น เพื่อปกป้องโอกาสการทำงานของคนไทยในบางสาขาอาชีพตาม พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาชีพต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทยมีดังนี้ :      1. งานกรรมกร     2. งานกสิกรรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญ งานเฉพาะสาขา หรืองานงาน ควบคุมดูแลฟาร์ม     3. งานก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานก่อสร้างอื่น     4. งานแกะสลักไม้     5. งานขับขี่ยานยนต์ หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล ยกเว้นงานขับขี่เครื่องบินระหว่าง ประเทศ     6. งานขายของหน้าร้าน     7. งานขายทอดตลาด     8. งานควบคุม ตรวจสอบหรือให้บริการบัญชี ยกเว้น งานตรวจสอบภายในชั่วคราว     9. งานเจียระไน หรือขัดเพชรหรือพลอย   10. งานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวย   11. งานทอผ้าด้วยมือ   12. งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง หรือเยื่อไม้ไผ่   13. งานทำกระดาษสาด้วยมือ   14. งานทำเครื่องเขิน   15. งานทำเครื่องดนตรีไทย   16. งานทำเครื่องถม   17. งานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก   18. งานทำเครื่องลงหิน   19. งานทำตุ๊กตาไทย   20. งานทำที่นอนผ้าห่มนวม   21. งานทำบาตร   22. งานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ   23. งานทำพระพุทธรูป   24. งานทำมีด   25. งานทำร่มด้วยกระดาษหรือผ้า   26. งานทำรองเท้า   27. งานทำหมวก   28. งานนายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้น งานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ   29. งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา ที่เกี่ยวกับงานออกแบบและคำนวณ จัดระบบ วิจัย วางโครงการ ทดสอบ ควบคุมการก่อสร้าง หรือให้คำแนะนำ ทั้งนี้ไม่รวมที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ   30. งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับงานออกแบบเขียนแบบ ประมาณราคา อำนวยการก่อสร้างหรือให้คำแนะนำ   31. งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย   32. งานปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา   33. งานมวนบุหรี่ด้วยมือ   34. งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว   35. งานเร่ขายสินค้า   36. งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ   37. งานสาวและบิดเกลียวไหมด้วยมือ   38. งานเสมียนพนักงานหรืองานเลขานุการ   39. งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี   👀 หมายเหตุ ตามมติคณะรัฐมนตรี ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (พม่า ลาว และกัมพูชา) ทำงานได้ 2 อาชีพ คือ 1. งานกรรมกร และ 2. งานบ้าน สนใจบริการรับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เรื่องที่ต้องดำเนินการหลังจดทะเบียนบริษัท เรื่องที่ต้องดำเนินการหลังจดทะเบียนบริษัท เรื่องที่ต้องดำเนินการหลังจดทะเบียนบริษัท นอกเหนือจากการเปิดเผยข้อมูลและเอกสารจดทะเบียนบริษัท เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการแล้ว อีกอย่างหนึ่งสำหรับบริษัทใหม่ก็คือ การดำเนินการภายในองค์กรด้านเอกสารบัญชีและภาษีตามรายการต่าง ๆ ดังนี้ 1. การเตรียมเอกสารในการดำเนินกิจการ โดยเอกสารที่ใช้หลัก ๆ ก็คือ ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้, ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จรับเงิน, หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย, Bank Statement, รายงานสรุปการจ่ายเงินเดือนพนักงาน และเอกสารรายการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เอกสารสัญญาทุกชนิด รายงานสินค้าคงเหลือ เป็นต้น  2. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันหลังจากที่รายได้ถึงเกณฑ์ 3. ทุกเดือน ยื่นแบบภ.พ.30 (VAT) ทุกเดือนหากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 23 ของเดือนถัดไป ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 3, และ ภ.ง.ด. 53 (หักภาษี ณ ที่จ่าย) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นรายงานการชำระเงินประกันสังคม (สปส 1-10) ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป 4. ภายใน 6 เดือน ต้องยื่นแบบประเมินภาษีครึ่งปี (ภงด. 51) และชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี กำหนดทำรายงานการเงิน (Financial Statement) เป็นครั้งแรกสำหรับครึ่งปีแรก 5. สิ้นปี เตรียมทำรายงานการเงินประจำปีและจัดการกับการตรวจสอบบัญชี (Auditing) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด. 50) ภายใน 150 วันหลังจากสิ้นปีบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับปี (ภ.ง.ด. 1ก) ยื่นแบบแสดงรายการประสังคมสำหรับปี (กท.20) ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### เอกสารที่ต้องแสดงหลังจดทะเบียนบริษัท เอกสารที่ต้องแสดงหลังจดทะเบียนบริษัท หลังจากจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว กิจการจะต้องนำเอกสารบางรายการมาเปิดเผยในที่มองเห็นได้ง่าย เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจและปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 📋 โดยเอกสารที่บริษัทจะต้องเปิดเผย เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจนั้นมีทั้งหมด 2 รายการ ได้แก่ 1. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท  หลังจากจดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะได้รับใบแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท ที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะมีข้อมูลเลขทะเบียนนิติบุคคล ชื่อ วันที่จดทะเบียนบริษัท และสถานที่ออกเอกสารที่ใช้จดทะเบียนบริษัท  2. เอกสารการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)   การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) จะมีวิธีการพิจารณาหลัก ๆ คือ การดูประเภทของธุรกิจว่าเข้าเกณฑ์ที่ต้องจดหรือไม่? และดูรายรับของธุรกิจว่าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่? เพราะหากเกินจะต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แล้วกิจการก็ต้องเปิดเผยเอกสารภ.พ.20 นี้เช่นกัน สนใจบริการรับทำบัญชี ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ผู้มีรายได้แต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องเสียภาษีหรือไม่? มีรายได้แต่ไม่บรรลุนิติภาวะต้องเสียภาษีไหม หากผู้มีรายได้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์) แต่มีรายได้ จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย แต่การเสียภาษีจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้และสถานะของผู้ปกครองด้วย โดยมีรายละเอียดที่ควรทราบดังนี้ 1. การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ โดยมีเกณฑ์การยื่นภาษีที่กำหนดไว้ เช่น หากรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับเงินเดือน) จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90) 2. ผู้ปกครองเป็นผู้ยื่นภาษีแทน ผู้ปกครองจะต้องยื่นภาษีในนามของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยรายได้นั้นจะถูกถือเป็นรายได้ของผู้ปกครองตามกฎหมาย รายได้ของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะถูกนำไปรวมกับรายได้ของผู้ปกครองในการคำนวณภาษี ผู้ปกครองจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยรวมรายได้ของบุตรเข้าไปด้วย 3. ข้อยกเว้นบางกรณี หากบุตรมี รายได้จากทรัพย์สินของตนเอง เช่น การรับมรดก หรือได้รับทรัพย์สินจากการให้โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ปกครองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งรายได้นั้น รายได้ดังกล่าวไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้ของผู้ปกครอง แต่บุตรต้องยื่นภาษีในนามของตนเองแม้ว่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4. การเปิดบัญชีธนาคารและจัดการธุรกรรมการเงิน ในกรณีที่บุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ ธนาคารอาจกำหนดให้ผู้ปกครองเป็นผู้จัดการธุรกรรมทางการเงินหรือเปิดบัญชีในนามของผู้ปกครองแทน  ติดต่อบริการที่ปรึกษา วางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ภาษีชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ภาษีชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของแรงงานต่างชาติ ทั้งในฐานะพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุน หรือฟรีแลนซ์ในสายงานต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิต เทคโนโลยี การศึกษา และธุรกิจระหว่างประเทศ แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยนั้น มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับคนไทย จำเป็นจะต้อง ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) ต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป โดยอัตราภาษีจะเป็นแบบขั้นบันได เริ่มจาก 0% ถึง 35% ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิ 1. หลักเกณฑ์การเสียภาษีของชาวต่างชาติในไทย ประเทศไทยใช้หลักเกณฑ์ “ถิ่นที่อยู่” (Tax Residency) เป็นตัวกำหนดว่าบุคคลต้องเสียภาษีจากรายได้ใดบ้าง ✅ ถ้าอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้นจะถือเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย” (Tax Resident) ผู้มีถิ่นที่อยู่ จะต้อง: เสียภาษีจากรายได้ทั่วโลก (Worldwide Income) ที่เกิดขึ้นในปีนั้น แม้จะได้รับเงินจากต่างประเทศ หากนำเงินนั้นเข้ามาในไทยในปีเดียวกัน ก็ต้องเสียภาษีด้วย ผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ (อยู่ไม่ถึง 180 วัน) จะเสียภาษีเฉพาะรายได้ที่เกิดจากประเทศไทยเท่านั้น (Source-based income) 2. ประเภทของรายได้ที่ชาวต่างชาติต้องเสียภาษี รายได้ที่ต้องนำมายื่นภาษีในประเทศไทยมี 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับคนไทย โดยที่พบบ่อยสำหรับชาวต่างชาติ ได้แก่: มาตรา 40(1): เงินเดือน ค่าแรง โบนัส ค่าคอมมิชชั่น เช่น ได้รับเงินเดือนจากบริษัทที่อยู่ในไทยหรือแม้ได้รับจากบริษัทต่างประเทศแต่ทำงานในไทย = ต้องเสียภาษี มาตรา 40(2): ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าตอบแทนอิสระ เช่น เป็นฟรีแลนซ์ ชาวต่างชาติรับจ้างเขียนโค้ด ออกแบบ หรือเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทไทย มาตรา 40(4): ดอกเบี้ย เงินปันผล เช่น มีรายได้จากหุ้นในไทย หรือได้รับดอกเบี้ยจากบัญชีธนาคารในไทย มาตรา 40(8): รายได้อื่น ๆ เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่า อสังหาริมทรัพย์ที่ปล่อยเช่าในไทย 3. การยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90 / 91) ชาวต่างชาติที่มีรายได้ในประเทศไทยจะต้อง: ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ถ้ามีรายได้ประจำจากการจ้างงาน (เงินเดือน) เท่านั้น ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ถ้ามีรายได้หลายประเภท (เงินเดือน + รายได้อื่น) 🗓 กำหนดยื่น:ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป(เช่น รายได้ปี 2567 ต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568) 4. การหักภาษี ณ ที่จ่าย และเครดิตภาษี ถ้าชาวต่างชาติเป็น “พนักงานในบริษัทไทย” บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีขั้นบันได เมื่อยื่นภาษี สามารถใช้ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) มาเป็นเครดิตลดภาษีได้ 📌 หากได้รับรายได้จากต่างประเทศ แล้วนำเข้ามาในไทย✅ ต้องดูว่าเข้ามาภายในปีภาษีนั้นหรือไม่✅ ถ้าเข้าภายในปีเดียวกัน = เสียภาษี✅ ถ้าเข้าปีถัดไป = ไม่เสีย (ตามมาตรา 41 วรรคท้าย) 5. ความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อน (DTA) ประเทศไทยมีข้อตกลงยกเว้นภาษีซ้อนกับกว่า 60 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ เพื่อไม่ให้ชาวต่างชาติต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนทั้งในประเทศบ้านเกิดและในไทย ตัวอย่างสิทธิประโยชน์: หากชาวญี่ปุ่นทำงานในไทย และเสียภาษีที่ไทยแล้ว✅ สามารถนำไปขอเครดิตภาษีเมื่อกลับไปยื่นที่ญี่ปุ่นได้ หากได้รับเงินเดือนจากบริษัทแม่ในประเทศบ้านเกิด แต่ไม่ได้เข้ามาในไทย✅ อาจได้รับการยกเว้นตาม DTA การใช้สิทธินี้ต้องแนบ “แบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 54” และเอกสารสนับสนุน เช่น หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่จากประเทศต้นทาง (Certificate of Residence) 6. สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยและเสียภาษีตามปกติ✅ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบางรายการได้ เช่น: ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนประกันชีวิต ค่าลดหย่อนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าบริจาค(เฉพาะกรณีที่มีเอกสารครบถ้วนและเสียภาษีในฐานะผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย) 7. ความเสี่ยงกรณีไม่ยื่นภาษี แม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่หากอยู่ในไทยและมีรายได้ถ้าไม่ยื่นภาษี = ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับคนไทย ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่: โดนเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม อาจกระทบต่อการต่อวีซ่า / work permit ทำให้บริษัทที่จ้างเสี่ยงต่อความรับผิดด้วย (หากไม่หักภาษีให้ถูกต้อง) 8. ข้อแนะนำสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย ตรวจสอบสถานะตนเองว่าเข้าข่าย “Tax Resident” หรือไม่ บันทึกรายได้อย่างละเอียด พร้อมเก็บเอกสารครบ ขอสลิปเงินเดือน และหนังสือรับรองการหักภาษีจากนายจ้าง ตรวจสอบสิทธิในความตกลงยกเว้นภาษีซ้อนของประเทศตนเอง หากมีรายได้จากหลายแหล่ง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ สรุป ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีเช่นเดียวกับคนไทย หากอยู่ในไทยเกิน 180 วัน จะถูกจัดเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี และอาจต้องเสียภาษีจากรายได้ทั่วโลกที่นำเข้ามาในไทย การวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่เพียงช่วยให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นตามข้อตกลงระหว่างประเทศได้อย่างเต็มที่อีกด้วย 📌 เพื่อไม่ให้การยื่นชำระภาษีชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยผิดพลาด Greenpro KSP Group ยินดีให้คำปรึกษาวางแผนภาษี รวมถึงช่วยรักษาสิทธิประโยชน์ของท่านได้ ติดต่อบริการปรึกษาภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ การจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการด้วยความสะดวกสบายในการกรอกข้อมูล การติดตามสถานะ รวมถึงการยื่นเอกสารที่ไม่ต้องใช้กระดาษ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถจัดตั้งบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น GreenPro KSP Group บริการรับจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ ด้วยบริการที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และจัดทำเอกสารจดทะเบียนบริษัทถูกต้องตามที่กำหนดกฎหมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหายุ่งยากแก่ลูกค้าในภายหลัง ข้อดีของการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย การขอเอกสารผ่านระบบออนไลน์สะดวกต่อการไม่ต้องเซ็นเอกสาร จะใช้ระยะเวลา 3-5 วัน ในการรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล ลดเวลาในการติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเซ็นเอกสารลงรายมือชื่อแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการสแกนใบหน้า ไม่เกิน 5 นาที หากต้องการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง สามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ทันทีในระยะเวลา 3-5 วัน  บริการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์  ทางเราจะดำเนินการเตรียมแบบฟอร์มและเอกสารสำหรับจดทะเบียนให้กับลูกค้า รวมถึงการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแบบออนไลน์ พร้อมทั้งมีการจัดทำตราประทับและคอร์สเรียนออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการใหม่ฟรี โดยมีค่าบริการเพียง 8,490 บาท  *กรณีใช้บริการทำบัญชีกับ GreenProKSP ทางเราจะขอ Username & Password จากกรมสรรพากรให้กับลูกค้า สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เมื่อธุรกิจขาดทุนต้องยื่นภาษีหรือไม่? เมื่อธุรกิจขาดทุนต้องยื่นภาษีหรือไม่? หากผู้ประกอบการเข้าใจว่าเมื่อธุรกิจขาดทุนแล้วจะไม่ต้องยื่นภาษี  นั่นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ในทางกลับกันแม้ว่าธุรกิจจะขาดทุน ก็ยังต้องยื่นภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการรายงานผลประกอบการให้กรมสรรพากรทราบ ไม่ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นก็ตาม 📋 การยื่นภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล แม้ว่าธุรกิจจะขาดทุน แต่ธุรกิจยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ประจำปี โดยจะต้องยื่นให้กรมสรรพากรและระบุว่าบริษัทขาดทุนในรอบปีนั้น การขาดทุนในปีนี้สามารถนำไปใช้เป็น ผลขาดทุนสะสม (Loss Carry Forward) และนำไปหักกับกำไรในปีถัดไปได้ไม่เกิน 5 ปี  การยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ภาษีกลางปี) แม้จะคาดการณ์ว่าขาดทุนในครึ่งปีแรก บริษัทก็ยังคงต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 โดยระบุผลขาดทุนที่คาดการณ์ไว้ แต่ไม่ต้องชำระภาษี เนื่องจากการยื่นแบบนี้เป็นการประเมินผลประกอบการในครึ่งปีแรก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากธุรกิจจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ว่าจะไม่มีรายได้หรือกำไร โดยต้องยื่นแบบภาษีตามรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากธุรกิจมีการจ่ายค่าบริการหรือเงินเดือน จะต้องยื่นแบบแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) ตามปกติ ภาษีท้องถิ่น ภาษีบางประเภท เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีป้าย ยังคงต้องชำระตามปกติ หากมีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือป้ายโฆษณาอยู่ในความครอบครอง  📍 ธุรกิจที่ขาดทุนยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีประเภทอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน แต่ถ้าหากขาดทุนอาจนำไปหักลดหย่อนกับกำไรในปีถัดไปได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในระยะยาว ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### นำของส่วนตัวมาขายเสียภาษีไหม นำของส่วนตัวมาขายเสียภาษีไหม การนำของส่วนตัวมาขายจะต้องเสียภาษีหรือไม่? ในยุคที่ใคร ๆ ก็ขายของออนไลน์ได้ง่าย แค่มีสมาร์ตโฟนและแอป Shopee, Facebook Marketplace หรือ TikTok Shopหลายคนเริ่มจาก “เอาของส่วนตัวมาขาย” เช่น เสื้อผ้าเก่า กระเป๋า รองเท้า หรือของที่ไม่ใช้แล้วแต่คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ“แบบนี้ต้องเสียภาษีไหม?”“กรมสรรพากรจะมองว่าเป็นรายได้ต้องยื่นภาษีหรือเปล่า?” บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นนี้ในเชิงลึก โดยอิงจากกฎหมายภาษีไทย พร้อมคำแนะนำในการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการโดนตรวจสอบย้อนหลัง 1. กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ว่าไว้อย่างไร? ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 – 40 กำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ หรือการค้าขาย ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี แต่… ในกรณี “ขายของส่วนตัว” ที่คุณใช้เอง ไม่ได้ซื้อมาเพื่อค้ากำไร กรมสรรพากรมัก ไม่ถือว่าเป็นรายได้ต้องเสียภาษีเพราะถือว่าเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ใช่กิจการค้า 📌 ตัวอย่างที่ไม่เสียภาษี: ขายเสื้อผ้ามือสองที่ใส่เอง ขายเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ใช้ในบ้าน ขายโน้ตบุ๊กส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้แล้ว ขายของขวัญเก่าที่ไม่ได้ซื้อมาเอง 2. เมื่อไร “ของส่วนตัว” จะกลายเป็น “กิจการค้า”? หากมีลักษณะดังนี้ กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเข้าข่าย “ประกอบธุรกิจ” แล้วต้องเสียภาษี: ซื้อมาเพื่อขายต่อโดยตรง เช่น สั่งของจากจีนมาขาย, ซื้อสินค้าในช่วงลดราคาเพื่อนำมาปล่อยต่อ มีการขายต่อเนื่อง เป็นระบบ มีหน้าร้านออนไลน์, มีระบบตอบแชต, มีบริการจัดส่ง ลงขายทุกวัน / มีการสต๊อกของ ของที่ขายจำนวนมาก หรือมีมูลค่าสูงซ้ำ ๆ เช่น ขายของสะสมหรือสินค้าแบรนด์เนมบ่อยครั้ง มีการโฆษณาโปรโมตเพื่อการค้า ใช้เพจ/บัญชีขายของโดยเฉพาะ มีแอดโฆษณา 📌 ถ้ากรมสรรพากรตรวจพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงการค้า อาจตีความว่าเป็น “เงินได้ตามมาตรา 40(8)” ต้องยื่นภาษีหรือหากมีการซื้อ–ขายสินค้า อาจเข้าข่าย “ผู้ประกอบการจด VAT” ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี 3. ภาษีที่อาจเกี่ยวข้อง ✅ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ถ้ากิจกรรมขายของมีรายได้เข้ามาเกินเกณฑ์ยกเว้น หรือขายเป็นอาชีพเสริมแบบมีรายได้ประจำต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 พร้อมหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือเหมา ✅ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากรายได้จากการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียน VAT ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน 📌 หลายคนขายดีจนยอดเกินแบบไม่รู้ตัว → โดนสรรพากรเรียกตรวจย้อนหลัง ✅ ภาษีธุรกิจเฉพาะ / อากรแสตมป์ ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการขายของส่วนตัวทั่วไป แต่หากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ / ทรัพย์สินบางประเภท อาจต้องพิจารณาเฉพาะกรณี 4. ช่องทางการตรวจสอบของกรมสรรพากร ในปัจจุบัน กรมสรรพากรมีเครื่องมือมากมายในการตรวจสอบรายได้จากการค้าขายออนไลน์ เช่น การเชื่อมระบบกับ แพลตฟอร์ม E-Commerce การตรวจสอบบัญชีธนาคารจากรายการรับโอนซ้ำ ๆ การสืบจากโพสต์ขายของ/แอดโฆษณาใน Facebook, TikTok, IG การรับแจ้งจากลูกค้า / บุคคลทั่วไป หากตรวจพบว่าเป็นกิจกรรมเพื่อการค้า แต่ไม่ยื่นภาษี อาจโดนประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 5. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ หากคุณขายของส่วนตัวเป็นครั้งคราว เช่น ขายของใช้เก่าในบ้าน ขายของสะสมส่วนตัวโดยไม่ซื้อเพิ่ม ขายสินค้าไม่กี่รายการ/ไม่ต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีจากกิจกรรมนั้นแต่อย่างไรก็ตาม ควรเก็บหลักฐาน เช่น รูปภาพตอนใช้งาน ใบเสร็จเดิม ข้อความแชตเพื่อยืนยันได้ว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวจริง แต่ถ้าคุณเริ่มมีพฤติกรรมดังนี้: ซื้อของมาสต๊อก ขายเกิน 5–10 รายการ/เดือน มีรายได้เข้าบัญชีต่อเนื่อง ควรพิจารณาทะยอยวางระบบให้ถูกต้อง เช่น ยื่นภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.90) ขอจดทะเบียนพาณิชย์ (ถ้าเปิดร้านออนไลน์) ตรวจสอบว่าต้องจด VAT หรือยัง 6. ยกเว้นบางกรณี: ขายของส่วนตัวแต่มีมูลค่าสูง เช่น ขายกระเป๋า Chanel, Rolex, ของสะสมหายาก หากขายในราคาสูงมาก และมีการขายหลายครั้งในปีเดียวกัน กรมสรรพากรอาจเรียกตรวจสอบว่าเป็น “นักลงทุน–พ่อค้าแฝง” ✅ ถ้าสามารถพิสูจน์ว่าไม่ได้ตั้งใจค้า เช่น ไม่มีการซื้อเพิ่ม ไม่มีการทำโฆษณา ก็อาจยกเว้นได้ ❌ แต่ถ้าเกิดพฤติกรรม “ซื้อ–ขาย–ซื้อ–ขาย” ซ้ำ ๆ ก็เข้าข่าย “ค้ากำไร” และต้องเสียภาษี สรุป การนำของส่วนตัวมาขาย ไม่ได้เสียภาษีเสมอไปแต่ขึ้นอยู่กับลักษณะการขาย ความถี่ รายได้ และเจตนาในการดำเนินกิจกรรมหากขายเพียงครั้งคราว ไม่ได้ค้ากำไร หรือมีมูลค่าเล็กน้อย มักไม่เข้าข่ายเสียภาษีแต่ถ้ามีลักษณะเหมือนพ่อค้าแม่ค้า → ควรยื่นภาษีและวางระบบให้ถูกต้อง ✅ ขายของใช้เก่า – ไม่น่ากังวล✅ ขายเยอะ–ขายบ่อย – เริ่มเสี่ยง✅ ซื้อมาเพื่อขายต่อ – ต้องเสียภาษี หากไม่มั่นใจว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพราะภาษีที่ไม่ถูกต้อง อาจย้อนกลับมาทำร้ายคุณในอนาคต ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ข้อควรรู้ประเภทของหุ้นส่วน ข้อควรรู้ประเภทของหุ้นส่วน จะมีผู้ลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ภายในกิจการจะกำหนดให้หุ้นส่วนหนึ่งคนเป็นผู้บริหารงานซึ่งเรียกว่า “หุ้นส่วนผู้จัดการ” โดยหุ้นส่วนจะแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ  คือ หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ คือ เมื่อธุรกิจเกิดความเสียหาย หุ้นส่วนประเภทนี้จะรับผิดชอบตามสัดส่วนเงินที่ตนเองลงทุนเท่านั้น และหุ้นส่วนประเภทนี้จะไม่มีอำนาจในการลงนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบ คือ  หุ้นส่วนประเภทนี้เมื่อธุรกิจเกิดความเสียหายจะรับผิดชอบต่อหนี้สินโดยไม่จำกัดจำนวนและมีอำนาจในการลงนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยหุ้นส่วนต้องแบ่งความรับผิดชอบและการบริหารจัดการตามประเภทหุ้นส่วนที่แตกต่างกัน🌟 📌 เพื่อให้การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นไปอย่างราบรื่น Greenpro ksp group รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทครบวงจร พร้อมยินดีให้คำแนะนำทุกขั้นตอน สนใจบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### จดทะเบียนบริษัทแต่ไม่เปิดบัญชีบริษัท จะมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง? จดทะเบียนบริษัทแต่ไม่เปิดบัญชีบริษัท ปัจจุบันกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทภายในกี่วันหลังจากการจดทะเบียน แต่การเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทมีความสำคัญ ต่อการเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าหากไม่เปิดก็จะมีผลกระทบได้หลายปัจจัยเลย ผลกระทบเมื่อไม่เปิดบัญชีธนาคาร ปัญหาในการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี การทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่แยกบัญชีธนาคาร จะทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสับสนระหว่างเงินส่วนตัวและเงินบริษัท ส่วนการจัดการทางบัญชีและการตรวจสอบบัญชีก็จะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากขึ้น 📍 อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อกรมสรรพากรได้อย่างชัดเจน และหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นบริษัทอาจถูกสังสัยว่าดำเนินกิจการอย่างไม่โปร่งใส มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับอีกด้วย ผลกระทบของการดำเนินธุรกิจ เพราะการไม่มีบัญชีธนาคารในนามบริษัท อาจทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและลูกค้า บริษัทจะไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ซึ่งอาจทำให้ถูกจำกัดในการขยายธุรกิจได้เลย และการจ้างสำนักงานบัญชีจะทำให้งานบัญชีภายในธุรกิจดำเนินงานได้ไวมากขึ้น และอย่าลืมนึกถึงเรา GreenProKSP Group ยินดีให้คำแนะนำทุกการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ🌟 ติดต่อบริการรับทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ คือ ตัวแทนของหุ้นส่วนทั้งหมด ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและตัดสินใจให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญเติบโตและได้รับผลประโยชน์สูงสุด ดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ก่อนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน หรือ จัดตั้งห้างหุ้นส่วนขึ้นมานั้น หุ้นส่วนทุกคนจะมีการตกลงร่วมกันว่าวัตถุประสงค์ในการเปิดห้างหุ้นส่วนนี้คืออะไร เช่น ตกลงกันทำธุรกิจก่อสร้าง ตกลงร่วมกันขายเสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการไม่สามารถดำเนินงานนอกกรอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งมาได้ หากดำเนินการนอกวัตถุประสงค์หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว การใช้ความระมัดระวัง หุ้นส่วนผู้จัดการต้องคิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจหรือดำเนินการใดๆ ต้องทำด้วยความระมัดระวังเหมือนกับว่าธุรกิจนี้เป็นของตัวเอง เช่น การเปิดร้านอาหารจะต้องไม่จ้างพนักงานมาบริการมากเกินความจำเป็น หาวัตถุดิบที่ดี และไม่สต๊อกวัตถุดิบเกินจำนวน เป็นต้น หากหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินกิจการและก่อให้เกิดความเสียหายแก่กิจการ หุ้นส่วนผู้จัดการนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อห้างหุ้นส่วน และหุ้นส่วนทุกคน เมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการดำเนินกิจการด้วยความระมัดระวังแล้ว แต่ผลของการตัดสินใจและการดำเนินการไม่เป็นผลดีต่อกิจการ หรือทำให้ห้างหุ้นส่วนเกิดความเสียหาย เช่น ธุรกิจเกิดการขาดทุน ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ถือว่าหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ แก่ห้างหุ้นส่วนและหุ้นส่วนทุกท่าน เพราะได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว จะเห็นได้ว่าหุ้นส่วนผู้จัดการนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินกิจการ ควรเลือกหุ้นส่วนผู้จัดการจากประสบการณ์และความสามารถต่างๆ เพื่อให้กิจการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต หุ้นส่วนผู้จัดการต้องบริหารงานและตัดสินใจด้วยความสุจริต โดยให้ความสำคัญกับห้างหุ้นส่วนก่อน การดำเนินงานและตัดสินใจต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของห้างหุ้นส่วนเป็นหลัก ความซื่อสัตย์สุจริตจะเกิดประเด็นขึ้นเมื่อมีการตัดสินใจจากหุ้นส่วนผู้จัดการ จะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวนั้นเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หุ้นส่วนผู้จัดการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ในการก่อสร้างเพื่อใช้ในกิจการจากร้านขายวัสดุก่อสร้างที่ตัวเองเป็นเจ้าของอยู่ เป็นต้น การดำเนินการทางทะเบียน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องดำเนินการทางทะเบียน เมื่อห้างหุ้นส่วนมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน การเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วน การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เป็นต้น ทั้งนี้ การดำเนินการทางทะเบียนรวมถึงการรายงานผลการประกอบกิจการของห้างหุ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่จำเป็นแก่บุคคลภายนอกได้รับรู้ เช่น การจัดทำงบการเงิน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี เป็นต้น สนใจบริการรับขอใบอนุญาต ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ข้อมูลที่ใช้จดทะเบียน หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ข้อมูลที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบในการจดทะเบียน หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด)    ข้อมูลใช้จดทะเบียน หจก.  ที่ผู้ประกอบการต้องทราบในการจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงนิติบุคคลในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ได้ดียิ่งขึ้น มีอะไรบ้าง ก่อนที่ กรีนโปร เคเอสพี จะกล่าวถึงข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทราบในการวางแผนเพื่อจดทะเบียน หจก. เรามาทราบถึงความหมายของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงนิติบุคคลในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ดียิ่งขึ้น โดยสรุปได้ดังนี้ นิยามตามกฎหมายของห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้นเป็นรูปแบบของนิติบุคคลที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงที่จะเป็นหุ้นส่วนกันเพื่อร่วมทำกิจการร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้น โดยทั้งนี้ต้องมีหุ้นส่วน 2 ประเภท และมีประเภทละอย่างน้อย 1 คนดังนี้1. หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ เป็นหุ้นส่วนที่รับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินที่ตนลงทุนในห้างหุ้นส่วนนั้น2. หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบ เป็นหุ้นส่วนที่รับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน โดยผู้มีอำนาจในการบริหารห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเรียกว่าหุ้นส่วนผู้จัดการนั้นต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบเมื่อทราบถึงนิยามของห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว ต่อไปเรามาทราบถึงข้อมูลสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบในการจดทะเบียน หจก. ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้ 1.ชื่อของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลูกค้าต้องนึกชื่อ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องการจะจดทะเบียน ทั้งนี้ชื่อของห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องมีชื่อทั้งที่เป็นชื่อภาษาไทย และชื่อภาษาอังกฤษ โดยลูกค้าสามารถส่งชื่อให้ กรีนโปร เคเอสพี ผ่านทางไลน์ ทางเราจะดำเนินการจองชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยถ้าหากว่าชื่อที่ลูกค้าส่งมาให้ทาง กรีนโปร เคเอสพี จองนั้นไปซ้ำกับชื่อของผู้อื่นที่จดทะเบียนไปแล้ว ทางระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็จะไม่อนุมัติชื่อที่จอง ลูกค้าต้องหาชื่อใหม่ ดังนั้นลูกค้าควรนึกชื่อ สำรองไว้สัก 2-3 ชื่อ 2.ที่ตั้งกิจการ ในการจดทะเบียน หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องมีสถานที่ตั้งห้างหจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) เพื่อจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ที่จะจดทะเบียนอาจจะมีสถานที่ตั้งที่เดียวที่เป็นสำนักงานใหญ่ หรืออาจมีสำนักงานสาขาของ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ด้วยก็ได้ ซึ่งถ้ามีสำนักงานสาขาของหจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ก็ต้องจดแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยในตอนจดทะเบียน หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) นั้นด้วย ซึ่งต้องมีสำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งของ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ทั้งสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขา (ถ้ามี) 3.อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ และเว็บไซต์ของห้างหุ้นส่วน   ในการจดทะเบียน หจก. จำเป็นต้องมีอีเมล์แอดเดรส และเบอร์โทรศัพท์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด (ในกรณีที่ไม่มีเบอร์บ้าน สามารถใช้เบอร์มือถือแทนได้) ส่วนเว็บไซต์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จะจดทะเบียน ถ้าผู้ประกอบการมีเว็บไซต์ ก็แจ้ง URL ของ เว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น www.greenprokspforsme.com แต่ถ้าในตอนจดทะเบียน หจก. นั้น ผู้ประกอบการยังไม่มีเว็บไซต์ ก็ไม่จำเป็นต้องระบุ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บังคับ 4.ทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ให้ลูกค้าระบุทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยทุนที่ระบุนี้ก็คือทุนที่จะนำมาใช้เพื่อดำเนินกิจการห้างหุ้นส่วน โดยผู้ประกอบการต้องประมาณการว่าในการดำเนินธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จะจดทะเบียนขึ้นมานั้นต้องการใช้เงินทุนเท่าไร และตกลงกันระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันว่าแต่ละคนจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้นเท่าใด ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากำหนดว่าทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จะจัดตั้งมีจำนวน 500,000 บาท โดยมีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 คนคือนายเอ หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ลงทุน 300,000 บาทและนายบี หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ลงทุน 200,000 บาททุนของ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) 500,000 บาทตามข้อมูลด้านบนนี้เมื่อจดทะเบียน หจก. แล้ว ผู้ประกอบการต้องไปเปิดบัญชีธนาคารและนำเงินลงทุนฝากเข้าบัญชีธนาคารของห้างหุ้นส่วนโดยเงินทุนในบัญชีธนาคารของห้างหุ้นจำกัดส่วนนี้คือทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจของห้างหุ้นส่วนสามารถเบิกถอนมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการของห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนได้ ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เงินดือน พนักงาน ค่าซื้อสินค้าเพื่อจำหน่าย หรือแม้กระทั่งค่าเดินทางในธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้น โดยค่าใช้จ่ายของห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้นนี้ต้องมีใบเสร็จเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดมาใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชีเมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายออกไปเงินที่ชำระทุนที่นำเข้าฝากบัญชีธนาคารของห้างหุ้นส่วนนั้นสามารถทะยอยนำฝากเข้าบัญชีธนาคารได้ แต่ทั้งนี้ ต้องนำเข้าก่อนปิดบัญชีรอบแรกของห้างหุ้นส่วนจำกัด (กฏหมายกำหนดว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องปิดบัญชี รอบแรกภายใน 12 เดือน นับจากจดจัดตั้ง และต้องปิดบัญชีในวันนั้นทุกๆปี ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะนิยมปิดบัญชี วันที่ 31 ธันวาคม เป็นรอบปกติ เพราะในงบการเงินผู้ประกอบการจะเห็นว่าทำธุรกิจมา 1ปี ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมนั้น มีรายได้เท่าไร มีค่าใช้จ่ายเท่าไร มีผลกำไรสุทธิ หรือขาดทุนสุทธิเท่าไร ซึ่งถ้ามีผลกำไร ตัวเลขผลกำไรสุทธิจะนำมาคำนวณภาษีนิติบุคคล แต่ถ้าผลประกอบการขาดทุนก็ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น ที่ปรึกษาขอยกตัวอย่างดังนี้   ผู้ประกอบการจดทะเบียน หจก.  ในวันที่ 1 มิถุนายน 2562 กฏหมายกำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการต้องปิดบัญชีรอบแรกภายใน 12 เดือนนับจากจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ดังนั้นผู้ประกอบการสามารถปิดบัญชีรอบแรกได้ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 แต่ด้วยผู้ประกอบการอื่นๆส่วนใหญ่จะปิดงบการเงินในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งผู้ประกอบการก็สามารถปิดบัญชีภายใน 31 ธันวาคม 2562 ได้ โดยในรอบแรก งบการเงินจะแสดงผลประกอบการตั้งแต่จัดตั้งคือ 1 มิถุนายน ถึง 31 ธันวาคม 2562 เป็นจำนวนแค่ 7 เดือน แต่ในปีต่อๆไป งบการเงินของกิจการจะแสดงผลประกอบการเต็ม 12 เดือนตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของทุกปีมีข้อที่ผู้ประกอบการควรทราบ ระหว่างทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด และรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุนของห้างหุ้นส่วนก็คือทุนส่วนที่ผู้ถือหุ้นที่นำมาลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ ส่วนรายได้ที่ได้จากการขายสินค้าและบริการ โดยลูกค้าของผู้ประกอบการโอนเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ เงินจำนวนนี้ไม่ได้ถือเป็นทุนห้างหุ้นส่วนจำกัด จะนำมานับเป็นทุนของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้ 5.ข้อมูลผู้เป็นหุ้นส่วนต้องมีอย่างน้อย 2 คน ตามนิยามของห้างหุ้นส่วน ในการจดทะเบียน หจก. กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องมีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คน โดยเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน และเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน โดยต้องมีข้อมูลผู้เป็นหุ้นส่วนทั้ง 2 ประเภทดังนี้- ชี่อ-นามสกุลของผู้เป็นหุ้นส่วน- อาชีพของผู้ถือหุ้น- เบอร์โทรของผู้ถือหุ้น- เงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้น แต่ละคนลงทุนใน ห้างหุ้นส่วนจำกัด 6.รายชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ   ในการจดทะเบียน หจก.  กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 ท่าน ทำหน้าที่บริหารงาน กิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น นั่นคือจะมี 1 ท่าน หรือ 2 ท่าน หรือ 3 ท่าน หรือมากกว่าก็ได้ โดยหุ้นส่วนผู้จัดการนั้นจะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบในห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้นและในทางกลับกันก็คือหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบก็จะต้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่สามารถกำหนดเงื่อนไขผู้มีอำนาจในการลงนามในธุรกรรมซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จะจดทะเบียนจัดตั้งได้ ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจลงนามอย่างไร โดยเงื่อนไขการลงนามของหุ้นส่วนผู้จัดการ ในการจดทะเบียน หจก.  ผู้ประกอบการสามารถกำหนดเงื่อนไขการลงนามของหุ้นส่วนผู้จัดการได้หลายรูปแบบ ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จะจดทะเบียนตกลงกันยกตัวอย่างเช่น ห้างหุ้นส่วน เอบีซีดี จำกัดมีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภทดังนี้1. หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด 2 คน คือ นายเอ และนายบี2. หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด 2 คน คือนายซี และนายดี มีหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ 2 คน ดังนั้นอาจกำหนดเงื่อนไขการลงนามของหุ้นส่วนผู้จัดการได้ดังนี้- หุ้นส่วนผู้จัดการ 1 คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (นั่นคือมีหุ้นส่วนผู้จัดการ 2 คน คือนายซี และนายดี คนใดคนหนึ่งก็สามารถลงนามทำธุรกรรมซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายกับบริษัทได้โดยลำพัง)- หุ้นส่วนผู้จัดการ 2 คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท (นั่นคือมีหุ้นส่วนผู้จัดการ 2 คน คือนายซี และนายดี และหุ้นส่วนผู้จัดการทั้งสองคน คือนายซี และนายดี ต้องลงนามร่วมกันในการทำธุรกรรม จึงจะมีผลผูกพันทางกฎหมายกับห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จะจัดตั้ง- หรืออาจจะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการท่านเดียว ยกตัวอย่างหุ้นส่วนทุกคน มอบหมายให้นายซี เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการท่านเดียวทีมีอำนาจในการลงนาม เงื่อนไขการลงนามจึงเป็น นายซีลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด กล่าวคือนายซีเป็นผู้เดียวที่สามารถลงนามทำธุรกรรมซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายกับห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จะจดทะเบียนได้ 7.วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อทำธุรกิจ   ทางผู้ประกอบการต้องคิดว่าจุดประสงค์ที่จะจดทะเบียนจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด นี้ขึ้นมานั้น มีจุดประสงค์เพื่อจะทำธุรกิจอะไร ผู้ประกอบการก็สามารถเขียนวัตถุประสงค์ที่ต้องการทำได้เลย โดยทั้งนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จะจดทะเบียนสามารถดำเนินธุรกิจได้หลายวัตถุประสงค์ เบื้องต้นทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้านั้นมีวัตถุประสงค์มาตรฐานอยู่แล้ว คือ แบบ ว.1 เป็นธุรกิจ พานิชยกรรม แบบ ว.2 เป็นธุรกิจบริการ ซึ่งทางที่ปรึกษาจะเลือกแบบวัตถุประสงค์มาตรฐานที่ตรงกับธุรกิจลูกค้ามากที่สุด แต่ทั้งนี้ถ้าวัตถุประสงค์ของลูกค้าไม่ตรงและไม่มีในแบบ ว. มาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทางที่ปรึกษาจะเขียนวัตถุประสงค์เพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าตามกิจการนั้นๆ ที่ลูกค้าต้องการทำ กรีนโปร เคเอสพี ได้อธิบายข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญที่ใช้ในการจดทะเบียน หจก. ซึ่งน่าจะทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจที่จะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด นั้นเข้าใจได้มากขึ้น แต่ถ้าท่านผู้ประกอบการยังมีข้อสงสัยและต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง ผู้ให้บริการรับจดทะเบียน หจก. บริษัทจำกัด โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญ เรายินดีให้คำปรึกษาและรับจดทะเบียน หจก.  และบริษัทจำกัด เราสามารถช่วยให้การจดทะเบียน หจก.และบริษัทจำกัด ของท่านเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และรวดเร็ว ด้วยราคาที่ย่อมเยา สนใจบริการรับขอใบอนุญาต ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ความหมายบริษัทจำกัด ความหมายของบริษัทจำกัด บริษัทจำกัด คือ บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันทำกิจการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรจากการดำเนินกิจการนั้นมาแบ่งกัน โดยบริษัทจำกัดจะแบ่งทุนออกเป็นหุ้น มูลค่าหุ้นละเท่าๆ กัน ผู้ลงทุนในบริษัทเรียกว่า ผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนถือหุ้น เมื่อจดทะเบียนบริษัทจำกัดแล้ว จะมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกกับผู้ถือหุ้น และได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งจะถูกใช้เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกรมสรรพากร สำหรับชื่อบริษัท ถ้าจะนำชื่อไปใช้ในดวงตรา ป้ายชื่อ หนังสือ จดหมาย หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทต้องใช้คำว่า "บริษัท" ไว้หน้าชื่อและ "จำกัด" ไว้ท้ายชื่อด้วย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษต้องมีคำลงท้ายชื่อด้วย Company Limited หรือ Co., Ltd. เป็นต้น ข้อควรพิจารณาในการจัดตั้งบริษัทจำกัด 1. ความน่าเชื่อถือ ถึงแม้ว่าการดำเนินธุรกิจในรูปของบริษัทจำกัดนั้นในการปฎิบัติตามขั้นตอนต่างๆของกฎหมายจะมีค่าใช้จ่าย แต่สถานะของบริษัท จะมีความน่าเชื่อถือ แก่คู่ค้า และนักลงทุนซึ่งสมารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน ผู้ถือหุ้น และกรรมการบริษัท2. จำกัดความรับผิด โดยผู้ถือหุ้นรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนลงทุนในบริษัท3. บริษัท มีความมั่นคง ในการที่คู่ค้าหรือบุคคลภายนอกจะพิจารณามาเข้าร่วมทำธุรกรรมด้วย บริษัทไม่มีกำหนดอายุจนกว่าเจ้าของผู้ถือหุ้นจะแจ้งเลิกกิจการ4. ทุนของบริษัทแบ่งเป็นหุ้น มีความง่ายในการ จำหน่าย จ่าย โอน คือมีสภาพคล่อง ดังนั้นจึงง่ายในการในการระดมทุน มากกว่าหุ้นส่วน ในห้างหุ้นส่วน สำหรับคนที่ต้องการจัดตั้งบริษัท ทางเรามีบริการ "รับจดทะเบียนบริษัท" ผลหลังการจัดตั้งบริษัทจำกัด บริษัทจะมีความเป็นบุคคลในทางกฏหมายแยกจากผู้ถือหุ้นแต่ละราย สัญญาหรือข้อผูกพันใดๆ ที่บริษัทได้ทำขึ้นกับบุคคลภายนอกจะผูกพันเฉพาะตัวบริษัทเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดด้วยคนเองหรือก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใดๆแก่ผู้ถือหุ้นที่จะเรียกร้องต่อบุคคลที่สาม และข้อความที่ระบุอยู่ในเอกสารจัดตั้งบริษัทที่จดทะเบียนแก่นายทะเบียนนั้นถือว่าประชาชนได้รับรู้แล้ว สิทธิของผู้ถือหุ้น แม้หน้าที่ในการบริหารงานและอำนาจในการตัดสินใจ จะเป็นของคณะกรรมการบริษัท แต่ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นผ่านที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ได้แก่ การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี การแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ การเพิ่มทุน-ลดทุน การตวบรวมบริษัท และการเลิกกิจการ การควบคุมการดำเนินงานบริษัท การให้มีการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ตรวจดูรายงานการประชุมกรรมการและรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น การมีสิทธิได้รับเงินปันผลโดยทั้งนี้การจ่ายเงินปันผลจะกระทำได้เมื่อบริษัทมีกำไรเท่านั้น อำนาจในการบริหารจัดการบริษัท ผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทคือกรรมการ โดยผู้ถือหุ้นอาจแต่งตั้งตนเอง หรือบุคคลที่ไว้วางใจ และมีความสามารถ เป็นกรรมการบริษัทแทนก็ได้ โดยจำนวนกรรมการบริษัทจะมีกี่คนก็ได้แล้วแต่ข้อตกลง การลงมติในที่ประชุมกรรมการตามกฏหมายให้ใช้เสียงข้างมาก เว้นแต่ข้อบังคับบริษัทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานเป็นผู้ชี้ขาด โดยการประชุมกรรมการต้องเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง แต่การดำเนินงานบริหารจัดการบริษัท สามารถมอบหมายงานให้ผู้บริหารทำหน้าที่แทนได้ กรรมการต้องดำเนินงานในกรอบวัตถุประสงค์ของบริษัทที่จัดตั้ง ไม่สามารถนำเงินทุนของบริษัทหรือเข้าทำสัญญาในธุรกิจอื่น ที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบริษัท หากกรรมการดำเนินการนอกวัตถุประสงค์ย่อมไม่ผูกพันบริษัทและกรรมการนั้นต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัทจำกัดปรึกษาเราได้ฟรี! ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เรียกชำระทุนครั้งแรก ต้องมียอดเงินจริงไหม  เรียกชำระทุนครั้งแรกต้องมียอดเงินจริงไหม การเรียกชำระทุนครั้งแรก คือ ผู้ถือหุ้นทุกคนต้องนำเงินมาชำระตามสัดส่วนที่จดทะเบียนในครั้งแรก โดยการนำเงินมาใส่ไว้ที่บัญชีในนามบริษัทอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียน  ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ชำระเงินจริงตามจำนวนที่เรียกชำระอย่างน้อย 25% = 250,000 บาท ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด และนำเงินในส่วนนี้มา บริหารกิจการต่อไป ถ้าบริษัทขาดสภาพคล่องผู้ถือหุ้นแต่ละท่านจะต้องทยอยนำเงิน 75% ที่เหลือเข้ามาในบัญชีเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 🚩 อย่าลืมเก็บใบเสร็จหลักฐานการโอนเงิน เพื่อนำส่งให้กับสำนักงานบัญชีด้วยนะ เพื่อที่บริษัทบัญชีอย่าง GreenProKSP Group จะนำไปบันทึก และส่งงบได้ถูกต้อง! สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### บุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท บุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดเป็นรูปบริษัทหรือไม่? และการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจะต้องพิจารณาจากอะไร? บทความนี้มีคำตอบ บุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รายได้เกิน1.8 ล้านบาทต่อปี คือตัวเลขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้เพื่อต้องจดเข้าระบบ VAT การทำธุรกิจจะต้องดูตัวเลขอยู่ตลอดว่ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทหรือยัง? ถ้าใกล้ถึงแล้วต้องเตรียมความพร้อมที่จะจดเข้าระบบ VAT มีเวลาดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากมีรายได้หากล่าช้ากว่านั้นอาจจะมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง แถมยังส่งผลให้ยื่นภาษี (ภ.พ.30) ล่าช้าอีกด้วย ทั้งนี้หากธุรกิจมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท หลังจากหักรายรับ - รายจ่าย ต้นทุนและมีกำไรเกิน 1 ล้านบาทต่อปี ควรพิจารณาการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจว่าควรจดเป็นรูปแบบบริษัทหรือเปล่า? ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องคอยสังเกตธุรกิจอยู่ตลอดเวลาเพราะทั้ง 2 รูปแบบมีความแตกต่างกัน เนื่องจากกำไรที่มากขึ้นภาษีในนามบุคคลธรรมดาจะสูงกว่าภาษีนิติบุคคล วิธีการพิจารณาตัวเลขเพื่อเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจะพิจารณาจาก กำไร ไม่ใช่ ยอดขาย เพราะหากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คือ ตัวเลขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้เพื่อให้ธุรกิจจดเข้าระบบ VAT การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจะ พิจารณาจาก " กำไร " การจดเข้าระบบ VAT พิจารณาจาก " ยอดขาย " รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คือตัวเลขที่กรมสรรพากรกำหนดเพื่อจดเข้าระบบ VAT ตัวอย่างการคำนวณรายได้ กธุรกิจมียอดขายเพิ่มขึ้นหลังจากหักรายรายรับ - รายจ่าย ต้นทุนและมีกำไร เกิน 1 ล้านบาทต่อปี ควรพิจารณาการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเนื่องจากกำไรที่มากขึ้น "ภาษีบุคคลธรรมดา สูงกว่า ภาษีนิติบุคคล" เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อจดเข้าระบบ VAT คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01) จำนวน 4 ฉบับ คำขอแจ้งขอใช้สิทธิเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01.1) จำนวน 4 ฉบับ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน กรณีที่อยู่บ้านเช่า ต้องมีสัญญาเช่า แผนที่/รูปถ่ายบริเวณหน้าบ้านและในบ้านให้เห็นว่ามีสถานที่ประกอบการจริง สามารถยื่นจดที่สรรพากรพื้นที่ หรือ ยื่นจดทางออนไลน์ได้เลยเพื่อความสะดวกไม่ต้องเดินทาง สิ่งที่ควรทำหลังจากจดเข้าระบบ VAT ออกใบกำกับภาษีขาย 7% (หน้าที่ผู้ประกอบการ) ขอเอกสารใบกำกับภาษีซื้อ (หน้าที่ผู้ประกอบการ) ทำรายงานประจำเดือนภาษีซื้อ – ภาษีขาย (จ้างสำนักงานบัญชีได้) ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.30) หรือเรียกว่า ภาษีรายเดือน ถึงแม้ไม่มียอดขายก็ต้องนำส่งแบบเปล่า (จ้างสำนักงานบัญชีได้) *หากไม่ได้ยื่นในเดือนนั้นๆจะโดนค่าปรับเดือนละ 500 บาท* หากภายในบริษัทมีพนักงานที่พอมีพื้นฐานบัญชี – ภาษี ที่ทำข้อ 1 – 4 ได้ก็สามารถทำในบริษัทได้เลย หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท แต่ไม่ได้จดเข้าระบบ VAT ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะถูกเรียกเก็บภาษีนับตั้งแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี ต้องเสียค่าปรับเป็น 2 เท่า ของภาษีที่จะต้องชำระในแต่ละเดือนภาษี เสียเงินเพิ่ม 1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ถ้าเศษของเดือนก็จะถูกนับเป็นอีก 1 เดือน ไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดในเดือนนั้นมาหักภาษีขายได้ ตอนนี้ใครที่รู้ตัวว่า รายได้เกิน 1.8 ล้าน และเกินกำหนดเวลาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต้องรีบเตรียมเอกสาร คำนวณค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่าย และค่าปรับจากการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า ไปยื่นจดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง อย่ามัวนิ่งเฉยรอให้ทางกรมสรรพากรตรวจสอบเจอเอง นอกจากจะต้องเสียเบี้ยปรับ 2-20% เงินเพิ่ม 1.5% และยังต้องเสียค่าปรับตามกฎหมายอีกด้วย https://youtu.be/-az0CivwOZI?si=sE57MvXghANIWc21 ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ภ.ง.ด.50 หมายถึงอะไร? ยื่นอย่างไรให้ถูกต้อง? ภงด.50 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนำส่งให้กรมสรรพากรพร้อมงบการเงิน ซึ่งผู้จดทะเบียนธุรกิจจะต้องยื่นรายงานเพื่อดำเนินการเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดแม้ว่าปีนั้นจะมีรายได้หรือไม่มีรายได้ก็ตาม เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกันการขาดชำระภาษีเงินได้ของนิติบุคคลในอนาคต ภงด.50 ยื่นอย่างไรให้ถูกต้อง? 1. เช็คช่องที่ต้องการกรอกข้อมูล ภ.ง.ด.502. กรอกรายได้การเงินให้ชัดเจน เพื่อให้กรมสรรพากรได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง3. ใส่ข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการชำระภาษีเงินได้ที่ต้องการส่ง4. ตรวจสอบข้อมูลให้จบภายในรอบเดียว ไม่ควรยื่นหลายครั้ง5. เลือกบุคคลที่มีความสามารถในการยื่น ภ.ง.ด.50 และมีความรู้ทางด้านงานบัญชีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในภายหลัง หากยื่น ภ.ง.ด.50 เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าไม่เกิน 7 วัน เสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ปรับแบบฯ 1,000 และปรับงบการเงิน 1,000) ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าเกิน 7 วันเสียค่าปรับไม่เกิน 4,000 บาท (ปรับแบบฯ 2,000 และปรับงบการเงิน 2,000) กรณีมีภาษีที่ต้องชำระ เสียเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องเสีย  อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ให้เพื่อนๆครอบครัว และ คนรอบตัว เพื่อให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างถูกต้อง  ติดตามการอัปเดตความรู้บัญชี ภาษีได้ทุกช่องทางของ “เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา”Line Official : line.me/ti/p/@greenprokspaccWebsite : www.greenproksp.co.thYoutube : https://shorturl.at/itvwMInstagram : https://shorturl.at/fLNV4TikTok : https://shorturl.at/tBU24Linkedin : linkedin.com/company/greenprokspX : https://shorturl.at/dmxO0 ติดต่อบริการบัญชี ติดต่อบริการบัญชี  : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### ถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังควรเตรียมตัวอย่างไร? เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรมสรรพากร จะมีสิทธิตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ 2 ปี และถ้าพบความผิดปกติ หรือ เข้าข่ายว่าจะเลี่ยงภาษีมีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังได้ 5 ปี สำหรับกรณีที่เคยยื่นแบบภาษี หรือง่าย ๆ มนุษย์เงินเดือน สรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 10 ปี นอกจากนี้กรมสรรพากรมีสิทธิเรียกดูรายการเดินบัญชี (Statement) หากสรรพากรเชิญผู้ประกอบการไปพบเพราะอาจจะเห็นข้อมูลบางอย่างที่มีความผิดปกติเข้าข่ายทำให้กรมสรรพากรสงสัยและเริ่มตรวจสอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุผลที่ว่า ภาษีถูกหักที่มีการนำส่งไปแล้ว ธนาคารส่งข้อมูลเรื่องรายได้ให้สรรพากร มีเงินเข้าบัญชี 400 ครั้งต่อปี และ จำนวนเงิน (นับเฉพาะฝั่งเงินรับฝากเข้า) รวมเกิน 2 ล้านบาท หรือมีเงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้งต่อปี โดยไม่ดูจำนวนเงินว่าแต่ละครั้งจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้สรรพากรมีเซนต้าเบสท์ในการตรวจสอบธุรกิจของท่านได้ สรรพากรรับรู้รายได้ยังไง? ช่องทางไหนที่ใช้ตรวจสอบการเงิน? มีเงินโอนเข้าบัญชีหลายครั้ง และเป็นเงินจำนวนมาก ข้อมูลการรับเงิน (เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ใบกำกับภาษี) รับรู้รายได้ผ่านช่องทาง www.rd.go.th Web Scraping เทคโนโลยีดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ ใช้ระบบ Big Data & Data Analytics เข้าร่วมโครงการของรัฐ สุ่มตรวจ พนักงานประจำ หากโดนสรรพากรสงสัยว่าต้องจ่ายภาษีย้อนหลังควรทำอย่างไร? ดูรายละเอียดการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ดูจดหมายที่สรรพากรส่งมาว่าขอตรวจสอบภาษีย้อนหลังกี่ปี? จากนั้นเช็ค Statement ทุกบัญชีโดยเฉพาะรายได้ของแต่ละปีว่ามีรายได้ทั้งหมดเท่าไหร่? เงินที่เข้าบัญชีที่เป็นส่วนของรายได้เท่าไหร่? เพื่อนำไปแสดงกับกรมสรรพากร (หากเป็นรายการเงินโอนระหว่างกันหรือเป็นการกู้ยืมให้นำออกก่อน)ทำตาราง Excel รายได้แต่ละบัญชี ตั้งแต่ต้นปี - สิ้นปี และแยกตัวเลขอย่างชัดเจนพอแยกตัวเลขจะเห็นว่ารายได้แต่ละปีที่ถูกตรวจสอบย้อนหลังเป็นยอดเงินเท่าไหร่? เพื่อที่จะนำมาคำนวณภาษีคร่าวๆได้ เช็คยอดเงินแต่ละปีว่าเงินเข้าเกิน 1.8 ล้านบาทหรือไม่? ถ้าปีไหนเกิน 1.8 ล้านบาทแสดงว่าต้องจดเข้า VAT 📍หลักการของภาษีมูลค่าเพิ่ม หากรายได้ของท่าน ไม่มีภาษีซื้อมาหัก สรรพากรจะเอาตัวรายได้ตั้งต้นและคูณที่ 7% เมื่อไม่ได้เข้า VAT ตัวภาษีจะมีเรื่องของเงินเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้องเงินเพิ่ม เป็นอัตราที่ 1.5% ของตัวภาษี 1.5% จะคูณตามจำนวนเดือนที่เรายังไม่ได้นำส่งภาษี เช่น ปี2562 มีรายได้ถึงจุดที่เข้าVAT แล้วแต่ปัจจุบันยังไม่ได้จดเข้าระบบภาษีและยังไม่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางสรรพากรจะมีการคำนวณตั้งแต่เดือนที่รายได้เริ่มถึงจุดเข้าVAT จนถึงปัจจุบัน 📍ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจต้องจดเข้าระบบ VAT ตั้งแต่เดือน6 ปี2562 จนถึงปัจจุบันประมาณ 10 เดือน สรรพากรจะเอาตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งต้น และคูณด้วย 1.5% จากนั้นนำมาคูณจำนวนเดือนตั้งแต่ที่รายได้เริ่มถึงจุดเข้าVAT ทำให้ตัวภาษีก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากว่าตัวเงินเพิ่มคูณจำนวนเดือน ในส่วนของตัวเบี้ยปรับ คือ สรรพากรจะคูณเบี้ยปรับที่ 20% ของตัวภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง และต้องคูณ 2 เท่าเพราะไม่ได้ยื่นแบบภาษี *** ตัวภาษีเงินต้นเลี่ยงไม่ได้ และ ตัวเงินเพิ่มก็เลี่ยงไม่ได้ต้องนำส่งตามนั้น แสดงตัวว่าไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี พยายามแสดงเจตจำนงเอาไว้ตลอดว่า ทางบริษัทหรือตัวเจ้าของไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และพร้อมให้ความร่วมในการตรวจสอบอยู่เสมอ และพร้อมที่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการตลอดเวลาแม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ กรณีที่อาจจะผิดจริงหรือไม่ได้ผิดจริง ก็ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกฎหมายก่อนลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้ว อาจจะเป็นการยอมรับ สิ่งเหล่านั้นซึ่งอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต และอาจส่งผลเสียในระยะยาวมากกว่าที่คิด ขอลดเบี้ยปรับ ขอยื่นอุทธรณ์ ผ่อนชำระ สำหรับกรณีที่มีความผิดจริง ทางออกที่ช่วยเยียวยาได้ไม่ว่าจะเป็นการทำจดหมาย ยื่นคำร้องเพื่อขอลดเบี้ยปรับ จากเหตุผลที่ว่าไม่ได้เจตนารมณ์หลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นเพราะความผิดพลาด ด้านการคำนวณหรือความรู้ด้านกฎหมาย และหากคิดว่าไม่เป็นตามหลักการจริงๆ ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกด้วย หรือท้ายที่สุดหากเบี้ยปรับเป็นจำนวนสูงและเราไม่สามารถผ่อนชำระได้ภายในครั้งเดียว อาจจะเป็นขอผ่อนชำระก็นับว่าเป็นทางออกที่ควรศึกษาไว้เช่นกัน ถ้าไม่อยากโดนเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังต้องทำยังไง ? ต้องยื่นภาษีทุกปี และตรวจสอบเอกสารรายรับของธุรกิจให้ถูกต้องและครบถ้วนก่อนยื่นภาษี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาได้ในภายหลัง ทำบัญชีรายเดือน เพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นภาษีรายได้ในแต่ละปี บัญชีเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ติดตามข่าวสารภาษี ตรวจสอบเงื่อนไขภาษีในแต่ละปี เพราะมักจะมีเงื่อนไขใหม่ ๆ ออกมาเสมอ และอาจเป็นประโยชน์ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีอีกด้วย ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการจะไม่ค่อยเก็บเอกสารไว้ ทำให้ต้องเลือกใช้ช่องของหักเหมาจ่าย 60% และ นำรายได้มาเสียภาษีอีก 40% ของฐานรายได้รวม ซึ่งทำให้ภาษีค่อนข้างจะเยอะ แต่ภาษีบุคคลธรรมดาไม่มีตัวเลือกของเบี้ยปรับ มีแค่เงินเพิ่มที่ 1.5% เท่านั้น สรุปการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง แยกตัวเลขให้ถูกต้องและครบถ้วน รวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ส่วนไหนที่สามารถนำไปเคลม VAT ก็เอาไปหักภาษีขายได้ แต่ถ้าหากไม่มีภาษีซื้อไปหัก ก็ต้องยอมรับในส่วนที่สรรพากรประเมินค่าภาษีมา #เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจะเตรียมตัวอย่างไร? พี่เก่งได้คุยกับลูกค้าหลายๆ คนที่ผ่านมา ได้ทราบว่าทำธุรกิจมาแล้วยังไม่เคยยื่นภาษีเลย เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจะเตรียมตัวอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=wR2b8sMJYHk ติดต่อบริการเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ใบลดหนี้ (Credit Note) ข้อความสำคัญที่ต้องมีอะไรบ้าง? ใบลดหนี้ (Credit Note) เป็นเอกสารสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กฎหมายให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีผู้ประกอบการที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ออกใบกำกับภาษี จากการขายสินค้าหรือให้บริการแล้ว ต่อมาภายหลังได้เกิดเหตุการณ์ทำให้มูลค่าสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องมาจากสาเหตุ มีการลดราคาสินค้าที่ขาย เนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวนคำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด มีการลดราคาค่าบริการ เนื่องจากให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคา ค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมา เนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนาหรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชย หรือเงินอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อผูกพันในกฎหมาย ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้มีการจ่ายคืนเงินจ่ายล่วงหน้าเงินประกัน เงินมัดจำ เงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามข้อตกลงทางการค้า มีการคืนสินค้า หรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยกัน มีการคืนสินค้า หรือแลกเปลี่ยนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและผู้ซื้อสินค้า ทั้งนี้เฉพาะที่กระทำภายในเวลาอันสมควร มีการบอกเลิกสัญญาบริการ เนื่องจากการให้บริการบกพร่องหรือให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สาระสำคัญของใบลดหนี้มีข้อความ ดังนี้ คำว่า “ใบลดหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำต้วผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้ และในกรณีตัวแทนเป็นผู้ออกใบลดหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่หรือมาตรา 86/2 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำต้วผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ วัน เดือน ปี ที่ออกใบลดหนี้ หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวมูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้น คำอธิบายสั้นๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้ ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ตัวอย่างใบลดหนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 081-648-7459LINE ID: @greenprokspacc เครดิตเนื้อหา/อ้างอิง กรมสรรพากร, สำนักวิชาการแผนภาษี กลุ่มบริหารการเสียภาษีขนาดกลางและขนาดเล็ก เอกสารเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้าม ที่มา: https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/porkor/taxused/BanPasi.pdfการออกใบเพิ่มหนี้และใบลดหนี้ที่มา: https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/SMEs/infographic/14.vat_360.pdfคู่มือใบกำกับภาษีที่มา: https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/ebook/taxinvoice.pdf เอกสารเพิ่มเติม ตัวอย่างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ### รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท แต่ไม่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม มีโทษอะไรบ้าง? การไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท การไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท อาจส่งผลให้กิจการมีโทษทางกฎหมายได้ ดังนี้ เงินเพิ่ม หากกิจการไม่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากรมีสิทธิ์เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ โดยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจนถึงวันที่จดทะเบียนจริงหรือวันที่ชำระภาษี เบี้ยปรับ เบี้ยปรับทางการเงิน จะถูกเรียกเก็บหากมีการตรวจพบว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือจงใจไม่จด VAT หรือไม่ยื่นแบบภาษี อาจถูกปรับสูงสุดถึง 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ค่าปรับที่ไม่ได้ยื่นแบบภ.พ. 30  กรณีนี้จะมีค่าปรับแบบเดือนละ 500 บาท สูงสุด 12 เดือน สำหรับการไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30  โทษทางกฎหมาย กรมสรรพากรสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาได้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับการกระทำความผิดนั้น ๆ  🚩 สรุปได้ว่า หากกิจการไม่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะมีโทษทั้งในแง่ของการเงินและกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง กิจการจึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย และควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันทีเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ภาษีซื้อขอคืนไม่ได้ ภาษีซื้อขอคืนไม่ได้ หมายถึง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการได้จ่ายไปในการซื้อสินค้าและบริการ แต่ไม่สามารถขอคืนหรือนำไปหักลบกับภาษีขายได้ กรณีที่ภาษีซื้อ ขอคืนไม่ได้❌ 1.การซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ  หากซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อใช้การส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ที่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อนั้นจะไม่สามารถขอคืนได้ 2. การซื้อสินค้าหรือบริการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดว่าไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ กฎหมายกำหนดให้ค่าใช้จ่ายบางประเภทไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการรับรอง ค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์นั่งที่ไม่เกิน 10 ที่นั่ง  3. เอกสารภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน หากใบกำกับภาษีที่ได้รับไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน เช่น ไม่มีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อ ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี หรือไม่ระบุรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ ภาษีซื้อนั้นจะไม่สามารถขอคืนได้ 4. ธุรกิจไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้ประกอบการยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีการจ่ายภาษีซื้อจะไม่สามารถขอคืนได้ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีซื้อสามารถบันทึกเป็นรายจ่ายทั้งจำนวน ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ขอใบอนุญาตขายสุรา ขอใบอนุญาตขายสุรา เป็นเอกสารสำคัญในการประกอบธุรกิจขายสุรา โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ขอใบอนุญาตขายสุรา รับขอใบอนุญาตขายสุรา  ในการประกอบธุรกิจนั้นกฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับอนุญาต ก่อนดำเนินธุรกิจผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตต่อกรมสรรพสามิตร และเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มีอายุ1ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต โดยสามารถต่อใบอนุญาตได้ล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตหมดอายุ 90 วัน หากผู้ใดฝ่าฝืนขายสุรา โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ใช้ใบอนุญาตไม่ตรงกับสถานที่ระบุ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการขอใบอนุญาต ใบอนุญาตขายสุรา มีอายุหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต โดยสามารถต่อได้ล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตหมดอายุ 90 วัน ผู้ใดฝ่าฝืนขายสุรา โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ใช้ใบอนุญาตไม่ตรงกับสถานที่ระบุ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ใบอนุญาตขายสุรา มี 2 ประเภท ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังต่อไปนี้ ประเภทที่ 1 เป็นการขายส่งสุราทุกชนิด โดยจำหน่ายครั้งละสิบลิตร ขึ้นไปค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ปีละ 5,500 บาท ประเภทที่ 2 เป็นการขายปลีกสุราทุกชนิด โดยจำหน่ายครั้งละต่ำกว่า สิบลิตร ซึ่งแยกออกเป็น 2 ปรแภทคือ(1) สถานที่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 2,200 บาท(2) สถานที่ที่ผู้จำหน่ายไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 330 บาท 3.ผู้มีความประสงค์จะยื่นขอใบอนุญาต จะต้องรับรองคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตและสถานที่ ผู้มีสิทธิยื่นขอใบอนุญาตต้องไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายสุราเว้นแต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี สถานที่ขายสุราไม่เป็นสถานที่ดังนี้(1) ที่ตั้งสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(2) ที่ตั้งวัด มัสยิด วัดบาทหลวง หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจในนิกายหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2) (3) ที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุม น้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(4) สถานที่ที่เคยเป็นสถานประกอบการขายสุราของผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่ได้พ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(5) สถานประกอบการขายสุราของผู้ที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตและอยู่(6) สถานที่ต้องห้ามขายสุราตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกฎหมายอื่น เอกสารเบื้องต้นที่ลูกค้าต้องเตรียมในการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรากรณีบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเจ้าของร้าน สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่ที่จะขายสุรา เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิการใช้สถานที่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของกรรมสิทธิ์ แผนที่ตั้งสถานประกอบการ และสถานที่ใกล้เคียง ระยะเวลาการดำเนินการ หลังจากลูกค้าชำระค่าบริการและส่งข้อมูลครบ ทางเราดำเนินการทำแบบฟอร์มใช้ระยะเวลา 1-2 วันนับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน หลังจากนั้นส่งเอกสารและแบบฟอร์มให้ลูกค้าเซ็น เมื่อได้รับเอกสารที่เซ็นคืนจากลูกค้าครบถ้วน ดำเนินการยื่นแบบฟอร์มคำขอต่อสรรพสามิตร ภายใน 2-3 วันทำงาน โดยใบอนุญาตจำหน่ายสุราจะได้รับอนุมัติในวันที่ยื่นแบบฟอร์ม ข้อกำหนดในการขายสุรา ห้ามขายเหล้าบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือผู้มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ ห้ามขายเหล้าในวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันอาสาฬหบูชา วันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา เวลาในการขายเหล้า จะเป็นเวลาตั้งแต่ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น. ห้ามขายเหล้าโดยการใช้เครื่องขายแบบอัตโนมัติ เร่ขาย ลดราคา หรือทำการส่งเสริมการขาย สนใจบริการรับขอใบอนุญาต ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ภาษีทางตรง VS ภาษีทางอ้อม ภาษีทางตรงVSภาษีทางอ้อม การเข้าใจความแตกต่างระหว่างภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมมีความสำคัญในการวางแผนทางการเงิน การจัดการภาษี และการตัดสินใจทางธุรกิจ 💸 ภาษีทางตรง ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปยังผู้อื่นได้ จะเรียกเก็บโดยตรงจากบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้เสียภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) : จัดเก็บจากบุคคลที่มีรายได้จาก เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51) : จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: จัดเก็บจากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีการครอบครอง ภาษีป้าย : จัดเก็บจากป้ายแสดงชื่อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า ภาษีมรดก จัดเก็บจากผู้รับมรดกหรือทายาท เมื่อได้รับการโอนทรัพย์สิน ภาษีทรัพย์สินต่างๆ จัดเก็บจากผู้ครอบครองทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษี เช่น ภาษีรถยนต์ 💸 ภาษีทางอ้อม ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่ผลักภาระให้กับผู้ซื้อรับภาระทางภาษีแทนผู้ขาย เนื่องจากภาษีทางอ้อมไม่สามารถเรียกเก็บได้โดยตรงกับรายได้ของผู้บริโภค เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : จัดเก็บจากมูลค่าการขายสินค้าหรือบริการ โดยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7% ภาษีธุรกิจเฉพาะ : จัดเก็บจากกิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น ธุรกิจธนาคารและเงินทุนหลักทรัพย์ , ธุรกิจประกันชีวิต , โรงรับจำนำ , ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ ภาษีสรรพสามิต: ภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าหรือบริการบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยานพาหนะ น้ำมัน และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่น ๆ อากรแสตมป์: เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการทำธุรกรรมทางกฎหมาย เช่น สัญญาเช่าที่ดิน หรือสัญญากู้เงิน ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจประเภทของภาษีเพื่อการบริหารจัดการภาษีภายในธุรกิจ และการจัดทำข้อมูล/ชำระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ติดต่อบริการที่ปรึกษา วางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับภ.ง.ด. 1 ก เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับภงด1ก การยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 ก เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญของผู้ประกอบการในการรายงานการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ของพนักงานในรอบปีภาษีนั้นๆ การยื่นแบบภายในเวลาที่กำหนดและอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันการถูกปรับและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกิจในด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี 📌ภ.ง.ด.1 ก คืออะไร? ใบสรุปการจ่ายเงินเดือน โบนัส เบี้ยเลี้ยง หรือสวัสดิการอื่น ๆ และภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายของพนักงาน “รายปี” ที่ต้องนำส่งสรรพากรปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป 📌ผู้ที่มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.1 ก บริษัท บุคคล ห้าง สมาคม หรือ อื่น ๆ ที่มีการจ้างพนักงานโดยให้ค่าตอบแทนเป็น “เงินเดือน” 📌เกณฑ์ในการยื่น ภ.ง.ด.1 ก จะต้องแสดงรายละเอียดเงินได้ของพนักงานทุกคนไม่ว่าจะมีรายได้ถึงเกณฑ์หรือไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ตาม 📌วิธีการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ก กรอกแบบรายการภาษี ภ.ง.ด.1 ก พร้อมแนบรายละเอียดโดยยื่นแบบฟอร์มผ่านระบบ Online 📌ค่าปรับแบบ ภ.ง.ด.1 ก หากไม่ยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.1 ก ต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่างแบบ ภ.ง.ด.1 ก ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตรายาง รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตรายาง หรือมีตราประทับอยู่ แต่อาจชำรุด สูญหาย หรือต้องการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และคุ้มครองตรายางคุณ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตรายาง         การจดทะเบียนตรายาง จะเรียกว่า ตราสำคัญ เป็นตรายางที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ  และใช้ในเอกสารที่ติดต่อราชการ งานเอกสารต่างๆ  เรามอบหมายให้บุคคลที่เราไว้วางใจ (เช่น พนักงานบัญชี หรือบริษัททำบัญชี เป็นต้น) ถือตรายางแล้วกระทำการแทนได้ จดทะเบียนธุรกิจทั้งที..จำเป็นต้องมีตรายางหรือไม่? ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำเป็นต้องจดทะเบียนตรา เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1064 ( บังคับไว้ ) ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนตรา เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1078 ( ไม่ได้บังคับไว้ ) บริษัทจำกัด ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนตราก็ได้ เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1111 ( ไม่ได้บังคับไว้ ) ถึงแม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้บังคับให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด ต้องจดทะเบียนตรา แต่การมีตราประทับก็จะทำให้นิติบุคคลนั้น ๆ ดูมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น นี่คือหลักเกณฑ์และข้อห้ามในการจัดทำตรายางที่คุณจำเป็นจะต้องรู้ หลักเกณฑ์การจัดทำตราของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท การจัดทำตราของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการก่อตั้งธุรกิจหรือบริษัทใหม่ ตรายางหรือตราสัญลักษณ์ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีตัวตนและรู้จักได้ง่ายขึ้น ความเฉพาะเจาะจง (Distinctiveness) : ตรายางไม่ซ้ำซ้อนกับตราอื่นๆ และต้องสร้างความรู้สึกที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ความสื่อความหมาย (Meaningful) : ตรายางมีความสัมพันธ์กับธุรกิจ และสื่อความหมายในลักษณะที่เหมาะสมและเข้าใจง่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ความทันสมัย (Modern) : พิจารณาถึงความทันสมัยของตรา เพื่อให้ไม่เสียสภาพเปราะบางหรือล้าสมัยต่อกลุ่มผู้บริโภค ความอร่อยตา (Aesthetic) : ตรายางต้องมีดีไซน์ที่ดูดีและมีความสวยงาม เพื่อทำให้ผู้ดูรู้สึกดึงดูดและมีความสนใจ ความยั่งยืน (Memorable) : ตรายางควรเป็นอย่างที่จำได้ ผู้บริโภคควรจำตราของคุณได้ง่ายและไม่ลืม ความยืดหยุ่น (Versatile) : ตรายางสามารถนำไปใช้ในหลายสื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเพิ่มความรู้สึกของแบรนด์ในสื่อ การป้องกันลิขสิทธิ์ (Protectable) : ตราขยางต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทหรือบุคคลอื่น และควรจดทะเบียนตรายางเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ความเกี่ยวข้องกับตลาด (Relevance to Market) : ตรายางมีความเกี่ยวข้องกับตลาดและกลุ่มเป้าหมายของคุณ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค การคิดค้นที่ดี (Creativity) : การคิดค้นตรายางควรสร้างความประทับใจและมีองค์ความรู้สึกที่สร้างสรรค์ การทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย (Testing) : ทดสอบตรากับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคเพื่อปรับปรุงและแสดงความเหมาะสม ตราของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต้องไม่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เครื่องหมายตรามหาจักรีบรมราชวงศ์(2) พระบรมราชาภิไธยย่อของพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล และพระนามาภิไธยย่อของสมเด็จพระอัครมเหสีหรือสมเด็จพระยุพราช(3) พระบรมราชสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี และสมเด็จพระยุพราช(4) พระมหามงกุฎขัตติยราชนารีหรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์อื่นใดที่ใกล้เคียงกับมงกุฎ(5) ฉัตรต่าง ๆ อันเป็นลักษณะของเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ(6) ตราแผ่นดิน ตราราชการ ตราครุฑพ่าห์ธงหลวง ธงชาติหรือธงราชการ เว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต(7) พระราชลัญจกร และลัญจกรในราชการ(8) เครื่องหมายกาชาด ชื่อกาชาด กาเจนีวา เครื่องหมายราชการ หรือเครื่องหมายใดๆ ที่ขัดต่อรัฐประศาสโนบายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน(9) เครื่องหมายที่ราชการ องค์การ หน่วยงานของรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ ขอสงวนไว้(10) สัญลักษณ์ประจำชาติไทย ได้แก่ ช้างไทย ดอกราชพฤกษ์และ ศาลาไทย  ตราจะมีชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ก็ได้หากตรามีชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทชื่อในตรานั้น ต้องชัดเจนและตรงกับชื่อที่ขอจดทะเบียนหรือตรงกับชื่อภาษาต่างประเทศที่ขอใช้ และต้องมีคำแสดงประเภทของนิติบุคคลด้วยในกรณีนายทะเบียนรับจดทะเบียนตราของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีลักษณะเป็นตราดุน หรือตรานูน ให้นายทะเบียนใช้ดินสอดำระบายตราดุนหรือตรานูนให้ปรากฏเป็นรูปรอยและหมายเหตุข้างรูปรอยตรานั้นว่า “ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนี้จดทะเบียนตราเป็นตราดุนหรือตรานูน ” ก่อนบันทึกเข้าระบบคอมพิวเตอร์ การจดทะเบียนตรามากกว่า 1 ดวง จะต้องจดทะเบียนระบุไว้ในรายการอย่างอื่น ซึ่งเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าตราดวงใดใช้ในกรณีใด ข้อดีของการทำตรายางบริษัท   1. ตรายางบริษัทนี้เปรียบเสมือนบุคคล 1 คน  ใช้เป็นการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม และป้องกันการปลอมแปลงได้เป็นอย่างดี   2. เพิ่มความสะดวกเพราะไม่ต้องคอยเซนต์เอกสาร หรือต้องตามล่าลายเซ็นให้ครบทุกคน ก็ทำธุรกรรมได้  สามารถมอบหมาย ตรายางให้กับคนที่เราไว้ใจ ดำเนินการด้านเอกสารหรือธุรกรรมต่างๆ แทนได้  3. ตราประทับนี้ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มลูกค้าที่เราติดต่อด้วย หากได้นำไปใช้ในงานประมูล งานเปิดบิลใหญ่ หากแค่ส่งเอกสารเฉยๆ อาจจะไม่ได้ถูกตรวจสอบด้วยทีมงานระดับสูง และความน่าเชื่อถือจะน้อยกว่า การจดทะเบียนแก้ไขตรายาง กรณีที่ตรายางสำคัญของบริษัทสูญหายหรือชำรุด และบริษัทมีความประสงค์จะเปลี่ยนแบบตราสำคัญใหม่ จะต้องยื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงดวงตรา กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการ ดังนั้นในการจดทะเบียนจึงไม่ต้องอ้างอิงมติที่ประชุม เพื่อนำมาจดทะเบียนก็ได้ แต่หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการมีมติให้แก้ไข ก็ระบุรายละเอียดการประชุมในคำขอจดทะเบียนสำหรับกรณีที่ตรายางสำคัญสูญหาย ให้ระบุ คำว่า “ตราหาย” แทนที่การประทับตราในแบบคำขอจดทะเบียนและหนังสือมอบอำนาจ และกรณีที่ตราชำรุดไม่สามารถประทับได้ ก็ให้ระบุไว้ว่า “ตราชำรุด” ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นจดทะเบียนขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงดวงตราสำคัญ คือ กรรมการผู้มีอำนาจตามที่จดทะเบียนไว้ เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขดวงตรา คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด ( แบบ บอจ.1 ) และหนังสือรับรอง แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือ มติพิเศษ ( แบบ บอจ.4 ) สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน *ดูหลักเกณฑ์เรื่องบัตรประจำตัว* สำเนาหลักฐานเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี) *ดูหลักเกณฑ์การลงลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียน* หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเอง ก็มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและผนึกหรือชำระค่าอากรแสตมป์ 10 บาท ) สำเนาเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนทุกฉบับ ต้องให้ผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคนรับรองความถูกต้อง ยกเว้นสำเนาบัตรประจำตัวหรือหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียน ให้ผู้เป็นเจ้าของบัตรหรือผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง สนใจบริการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตรายาง ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### รับจดเปลี่ยนแปลงกรรมการ รับจดเปลี่ยนแปลงกรรมการ กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การเพิ่มอำนาจ การแก้ไขหรือเปลี่ยนอำนาจกรรมการ ตามขั้นตอนและข้อกำหนดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รับจดเปลี่ยนแปลงกรรมการ ในกรณีกรรมการบริษัทมีความประสงค์ต้องการลาออกจากตำแหน่ง หรือ แก้ไขผู้มีอำนาจลงนามต่างๆในบริษัท จะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือ จัดประชุมกรรมการทั้งหมดของบริษัท (ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี) เพื่อมีมติในที่ประชุมให้กรรมการท่านนั้นออกจากตำแหน่ง หรือ เปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการบริษัท การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทเป็นกระบวนการอย่างรอบคอบและต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ แต่ละบริษัทอาจมีกระบวนการเฉพาะตามข้อบังคับของตน การปฏิบัติตามกระบวนการที่ถูกต้องและใช้ความรอบคอบจะช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการและตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสในองค์กร เปลี่ยนอำนาจกรรมการ การเปลี่ยนอำนาจกรรมการนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน1. เปลี่ยนอำนาจกรรมการเพราะกรรมการท่านเก่าออกจากตำแหน่งและมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ทำให้ต้องทำเรื่องเปลี่ยนอำนาจกรรมการที่กระทำแทนบริษัท2. แก้ไขอำนาจกรรมการเพื่อให้การบริหารจัดการได้สะดวกขึ้น เช่น กรรมการที่มีอำนาจอยู่ก่อนหน้า ไม่ว่างเซ็นเอกสาร ติดธุระค่อนข้างเยอะ จึงแต่งตั้งกรรมการท่านใหม่มามีอำนาจแทน เป็นต้น  การแก้ไขอำนาจของกรรมการต้องมาจากมติประชุมของผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ถ้าบริษัทมีข้อกำหนดให้ที่ประชุมคณะกรรมการสามารถลงมติแก้ไขอำนาจกรรมการได้ จึงจะสามารถใช้มติจากที่ประชุมของคณะกรรมการได้ ข้อมูลที่ใช้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการหรืออำนาจกรรมการ ชื่อกรรมการเก่า (บุคคลที่ออกจากตำแหน่งกรรมการ) ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ เลขที่บัตรประชาชน ของกรรมการท่านที่เข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ อำนาจกรรมการที่แก้ไขใหม่ การจดเปลี่ยนแปลงกรรมการ (กรณีกรรมการเสียชีวิต) 1. ข้อมูลและเอกสารที่ลูกค้าต้องเตรียม สำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 6 เดือน , สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) และข้อบังคับ (ถ้ามี) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ (คนใหม่) รับรองสำเนาถูกต้อง จำนวน 1 ชุด เบอร์โทรกรรมการ (คนใหม่) เงื่อนไขอำนาจกรรมการ (หากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอำนาจกรรมการ) สำเนาใบมรณบัตรของกรรมการเก่าโดยที่กรรมการใหม่รับรองสำเนาถูกต้อง จำนวน 1 ชุด เอกสารแบบฟอร์มต้องยื่นภายใน 14 วันนับตั้งแต่กรรมการเสียชีวิตมิฉะนั้นจะมีค่าปรับเพิ่มเติมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ลูกค้าเป็นผู้ชำระในส่วนนี้) 2. ระยะเวลาในการดำเนินการ ทำแบบฟอร์มและยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหลังจากได้รับเอกสารลูกค้าเรียบร้อยภายใน 3-4 วันทำการ ระยะเวลาในการดำเนินการ 1 สัปดาห์ หลังจากลูกค้าส่งเอกสารที่เซ็นแล้วกลับมาให้ทางเรา การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือ เปลี่ยนอำนาจกรรมการนั้น จะต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจเดิมยื่นจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจะต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 14 วันหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ สนใจบริการรับจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### สำนักงานผู้แทน และสำนักงานสาขา การจดทะเบียนจัดตั้งสำนักงานผู้แทน และสำนักงานสาขา ธุรกิจต่างชาติที่ต้องการมาจดทะเบียนจัดตั้งสำนักงานผู้แทน (Representative Office) หรือจัดตั้งสำนักงานสาขา (Branch Office) โดยในการจัดตั้งจะมีเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดไว้  กรีนโปร เคเอสพี ยินดีที่จะให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการเปิดธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง สำนักงานผู้แทน สำนักงานตัวแทนเป็นรูปแบบหนึ่งขององค์กรธุรกิจสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการก่อตั้งธุรกิจในประเทศไทย การจัดตั้งสำนักงานตัวแทนนั้นรวดเร็ว ง่ายดาย และช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถวิเคราะห์ศักยภาพและโอกาสของตลาดได้ ธุรกิจรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม สำนักงานตัวแทนมีจำกัด และหนึ่งในข้อจำกัดหลักคือ โครงสร้างไม่ได้รับอนุญาตให้ออกใบแจ้งหนี้ในประเทศไทย สำนักงานผู้แทนของต่างชาติที่เปิดในไทย การจัดตั้งสำนักงาน ผู้แทน หรือ Representative Office ในประเทศไทย ต้องตรวจดูว่าธุรกิจของต่างชาตินั้นอยู่ใน 5 ประเภทนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ในธุรกิจ 5 ประเภทนี้ไม่สามารถจัดตั้งได้ ธุรกิจ 5 ประเภทที่สามารถจัดตั้งสำนักงาน ผู้แทนของต่างชาติในไทยได้ 1. บริการจัดซื้อและสรรหาสินค้า หรือ บริการในประเทศไทยให้กับสำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ2. บริการตรวจสอบสินค้า หรือ ควบคุมคุณภาพและปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่จ้างผลิตในประเทศไทย3. บริการให้คำแนะนำสินค้าของสำนักงานใหญ่แก่ผู้ใช้สินค้า หรือ ตัวแทนจำหน่ายในไทย4. ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า และบริการของสำนักงานใหญ่5. ธุรกิจรายงานสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจในประเทศไทยให้ทางสำนักงานใหญ่ทราบ สำนักงานตัวแทนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ต่อไปนี้: กิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่มีอำนาจในการรับคำสั่งซื้อเพื่อเสนอขายหรือเจรจาเพื่อดำเนินธุรกิจกับบุคคลหรือนิติบุคคลในประเทศที่จัดตั้งขึ้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยสำนักงานตัวแทนจะต้องรับผิดชอบโดยสำนักงานใหญ่ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ยกเว้นเงินฝากดอกเบี้ยที่นำส่งจากสำนักงานใหญ่ต้องเสียภาษี สำนักงานสาขา บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยในรูปแบบของ สำนักงานสาขา ถือเป็นส่วนขยายของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ดังนั้นสำนักงานสาขาจึงไม่ควรมีผู้ถือหุ้นต่างกัน สำนักงานสาขา เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่ ดังนั้นบริษัทแม่จึงยังคงรับผิดชอบทางกฎหมายสำหรับสัญญาและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ภาษีสำนักงานสาขา ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยในอัตรามาตรฐาน 20% ของรายได้ที่ได้รับจากกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย เช่นเดียวกับบริษัทไทยอื่นๆ สำนักงานต้องยื่นขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีและใบรับรองภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบบแสดงรายการภาษีประจำปีต่อกรมสรรพกร สำนักงานสาขาของต่างชาติที่เปิดในไทย การจัดตั้งสำนักงานสาขา หรือ Branch Office ในประเทศไทยนั้น ประเภทธุรกิจของต่างชาติจะต้องมีอยู่ใน 12 ประเภทธุรกิจ แบ่งออกเป็น 5 ประเภทธุรกิจในหัวข้อสำนักงาน และอีก 7 ประเภทธุรกิจ ดังนี้ 1. บริการประสานงาน และบริหารจัดการสาขาหรือบริษัทในเครือที่จัดตั้งภายในภูมิภาคเดียวกัน (ทำหน้าที่แทนสำนักงานใหญ่)2. ให้คำปรึกษาและบริการด้านการบริหารจัดการ3. บริการด้านการพัฒนาบุคลากร และการฝึกอบรม4. บริการบริหารจัดการด้านการเงิน5. บริการด้านการตลาด บริหารจัดการ ควบคุมการตลาด และวางแผนส่งเสริมการขาย6. บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า7. บริการด้านการวิจัยและพัฒนา ความแตกต่างระหว่างสำนักงาน ผู้แทน กับ สำนักงานสาขา สำนักงาน ผู้แทน (Representative Office) ของต่างชาตินั้นไม่สามารถมีรายได้จากการให้บริการได้ แต่จะได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศเท่านั้น ส่วน สำนักงานสาขา (Branch Office) สามารถมีรายได้จากการประกอบธุรกิจได้ หรือ ได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ก็ได้ สำนักงาน ผู้แทน (Representative Office) : มักจะเป็นสถานที่ทำงานที่ถูกกฎหมายตั้งขึ้นในประเทศหรือพื้นที่ที่ต่างจากที่ต้นทาง มีจุดประสงค์หลักในการแทนบริษัทหรือองค์กรในการติดต่อธุรกิจ, การตรวจสอบตลาด, หรืองานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำนักงานไม่สามารถทำธุรกรรมพาณิชย์ตรงกับลูกค้าได้ สำนักงานสาขา (Branch Office) : เป็นสถานที่ทำธุรกิจของบริษัทหลัก มักจะมีความสามารถในการทำธุรกรรมและทำสัญญาต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ตั้ง เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหลักและมีความรับผิดชอบต่อกฎหมายและการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่ตั้ง มีความแตกต่างไปตามที่ใช้งานและลักษณะธุรกิจของแต่ละองค์กร แต่ทั่วไปแล้วสำนักงาน ผู้แทนมักจะให้บริการในการติดต่อธุรกิจและการสำรวจตลาด ในขณะที่สำนักงานสาขามีความสามารถทางธุรกิจมากกว่าและสามารถทำธุรกรรมตรงกับลูกค้าได้ในพื้นที่ที่ตั้ง. บริการที่น่าสนใจ รับจดเพิ่มสาขา สนใจบริการปรึกษาสำนักงาน ผู้แทน ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### จดทะเบียนเพิ่มทุน การจดทะเบียนเพิ่มทุน การเพิ่มหุ้นบริษัทหรือการเพิ่มทุนของบริษัทจำกัด ทำได้โดยมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น แล้วมีมติในที่ประชุมให้ออกหุ้นใหม่โดยการจดทะเบียนเพิ่มทุนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การเพิ่มทุนนั้นจะต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย เนื่องจากรายละเอียดเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนของบริษัทอยู่ในหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 โดยมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการจดทะเบียนเพิ่มทุน จัดประชุมผู้ถือหุ้นในมติเพิ่มทุนและแก้ไขหนังสือหนังสือบริคณห์สนธิ โดยต้องมีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 14 วัน (ก่อนวันประชุม) และการลงมติเพิ่มทุน ต้องลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด การจดทะเบียนเพิ่มทุนจำเป็นต้องออกหุ้นใหม่ในมูลค่าหุ้นที่เคยจดทะเบียนไว้ หุ้นที่ออกใหม่ต้องเสนอให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นๆ ประเภทของการจดทะเบียนเพิ่มทุน กรณีไม่ได้ขายหุ้นใหม่ ต้องยื่นจดทะเบียนมติพิเศษให้เพิ่มทุน ภายใน 14 วันนับจากวันที่ประชุม กรณีขายหุ้นใหม่เป็นครั้งๆ ต้องยื่นจดทะเบียนมติพิเศษให้เพิ่มทุน ภายใน 14 วันนับจากวันที่ประชุม และจดทะเบียนเพิ่มทุนจำนวนหุ้นที่ขาย รวมถึงต้องจดแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5 ตามทุนที่เพิ่ม กรณีขายหุ้นใหม่ทั้งหมด ต้องยื่นจดทะเบียนมติพิเศษให้เพิ่มทุน จดทะเบียนเพิ่มทุนและต้องจดแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5 พร้อมกัน โดยต้องจดทะเบียนมติพิเศษเพิ่มทุนภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติให้เพิ่มทุน บริการลดทุนจดทะเบียน รับจดทะเบียนเพิ่มทุน บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ให้บริการรับจดทะเบียนเพิ่มทุนในราคาพิเศษ โดยทีมงานที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญทางด้านจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นงานจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท จดทะเบียนเปลี่ยนที่อยู่บริษัท รวมถึงจดทะเบียนเพิ่มทุน และงานจดทะเบียนอื่นๆ ซึ่งบริการรับจดทะเบียนเพิ่มทุนจะต้องจัดเตรียมและทำเอกสารตามข้อกำหนดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและจัดทำเอกสารระบุทุนตามทุนที่ลูกค้าต้องการเพิ่ม หลังจากเตรียมเอกสารเสร็จทางเราจะนำเอกสารไปยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการให้แก่ลูกค้า (กรณีลูกค้าอยู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล) ถ้าที่ตั้งบริษัท/ห้างหุ้นส่วนของลูกค้าตั้งอยู่ต่างจังหวัด ทางเรามีบริการจัดเตรียมแบบฟอร์มและทำเอกสารให้แก่ลูกค้า โดยลูกค้านำแบบฟอร์มและเอกสารไปจดทะเบียนเพิ่มทุนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยตนเอง ค่าบริการจดทะเบียนเพิ่มทุน ค่าบริการจดทะเบียนเพิ่มทุนในกรุงเทพฯ ราคา 4,000 บาท ราคานี้ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีที่ตั้ง บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ตั้งอยู่ในเขตปริมณฑล รบกวนสอบถามค่าบริการรับจดทะเบียนเพิ่มทุนกับทางเจ้าหน้าที กรณีที่ลูกค้าต้องการให้ทางเราเป็นผู้ลงประกาศโฆษณาหนังสือพิมพ์ จะมีค่าบริการลงโฆษณาหนังสือพิมพ์เพิ่ม 600 บาท โดยราคานี้ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม บริการอื่นที่น่าสนใจ : เปลี่ยนแปลงกรรมการ ### จดเพิ่มสาขา จดเพิ่มสาขา กระบวนการจดทะเบียนเพิ่มสาขาใหม่ของบริษัท จะแยกสาขาใหม่จากสำนักงานใหญ่และอาจตั้งอยู่ในพื้นที่หรือท้องถิ่นที่แตกต่างจากสำนักงานใหญ่ก็ได้ จดเพิ่มสาขา บทความนี้เราจะมากล่าวถึงข้อมูลทุกอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับบริการรับจดทะเบียนเพิ่มสาขา และสอดแสร้งความรู้ให้กับผู้ที่เตรียมตัว สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่ต้องการจดทะเบียนเพิ่มสาขาด้วยตนเอง สามารถอ่านบทความนี้ได้ เพราะท่านจะนำความรู้ไม่มากก็น้อย เพื่อนำไปดำเนินการเอง การขยายธุรกิจด้วยการเปิดสาขาใหม่เป็นก้าวสำคัญที่ทางธุรกิจอยากทำในการเติบโตและสร้างโอกาสใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ หรือบริษัทใหญ่ การขยายสาขาใหม่เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มรายได้และเข้าถึงตลาดใหม่ แม้ว่ากระบวนการนี้จะมีความซับซ้อน หากมีความรอบคอบในการวางแผนและการทำงานจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ การจดทะเบียนเพิ่มสาขาในธุรกิจเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อให้สาขาใหม่ของคุณเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจหลักและเป็นทางการตามกฎหมาย กระบวนการนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของธุรกิจที่คุณทำ ขั้นตอนสำคัญในการจดทะเบียนเพิ่มสาขา 1. การเลือกชื่อสาขา : เลือกชื่อสาขาที่ไม่ซ้ำกับธุรกิจอื่น ๆ และต้องเป็นชื่อที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย แนะนำให้เลือกชื่อที่สอดคล้องกับแบรนด์หลักของคุณ เพื่อเสริมความรู้สึกและความเชื่อมโยง 2. ระบุสถานที่ที่จะจดทะเบียน : ระบุสถานที่ของสาขาที่คุณต้องการจดทะเบียน รวมถึงที่อยู่และข้อมูลติดต่อ 3. กระบวนการจดทะเบียน : ติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนธุรกิจในประเทศที่คุณทำธุรกิจ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรอกแบบฟอร์มการจดทะเบียนสาขาและจ่ายค่าธรรมเนียมที่จำเป็น 4. ข้อมูลบริษัทแม่ (สำนักงานใหญ่) : ระบุข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทแม่ (สำนักงานใหญ่) เช่น ชื่อบริษัทแม่และที่อยู่ รวมถึงข้อมูลติดต่อ 5. อนุมัติและจดทะเบียน : หลังจากการกรอกแบบฟอร์มและชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อย หน่วยงานที่รับผิดชอบจะตรวจสอบข้อมูลและทำการจดทะเบียนสาขาใหม่ของคุณ 6. รับเอกสารการจดทะเบียน : หลังจากจดทะเบียนสำเร็จ คุณจะได้รับเอกสารการจดทะเบียนและหลักฐานการเป็นสาขาที่ถูกต้อง 7. การประกาศและการดำเนินธุรกิจ : หลังจากการจดทะเบียนสำเร็จ คุณสามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจสาขาใหม่ของคุณได้ การจดทะเบียนเพิ่มสาขาเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อให้คุณสามารถทำธุรกิจในสถานที่ต่าง ๆ โดยถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยให้คุณสามารถขยายธุรกิจและเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างถูกต้องและรอบคอบ เมื่อไหร่ถึงต้องจดทะเบียนเพิ่มสาขา การจดทะเบียนเพิ่มสาขานั้น จะจดทะเบียนสาขาต่อเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีสถานที่ตั้งประกอบกิจการมากกว่า 1 แห่ง แต่ถ้าใช้สถานที่ตั้งนั้นประกอบกิจการเพียงชั่วคราว ถือว่าไม่เข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนเพิ่มสาขา สถานประกอบกิจการที่ต้องจดทะเบียนเพิ่มสาขา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ใช้ในการประกอบกิจการ ใช้ในการผลิตสินค้าหรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ใช้เป็นคลังเก็บสินค้า กรณีที่ไม่ต้องจดทะเบียนเพิ่มสาขา หน่วยก่อสร้าง หรือ ที่อยู่อาศัยชั่วคราวสำหรับเจ้าหน้าที่หรือพนักงานก่อสร้างคอนโด สร้างบ้าน ฯลฯ หลังจากสร้างเสร็จจะย้ายออกจากหน่วยก่อสร้างนั้นๆ จ้างโรงงานอื่นในการผลิตสินค้าหรือวัสดุอุปกรณ์ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของเรา ทำงานในโรงงานหรือบริษัทนั้นๆ จัดบูธตามงานแสดงสินค้าหรือจัดบูธตามสถานที่ต่างๆ ไม่ต้องจดทะเบียนเพิ่มสาขา เช่าโกดังเก็บสินค้า โดยผู้รับฝากสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบและดูแลสินค้าของเรา ถือว่าไม่เป็นสถานที่เก็บสินค้าประจำ มีสถานประกอบการเพิ่ม แต่ไม่จดทะเบียนเพิ่มสาขาได้หรือไม่ เมื่อกิจการได้มีการเพิ่มสถานประกอบการมากกว่า 1 แห่ง และตรงตามเงื่อนไขข้างต้น จะต้องทำการจดทะเบียนเพิ่มสาขา ซึ่งถ้าหากดำเนินการเปิดสถานประกอบการโดยไม่แจ้งเพิ่มล่วงหน้า สรรพากรมีกำหนดโทษคือปรับไม่เกิน 5,000 บาท และยังส่งผลเสียต่อการนำรายจ่ายไปใช้ประโยชน์ทางภาษี รวมถึงทำให้เกิดเป็นช่องโหว่ให้สรรพากรพบความผิดปกติ เรื่องการเพิ่มสถานประกอบการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และเกิดการตรวจสอบในภายหลังอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ หากผู้ประกอบการไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเอกสารการดำเนินการขอจดทะเบียนเพิ่มสาขาอะไรบ้าง และ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนย่างไร บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอลซัลติ้ง จำกัด ยินดีให้คำปรึกษาอย่างละเอียด การจดทะเบียนเพิ่มสาขา 1. ข้อมูลและเอกสารที่ลูกค้าต้องเตรียม สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (อายุไม่เกิน 6 เดือน) และสำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ข้อบังคับ (ถ้ามี) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการทุกท่าน สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่ / สาขาที่เพิ่ม แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่ / สาขาที่เพิ่ม เบอร์โทร อีเมล ของสำนักงานที่ตั้งแห่งใหม่ / สาขาที่เพิ่ม (ในกรณีมีการเปลี่ยนแปลง) สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ 2. ระยะเวลาในการดำเนินการ ทำแบบฟอร์มและยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหลังจากได้รับเอกสารลูกค้าเรียบร้อยแล้วภายใน 3-4 วันทำการ ระยะเวลาในการดำเนินการ 1 สัปดาห์ หลังจากลูกค้าส่งเอกสารที่เซ็นแล้วกลับมาให้ทางเรา หมายเหตุ ถ้าจัดทำเอกสารผิดพลาด ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารมากกว่า 2 ครั้ง ทางเราจึงอยากแนะนำให้มาใช้บริการรับจดทะเบียนเพิ่มสาขากับเรา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและชำนาญการทางด้านนี้อยู่แล้ว สนใจบริการรับจดเพิ่มสาขา ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เปิดบริษัทใหม่ ต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี? เปิดบริษัทใหม่ต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี? ทุนจดทะเบียนบริษัท ผู้ประกอบการควรพิจารณาความเหมาะสมให้สอดคล้องกับปัจจัยและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบริษัท เพราะทุนจดทะเบียนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้า 🚩 ทุนจดทะเบียนบริษัท คือ เงินที่ผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงกันว่าจะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ในการแจ้งจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 🚩 เงินทุนขั้นต่ำสำหรับทุนจดทะเบียนบริษัท กฎหมายกำหนดไว้ว่า มูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท นั่นหมายความว่า ทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำก็คือ 10 บาทนั่นเอง 🚩 แต่ธุรกิจส่วนใหญ่จดทุนที่ 1 ล้านบาท เนื่องจากจะทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งธุรกิจของเพื่อน ๆ ไม่จำเป็นต้องจดเท่านี้ก็ได้ เพราะทุนจดทะเบียนสามารถปรับได้ตามขนาดความเหมาะสมของธุรกิจ การกำหนดทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญที่ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย รวมถึงขนาดและลักษณะของธุรกิจ ความต้องการเงินทุน ข้อกำหนดทางกฎหมาย และความน่าเชื่อถือ ควรคำนวณความต้องการเงินทุนอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหรือนักกฎหมายเพื่อให้ได้คำแนะนำที่เหมาะสม ⭐ หากใครยังไม่แน่ใจในเรื่องของตัวเลขทุนจดทะเบียน Greenpro ksp group ก็รับปรึกษาการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยนะ  พร้อมยินดีให้คำแนะนำทุกขั้นตอนเลยค่าา สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### คำศัพท์ทางบัญชีที่ผู้ประกอบการควรรู้ คำศัพท์ทางบัญชีที่ผู้ประกอบการควรรู้ การลงบัญชีสำหรับบริษัทในไทยที่เป็นตัวแทนของบริษัทต่างประเทศในการรับฝากขายสินค้ามีขั้นตอน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี / ภาษี ดังนี้ : 1. การบันทึกบัญชีรับสินค้าเข้ามาฝากขาย - เมื่อรับสินค้าจากบริษัทต่างประเทศ ควรบันทึกเป็นรายการในบัญชีคลังสินค้าโดยระบุจำนวนและมูลค่าของสินค้า - บันทึกการรับสินค้าดังนี้: เดบิต: สินค้าคงเหลือ (Inventory) เครดิต: สินค้าฝากขาย (Consignment Inventory) 2. การบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง - ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าควรบันทึกเป็นต้นทุนของสินค้า - บันทึกการจ่ายค่าใช้จ่ายดังนี้: เดบิต: ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า (Import Expenses) เครดิต: เงินสด/บัญชีเจ้าหนี้ (Cash/Accounts Payable) 3. การบันทึกบัญชีการขายสินค้า - เมื่อขายสินค้า ควรบันทึกรายได้จากการขายและต้นทุนของสินค้าที่ขายไป - บันทึกการขายดังนี้: เดบิต: เงินสด/บัญชีลูกหนี้ (Cash/Accounts Receivable) เครดิต: รายได้จากการขาย (Sales Revenue) 3. การบันทึกบัญชีการขายสินค้า - เมื่อขายสินค้า ควรบันทึกรายได้จากการขายและต้นทุนของสินค้าที่ขายไป - บันทึกการขายดังนี้: เดบิต: เงินสด/บัญชีลูกหนี้ (Cash/Accounts Receivable) เครดิต: รายได้จากการขาย (Sales Revenue) - บันทึกต้นทุนสินค้าที่ขายดังนี้: เดบิต: ต้นทุนสินค้าที่ขาย (Cost of Goods Sold) เครดิต: สินค้าคงเหลือ (Inventory) 4. การบันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่น - ค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับจากบริษัทต่างประเทศสำหรับการขายสินค้าควรบันทึกเป็นรายได้ - บันทึกค่าคอมมิชชั่นดังนี้: เดบิต: เงินสด/บัญชีลูกหนี้ (Cash/Accounts Receivable) เครดิต: รายได้จากค่าคอมมิชชั่น (Commission Revenue) 5. การบันทึกบัญชีคืนสินค้าฝากขาย - หากมีการคืนสินค้าฝากขายให้บริษัทต่างประเทศ ควรบันทึกการคืนสินค้าออกจากคลังสินค้า - บันทึกการคืนสินค้าดังนี้: เดบิต: สินค้าฝากขาย (Consignment Inventory) เครดิต: สินค้าคงเหลือ (Inventory) 6. รายงานและการยื่นภาษี - บริษัทตัวแทนต้องจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และยื่นต่อกรมสรรพากรตามข้อกำหนด - การจัดทำรายงานภาษีต้องรวมถึงรายได้จากการขายสินค้าและค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับ ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม การตรวจสอบบัญชี: ควรมีการตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อให้มั่นใจว่าการบันทึกบัญชีเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนด การจัดทำรายงานการเงิน: บริษัทควรจัดทำรายงานการเงินประจำปีที่ถูกต้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การเก็บรักษาเอกสาร: ควรเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับฝากขายสินค้า เช่น สัญญาฝากขาย ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารการนำเข้าให้ครบถ้วนและเป็นระบบ 📋 คำศัพท์ทางบัญชีที่ผู้ประกอบการควรรู้ เพื่อการลงบัญชีสำหรับบริษัทที่เป็นตัวแทนในการรับฝากขายสินค้าต้องมีความละเอียดและปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีและกฎหมายภาษีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้วต้องเปิดบัญชีธนาคารทันทีไหม? จดทะเบียนบริษัทต้องเปิดบัญชีธนาคารไหม? สิ่งสำคัญของการบริหารเงินคือ การวางแผนระบบการเงินการแยกสัดส่วนที่ชัดเจน "ระหว่างเงินส่วนตัวกับเงินบริษัท" เพื่อให้การบันทึกบัญชีของบริษัทง่ายขึ้นและสามารถประเมินสภาพคล่องได้ เพราะฉะนั้นหลังจดทะเบียนรูปแบบบริษัทเรียบร้อยแล้ว “ผู้ประกอบการควรเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัททันที” เพื่อรองรับธุรกรรมทางการเงินได้อย่างถูกต้อง และควรใช้เป็นบัญชีธนาคารของบริษัทเพื่อง่ายต่อการควบคุมเงินเข้า – เงินออก และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภายในธุรกิจอีกด้วย 🚩 หากผู้ประกอบการไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มดำเนินการอย่างไร Greenpro KSP Group ยินดีให้บริการ ปรึกษาฟรี! ทุกขั้นตอน ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอุทัยธานี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอุทัยธานี 🏞️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอุทัยธานี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🏞️จังหวัดอุทัยธานี เมืองสงบริมสายน้ำสะแกกรัง ที่มีความสงบ เรียบง่ายตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน โอบล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า เป็นอีกจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวัดวาอาราม ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอุทัยธานี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอ่างทอง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอ่างทอง 🛕 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอ่างทอง การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛕จังหวัดอ่างทอง ไม่มีป่าไม้ และภูเขา มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านสองสาย เป็นจังหวัดซึ่งอุดมไปด้วยงานหัตถกรรมพื้นถิ่นไม่ว่าจะเป็นงานปั้นตุ๊กตาชาววัง การทำกลอง ฯ และวัดที่มีความสะอาดสวยงามและมีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมายกว่า 200 วัด อันเป็นสถานที่ที่น่าศึกษาประวัติศาสตร์และเรื่องราวความเป็นมาในอดีตของชาติไทย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอ่างทอง 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอยุธยา ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอยุธยา 🛕 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอยุธยา การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛕จังหวัดอยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน มีวัดวาอาราม และ พระราชวังที่สวยงาม ความมีเสน่ห์ของศิลปะไทยโบราณมากมาย นอกจากวัดแล้ว อยุธยายังมีที่เที่ยวที่น่าสนใจ ให้ได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศกัน เช่น ตลาดน้ำอโยธยา ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวบ้านชาวกรุงอโยธยาได้เป็นอย่างดี การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวอยุธยา 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสุพรรณบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสุพรรณบุรี 🐉 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสุพรรณบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🐉จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกจังหวัดที่สำคัญในด้านการท่องเที่ยวของภาคกลาง เพราะเป็นทั้งเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีศาสนสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วิถีเมืองเก่าที่น่าสนใจมากมาย  การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสุพรรณบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสิงห์บุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสิงห์บุรี 🛕 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสิงห์บุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛕จังหวัดสิงห์บุรี มีวัดวาอารามจำนวนไม่น้อยที่น่าสนใจ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ บางแห่งนั้นสวยงาม และโอบล้อมไปด้วยผืนสีทองของนาข้าวยามออกรวงสุกปลั่งเสริม ให้องค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านนั้น งดงามตระการตายิ่งขึ้น แหล่งตลาดเก่าแก่ต่างๆ เต็มไปด้วยสารพัดอาหารพื้นบ้านรสชาติเยี่ยม บางอย่างก็ไม่สามารถหาทานที่ไหนได้ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสิงห์บุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสระบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสระบุรี 🌅 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสระบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🌅จังหวัดสระบุรี อีกจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพแต่กลับมีที่เที่ยวและความสวยงามมากมาย ทั้งน้ำตก และเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บรรยากาศภายในเขื่อนมีกิจกรรมหลายอย่าง มีโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณริมเขื่อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยจัดให้มีศูนย์กีฬาทางน้ำ สวนรุกขชาติ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และหาดทรายริมเขื่อนเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและพักผ่อนหย่อนใจ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสระบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสาคร ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสาคร  🛤️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสาคร การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛤️จังหวัดสมุทรสาคร เมืองริมชายฝั่งบรรยากาศสุดฟิน สถานที่ท่องเที่ยวครบทุกความต้องการ ทั้งวัดวาอาราม ตลาดน้ำ ตลาดทะเล สวนน้ำ สวนผลไม้ จุดถ่ายรูปสวยๆ หรือวิถีชีวิตชุมชนเก่าแก่ แถมยังมีร้านอาหารทะเลสดๆ อร่อยๆ ให้ได้เลือกทานอีกมากมาย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสาคร 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสงคราม ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสงคราม 🏞️ การเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสงคราม การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🏞️จังหวัดสมุทรสงคราม เมืองเกษตรกรรม เต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นา และสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นตลาดน้ำอีกมากมาย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรสงคราม 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว นใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาเราได้ฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรปราการ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรปราการ 🛕 การเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรปราการ การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛕จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รายล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญชวนศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย วัดวาอารม และสวนสัตว์ เป็นต้น การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวสมุทรปราการ 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวลพบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวลพบุรี 🐒 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวลพบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🐒จังหวัดลพบุรี เมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ที่ไม่ได้มีดีและโดดเด่นแค่ทุ่งทานตะวัน แต่เป็นเมืองเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีโบราณสถานเก่าแก่ที่สวยงาม และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงามอีกด้วย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวลพบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวราชบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวราชบุรี  🏞️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวราชบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🏞️จังหวัดราชบุรี เป็นศูนย์กลางในด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก และเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายในสถานที่ท่องเที่ยว อยากเที่ยวธรรมชาติก็มีให้ไป อยากเสพงานศิลป์ก็มีให้อิน อยากไหว้พระชมวัดวาอารามชุมชนเก่าแก่ การละเล่นโบราณซึ่งเป็นมรดกของชาติก็มีให้ชม มีให้เลือกมากมาย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวราชบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวเพชรบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวเพชรบุรี 🏖️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวเพชรบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🏖️จังหวัดเพชรบุรี นอกจากมีทะเลที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังมีพระนครคีรี หรือ เขาวัง ตั้งอยู่บนเขามหาสวรรค์ ซึ่งโดดเด่นในเรื่องของความงดงาม และความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุบทยอดเจดีย์ รวมไปถึงวัดที่มีความสำคัญ ศิลปะวัฒนธรรมที่งดงาม และอาหารเลิศรสทั้งคาวหวาน เป็นต้น การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวเพชรบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ 🏝️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🏝️จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งท่องเที่ยวอันหลากหลาย แถมยังมีธรรมชาติครบเครื่อง เหมาะแก่การไปพักตากอากาศแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากทะเลแล้ว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังมี ภูเขา ถ้ำ น้ำตก แถมยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่งอีกด้วย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวปทุมธานี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวปทุมธานี 🌷 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวปทุมธานี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🌷จังหวัดปทุมธานี เป็นจังหวัดที่ใกล้กรุงเทพ เดินทางเพียงไม่เกินชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถือได้ว่ามีสเน่ห์ของวิถีชีวิตชุมชนต่างๆ มากมาย ทั้งวัดสวย พิพิธภัณฑ์ และตลาด เที่ยวกันได้ทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวปทุมธานี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนนทบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนนทบุรี 🌅 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนนทบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🌅จังหวัดนนทบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่เขตปริมณฑล มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ของกินเด็ด คาเฟ่ดี วัดสวยอีกเพียบ ถือเป็นตัวเลือกอีกหนึ่งจังหวัดที่ดีในการท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนนทบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครปฐม ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครปฐม 🛕 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครปฐม การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛕จังหวัดนครปฐม มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจนอกจากวัดวาอารามอีกมากมายไม่ว่าตลาดน้ำโบราณ, พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ อีก มากมาย การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครปฐม 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครนายก ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครนายก 🏞️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครนายก การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🏞️จังหวัดนครนายก เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบ ทางตอนเหนือและตะวันออกเป็นภูเขาสูงชัน ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตก วัด ฯลฯ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวนครนายก 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวชัยนาท ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวชัยนาท 🦜 เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวชัยนาท การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🦜จังหวัดชัยนาท เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความงดงามทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานอันเก่าแก่ พร้อมเรื่องราวอันน่าสนใจชวนให้เข้ามาเที่ยวชมและกราบสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยจังหวัดชัยนาทมีสถานที่แห่งศรัทธากระจายอยู่ในหลายอำเภอมีพระเกจิอันเป็นที่เคารพบูชาท่ามกลางธรรมชาติและวิถีชีวิตอันงดงามเหมาะกับการเดินทางมาเพื่อ “เสริมศรัทธาบารมี” รับสิ่งดี ๆ เข้าสู่ชีวิต การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวชัยนาท 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวกาญจนบุรี ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวกาญจนบุรี 🛤️ เป็นการเพิ่มมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยวของผู้ประกอบการให้ลูกค้าต่างมั่นใจเลือกใช้บริการ✔️ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวกาญจนบุรี การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวาอาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ เป็นต้น 🛤️จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศไทยและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นป่าไม้และภูเขาสูง ที่มีสถานที่ธรรมชาติให้ท่องเที่ยวมากมาย นักท่องเที่ยวต่างมาเที่ยวในสถานที่ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายมรณะ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ฯลฯ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ดังนี้ ความเป็นมาตรฐาน: ใบอนุญาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างมาตรฐานและคุณภาพสำหรับธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตจะทำให้ธุรกิจของคุณได้รับการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้าและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้บริการของคุณ การปกป้องผู้บริโภค: ใบอนุญาตช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การขอใบอนุญาตจะบังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และมีนโยบายการคืนเงินหรือการจัดการเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุระหว่างทริปท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจนำเที่ยวของคุณและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตอาจต้องการการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาเพื่อสร้างความตระหนักและความน่าสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การคัดค้านและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง ⭐ โดยรวมแล้ว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท้องถิ่น ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ การขอใบอนุญาตกรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีผลดีต่อธุรกิจอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: การขอใบอนุญาตจะสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้บริโภคจะรู้ว่าธุรกิจของคุณได้รับการรับรองและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการท่องเที่ยวของคุณ การประกอบธุรกิจตามกฎหมาย: การขอใบอนุญาตจะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทางราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยและความคุ้มครอง: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัยในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวของคุณ การส่งเสริมการท่องเที่ยว: ใบอนุญาตช่วยสร้างความน่าสนใจและเชื่อถือในธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้มีจำนวนลูกค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเติบโตและการแข่งขัน: การขอใบอนุญาตอาจมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เสรีและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แน่นหนาและคงทน เอกสารที่ต้องเตรียมไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวกาญจนบุรี 1.แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนิติบุคคล กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 2.หนังสือรับรองบริษัทได้จดทะเบียนพร้อมวัตถุประสงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เกิน 1 เดือนและที่อยู่สำนักงานสาขา 3.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับประชุมผู้ถือหุ้นปีปัจจุบัน รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 4.หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ 5.ข้อบังคับของบริษัทหรือรายงานการประชุมตั้งบริษัท 6.รายการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด 7.สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง กรณีมีกรรมการต่างชาติ แนบสําเนาพาสปอร์ตและสําเนาใบอนุญาตทํางานในประเทศไทย (Work Permit) พร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 8.สําเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล หรือเอกสารสําคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง(ถ้ามี) 9.สําเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอํานาจจัดการแทนและกรรมการทุกท่านพร้อมรับรองสําเนาถูกต้อง 10.รูปถ่ายด้านหน้าและด้านในสํานักงาน กรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 11. แผนที่ตั้งสำนักงาน กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท 12. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน 13. สําเนากรมธรรมประกันภัย ประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจํานวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บ ไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรมไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว 14.หนังสือมอบอํานาจ สําเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอํานาจจัดการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ 15. เงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนําเที่ยว สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาฟรี!(ดูจังหวัดที่กรีนโปร ให้บริการรับขอใบอนุญาตนำเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่นี่) ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ประมาณการกำไรสุทธิ ประมาณการกำไรสุทธิ คือ การประมาณการผลประกอบกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ๆ ใช้ข้อมูลรายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 6 - 7 เดือนแรกของปี รวมกับตัวเลขประมาณการ รายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีกในช่วง 5 - 6 เดือนหลังของปีนั้น ๆ รวมเป็นผลการประมาณการ แล้วนำข้อมูลประมาณการนี้ไปจัดทำแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.51) เพื่อนำส่งและชําระภาษีเงินได้ครึ่งปี(ถ้ามี) ภายในระยะเวลา 2 เดือนนับจากวันสิ้นรอบ 6 เดือนแรกของปีนั้นๆ จากข้อมูลตัวเลขประมาณการ แล้วคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามแบบ ภงด.51 ตามที่กล่าวข้างต้น กิจการต้องพิจารณาด้วยว่า มีจํานวนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของภาษี ที่คํานวณได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วหรือไม่ 📍 (ซึ่งเกณฑ์นี้กฎหมายให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร) เนื่องจากหากการประมาณการขาดไป เกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ที่เกิดขึ้นจริงตอนสิ้นปี โดยไม่มีเหตุผลอันควร กิจการต้องชำระค่าปรับเนื่องจากประมาณการกำไรต่ำไป ในอัตราร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระต่ำ ผู้มีหน้าที่จัดทำประมาณการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกําไรสุทธิ ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยไม่ว่าจะประกอบกิจการประเภทใด หรือ ณ ที่ใด บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและเข้ามาประกอบกิจการในไทยในกิจการที่มิใช่การขนส่งระหว่างประเทศ กิจการที่ดําเนินเป็นทางค้าหรือหากําไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศหรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และเข้ามาประกอบกิจการในไทยในกิจการอื่นใดที่มิใช่การ ขนส่งระหว่างประเทศ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### รอบระยะเวลาบัญชี คืออะไร? รอบระยะเวลาบัญชี คืออะไร? รอบบัญชี (Accounting Period) คือเวลาที่กำหนดให้จัดทำบัญชีและ งบการเงิน โดยจะมีระยะเวลาหนึ่งปี หนึ่งเดือน หนึ่งไตรมาส หรือหกเดือน ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กร ระยะเวลาบัญชีมีความสำคัญเพราะช่วยให้บริษัทสามารถจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูลการเงินได้อย่างเป็นต่อเนื่อง โดยปกติแล้วบริษัทจะใช้รอบบัญชีเพื่อ การจัดทำงบการเงิน: เป็นรายงานทางการเงิน ที่สะท้อนผลของกิจการให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน การวางแผนและการตัดสินใจ: ทำให้เจ้าของกิจการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มองเห็นถึงความผิดปกติและสามารถปรับปรุงได้อย่างตรงจุด และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ วางแผน รวมถึงวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินได้อีกด้วย การตรวจสอบและการควบคุมภายใน: เพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานทางการเงินขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย: เช่น การยื่นภาษีประจำปี หรือการจัดทำรายงานทางการเงินตามข้อกำหนดของกฎหมาย รอบระยะเวลาบัญชี รอบบัญชีประจำปี: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม หรือเวลาอื่น เช่น 1 เมษายน ถึง 31 มีนาคม ตามข้อกำหนดของบริษัท รอบบัญชีรายไตรมาส: เป็นช่วงเวลา 3 เดือน เช่น ไตรมาสที่ 1 (มกราคม - มีนาคม), ไตรมาสที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน) ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### หน้าที่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หน้าที่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อผู้ประกอบการได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างครบถ้วนและถูกต้อง ✅ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือรับค่าบริการ โดยต้องมีรายละเอียดครบถ้วน เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี , ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย-ผู้ซื้อ, รายละเอียดสินค้า, มูลค่าสินค้า และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม , วันที่ , เลขที่ใบกำกับภาษี , สำนักงานใหญ่หรือสาขา จัดทำรายงานภาษีซื้อ (Input Tax) และ ภาษีขาย (Output Tax) เพื่อบันทึกข้อมูลการซื้อ - การขายสินค้าและบริการ รวมถึงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และถ้ายื่นแบบออนไลน์ สามารถยื่นและชำระได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป การรักษาเอกสารและบัญชีที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จรับเงิน, รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และเอกสารอื่น ๆ อย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปี การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่รายงาน การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินตามที่หน่วยงานภาษีกำหนด และอื่น ๆ การปฏิบัติตามหน้าที่เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและอาจเกิดการเสียค่าปรับในภายหลัง ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### อยากขอคืนภาษี ต้องทำอย่างไรบ้าง? อยากขอคืนภาษี ต้องทำอย่างไรบ้าง? การขอคืนภาษีเป็นกระบวนการที่สามารถทำได้หากจ่ายภาษีเกินกว่าที่ควรจ่ายตามกฎหมาย กรณีที่ผู้เสียภาษีต้องการขอคืนภาษี สามารถทำเองได้ตามขั้นตอนดังนี้ ตรวจข้อมูลรายได้ ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย และค่าลดหย่อน - ข้อมูลรายได้ และ ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย สามารถตรวจสอบได้จากหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) - ข้อมูลค่าลดหย่อนตรวจสอบจากระบบ My Tax Account คำนวณภาษีว่ามากกว่าภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายระหว่างปีหรือไม่- หากคำนวณได้ มากกว่า ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย มีสิทธิขอคืนภาษี - หากคำนวณได้ น้อยกว่า ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีสิทธิขอคืนภาษี เมื่อตรวจสอบข้อมูลและคำนวณภาษีแล้วพบว่ามีสิทธิขอคืนได้ ให้ยื่นขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร เลือกแสดงความประสงค์จะขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกิน เมื่อยื่นภาษีเสร็จ สามารถตรวจสอบสถานะเงินคืนภาษีผ่าน ระบบ My Tax Account ของกรมสรรพากร หากพิจารณาขอคืนภาษีแล้ว จะได้รับเงินคืนผ่านบัญชีธนาคารที่ผูกบัญชีพร้อมเพย์ไว้กับเลขบัตรประชาชน ⚠️ หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับขั้นตอนการขอคืนภาษี Greenpro KSP Group ยินดีให้คำปรึกษาการวางแผนภาษี พร้อมทีมงานให้คำแนะนำที่เชี่ยวชาญโดยตรงกว่า 28 ปี ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เรื่องที่ควรรู้ก่อนยื่นภาษีครั้งแรก เรื่องที่ควรรู้ก่อนยื่นภาษีครั้งแรก เพราะการยื่นภาษีมีความละเอียดอ่อนและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน เพื่อให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง ข้อมูลต่อไปนี้คือเรื่องที่ควรรู้และเตรียมตัวก่อนยื่นภาษีครั้งแรก เรื่องที่ควรรู้ก่อนยื่นภาษีครั้งแรก 1. ประเภทรายได้ที่ต้องยื่นภาษี รายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส 40(1) รายได้จากการรับจ้างหรือฟรีแลนซ์ 40(2) รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ (นักแต่งเพลง) 40(3) รายได้จากการลงทุน (ดอกเบี้ย เงินปันผล) 40(4) รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์,สังหาริมทรัพย์ 40(5) รายได้จากค่าวิชาชีพอิสระ (บัญชี) 40(6) รายได้จากรับเหมา เช่น ก่อสร้าง 40(7) รายได้จากอื่น ๆ เช่น การขายสินค้าออนไลน์ 40(8) 2. เอกสารที่ต้องเตรียม หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใบเสร็จรับเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายได้, ค่าใช้จ่ายในการทำงานหรือทำธุรกิจ เอกสารที่เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี 3. การลดหย่อนภาษี สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี เช่น ค่าลดหย่อนบิดา,มารดา,บุตร,ดอกเบี้ยบ้าน , การลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต, การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), การบริจาคเพื่อการกุศล 4. ช่องทางการยื่นภาษี ยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร rd.go.th ยื่นภาษีด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ของคุณ 5. วันกำหนดยื่นภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี หากยื่นภาษีออนไลน์ สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 8 เมษายนของทุกปี 6. การขอคืนภาษี หากมีภาษีที่ต้องได้รับคืน สามารถขอคืนได้โดยระบุข้อมูลบัญชีธนาคารสำหรับการโอนเงินคืน 7. การวางแผนภาษี การวางแผนภาษีล่วงหน้าจะช่วยให้บรรเทาภาระทางภาษี หมดปัญหาการโดนเบี้ยปรับเงินเพิ่ม หรือ ต้องชำระภาษีในส่วนที่ไม่จำเป็น 📋 การยื่นภาษีมีความละเอียดอ่อนและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ถ้าหากเตรียมเอกสารอย่างถูกต้อง และมีความรู้ด้านภาษีที่เกี่ยวข้อง คุณจะสามารถยื่นภาษีได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาตามมาภายหลังอย่างแน่นอน ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### สวัสดิการพนักงานเสียภาษี VS ไม่เสียภาษี สวัสดิการพนักงานเสียภาษี VS ไม่เสียภาษี สวัสดิการแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ สวัสดิการที่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเสียภาษี โดยความแตกต่างของทั้งสองประเภทมีดังนี้ : 🚩 สวัสดิการที่เสียภาษี เงินเดือน / เบี้ยขยัน ค่ารถ / ค่าที่พัก / ค่าน้ำมัน ประจำตำแหน่ง เบี้ยประกันชีวิต ค่าฟิตเนส /สมาชิกกอล์ฟสปอร์ตคลับ ของรางวัลทองคำตามอายุงาน ค่าเล่าเรียนบุตรพนักงาน 🚩 สวัสดิการที่ไม่เสียภาษี ค่ารักษาพยาบาล เบี้ยประกันสุขภาพ ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี ประกันแบบกลุ่ม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภายในวงเงิน 500,000 บาทต่อปี ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (เฉพาะปฏิบัติงานข้างนอก) ค่าเครื่องแบบพนักงาน ทุนการศึกษา ค่าชดเชยตามกฎหมาย กิจกรรมให้พนักงาน เช่น งานปีใหม่ งานกีฬาสี เงินช่วยเหลือ งานบวช/งานแต่ง/งานศพ สวัสดิการมีทั้งที่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเสียภาษี ขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อกำหนดของกรมสรรพากร นายจ้างควรทราบและปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้เพื่อให้การจัดการสวัสดิการเป็นไปอย่างถูกต้องและพนักงานควรทราบว่าสวัสดิการใดบ้างที่ต้องนำไปคำนวณภาษี ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### 7 ขั้นตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 7ขั้นตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจในขั้นตอนของการจดทะเบียนบริษัท ที่มีความยุ่งยากจึงทำให้การดำเนินงานต้องใช้เวลา แต่หากท่านมีข้อมูลครบถ้วน ทางเรายินดีดำเนินงานให้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้สำเร็จอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของท่าน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท จองชื่อบริษัท (ลูกค้าส่งชื่อและข้อมูลให้บริษัทจองชื่อให้) บริษัทจัดเตรียมแบบฟอร์มการจดทะเบียนให้ลูกค้าเซ็นเอกสาร ลูกค้าชำระบริการ (ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนของแต่ละท่าน) บริษัทดำเนินการจัดทำเอกสารที่ลูกค้าเซ็นตอบกลับมา บริษัทนำเอกสารไปยื่นแทนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำเอกสาร(หนังสือรับรอง) ส่งให้ลูกค้าภายใน 1-2 วันทำการ 📢 ขั้นตอนข้างต้นเป็นเพียงรายละเอียดคร่าวๆเท่านั้น หากท่านอยากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรืออยากปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ทางเรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์โดยตรงกว่า 28 ปี ! สามารถติดต่อได้ที่ : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ส่องอินไซต์บริษัทจัดตั้งใหม่ในปี 2566 ส่องอินไซต์บริษัทจัดตั้งใหม่ในปี 2566 🏙️ จากผลสำรวจพบบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ ในปี2566 มีการจัดตั้งใหม่ 85,300 ราย เมื่อเทียบกับปี 2565 เพิ่มขึ้นถึง 8,812 ราย หรือ 11.52% ธุรกิจที่ได้รับความนิยม ธุรกิจก่อสร้าง 6,524 ราย = 7.65% อสังหาริมทรัพย์ 6,393 ราย = 7.50% ภัตตาคาร 4,001 ราย = 4.69% ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ Greenpro KSP Group บริการรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททุกประเภทธุรกิจ ทั้งองค์กรธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์รับจดทะเบียนกว่า 28 ปี เรามีสำนักงานในเมืองที่มีหลักแหล่งแน่นอน มีความน่าเชื่อถือ เราได้รับความไว้วางใจแก่ลูกค้ามาแล้วเป็นจำนวนมาก เอาใจใส่ในการให้ข้อมูล และให้คำแนะนำอย่างครบถ้วน โดยราคาที่สมเหตุสมผล เราให้คำแนะนำเรื่องแพคเกจ และแสดงราคาค่าบริการที่ชัดเจนไม่คลุมเคลือ โดยให้บริการที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และจัดทำเอกสารถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการในภายหลัง ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### การจดเลิกบริษัท การจดเลิกบริษัท การจดทะเบียนเลิกบริษัท ที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ผู้ถือหุ้นลงมติว่าต้องการยกเลิกบริษัท,บริษัทล้มละลาย, ศาลมีคำสั่งให้เลิกกิจการ,บริษัทขาดทุนเยอะ จึงจำเป็นต้องเลิกกิจการในที่สุด สัญญาณบ่งบอกว่าบริษัทจะต้องปิดตัวลง ขาดทุนติดต่อกันมากกว่า 1 ปี ไม่มีกำไรสะสมเหลืออยู่เลย หมุนกระแสเงินสดไม่ทัน เป็นหนี้สินมากจนเกินกว่าสินทรัพย์ที่มี ขั้นตอนจดทะเบียนเลิกบริษัท 1. จดทะเบียนเลิกบริษัท ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ทางไปรษณีย์ตอบรับหรือส่งมอบถึงตัว ผู้ถือหุ้น ก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยผู้ถือหุ้นจะต้องมีมติพิเศษให้เลิกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่เข้าประชุม ประกาศหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 1 ครั้ง และส่งหนังสือบอกกล่าวเจ้าหนี้ (ถ้ามี) ภายใน 14 วัน นับจากวันที่มีมติเลิกบริษัท แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติเลิกบริษัท 2. เคลียร์บัญชีสินทรัพย์และหนี้สิน ผู้ประกอบการตรวจสอบสินทรัพย์และหนี้สินที่เหลืออยู่ เพื่อเคลียร์รายการคงค้างทั้งหมด ก่อนจะทำงบเลิกกิจการ 3. ส่งภาษีให้ครบถ้วนและแจ้งเลิกบริษัทกับสรรพากร เมื่อจะจดเลิกกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สิ่งที่ต้องทำต่อคือ เช็กว่าส่งภาษีครบถ้วนแล้วหรือไม่ และถ้าใครจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องไปแจ้งเลิกกิจการกับกรมสรรพากรอีกด้วย 4. แจ้งเลิกบริษัทกับประกันสังคม ทำหนังสือแจ้งพนักงานที่จะเลิกจ้างล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และจ่ายค่าชดเชยตามอายุการทำงานในอัตราที่กฎหมายกำหนด แจ้งเลิกกิจการโดยยื่นแบบ สปส.6-15 การเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง 5. ทำงบการเงิน ณ วันจดเลิกบริษัทและจดชำระบัญชี ข้อมูลและเอกสารที่ลูกค้าต้องเตรียม สำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 6 เดือน และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.2 , บอจ.3 , ข้อบังคับ (ถ้ามี) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการทุกท่าน เบอร์โทรศัพท์และอีเมลของกรรมการแต่ละท่าน สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งบริษัท บริษัทจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในปีนี้ไปแล้วกี่ครั้ง การแจ้งเลิกบริษัทกรณีมี VAT ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) – ฉบับจริง กรณีเอกสารหายแนบใบแจ้งความ ภ.พ.01 และ 01.1 – ฉบับจริง กรณีเอกสารหายแนบใบแจ้งความ ภ.พ.09 – ที่เคยยื่นก่อนหน้านี้ทั้งหมด (ถ้ามี) สำเนา ภ.ง.ด.50 ปีล่าสุด + ใบเสร็จ สำเนา ภ.พ.30 + ใบเสร็จ ( ย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงปัจจุบัน ) งบการเงิน ปีล่าสุด ติดต่อบริการจดเลิกบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### 6 ข้อดีเมื่อจดทะเบียนบริษัท 6 ข้อดีเมื่อจดทะเบียนบริษัท ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือและมีโอกาสเติบโตมากกว่า มีข้อได้เปรียบทางด้านภาษี เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายเมื่อต้องการขยายกิจการ เมื่อบริษัทขาดทุนจะสามารถนำผลขาดทุนไปหักกับกำไรได้อีก 5 ปี ติดต่อ - เจรจาธุรกิจได้ง่าย เพราะมีตัวตนในการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง มีข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน มีโอกาศได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากกว่า การจดทะเบียนบริษัทเป็นการตัดสินใจที่สำคัญสามารถช่วยให้ธุรกิจมีความมั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการควรพิจารณาข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ธุรกิจควรเปลี่ยนรูปแบบเป็นบริษัทเมื่อไหร่ดี? ธุรกิจควรเปลี่ยนรูปแบบเป็นบริษัทเมื่อไหร่ดี? การตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็นบริษัทขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งข้อมูลดังต่อไปนี้อาจสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ การขยายตัวของธุรกิจ: หากธุรกิจกำลังเติบโตและต้องการขยายกิจการ การเปลี่ยนเป็นบริษัทสามารถช่วยให้การบริหารจัดการเป็นระบบระเบียบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทสามารถจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นได้อย่างเป็นระบบ การจัดการความเสี่ยง: การจัดตั้งบริษัทช่วยลดความเสี่ยงส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ เนื่องจากบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ซึ่งความรับผิดชอบทางการเงินจะถูกจำกัดเพียงเงินลงทุนในบริษัท การเข้าถึงแหล่งทุน: บริษัทมีโอกาสในการระดมทุนจากนักลงทุนหรือธนาคารได้ง่ายขึ้น รวมถึงการออกหุ้นเพื่อขายในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต การมีโครงสร้างบริษัทช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและสถาบันการเงิน การสร้างความน่าเชื่อถือ: การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า เนื่องจากบริษัทมีการจดทะเบียนและดำเนินการตามกฎหมาย ความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้นสามารถช่วยให้ธุรกิจได้ข้อตกลงและสัญญาทางธุรกิจที่ดีขึ้น การจัดการภาษี: บริษัทอาจมีข้อได้เปรียบทางภาษีบางประการเมื่อเทียบกับธุรกิจในรูปแบบอื่น เช่น การหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น และอัตราภาษีที่ต่ำกว่าในบางกรณี การดำเนินงานระยะยาว: การจัดตั้งบริษัทช่วยให้ธุรกิจมีโครงสร้างที่มั่นคงและพร้อมที่จะดำเนินงานในระยะยาว บริษัทสามารถเปลี่ยนมือหรือเปลี่ยนผู้บริหารได้โดยไม่กระทบต่อการดำเนินงาน 🚩 ความพร้อมในการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็นบริษัท กิจการมีความพร้อมในการจัดเตรียมเอกสารด้านรายรับ - รายจ่าย ทุก Transaction เจ้าของกิจการต้องมีวินัยเรื่องการเงินภายในบริษัท หากกำไรเฉลี่ยที่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ควรพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบ เพราะเรทภาษีฝั่งบริษัทจะต่ำกว่าฝั่งบุคคล การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็นบริษัทนั้นเป็นการตัดสินใจที่สำคัญและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเปลี่ยนรูปแบบบริษัทเมื่อใหร่ดี? Greenpro KSP Group ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมรับวางแผนบัญชีภาษี ให้กับธุรกิจทุกประเภท ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### อายุต่ำกว่า 20 ปี จดทะเบียนบริษัทได้ไหม? อายุต่ำกว่า20ปีจดทะเบียนบริษัทได้ไหม หากเด็กมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน สามารถเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทได้ แต่จะมีข้อจำกัดดังนี้ 👩🏻 อายุตั้งแต่ 12 - 19 ปีบริบูรณ์ = สามารถดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้ปกครอง (บิดา/มารดา) ทุกขั้นตอน 👩🏻 อายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป = สามารถดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ด้วยตนเอง 📢 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดและเงื่อนไขกับเรา Greenpro KSP Group บริการรับจดทะเบียนบริษัทครบวงจร ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ยื่นจดทะเบียนบริษัทที่ไหนได้บ้าง? ยื่นจดทะเบียนบริษัทที่ไหนได้บ้าง? ยื่นขอจดทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ (E-registration) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า dbd.go.th ยื่นขอจดทะเบียนรูปแบบเอกสารได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในกรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1 (ปิ่นเกล้า) โทร 0 2446 8160-67,69 สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 2 (พหลโยธิน) โทร 0 2618 3340-41 สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 3 (รัชดาภิเษก) โทร 0 2276 7254 สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 4 (สี่พระยา) โทร 0 2234 2951-3 สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 5 (ศรีนครินทร์) โทร 0 2108 6076 -77,79 สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 6 (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) โทร 0 2143 7921-2 จดทะเบียนธุรกิจกลาง อาคารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 0 2547-5155 ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### สมาคม กับ สมาคมการค้า ต่างกันอย่างไร? สมาคม กับ สมาคมการค้า ต่างกันอย่างไร? สมาคม สมาคม การจัดตั้งสมาคมเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคล เพื่อทำการใด ๆ ต่อเนื่องร่วมกัน โดยไม่ใช่เป็นการแสวงหากำไร หรือรายได้มาแบ่งกัน ซึ่งรายได้ของสมาคมจะมาจากค่าลงทะเบียน ค่าสมาชิกรายปีและรายได้จากการจัดกิจกรรม เพื่อใช้จ่ายภายในกิจการตามวัตถุประสงค์ของสมาคม ลักษณะสมาคม ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 13 คนขึ้นไปและไม่น้อยกว่า 3 คน ร่วมกันยื่นคำขอจัดตั้งสมาคม ต้องมีการจัดทำข้อบังคับก่อนขอจัดตั้งสมาคม ต้องมีการกำหนดสถานที่ตั้งของสมาคม สำนักงานใหญ่ หรือสาขา (ถ้ามี) ต้องมีการแต่งตั้งและกำหนดตำแหน่งกรรมการสมาคม เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของสมาคม ต้องมีความชัดเจน เช่น หากมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับกีฬา จะต้องมีหนังสืออนุญาตจากหน่วยงานนั้น ๆ สมาคมการค้า สถาบันที่บุคคลหลายคน ทำธุรกิจทางการค้า อุตสาหกรรม การเงิน การประมง เกษตรกรรม หรือ ธุรกิจด้านอื่น ๆ ร่วมกันจัดตั้งเพื่อส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจ ซึ่งไม่เป็นการแสวงหาผลกำไรหรือนำรายได้แบ่งปันกัน ลักษณะสมาคมการค้า การจดทะเบียนสมาคมการค้า ต้องมีชื่อสมาคมเป็นอักษรภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ และต้องมีป้ายชื่อสมาคมติดไว้ที่สำนักงานอย่างชัดเจน ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคมอย่างน้อย 3 คน โดยทั้งนี้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจประเภทเดียวกัน สมาคมการค้าต้องมีข้อบังคับตามที่กฎหมายกำหนด สมาคมการค้าต้องมีคณะกรรมการทำหน้าที่ดำเนินกิจการและมีผู้แทนในการทำกิจการกับบุคคลภายนอก สรุปความแตกต่าง วัตถุประสงค์: สมาคมเน้นการพัฒนากิจกรรมที่ไม่แสวงหาผลกำไร สมาคมการค้าเน้นการพัฒนาผลประโยชน์ทางธุรกิจ สมาชิก: สมาคมประกอบด้วยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน สมาคมการค้าประกอบด้วยธุรกิจหรือบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน การดำเนินกิจกรรม: สมาคมมุ่งเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมหรือวิชาการ สมาคมการค้ามุ่งเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรม การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสมาคมและสมาคมการค้าจะช่วยให้บุคคลหรือธุรกิจสามารถเลือกเข้าร่วมองค์กรที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### บริษัทร้าง คืออะไร? บริษัทร้าง บริษัทร้าง หมายถึงบริษัทที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ดำเนินกิจการหรือหยุดดำเนินกิจการเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำการแจ้งยกเลิกหรือเลิกกิจการตามกฎหมาย ทำให้บริษัทอยู่ในสถานะที่ไม่มีการเคลื่อนไหวทางธุรกิจ และไม่ได้ส่งรายงานประจำปีหรือชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ลักษณะของบริษัทร้าง บริษัทที่จัดตั้ง แต่ไม่ได้ประกอบกิจการนานหลายปี บริษัทที่ไม่นำส่งงบการเงินติดต่อกันนาน 5 ปี บริษัทที่จดทะเบียน แต่ไม่ยื่นรายงานชำระบัญชี และจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีต่อนายทะเบียน ภายใน 3 ปีนับแต่วันจดทะเบียนเลิก ผลกระทบของการเป็นบริษัทร้าง ผลกระทบทางกฎหมาย: บริษัทอาจถูกเพิกถอนการจดทะเบียนจากกระทรวงพาณิชย์ หากไม่ส่งรายงานประจำปีติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ภาระหนี้สิน: เจ้าของหรือกรรมการอาจยังคงมีภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจก่อนหน้านั้น ซึ่งอาจต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย การฟื้นฟูกิจการ: หากต้องการฟื้นฟูหรือเริ่มดำเนินกิจการอีกครั้ง อาจต้องมีการชำระหนี้สินและภาษีที่ค้างชำระ และต้องทำการปรับปรุงเอกสารทางกฎหมายให้ถูกต้องตามข้อกำหนด การจัดการกับบริษัทร้าง การเลิกกิจการ: หากไม่ต้องการดำเนินกิจการต่อ ควรดำเนินการยกเลิกหรือเลิกกิจการตามกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การฟื้นฟูกิจการ: หากต้องการกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง ควรดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงเอกสารทางกฎหมาย ชำระหนี้สินและภาษีที่ค้างชำระ และปรับปรุงสถานะของบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย 🚩 นายทะเบียนจึงมีอำนาจดำเนินการถอนทะเบียนบริษัทตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้เป็นอันสิ้นสภาพนิติบุคคล 🚩หากจะขอคืนสภาพงบร้างมาประกอบกิจการใหม่จะต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินให้กลับคืนสภาพกลับมาได้ บริษัท ร้างเป็นสถานะที่ไม่พึงประสงค์สำหรับธุรกิจ เนื่องจากอาจทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการเงินในอนาคต ดังนั้นควรมีการจัดการและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงสถานะนี้ ติดต่อบริการจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) เครื่องบันทึกการเก็บเงิน(pos) ระบบ POS คือระบบขายหน้าร้าน ตัวเครื่องจะตั้งอยู่ตรงบริเวณแคชเชียร์💻 ผู้ที่ประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะร้านค้าปลีก เครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประโยชน์แก่ผู้ประกอบการให้แม่นยำ เพราะสามารถบันทึกข้อมูลการซื้อ-ขาย ราคาสินค้า และสต๊อกสินค้า ไว้อย่างละเอียด ทำให้บริการลูกค้าได้รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า การคิดเงิน หรือการทอนเงิน ข้อดีของ POS ✅ เช็คข้อมูลได้ตลอดเวลา ✅ หมดปัญหาทุจริตยักยอกเงิน ✅ บริการรวดเร็วลดความผิดพลาด ✅ เช็คสต็อกสินค้า ✅ บันทึกข้อมูลการขายและการชำระเงิน ✅ สร้างโปรโมชั่นและส่วนลด ✅ มีรายงานวิเคราะห์ช่วยตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ ขั้นตอนการยื่นคำขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) 1. ยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินและเอกสารประกอบดังต่อไปนี้ 1.1 คำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน เพื่อออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร (ภ.พ.06) แยกเป็นรายสถานประกอบการ 1.2 คุณสมบัติโดยย่อของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน รายละเอียดของรุ่น ยี่ห้อ หมายเลขประจำเครื่อง ระบบเครือข่าย (มี/ไม่มี) และแผนผังการเชื่อมต่อเครื่องบันทึกการเก็บเงิน กับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ1.3 ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อและรายงานต่างๆ ที่ออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงินตัวอย่างรายงานการขายสินค้า หรือการให้บริการประจำวันที่ออกด้วยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน 1.4 แผนผังแสดงตำแหน่งการวางเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ณ สถานประกอบการ1.5 อื่นๆ เช่น แบบแจ้งการจัดทำและการจัดเก็บเอกสารหลักฐานไว้ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หนังสือขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน เพื่อออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากรข้อ 9 ของประกาศอธิบดีสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม  2. กรมสรรพากรพิจารณาคำขอใช้เครื่องบันทึกเก็บเงิน เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะทำการตรวจสอบคำขอและเอกสารแนบ ตรวจสอบคุณสมบัติของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) พร้อมทั้งตัวอย่างใบกำกับภาษี และรายงานต่างๆ  3. กรมสรรพากรแจ้งผลเลขรหัสประจำเครื่องบันทึกเก็บเงิน หากแบบฟอร์มและเอกสารนั้นถูกต้องครบถ้วน กรมสรรพากรจะแจ้งผลการพิจารณาคำขอ พร้อมทั้งแจ้งเลขรหัสประจําเครื่องบันทึกการเก็บเงิน 4. ผู้ประกอบการดำเนินการให้เครื่องบันทึกเก็บเงิน ทำการบันทึกเลขรหัสประจำเครื่อง เมื่อได้เลขรหัสประจำเครื่องแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการให้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน บันทึกเลขรหัสประจำเครื่องที่กรมสรรพากรกำหนดในใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และทุกแห่งที่กรมสรรพากรระบุ 5.ผู้ประกอบการแจ้งกรมสรรพากรให้มาติดแถบสติ๊กเกอร์ เมื่อระบุเลขรหัสไว้ในใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และจุดอื่นที่สรรพากรระบุเป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้ประกอบการจะต้องติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ตั้งสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) ตั้งอยู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการติดแถบสติกเกอร์  6. เจ้าหน้าที่ตรวจคุณสมบัติของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน และติดแถบสติ๊กเกอร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินและทำการติดแถบสติ๊กเกอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้วทางผู้ประกอบการสามารถออกใบกำกับภาษีจากเครื่องบันทึกการเก็บเงินได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมายสรรพากร การยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและควรทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้รับการอนุมัติและใช้งาน ในธุรกิจได้อย่างราบรื่น ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นคำขอในพื้นที่ เลือกผู้ให้บริการ POS : การเริ่มต้นจะต้องเลือกผู้ให้บริการ POS ที่คุณต้องการที่จะปรับปรุงรายการโดยพิจารณาความต้องการของธุรกิจ / ราคา / ความคุ้มค่า / และบริการที่มีอยู่ ติดต่อผู้ให้บริการ หลังจากเลือกผู้ให้บริการ จากนั้นติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการยื่นคำขอ เตรียมเอกสารที่จำเป็น ผู้ให้บริการ POS จะต้องการเอกสารทางธุรกิจเพื่อการพิจารณาคำขอ อาจรวมถึงเอกสารด้านการเงิน หลักฐานจากธนาคาร สัญญาเช่าหรือสัญญาผูกพัน และเอกสารที่แสดงความสามารถในการรับรองต่อบริการ กรอกแบบฟอร์มคำขอ ต้องกรอกแบบฟอร์มคำขอที่ผู้ให้บริการ POS มีให้ครบถ้วนและถูกต้อง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ระบุรายละเอียดของธุรกิจอย่างถูกต้อง ส่งคำขอ หลังจากเตรียมเอกสารและกรอกแบบฟอร์มคำขออย่างถูกต้อง จากนั้นส่งคำขอกับผู้ให้บริการ โดยปกติจะสามารถส่งคำขอออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรืออีเมลได้เลย รอการพิจารณา รอผู้ให้บริการ POS พิจารณาคำขอขนาดของเครื่องบันทึกการเก็บเงินและความซับซ้อนของกระบวนการ อนุมัติหรือปฏิเสธ ผู้ให้บริการ POS จะอนุมัติหรือปฏิเสธคำขอของคุณ หากถูกอนุมัติจะได้รับเครื่อง บันทึกการเก็บเงินและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน การติดตั้งและการอบรม หลังจากอนุมัติ คุณจะต้องทำการติดตั้งเครื่องบันทึกการเก็บเงินและทำการอบรมพนักงานให้เข้าใจวิธีการใช้งาน การทดสอบ ทดสอบเครื่องบันทึกการเก็บเงิน เพื่อแน่ใจว่ามันทำงานอย่างถูกต้อง รวมถึงการทดสอบการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต เริ่มใช้งาน เมื่อทุกอย่างพร้อมและเครื่องบันทึกการเก็บเงินทดสอบ พร้อมใช้งานคุณสามารถเริ่มใช้ได้เลย การดูแลรักษาและบริการหลังการขาย คุณควรรักษาเครื่องบันทึกการเก็บเงินและตรวจสอบความเพียงพอของกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และติดต่อผู้ให้บริการสำหรับบริการหลังการขายเมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### สัญญาณบอกความเสี่ยงของธุรกิจ สัญญาณบอกความเสี่ยงของธุรกิจ สัญญาณบอกว่าธุรกิจกำลังมีความเสี่ยง ที่อาจจะถูกสรรพากรสุ่มตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยนำระบบ "Big Data" และ Data Analytic มาใช้วิเคราะห์ตรวจสอบข้อมูล จากด้านดังต่อไปนี้ ด้านสินทรัพย์ ใช้เงินสดเป็นหลัก สินค้าคงเหลือไม่ถูกต้อง ธุรกิจไม่มีทรัพย์สิน หรือ มีทรัพย์สินมากกว่าปกติ ด้านหนี้สินและทุน เงินกู้ยืมจากกรรมการไม่สามารถชี้แจงได้ ขาดทุนสะสมเป็นเวลานาน ด้านรายได้ บันทึกรายได้ไม่ถูกต้อง และ ไม่ครบถ้วน ด้านค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้ลดลง สร้างค่าใช้จ่ายปลอม ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เด็กจบใหม่ทำงานไม่กี่ปีต้องเสียภาษีไหม? เด็กจบใหม่ทำงานไม่กี่ปีต้องเสียภาษีไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่มีรายได้ต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปีโดยเด็กจบใหม่ที่มีรายได้จำเป็นต้องยื่นภาษี เพื่อแสดงรายรับตลอดทั้งปี แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้ามีรายได้แล้วจะต้องเสียภาษีเสมอไป เงินเดือนเท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี? เงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี (ภ.ง.ด.91) และไม่เสียภาษี เงินเดือนไม่เกิน 25,000 บาท ต้องยื่นภาษีแต่ไม่เสียภาษี เงินเดือนมากกว่า 25,833.33 บาท ต้องยื่นภาษีและเสียภาษี *** ค่าภาษีตามข้างต้นเป็นเพียงยกตัวอย่างสำหรับคนโสดเท่านั้น หากมีค่าลดหย่อนอื่น ๆ สามารถนำมาหักเพื่อให้เสียภาษีลดลงได้อีกด้วย ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### เงินได้บางประเภทที่บุคคลธรรมดาสามารถเลือกได้ว่าจะนำมายื่นภาษีตอนสิ้นปีหรือไม่? เงินได้บางประเภทที่บุคคลธรรมดาเลือกมายื่นภาษีตอนสิ้นปี ดอกเบี้ย ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ยกเว้น รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไม่เกิน 20,000 บาท/ปี จะได้รับการยกเว้นภาษี เงินปันผล ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ยกเว้น เงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม BOI (ไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ) ขายอสังหาริมทรัพย์ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า เมื่อมีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มุ่งค้าหากำไร กำไรจากการขายหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้นภาษี 🚩 เงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว สามารถเลือกที่จะนำมารวมหรือไม่รวมในการยื่นภาษีตอนปลายปีได้ เรียกว่า "เงินได้ที่มีการเสียภาษีสุดท้าย (Final Tax)" ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ใบกำกับภาษีลดหย่อนภาษีได้ไหม? ใบกำกับภาษีลดหย่อนภาษีได้ไหม? ใบกำกับภาษี เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำนวณจากสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือบริการ ธุรกิจซื้อมา-ขายไป ต้องออกใบกำกับภาษีขายให้กับลูกค้าทันทีที่มีการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า แม้ว่าลูกค้ายังไม่ชำระเงินก็ตาม ธุรกิจบริการ ออกใบกำกับภาษีขายเมื่อลูกค้าชำระค่าบริการ ใบกำกับภาษีสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม? สำหรับสิทธิลดหย่อนภาษี (หักเป็นค่าใช้จ่าย) เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลาย ๆ ท่านสับสน แม้กระทั่งเรื่องของ ใบกำกับภาษี คำตอบคือ สามารถนำมาลดหย่อนได้ เพียงแค่ต้องเก็บเอกสารใบกำกับภาษีไว้ให้ครบถ้วนและมีข้อมูลถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### 6 จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบย่อ 6จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบย่อ แบบฟอร์มต้องมีคำว่า “ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ “ ในที่เห็นได้ชัด ชื่อ/ชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขาย หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี ชื่อ ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ ราคาสินค้าโดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่า “ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี 📋 ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ไม่สามารถนำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อนำส่ง ภ.พ.30 ได้ ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### 8 จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ 8จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ “ใบกำกับภาษี” เป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของประเทศไทย เพราะเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้า ใช้สิทธิหักภาษีซื้อของผู้ซื้อ ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมในระบบบัญชีและภาษี ในกรณีที่เป็น “ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ใบกำกับภาษีแบบเต็ม” ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT จะต้องออกเอกสารให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หากออกไม่ครบ อาจมีผลต่อการนำไปใช้หักภาษีซื้อ หรือถูกปรับในกรณีตรวจสอบโดยกรมสรรพากร บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 8 จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน มาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร 1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องระบุคำว่า “ใบกำกับภาษี” ไว้อย่างชัดเจนในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนของเอกสาร หากไม่ระบุคำนี้ หรือใช้คำอื่นที่ใกล้เคียง เช่น “Invoice” อย่างเดียวเอกสารจะถือว่า ไม่ใช่ใบกำกับภาษีที่สมบูรณ์ และไม่สามารถใช้หักภาษีซื้อได้ 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย เอกสารจะต้องระบุ: ชื่อจดทะเบียนของบริษัทผู้ขาย (หรือนิติบุคคล/บุคคลธรรมดา) ที่อยู่ของผู้ขายตามทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก (เลขผู้ประกอบการจด VAT) สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของภาษี และกรมสรรพากรสามารถติดตามได้ว่าผู้ขายมีสิทธิในการออก VAT หรือไม่ 3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ แม้ในบางกรณีผู้ซื้ออาจไม่ได้เรียกร้องให้ระบุข้อมูลนี้ แต่หากผู้ซื้อเป็นผู้ประกอบการจด VAT และต้องการนำภาษีไปหัก ภงด.30 จะต้องมีข้อมูลของผู้ซื้อครบถ้วนในใบกำกับภาษี หากขาดข้อมูลนี้ ผู้ซื้อจะไม่สามารถใช้สิทธิหัก VAT ได้ (แม้มีใบกำกับจริง แต่ขาดข้อมูลผู้ซื้อ ถือว่าใช้สิทธิหักไม่ได้) 4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีต้องมี หมายเลขลำดับที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อใช้ในการควบคุมและตรวจสอบตัวเลขนี้อาจอยู่ในรูปแบบ RUNNING NO. เช่น INV-2024-001, INV-2024-002 เป็นต้น 💡 หมายเลขต้องเรียงลำดับ ไม่ข้าม ไม่ย้อน ไม่ใช้ซ้ำหากมีการออกใบใหม่แทนฉบับเดิม ต้องมีคำว่า “ใบแทนใบกำกับภาษี” ระบุไว้ด้วย 5. วันที่ออกใบกำกับภาษี วันที่ออกเอกสารต้องเป็นวันเดียวกับวันที่เกิดรายการขายหรือไม่เกินวันที่ส่งมอบสินค้า/บริการจริง 📌 ข้อควรระวัง: หากวันออกใบกำกับภาษีและวันส่งของไม่ตรงกันอาจทำให้ช่วงภาษีคลาดเคลื่อน เช่น ออกเอกสารล่วงหน้าแต่ยังไม่ได้ส่งของ การหัก VAT ต้องทำในรอบภาษีที่ถูกต้องเท่านั้น หากคลาดเคลื่อนจะถือว่าผิดพลาดทางบัญชี 6. รายละเอียดสินค้า หรือบริการ และจำนวนเงิน ต้องระบุรายละเอียดที่ชัดเจน ได้แก่: รายการสินค้า/บริการ ปริมาณหรือจำนวน หน่วย ราคาต่อหน่วย ยอดรวม อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บ (ปกติคือ 7%) แยกยอดภาษีออกจากราคาสินค้าอย่างชัดเจน ❌ ห้ามระบุแค่ "ตามใบเสนอราคา" หรือ "ค่าบริการตามตกลง"✅ ต้องแสดงรายการให้ตรวจสอบได้จริง 7. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บ ใบกำกับภาษีต้องระบุยอดภาษีมูลค่าเพิ่มแยกต่างหากจากราคาสินค้า เช่น: รายการราคาไม่รวมภาษีVAT 7%ราคารวมสินค้า A10,00070010,700 หากเป็นผู้ประกอบการ "VAT Inclusive" ต้องแยก VAT ออกให้ชัดเจน(แสดงว่าราคานี้รวมภาษีแล้ว แต่ภาษีคิดเท่าไร ต้องชัด) 8. ลายมือชื่อหรือลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ของผู้มีอำนาจ สุดท้าย ใบกำกับภาษีต้องมีลายเซ็นของผู้มีอำนาจลงนาม หรือเป็นลายเซ็นดิจิทัลกรณีออกเป็น e-Tax Invoice โดยมีมาตรฐานรับรองจาก ETDA ลายเซ็นนี้สามารถพิมพ์ หรือสแกนได้ในระบบทั่วไป หากใช้ระบบ e-Tax ต้องใช้ Digital Signature ที่รับรองตามกฎหมาย หากไม่มีลายเซ็น หรือลายเซ็นไม่ถูกต้อง เอกสารจะไม่สมบูรณ์ และอาจไม่สามารถหักภาษีซื้อได้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย🚫 ออกใบกำกับโดยไม่จด VAT ไม่ระบุข้อมูลผู้ซื้อ แต่ผู้นั้นต้องการใช้หักภาษี ยอดภาษีไม่ตรงกับยอดรวมสินค้า ใช้คำอื่นแทนคำว่า “ใบกำกับภาษี” วันออกเอกสารไม่ตรงกับวันที่ส่งของจริง ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่กรมสรรพากรสามารถใช้เป็นเหตุในการ เพิกถอนสิทธิหักภาษีซื้อ หรือ ลงโทษปรับ ได้ตามกฎหมาย สรุป ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเป็นเอกสารที่ “ต้องครบถ้วน” และ “ต้องแม่นยำ” เพราะมีผลโดยตรงต่อการบันทึกบัญชี การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ✅ ตรวจสอบให้ครบทั้ง 8 จุด✅ ใช้ระบบบัญชีหรือโปรแกรมออกใบกำกับภาษีที่ได้มาตรฐาน✅ ให้พนักงานบัญชีหรือฝ่ายขายเข้าใจเงื่อนไขของการออกเอกสารที่ถูกต้อง หากมีข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ไม่เพียงทำให้เสียสิทธิหักภาษี แต่ยังเสี่ยงถูกตรวจสอบย้อนหลังจากกรมสรรพากร และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกิจการในระยะยาว ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ความแตกต่างของภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ความแตกต่างของภาษี 📋 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีฝั่งจ่ายเงินค่าบริการ จะต้องหักเอาไว้เพื่อนำส่งสรรพากรในเดือนถัดไป และต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้บริการ ค่าบริการที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ค่าเช่า หัก 5% ค่าจ้าง / บริการ หัก 3% ค่าโฆษณา หัก 2% ค่าขนส่ง / ค่าประกัน หัก 1% ยกตัวอย่าง จ่ายค่าเช่า 10,000 บาท นิติบุคคลหักไว้ 5% = จ่าย 9,500 บาท กรณีบุคคลธรรมดาเป็นผู้จ่ายเงิน “ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย” 📋 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีฝั่งของผู้ให้บริการที่ถูกหักไว้ เสมือนเป็นการชำระภาษีล่วงหน้าทุกครั้งที่มีการรับเงินค่าบริการ เพื่อนำไปหักตอนคำนวณภาษีสิ้นปี โดยหลักฐานของฝั่งผู้รับเงินจะเป็นหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ยกตัวอย่าง บริษัททำธุรกิจให้เช่าพื้นที่ มีภาษีสิ้นปีที่ต้องจ่าย 10,000 บาทแต่มีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ไว้ทุกเดือน เดือนละ500 บาท 1 ปี = 6,000 บาท ดังนั้น 10,000 - 6,000 = จ่ายภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) เฉพาะส่วนต่าง 4,000 บาท เท่านั้น ความแตกต่างของภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด ที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีที่เก็บจากกิจการบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนดโดยเป็นภาษีที่ถูกแยกออกมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม สรรพากรจะเก็บภาษีทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยผู้ที่มีหน้าที่จ่ายภาษีจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายในวันที่ 30 นับตั้งแต่วันที่เริ่มกิจการ (แบบ ภ.ธ.01) กิจการที่ต้องเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะ ธนาคาร ธุรกิจเงินทุน / ธุรกิจหลักทรัพย์ / ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ การรับประกันชีวิต การรับจำนำ การประกอบกิจการเหมือนธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น การขายอสังหาริมทรัพย์ทางค้าหรือหากำไร การขายหลักทรัพย์ ธุรกิจอื่นๆ ที่กำหนด เช่น ธุรกิจแฟ็กเตอริง ฐานภาษี ธุรกิจเฉพาะ ฐานภาษีสำหรับการคำนวณภาษีคือ รายรับก่อนหักรายจ่าย โดยคำนวณจากรายรับตามฐานภาษีของกิจการแต่ละประเภท คูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนดไว้ รวมกับภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงิน ตารางแสดงอัตรา การยื่นแบบภาษี กิจการที่จดทะเบียนภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบ (ภ.ธ.40) จะต้องแสดงประเภทกิจการจำนวนเงินรายรับ จำนวนเงินภาษี และภาษีท้องถิ่นร้อยละ 10 กิจการต้องยื่นแบบไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนนั้นหรือไม่ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากนำภาษีมาคำนวณแล้วจำนวนไม่ถึง 100 บาท ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นแต่ยังคงต้องยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ทำไมค่ารับรองถึงเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ทำไมค่ารับรองถึงเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ค่ารับรอง เป็นค่าใช้จ่ายที่มีอยู่เกือบทุกประเภทธุรกิจ เช่น ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า หรือค่ากระเช้าของขวัญที่มอบให้ลูกค้าในวันสำคัญ เป็นต้น ตามกฎหมายถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เนื่องจากทางกรมสรรพากรมองว่าค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวมีโอกาสที่จะมีการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาลงบันทึกบัญชี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ค่ารับรองที่เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ มีดังนี้ ค่ารับรองสำหรับลูกค้าทางธุรกิจทั่วไป แต่ต้องไม่ใช่พนักงานของบริษัท เว้นแต่พนักงานดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองนั้นด้วย กรณีที่ซื้อของให้ลูกค้าต้องไม่เกิน 2,000 บาท (รวมภาษีซื้อ) ในแต่ละครั้ง 🚩 หากเกิน 2,000 บาท ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณภาษีเงินได้ (ส่วนที่ไม่เกิน 2,000 บาท นำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้) ค่ารับรองที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิ หรือเงินทุนชำระแล้วต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ภาษีซื้อของค่ารับรองเป็นภาซื้อต้องห้าม จึงไม่สามารถขอคืนภาษีได้ แต่สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้และต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เอกสารประกอบการจ่ายค่ารับรอง หลักการบัญชีและภาษี กิจการต้องจัดทำเอกสารประกอบการ ดังนี้ จัดทำใบขออนุมัติเบิกค่ารับรองโดยต้องมีกรรมการ หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติ ควรระบุชื่อ และ ตำแหน่งงานของบุคคลที่กิจการเลี้ยงรับรองอย่างละเอียด ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินค่ารับรอง เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน 🚩 ผู้ประกอบการควรต้องวางแผนภาษีแบบระยะยาว เพื่อให้ค่ารับรองที่ต้องจ่ายนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อย่างสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายและให้กิจการได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ใช้บ้านเป็นออฟฟิศลงค่าใช้จ่ายฝั่งบริษัทได้ไหม ใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ลงค่าใช้จ่ายฝั่งบริษัทได้ไหม หากผู้ประกอบการใช้บ้านมาทำเป็นออฟฟิศ เมื่อเกิดค่าใช้จ่าย อย่างเช่น ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าโทรศัพท์ ต่างๆเหล่านี้ ที่ต้องใช้ในการดำเนินกิจการจริงและบิลใบเสร็จรับเงินเป็นชื่อของกรรมการสามารถลงค่าใช้จ่ายเป็นฝั่งบริษัทได้ 📝 หากกิจการได้จดเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะไม่สามารถนำภาษีซื้อไปเคลมกับภาษีขายได้ เนื่องจากบิลไม่ใช่นามบริษัท แต่ถ้ากิจการต้องการที่จะขอเคลมภาษีซื้อ จะต้องไปแจ้งขอเปลี่ยนชื่อกรรมการ เปลี่ยนเป็นนามบริษัท ที่การไฟฟ้า / การประปา / เครือข่ายโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ต ก็จะสามารถเคลมภาษีซื้อได้ 🏡 การใช้บ้านเป็น ออฟฟิศและใช้เป็นที่พักอาศัย เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายจะต้องนำมาหารเฉลี่ยระหว่างบริษัทและที่อยู่อาศัย เพราะหลักการของสรรพากรจะให้แบ่งตามเปอร์เซ็นต์ของการใช้งาน เอกสารการเปลี่ยนชื่อกรรมการเป็นบริษัท หนังสือรับรอง เอกสารของกรรมการและนำไปเอกสารไปยื่นที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ภาษีซื้อ VS ภาษีขาย ภาษีซื้อภาษีขาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีซื้อและภาษีขายเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงพื้นฐานและความสำคัญของภาษีซื้อและภาษีขาย ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการได้รับจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย กิจการสามารถขอคืนภาษีเป็นเงินสดหรือนำส่วนเกินไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป รายงานภาษีซื้อ เป็นรายงานที่กิจการต้องจัดทำเพื่อบันทึกรายละเอียดภาษีซื้อ 📌 ลงบันทึกได้เฉพาะรายการซื้อที่มีหลักฐาน ใบกำกับภาษี / ใบเพิ่มหนี้-ใบลดหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินอื่นๆ เป็นต้นภาษีซื้อ ที่เกิดขึ้นให้บันทึกเป็นรายการในเดือนนั้นๆ โดยพิจารณาจากวันที่ปรากฎในใบกำกับภาษี ⚠️ กิจการสามารถลงบันทึกล่าช้าหลังจากนั้นได้ไม่เกิน 6 เดือน ภาษีขาย คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการเก็บจากลูกค้า เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ กิจการต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้สรรพากร รายงานภาษีขาย เป็นรายงานที่กิจการจัดทำเพื่อบันทึกรายละเอียดแสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีการออกใบกำกับภาษีจากการขายสินค้าหรือให้บริการภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนไหน กิจการต้องบันทึกรายการตามสำเนาใบกำกับภาษีขายที่ออกให้ลูกค้าในเดือนนั้นกิจการที่จดเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องยื่นแบบภ.พ.30 ทุกเดือน แม้จะไม่มีรายได้-รายจ่าย (ยื่นแบบเปล่า) ⚠️ หากลืมยื่นภาษีจะมีค่าปรับแบบเดือนละ 500 บาท ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษี ค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษี หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ทางสรรพากรไม่ให้เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษี ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น เสียภาษีให้สรรพากรเพิ่มขึ้นซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าว ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ค่ารับรองลูกค้า เช่น ค่าอาหารเครื่องดื่ม ค่าที่พัก หรืออื่นๆเป็นต้น ถ้าเป็นการซื้อของขวัญให้ลูกค้าต้องไม่เกินชิ้นละ 2,000 บาท และบุคคลที่รับรองต้องไม่ใช่พนักงานของกิจการ เว้นแต่พนักงานต้องเข้าร่วมในการรับรองนั้น และค่ารับรองเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือหุ้นที่จ่ายชำระแล้ว และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ค่าใช้จ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เช่น บิลเงินสด ใบส่งของ ที่ไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ค่าใช้จ่ายที่ตั้งขึ้นเอง และไม่มีการจ่ายจริง จะพบในกิจการที่ไม่ได้วางแผนภาษีไว้ เมื่อตอนปิดงบจึงพึ่งรู้ว่ากิจการมีกำไรเลยต้องตั้งค่าใช้จ่ายขึ้นมา เพื่อลดภาระทางภาษี ค่าใช้จ่ายผิดรอบบัญชี คือ ค่าใช้จ่ายของปีก่อนแต่มาบันทึกบัญชีของปีนี้ หรือค่าใช้จ่ายของปีหน้าแต่นำมาบันทึกเป็นของปีนี้ การลงทุนในทรัพย์สินที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี แต่ลงบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องบันทึกเป็นทรัพย์สินแล้วค่อยตัดเป็นค่าใช้จ่ายในรูปของค่าเสื่อมราคา ตามอายุการใช้งาน เบี้ยปรับเงินเพิ่มทางภาษีค่าปรับอาญาของกรมสรรพากร ที่ทางสรรพากรไม่ให้ลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ติดต่อบริการวางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### บัญชีร้านขายวัสดุก่อสร้าง บัญชีร้านขายวัสดุก่อสร้าง ร้านขายวัสดุก่อสร้าง เป็นธุรกิจที่มีความละเอียดและซับซ้อนด้านการขายปลีกและด้านสต็อกสินค้า ที่มีการหมุนเวียนเยอะและมีจำนวนสินค้าที่หลากหลาย ดังนั้นจึงต้องวางแผนการทำบัญชีและภาษี ดังนี้ การจัดการบัญชี วางระบบเรื่องการขาย เช่น ควรมีโปรแกรมสำเร็จรูป (เครื่อง POS) เข้ามาช่วยในการออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีอย่างย่อ การขายสินค้าต้องออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรือออกใบกำกับภาษีแบบเต็ม ให้ลูกค้าทุกครั้ง กิจการควรตรวจนับสต็อกบ่อยๆ โดยอาจสุ่มตรวจนับเป็นบางรายการ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความแม่นยำ และเมื่อถึงช่วงสิ้นปีจะสามารถนำมูลค่าสินค้าคงเหลือ ไปบันทึกลงบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง หากกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทุกครั้งที่มีการขายสินค้าต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้า 7% ไม่ว่าลูกค้าจะรับใบกำกับภาษีหรือไม่ก็ตาม กิจการจำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีขาย เพื่อนำส่งสรรพากรทุกเดือน ในกรณีกิจการซื้อสินค้าจะต้องขอใบกำกับภาษีซื้อทุกครั้ง เพื่อนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขาย ซึ่งจะทำให้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไม่สูง กิจการร้านขายวัสดุก่อสร้างที่มีสินค้าจำหน่ายหน้าร้านในปริมาณมาก ควรวางแผนระบบหน้าบ้านและหลังบ้านไปพร้อมๆกัน / การจัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระเบียบ และทำข้อมูลบัญชีอย่างถูกต้องจะส่งผลให้การดำเนินกิจการราบรื่น ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### การจ่ายเงินปันผล การจ่ายเงินปันผล คือ การจ่ายผลตอบแทนจากกำไรของบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ได้ลงทุนตามสัดส่วนที่ถือ การจ่ายปันผล (Dividend) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด 2. จ่ายเป็นหุ้นปันผล ส่วนใหญ่บริษัทจะจ่ายปันผลเป็น “เงินสด” ที่มาจาก “กำไรสะสมของบริษัท” ในบางกรณีหากบริษัทขาดทุน แต่ยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ โดยใช้กำไรสะสมมาจ่าย แต่หากบริษัทอยู่ในสถานะขาดทุนสะสม ก็จะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ ระยะเวลาการจ่ายปันผล ก็จะแบ่งได้ 2 ช่วง คือ 1. จ่ายปันผลประจำปี เป็นการจ่ายเงินหลังรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งเป็นการลงมติจากกรรมการผู้ถือหุ้นทั้งหมด 2. การจ่ายปันผลระหว่างกาล เป็นการจ่ายเงินนอกรอบระยะเวลาบัญชีเป็นการลงมติของคณะกรรมการบริษัทว่ามีกำไรและสามารถจ่ายได้ “จ่ายเงินปันผลต้องดำเนินการจ่ายภายใน 1 เดือนนับจากที่มีการอนุมัติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น” เงินปันผลต้องจ่ายภาษีไหม?      เมื่อได้รับเงินปันผลแล้วจะต้องเสียภาษี เงินปันผลจะมี 2 รูปแบบคือบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ต้องทำการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ร้อยละ 10 จากเงินปันผลที่ได้รับ ขั้นตอนดำเนินการจ่ายเงินปันผล มีดังนี้ เชิญประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อเชิญอนุมัติเงินปันผลและบันทึกการประชุมเก็บไว้เป็นหลักฐาน ประกาศจ่ายเงินปันผลให้ทราบถึงผู้ถือหุ้นทุกคน ว่ามีการประกาศจ่ายเงินปันผลทางหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 1 ครั้ง การจ่ายเงินทุกครั้ง บริษัทต้องจัดสรรเงินกำไรสะสมไว้เป็นทุนสำรองร้อยละ 5 ของผลกำไร จนกว่าทุนสำรองจะเท่ากับร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน หรือตามจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ บันทึกการจ่ายเงินทุกครั้งไว้เป็นหลักฐาน ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ทำไมต้องวางระบบบัญชี การวางระบบบัญชี การมีระบบบัญชีที่ดีนั้นก็เปรียบเสมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง (A good beginning is thing half done)” เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วนสำหรับนำมาใช้ในการบริหารกิจการ การวางระบบ บัญชีจะต้องมีความสอดคล้องของแต่ละธุรกิจ เพื่อสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกิจการ รวมทั้งยังช่วยประเมินผลการดำเนินงานของกิจการและสามารถตรวจสอบได้ ทำไมต้องวางระบบบัญชี? ระบบครอบคลุมการทำงาน คีย์ข้อมูลสะดวก ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ระบบแสดงข้อมูลงานบัญชีอย่างชัดเจน / อัปเดตข้อมูลได้อย่าง Real Time ผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย หน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานมีระบุไว้อย่างชัดเจน สะท้อนผลการดำเนินงานภายในองค์กรได้อย่างแท้จริง / ปรับปรุงการบริหาร โดยการเรียกดูข้อมูลทางบัญชีและรายการทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น หากมีความผิดปกติจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที ระบบบริหารจัดเก็บข้อมูลปลอดภัย ป้องกันการทุจริตภายในกิจการ การวางระบบัญชีช่วยเรื่องภาษีได้อย่างไร? การวางระบบที่ดี ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นแต่ยังช่วยสร้างนิสัยการรวบรวมและจัดเก็บบิลเอกสารค่าใช้จ่ายภายในธุรกิจได้อย่างครบถ้วนให้กับผู้ประกอบการ เพราะหลักฐานทางบัญชีทั้งหมดต้องนำมาใช้วางแผนภาษีและวางแผนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนลดหย่อนภาษี สรุปผลดำเนินงาน การควบคุมค่าใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ เราคือผู้เชี่ยวชาญให้บริการวางระบบ บัญชีที่มีประสบการณ์โดยตรงกว่า 28 ปีและเป็นบริษัทชั้นนำในการวางระบบ ที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจมากมาย เรายินดีให้บริการ พร้อมให้คำแนะนำในด้านการวางระบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเมื่อลูกค้าต้องการข้อมูลอย่างเต็มที่ Greenpro KSP Group💚 รับบริการวางระบบ ด้วยโปรแกรมบัญชีที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ระบบงานบัญชีภายในองค์กรของท่านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ติดต่อบริการวางระบบ บัญชี ติดต่อบริการรับวางระบบ บัญชี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### ที่ปรึกษาบัญชี ที่ปรึกษาบัญชี – ด้วยนักบัญชีมืออาชีพ ประสบการณ์ด้านบัญชีกว่า 28 ปี เราให้บริการ ที่ปรึกษาทางบัญชี ด้วยนักบัญชีมืออาชีพประสบการณ์ด้านบัญชีกว่า 28 ปี เพื่อให้การจัดทำข้อมูลด้านบัญชีเป็นไปโดยถูกต้อง ครบถ้วน และช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ ให้บริการสำหรับผู้ประกอบการนิติบุคคล บริษัท หจก. ไม่ว่าจะเป็น SMEs, Startup ทั้งธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ในทุกธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิตสินค้า ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ทำไมถึงต้องใช้บริการที่ปรึกษาบัญชี? สำหรับองค์กรธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล บริษัท หจก. ที่กำลังดำเนินธุรกิจจะต้องมีรายการที่เกี่ยวข้องกับงานบัญชีเข้ามาไม่ว่าจะเป็นด้านเอกสาร เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี รวมถึงเอกสารบัญชีอื่นๆ นอกจากนี้ นิติบุคคล บริษัท หจก. ที่ดำเนินธุรกิจยังต้องมีการจัดทำบัญชี เพื่อให้การจัดทำข้อมูลงานด้านบัญชีเป็นไปโดยถูกต้อง ครบถ้วน และไม่เกิดปัญหาตามมาที่หลัง ท่านควรใช้บริการ ที่ปรึกษาทางบัญชี ให้คำแนะนำแก่ท่าน การดำเนินทุกรูปแบบของธุรกิจที่จะต้องมีคือ งานบัญชี จะรับผิดชอบเรื่องการบันทึกข้อมูลทางการเงินของบริษัททั้งหมด รวมถึงการยื่นภาษีต่างๆอีกด้วย เพื่อให้บัญชี/การเงินของท่านโปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีปัญหาตามหาทีหลัง กิจการจะต้องหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงมาคอยแนะนำ วางแผน การทำบัญชีของกิจการ ดังนั้นเรามาดูกันว่าทำไมเราต้องมีที่ปรึกษาด้านบัญชี สามารถวางโครงสร้างทางบัญชี และ วางระบบบัญชีได้ถูกต้องกับธุรกิจ ลดความเสี่ยงทางการเงิน ลดข้อผิดพลาดในการทำบัญชี ประหยัดเวลาในการทำงาน ผู้ประกอบการนำข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง ไปใช้ตัดสินใจในการวางแผนด้านอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ การวางแผนภาษีที่ดี ยื่นภาษีให้ถูกต้องตรงกับรอบการยื่นภาษี และเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการโดนสรรพากรตรวจสอบ เมื่อใช้บริการของเรา บริหารงานบัญชีและการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนงานบัญชี การเงินได้อย่างถูกต้อง การจัดทำรายงานการเงิน การวางแผนการเงิน การควบคุมค่าใช้จ่าย ให้คำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน เพื่อสร้างรายงานที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ วิเคราะห์สภาพคล่องของเงินสด ประสิทธิภาพการเงิน สร้างรายงานวางแผนทางภาษี และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ประหยัดเวลา ช่วยผู้ประกอบการลดภาระงานในด้านบัญชี เพื่อให้สามารถมุ่งไปที่การบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงระบบบัญชี วิเคราะห์และปรับปรุงระบบบัญชี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดความผิดพลาดจากการทำงาน วางระบบบัญชีให้ Flow ของเอกสาร เกิดการควบคุมภายในลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรือการตกหล่นของข้อมูล สำหรับผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีการดำเนินธุรกิจและยังไม่เข้าใจงานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ หรือ การปฏิบัติด้านบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามข้อกำหนดของบัญชี ผู้ประกอบการควรหาที่ปรึกษาด้านบัญชีเพื่อช่วยวางแผนระบบการทำงานให้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 💚 กรีนโปร เคเอสพี กรุ๊ป (Greenpro KSP Group) เราให้บริการรับเป็นที่ปรึกษาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดกลาง บริษัท หจก. SMEs, Startup จะช่วยให้คำปรึกษาและเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาด้านบัญชีให้ธุึรกิจท่าน รวมถึงให้คำแนะนำด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในกิจการ ให้คำแนะนำด้านภาษีที่ถูกต้องให้แก่ท่าน พร้อมทีมงานนักบัญชีที่มีประสบการณ์ ผ่านการฝึกอบรมด้านการทำบัญชี รวมถึงการให้บริการงานบัญชีที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ประกอบการ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าเราจะมอบแต่สิ่งดีๆ เมื่อท่านเลือกใช้บริการทำบัญชีกับเรา ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี ติดต่อบริการที่ปรึกษาบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้เรายังมีบริการ ที่ปรึกษาภาษี รับทำบัญชี เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ที่ปรึกษาภาษี ให้บริการที่ปรึกษาภาษี ด้วยทีมงานนักบัญชีมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง เราให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านปฎิบัติด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน >>คลิก ที่ปรึกษาภาษี รับทำบัญชี บริการรับทำบัญชีราคาถูก โดยนักบัญชีมืออาชีพ ประสบการณ์สูง ให้คำแนะนำเรื่องเอกสารที่ถูกต้องสำหรับใช้ในกิจการ จัดทำและบันทึกบัญชี ยื่นภาษี ประกันสังคม รวมถึงการปิดงบการเงิน  >>คลิก รับทำบัญชี ### บัญชีOUTSOURCE บัญชี Outsource บริการพนักงานบัญชีทำงานด้านบัญชีการเงินในบริษัทของท่าน กรณีเร่งด่วน พนักงานบัญชีขาด งานภาษี ทำงานด้านบัญชีการเงินโดยเฉพาะ บัญชีOutsource – ให้บริการพนักงานบัญชี ทำงานนอกสถานที่ ในบริษัทของลูกค้า ปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจประสบปัญหาขาดแคลนพนักงานทำบัญชีและการเงิน เนื่องจากพนักงานลาออก ลางานกะทันหัน หรือ ลาคลอด เรามีนักบัญชีที่สามารถช่วยแบ่งเบาปัญหาดังกล่าวนี้ได้ โดยมีบริการส่งเจ้าหน้าที่บัญชีของเราเข้าไปช่วยทำงานที่ออฟฟิศของลูกค้าตามความต้องการ (Outsourcing Accounting) ดังนี้ » งานบัญชีลูกหนี้» งานบัญชีเจ้าหนี้» งานจัดทำต้นทุนการผลิต» งานบันทึกบัญชี และกระทบบัญชี ทำรายงานบริหารภายในต่างๆ» งานการเงิน เก็บเช็ค วางบิล จัดทำกระแสเงินสด วางแผนการใช้เงิน» ปิดงบการเงิน วิเคราะห์งบ และนำเสนอผู้บริหาร» งานที่ปรึกษาด้านบัญชี และภาษี หาพนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด ให้บริการพนักงาน บัญชี Outsource เพื่อปฏิบัติงานด้านบัญชีและการเงินในองค์กรธุรกิจของท่าน กรณีเร่งด่วน พนักงานบัญชีขาด หรือทำงานด้านบัญชีการเงินที่หาคนทำได้ยาก โดยเรามีนักบัญชีที่มีความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนด้านวิชาชีพบัญชีมาเป็นอย่างดี พร้อมที่จะให้บริการลูกค้าทุกราย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง จะตอบโจทย์และช่วยแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี ซึ่งราคาให้บริการนี้เหมาะสมช่วยประหยัดต้นทุนด้านพนักงานแก่ธุรกิจท่าน รายละเอียดบริการบัญชีOutsource ของเรา 1. งานบัญชีลูกหนี้2. งานบัญชีเจ้าหนี้3. พนักงานบัญชีต้นทุน งานจัดทำต้นทุนการผลิต4. งานบันทึกบัญชี และกระทบบัญชี ทำรายงานบริหารภายในต่างๆ5. งานการเงิน เก็บเช็ค วางบิล จัดทำกระแสเงินสด วางแผนการใช้เงิน6. ปิดงบการเงิน วิเคราะห์งบ และนำเสนอผู้บริหาร7. งานที่ปรึกษา ด้านบัญชีและภาษี ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากงานบริการOutsource ด้านบัญชีการเงิน 1. ลูกค้าคลายความกังวลในเรื่องของการลาหยุดของพนักงานทุกกรณี แล้วไม่มีเจ้าหน้าปฏิบัติงานแทน หรือหาได้ไม่ได้ทันเวลา ทำให้งานเกิดความล่าช้า และเสียหาย เพราะทางเราสามารถจัด หาคนทำบัญชี การเงิน เข้าไปทำงานต่อได้ทันที ทำให้งานของท่านต่อเนื่อง2. ลูกค้าได้พนักงานบัญชี Outsource หรือพนักงานการเงิน Outsource ที่มีประสบการณ์ มากกว่าจ้างพนักงานประจำในงบประมาณที่ใกล้เคียงกัน3. ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาอบรม หรือฝึกพนักงานใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะทางเราจะจัดอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องทั้งภาคหลักการ และภาคปฏิบัติ รวมทั้งจัดคู่มือการปฏิบัติงานให้ด้วย4. ลูกค้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการรับผิดชอบเรื่องค่าสวัสดิการ หรือค่าใช้จ่าย fix cost เกี่ยวกับพนักงานในอนาคต เช่น การปรับขึ้นเงินเดือน ประกันสังคม การฝึกอบรม เงินโบนัส หรือรวมทั้งเงินชดเชยในกรณีต่างๆ บริการบัญชีOutsource ของเรา มีรายการดังต่อไปนี้ 1. งานด้านลูกหนี้และรับชำระ – จัดทำใบเสนอราคา– จัดทำใบแจ้งหนี้ / ใบกำกับภาษี– จัดใบเสร็จรับเงิน– ตรวจสอบและจัดทำเอกสารวางบิล– วางบิลลูกค้าตามรอบการวางบิลของลูกค้าแต่ละราย– รับเช็คและนำเช็คเข้าบัญชีบริษัท– ติดตามหนี้ค้างชำระ– ทำรายงานสรุป เช่น ยอดลูกหนี้คงเหลือประจำเดือน รายงานอายุลูกหนี้ เป็นต้น 2.งานด้านเจ้าหนี้และการจ่ายชำระ – บันทึกบัญชีซื้อ สต็อก และเจ้าหนี้การค้า– รับวางบิล– เตรียมเอกสารเพื่อจ่ายชำระเจ้าหนี้– จัดทำหนังสือหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย– จ่ายทำเช็คและเสนอผู้บริหารเซ็นเช็ค– นัดรับเช็คและจ่ายเช็ค หรือโอนเงินให้เจ้าหนี้– ติดตามใบเสร็จรับเงินเพื่อแนบเอกสารการจ่าย– ทำรายงานสรุป เช่น ยอดเจ้าหนี้คงเหลือประจำเดือน รายงานอายุเจ้าหนี้ เป็นต้น 3.ด้านงานปิดงบการเงินประจำเดือน – ตรวจสอบการบันทึกบัญชี– กระทบบัญชี ทุกบัญชี– ปิดงบการเงิน รายเดือน– วิเคราะห์งบการเงิน– นำเสนอผู้บริหาร นอกจากนี้ Greenpro KSP Accounting ยังมีการให้บริการอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลนำไปบริหารงานได้อย่างทันเวลา และสามารถปรับแก้ไข แผนธุรกิจได้ทันสถานการณ์ รวมทั้งวางแผนธุรกิจในอนาคตทั้งระยะสั้น และระยะยาว ตัวอย่างบริการ ได้แก่ • การจัดทำงบกระแสเงินสด• การจัดทำรายงานผลการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน• การวางแผนและจัดทำงบประมาณประจำปี• การจัดทำงบการเงินเปรียบเทียบกับงบประมาณและงวดบัญชีก่อน• การวิเคราะห์ อัตราส่วนทางการเงิน เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน• การวางแผนภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและบริษัท เหตุผลที่ควรเลือกใช้บริการบัญชีOutsource จากเรา 1.ช่วยแก้ปัญหาด้านพนักงานบัญชีหากธุรกิจของท่านกำลังประสบปัญหาด้านพนักงานบัญชีหรือการเงิน บริการนี้จะตอบโจทย์และช่วยแก้ไขปัญหา เรามีพนักงานบัญชีที่มีความรู้ความสามารถ จัดหาพนักงานบัญชี ที่มีประสบการณ์ ให้บริการด้านบัญชีและภาษีแก่ท่าน ในราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์ธุรกิจ 2.เข้าไปดูแลงานด้านบัญชีได้หลายระบบด้วยประสบการณ์ในการให้บริการด้านบัญชีและการเงินมาอย่างยาวนาน ทำให้เรามีศักยภาพพร้อมที่จะเข้าไปดูแลงานด้านบัญชี การเงิน เราจัด หาพนักงานบัญชี ที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถด้านบัญชีการเงิน ช่วยแก้ไขปัญหาแก่องค์กรของท่านได้ในหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบซื้อ ขาย จ่าย รับ ระบบลูกหนี้ ระบบเจ้าหนี้ ระบบต้นทุนการผลิต และระบบอื่นๆ อีกมากมาย 3.มีผลงานดูแลบริษัทที่หลากหลายประสบการณ์ที่ผ่านมาได้เข้าไปดูแล Outsource บัญชี และการเงิน ให้แก่บริษัทที่หลากหลาย ลูกค้าที่เลือกใช้บริการกับเราต่างมีความพึงพอใจในผลงาน สามารถช่วยแก้ไขปัญหา งานสำเร็จได้ทันเวลา ได้รับการตอบรับจากองค์การธุรกิจเป็นอย่างดี มีลูกค้าสนใจใช้บริการกับเราเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง Greenpro KSP Accounting เราเป็นสำนักงานบัญชีที่ให้บริการด้านงานทำบัญชีและภาษีแบบครบวงจร รวมถึงงานบัญชีOutsource มาเป็นเวลา 28 ปี โดยเรามีนักบัญชีที่มีความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนด้านวิชาชีพบัญชีเป็นอย่างดี หากท่านกำลัง หาพนักงานบัญชี เราพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าทุกราย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดกลางที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมากในขณะนี้ แต่ในขณะที่ธุรกิจของลูกค้ากำลังไปได้ดีนี้ ลูกค้าบางรายก็ประสบปัญหาด้านงานบัญชีการเงิน เนื่องจากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. พนักงานบัญชีการเงิน ลาออกบ่อย เป็นงานแล้วต้องการไปเติบโตที่บริษัทอื่น บางครั้งสอนงานยังไม่ทันผ่านทดลองงาน ก็หายไปเฉยๆ2. พนักงานบัญชีการเงิน ลาคลอดแล้วไม่กลับมาทำงานต่อ หรือพนักงานลาออกแบบกระทันหัน3. หาพนักงานบัญชีการเงินมาเพิ่ม หรือทดแทนไม่ได้ เปิดรับสมัครมาหลายเดือนก็ยังหาไม่ได้ นัดสัมภาษณ์ก็ไม่มา ไม่มาก็ไม่โทรแจ้ง ปวดหัวจริงๆ เลย4. พนักงานบัญชีการเงิน ป่วยกระทันหัน ต้องลารักษาตัวหลายเดือน และไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกลับมาทำงานได้อีกหรือเปล่า5. ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่ทำงานอยู่ก็ใกล้จะเกษียณอายุแล้ว ยังไม่สามารถสร้างบุคลากรขึ้นมาทดแทนเพื่อมาดูแลงานต่อได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ทาง Greenpro KSP Accounting จึงเล็งเห็นว่า ทางเรามีนักบัญชีที่สามารถช่วยแบ่งเบาปัญหาดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากเรามีบริการบัญชี Outsource ส่งเจ้าหน้าที่บัญชีของเราเข้าไปช่วยทำงานที่ออฟฟิศของลูกค้าตามความต้องการ (Outsourcing Accounting) คำถามที่พบบ่อย บัญชี OUTSOURCE คืออะไร? กรณีเร่งด่วน พนักงานบัญชีขาด หรือทำงานด้านบัญชีการเงินที่หาคนทำได้ยาก เรามีนักบัญชีที่มีความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนด้านวิชาชีพบัญชีมาเป็นอย่างดี พร้อมที่จะเข้าไปให้บริการงานบัญชี การเงิน ภาษี ในบริษัทของท่าน ความเชื่อมั่น เราคือ สำนักงานบัญชี ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ บริษัทรับทำบัญชี ที่มีประสบการณ์รับทำบัญชีครบวงจรให้แก่ธุรกิจมากกว่า 200 บริษัทมาอย่างยาวนาน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะให้บริการงานด้านบัญชีแก่ท่านได้อย่างไม่มีปัญหา ระบบ Software บัญชี เรา ผ่านระบบโปรแกรมทำบัญชีที่หลากหลาย มากประสบการณ์ด้านการทำบัญชีด้วย SAP B1 , MAC5 , Formula , Business Plus , Express , Peak Account , Flow Account , CD organize ฯ ทำให้พร้อมทำงานต่อเนื่องจากโปรแกรมเดิมของลูกค้าได้เลย มาครบจบที่เดียว เรามีระบบงานที่รองรับงานด้านบัญชีครบวงจรไม่ว่าจะเป็นรับทำบัญชี รับตรวจสอบบัญชี รับวางระบบบัญชี และงานด้านบัญชีอื่นๆ ที่ท่านต้องการ เรามีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ท่าน มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่มีประสบการณ์สูง สำนักงานบัญชีของเรามีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นของสำนักงานเองที่คอยควบคุมคุณภาพทำให้ท่านมั่นใจได้เลยว่าธุรกิจของท่านจะได้รับข้อมูลด้านบัญชีที่ถูกต้อง และท่านไม่จำเป็นต้องหาผู้สอบบัญชีเพื่อมาเซ็นรับรองงบการเงินให้ท่าน เราพร้อมให้บริการในที่เดียว ติดต่อบริการบัญชีOUTSOURCE ติดต่อบริการบัญชีOutsource : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### เคล็ดลับบัญชีที่ผู้ประกอบการธุรกิจSME ควรรู้ เคล็ดลับบัญชีที่ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ควรรู้เพื่อนำไปบริหารธุรกิจได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เคล็ดลับบัญชีมี 5 ข้อที่สำคัญ ดังนี้ 1. บัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เข้าใจง่าย 2. บันทึกรายการบัญชี รายรับ-รายจ่าย อย่างต่อเนื่อง 3. การแก้ไขเอกสารต้องลงชื่อกำกับทุกครั้ง 4. แยกหมวดหมู่เอกสาร 5. สรุปงานบัญชีทุกเดือน ติดต่อบริการบัญชี ติดต่อบริการบัญชี  : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 ### BPA, RPA, SI ต่างกันอย่างไร ทุกคนทราบมั้ยทุกวันนี้ software ที่ช่วยทำให้กระบวนการ การทำงานเป็นอัตโนมัตินั้นอาจจะมีศัพท์ที่เราได้ยินกัน ก็คือ BPA, RPA, SI วันนี้เราจะมาดูกันว่า 3 อย่างนี้คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร โดยทั้ง 3 ซอฟต์แวร์ แตกต่างกัน ดังนี้ Business Process Automation (BPA) ระบบอัตโนมัติของกระบวนการทางธุรกิจ เป็นระบบที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้กระบวนการทางธุรกิจเป็นอัตโนมัติทั้งองค์เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนเรื่องค่าแรงพนักงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อคุณได้ยินว่า “โรงงานของเราแทบ 100% ไม่ได้ใช้คนในการทำงาน แต่เป็นหุ่นยนต์” ก็รู้ได้เลยว่านั้น คือ ระบบ BPA ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งขอบเขตนั้นจะกว้างมากและซับซ้อน สามารถดำเนินการกระบวนการต่างๆของธุรกิจได้เองอัตโนมัติ  และประกอบด้วยเทคโนโลยีมากมาย นั้นรวมถึง RPA, Workflow automation, SI และ AI เพื่อทำงาน ส่งผลให้การขึ้นระบบนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน ในตลาดนั้น มีเพียงองค์กรเพียงหยิบมือที่เรียกได้ว่า ดำเนินธุรกิจด้วย BPA ด้วยขนาดการลงทุนที่ใหญ่มาก หากธุรกิจไม่ได้ใหญ่มาก การลงทุนนี้อาจจะไม่คุ้มค่า Robotic Process Automation ซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ช่วยกระบวนการทำงานของมนุษย์ให้เป็นแบบอัตโนมัติ เป็นเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่ต้องการช่วยเพิ่มผลิตภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน ลดข้อผิดพลาด เพิ่มรายได้และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับ BPA แต่สิ่งที่ต่างไปก็คือ RPA สามารถทำงานได้กับทุกแพลตฟอร์ม และซอฟต์แวร์ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องอัปเกรดระบบของตนเอง ซึ่ง RPA จะทำงานตามคำสั่งที่มอบหมายเอาไว้ไม่มีตกหล่น โดยหลักๆ แล้ว ซอฟต์แวร์ RPA จะเหมาะกับกระบวนการที่ต้องทำซ้ำๆ มีขั้นตอนการทำงานที่เป็นแบบแผนชัดเจน และไม่เหมาะกับกระบวนการทำงานที่ไม่มีแบบแผนการทำงานที่ชัดเจน หรือกระบวนการทำงานที่ต้องพึ่งพาประสบการณ์ในการตัดสินใจ System Integration การบูรณาการระบบเพื่อเชื่อมโยงระบบไอทีต่างๆ เป็นระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์ทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกันเพิ่มความเป็นเอกภาพและทำให้ทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นหนึ่งเดียว มีจุดประสงค์คือ ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ เช่น Sales, CRM, Warehouse และส่วนอื่นๆในองค์กร สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนา (SI) อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ ระบบจัดการทรัพยากรในองค์กร เช่น ERP มิดเดิลแวร์ API (Application Programming Interfaces) ESBs (Enterprise Service Buses) และเครื่องมือและแพลตฟอร์มบูรณาการอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการไหลของข้อมูลและการทำงานที่ไม่มีสะดุดข้ามระบบที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ สรุปความแตกต่างหลักเมื่อเทียบกันแล้วขอบเขตและการใช้งานของ BPA มีขอบเขตที่กว้างที่สุด มุ่งเน้นความเป็นอัตโนมัติและประสิทธิภาพทั้งองค์กร RPA แคบลงมาโดยมุ่งเน้นการทำให้งานแต่ละงานเป็นอัตโนมัติ และ SI เป็นการเชื่อมต่อระบบต่างๆ ให้ทำงานราบรื่นและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำให้เป็นอัตโนมัติโดยตรง  ซึ่งทั้ง BPA RPA และ SI ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพและผลผลิต ทั้ง BPA และRPA มุ่งเน้นการทำให้เป็นอัตโนมัติโดย BPA อยู่ในระดับกระบวนการทั้งหมดขององค์กร RPA อยู่ในระดับปฏิบัติงาน และ SI มุ่งเน้นไปที่การสื่อสารเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบต่างๆ 🚩วันนี้ GreenPro KSP Group พร้อมแล้วที่จะให้บริการผู้ที่สนใจ Transform ธุรกิจตนเองให้ทันสมัยยกระดับการทำงานให้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้นด้วย GreenPro Digital Tech Solution ### Accounting service Accounting Service in Bangkokwith 28 years experience Accounting service bangkok , tax planning , accounting and tax advice , setup an accounting system , closes financial statements , account consultant. MORE DETAIL ACCOUNTING SERVICE Accounting service company in Bangkok. We offer services like accounting documents, bookkeeping, and tax reports for Thai companies and foreign companies in Thailand. Our company has been providing accounting service for 28 years. We were managed by two CPAs from Thailand and two CPAs from Hong Kong. Greenpro KSP GROUP is also an account consultant for companies that need help in accounting and tax. To support our clients in developing and growing their businesses in Thailand.In addition, we specialize in a diverse range of businesses such as:• Manufacturing and product distribution• Service industry• Buy-sell business• Construction contracting• Tourism, hotels and resorts• Real estate business• Financial services• Online product sales• Health and beauty industry• Medical servicesAnd various other businesses, catering to small, medium-sized enterprises (SMEs) or large corporations, with experienced accountants providing services at reasonable prices. ACCOUNTING SERVICE IN BANGKOK Thai and foreign companies which register and carry business in Thailand automatically have an obligation to Thai laws; according to Accounting Act, B.E. 2543, A registered partnership, limited company, a public limited company established under Thai law, a juristic person established under a foreign law engaging in a business in Thailand, a joint venture under the Revenue Code, shall be the person having the duty to keep accounts and must provide the bookkeeping for its business, moreover, it is required by The Department of Business Development that juristic persons must submit an audited financial report within 5 months from the closing date as well as having obligation to the Revenue Department on tax filing and payment. OUR SERVICE https://www.youtube.com/watch?v=gf_x33DwbiQDetails of Accounting and Tax Services Provided.The service covers accounting, tax, social security, bookkeeping, closing accounts, and preparation of various related details.  The details are as follows: TAB FOR MORE DETAIL • Provide guidance on preparing accurate accounting documents, such as invoices, tax invoices, receipts, credit notes, debit notes, and other accounting-related documents for the business.• Provide advice and solve accounting problems that arise in the business.• Accounting document delivery and collection service. – Our accounting office has a team to receive and deliver documents for your convenience.• Verify the accuracy of documents.– Verify the accuracy of documents received from customers before preparing taxes and accounting records.• Prepare and submit withholding taxes, such as P.N.D. 1, P.N.D. 3, P.N.D. 53, and P.N.D. 54• Prepare and submit monthly social security contributions.• Prepare monthly purchase and sales tax reports.• Prepare and submit Value Added Tax (VAT), P.P.30• Prepare and submit P.P.36• Prepare and submit Specific Business Tax (S.B.T.), P.T.40• Bookkeeping with accounting software.• Prepare related daily journals.– Such as general daily journals, purchase daily journals, sales daily journals, cash receipts daily journals, cash disbursements daily journals, etc.• Close accounts and submit monthly financial statements.– Close accounts and submit monthly financial statements to provide information to customers (in case customers need information for monthly management).• Prepare detailed to support financial statements.– Such as property registration, accounts receivable details, accounts payable details, etc.• Verify the accuracy of accounting and tax work.– At every stage of accounting work, there is verification of accuracy by experienced accountants.• Close the year-end accounts and prepare financial reports.• Close the year-end accounts and prepare financial statements such as the balance sheet, profit and loss statement, statement of changes in equity, and notes to the financial statements.• Submit financial statements, Form Sor.BorChor.3 (financial statement submission form), and a list of shareholders (Form Bor.Or.Jor.5)• Submit financial statements, Form Sor.BorChor.3, and a list of shareholders (Form Bor.Or.Jor.5)– Prepare and submit the estimated corporate income tax return, Form P.N.D. 51 (mid-year tax return)• Prepare and submit the estimated corporate income tax return, Form P.N.D. 51 (Company or partnership income tax return for the mid-year period)• Prepare and submit the corporate income tax return, Form P.N.D. 50 (Corporation or Partnership Income Tax Return Form) The above list contains basic, detailed information. There are still many other sub-lists in accounting and taxation. We provide services from the beginning of the accounting and taxation process until the end. ACCOUNTING SERVICEWHAT CAN WE HELP YOU ABOUT ? Accounting & DocumentOur company can support you by summary report e.g. Balance sheet, income statement, profit and loss, corporate income, personal income, monthly report etc. Get help Setup account systemSet up your company system with us to reduce process of work, decrease a mistake that can happen. Get help Taxes Management & FilingWe can help you to about the way how to pay taxes correctly. Our company can help collect tax evidence. Taxes Filing Document Withholding personal income tax (P.N.D. 1,3)Withholding corporate income tax (P.N.D.53)Value-added tax (P.P.30)Input-Output tax reportPersonal income tax (P.N.D. 90,91,94)Corporate income tax: P.N.D. 51 (Mid-year tax return), P.N.D. 50 (Annual tax return)Withholding personal income tax (P.N.D.1K.) Get help Other ServiceLet us know what you want to do, We welcome to help you. Our Accounting service place in Bangkok meets us. Get help WHAT WILL YOU GET Greenpro KSP Accounting service offers comprehensive, accurate, and efficient accounting services, tailored to the needs of your business. Our team of certified public accountants and experienced professionals provides a complete range of accounting services to ensure that your business stays compliant and successful. Collecting DataWe have a specific location for collecting Date neither online document or paper document. Data accuracyWe ensure that your company will receive the accurate accounting and financial information. Sub BranchWe have over 60+ accounting service branch in Thailand to support your company. ConsultingWhatever your company are facing with the trouble. Come talk to us we can give you an advice. English accounting services In addition to Thai accounting services, we have extensive experience in providing English accounting services. Our team of accounting professionals is fluent in English and can tailor accounting plans to meet the needs of international clients. We offer monthly, yearly, and English financial statement closing, as well as monthly/quarterly/yearly financial reporting to foreign executives. Diverse expertise We have expertise in various accounting professions, including accounting, company registration, auditing, tax planning, accounting system implementation, and legal accounting and tax consulting services. Our professional accounting team is dedicated to providing a complete range of accounting services to meet your business needs. Reliability We have provided comprehensive accounting services to more than 200 businesses with complete accounting solutions, which instills confidence that we can deliver error-free accounting services to you. Efficient and effective With our extensive experience in providing accounting services, we are proficient in performing tasks quickly and accurately, ensuring that your accounting processes are smooth and efficient. Managed by CPAs from Thailand Our company has Certified Public Accountants (CPAs), who are responsible for controlling the quality of our work. You can be confident that your business will receive accurate and complete accounting information. OUR CLIENT We are sincere with all customers. And willing to give advice on solving problems Thank you for trusting and using our service.We are sincere with all customers. and willing to give advice on solving problems Thank you for trusting and using our service. CUSTOMER REVIEW Review by our customer that uses our service and take our advice for a companyhttps://youtu.be/rUqr2QHS3wwhttps://youtu.be/WVAcx8Fs0As Q & A How much it cost ? Our Accounting service calculates cost depend on your customer business type, Number of document and business complexity. After that, we will set a price that suitable for the amount of work. Do you have courier service ? Normally our customer will send a document to us by post. For some of our customers who live in Bangkok area, they bring a document to our office, if our customer are not convenient, please inform us to pick up a document for you. Do you have account audit service ? Yes, In additional of Accounting service. We also have account audit for customers for more information please Click this  link. >>Audit assurance<< Do you have set up account system service Yes, We can set up account system for your company. We use a quality accounting system that will help control internal information to be accurate and complete. Keep up with the management, And we also have an ERP accounting program that can be used online on the Cloud, working anywhere.It is a highly effective program at a reasonable price. As an option for customers to use in your organization Empowering organizations to quickly get ahead of competitors.More Detail please click this link. >>Set up business system service<< Do you have a service as an agent to meet with the Revenue Department? For customers who have an account with us, We are representatives to help meet with the Revenue Department. In case you have tax accounting problems to help guide agents Negotiate a tax settlement legal Alleviate concerns for entrepreneurs. Do I have to worry about tax after using your business ? Our team has a business service experience for over 28 years. In term using our service, we’ll give an advice about tax problem and help you solve the problem so you don’t have to worry about tax problem. BECAUSE YOU'REIMPORTANTTo all customers, we appreciate that you choose to use our services, and we're ready to help and give advice to your company. We are an accounting service provider with more than 28 years of experience in accounting, taking care of more than 1200 customers. We specialize in accounting and are ready to help. Fully advise customers Therefore, we have always been trusted by our customers. Surapa JamjangCPA (Thailand)CEO & Founder of Greenpro KSP Group Contact Us - Accounting Service Impressive service with a professional team, we are pleased to serve all customers and provide guidance on accounting and tax matters related to business operations. We are happy to assist whenever customers require information. Our services are prompt, timely, reasonably priced, and easy to talk to. We are glad to welcome you!Address: 43 Thai CC Tower, 11th Floor, Room no.111, South Sathorn Road, Yannawa, Sathorn, Bangkok 10120Email: info@greenproksp.comLINE : @greenprokspaccTEL : 085-067-4884 Click Add Line Click to CALL ACCOUNTING SYSTEM SERVICE "We offer accounting system setup services for customers who require assistance in setting up their accounting system, using highly experienced accountants." For more details about the service, please click on "Accounting System Setup Service." AUDIT ASSURANCE SERVICE "We offer accounting audit services by certified public accountants (CPAs) to ensure the quality of our work at a reasonable price." For more details about the service, please click on "Audit Assurance Service." ### ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีเงินได้เกิดขึ้นต้องทำอะไรบ้าง? ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อมีเงินเกิดขึ้นตามข้อกำหนดที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีต้องทำอะไรบ้าง มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร?มีรายละเอียดดังนี้😊 STEP 01. ขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ผู้มีเลขบัตรประชาชนผู้มีเงินได้ที่มีเลขประจำตัวประชาชนสามารถใช้เลขประจำตัวประชาชนแทนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรได้โดยไม่ต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรอีก คนต่างด้าว หรือ กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเงินได้เกิดขึ้น กรณีเป็นผู้มีเงินได้ที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ได้แก่ เป็นคนต่างด้าวหรือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง STEP 02. ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ยื่นแบบแสดงรายการปกติปีละ 1 ครั้ง เงินได้ของปีใดก็ยื่นแบบฯ ภายใน วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป (แบบ ภ.ง.ด.90 และ แบบ ภ.ง.ด.91 ยื่นปกติ มกราคม - มีนาคม ของปีภาษีถัดไป) เว้นแต่เงินได้บางลักษณะ เช่น การให้เช่า ทรัพย์สิน เงินได้จาก วิชาชีพอิสระ เงินได้จาก การรับเหมา เงินได้จากธุรกิจการพาณิชย์ เป็นต้น จะต้องยื่นแบบฯตอนกลางปี สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก (แบบ ภ.ง.ด.94) ยื่นภายใน กรกฎาคม - กันยายน ของปีภาษีนั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม💚โทร: 085-067-4884 LINE ID: @greenprokspacc------------------ เครดิตเนื้อหา/อ้างอิง/ที่มาสำหรับศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม กรมสรรพากร ที่มา: https://www.rd.go.th/549.html------------------ ### จ่ายค่ารับรองให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้อย่างไร?   จ่ายค่ารับรองให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้อย่างไร? ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ารับรองหรือค่าบริการในส่วนที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ค่ารับรองดังต่อไปนี้สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการ คำนวณกำไรสุทธิได้ มีหลักเกณฑ์ว่า ก. ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป เช่น ค่ารับรองพาลูกค้าไปดูงานที่โรงงานบริษัท และบุคคลซึ่งได้รับรองหรือรับบริการต้องมิใช่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เว้นแต่ ลูกจ้างดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการนั้นด้วย ข. ค่ารับรองหรือค่าบริการต้อง1.เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น 2.เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการ ไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราว ที่มีการรับรองหรือการบริการ ค. จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนเท่าที่ต้องจ่ายแต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมหรือคำนวณกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายใดในรอบระยะเวลาบัญชี หรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ทั้งนี้ รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ง. ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือคำสั่งจ่ายค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงินสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการ เว้นแต่ ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 085-067-4884LINE ID: @greenprokspaccGreenpro KSP Group: https://linktr.ee/greenproksp_group เครดิตเนื้อหา/อ้างอิง/ที่มาสำหรับศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม กรมสรรพากรที่มา: https://www.rd.go.th/827.htmlhttps://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/spreadsheet/description_assureV1_030659.pdf ### เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีควรทำอย่างไรบ้าง? หน้าที่ของผู้ประกอบการเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ควรทำอย่างไรบ้าง? มีขั้นตอนวีธีการดำเนินการดังต่อไปนี้ สำหรับผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.ให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน เมื่อได้รับอนุมัติเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ 2.เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และออกใบกำกับภาษี หมายเหตุ: ผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องจัดทำใบกำกับภาษีอย่างน้อย 2 ฉบับ ดังนี้ต้นฉบับ ส่งมอบให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการสำเนา เก็บรักษาไว้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการลงรายงานภาษี - เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน 3.จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่ 3.1 รายงานภาษีซื้อ (ใช้ต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อประกอบ)3.2 รายงานภาษีขาย (ใช้สำเนาใบกำกับภาษีขายประกอบ)3.3 รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า 4.ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ในเดือนถัดไป (ของทุกเดือน) กรณียื่นออนไลน์ที่เว็บไซต์ กรมสรรพากร www.rd.go.th ขยายเวลาเพิ่มได้อีก 8 วัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 081-648-7459LINE ID: @greenprokspacc เครดิตเนื้อหา/อ้างอิง/ที่มาสำหรับศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซต์กรมสรรพากร,ที่มา: https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/SMEs/infographic/Info_Youtuber-Influencer.pdfเว็บไซต์กรมสรรพากร,ที่มา: https://www.rd.go.th/7051.html ### การใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก ซึ่งประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน เพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี และการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินดังกล่าว จะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (ศึกษารายละเอียดได้จากประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ลงวันที่ 29 มีนาคม 2536) คำขออนุมัติให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยจะต้องแนบเอกสารและรายการดังต่อไปนี้พร้อมกับคำขออนุมัติ (1) คุณสมบัติโดยย่อของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน(2) รายละเอียดรุ่น ยี่ห้อ หมายเลขประจำเครื่อง (Serial Number) และจำนวนเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่ขออนุมัติ(3) แผนผังแสดงตำแหน่งการวางเครื่องบันทึกการเก็บเงิน(4) ในกรณีที่มีการต่อเชื่อมเครื่องบันทึกการเก็บเงินเข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ให้แสดงแผนผังระบบการต่อเชื่อมดังกล่าวด้วย(5) ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อ และตัวอย่างรายงานการขายสินค้าหรือการให้บริการประจำวันที่ออกด้วยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน โดยยื่นต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นผ่านสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่โดยต้องยื่นคำขออนุมัติเป็นรายสถานประกอบการ และกรณีผู้ประกอบการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ยื่นคำขออนุมัติผ่านผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ การใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ เป็นความสะดวกของผู้ประกอบการฯ ที่ไม่ต้องมีภาระในการเขียน หรือพิมพ์ใบกำกับภาษี โดยเฉพาะกิจการค้าปลีกซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการแก่บุคคลจำนวนมาก และยังง่ายต่อการควบคุมตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้วย อย่างไรก็ดี การใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ลงวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2536 ทั้งนี้ จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อนจึงจะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้ มิฉะนั้น มีความผิดตามมาตรา 90/3(2) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 085-067-4884LINE ID: @greenprokspacc เครดิตเนื้อหา/อ้างอิง กรมสรรพากร เอกสาร เรื่อง คู่มือใบกำกับภาษีที่มา: https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/ebook/taxinvoice.pdf ### เบี้ยปรับเงินเพิ่ม (กรณีนำภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขาย) ในบทความนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับเบี้ยปรับเงินเพิ่ม (กรณีนำภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขาย) กรณีหากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีนั้น และยังต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ดังนี้ -->เบี้ยปรับจากการนำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มี 2 กรณี 1. เบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีสูญหาย หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) 2. เบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี กรณีนำใบกำกับภาษีปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายเหตุ: (1) ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม(2) ผู้ประกอบการที่นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการเครดิตภาษี นอกจากต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว หากเจตนานำใบกำกับภาษีปลอม หรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้ในการเครดิตภาษีต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท -->เงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีที่ป็นภาษีซื้อต้องห้าม นับเมื่อพันกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เงินเพิ่มไม่เกินจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีนั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 085-067-4884LINE ID: @greenprokspacc เครดิตบทความ/อ้างอิง กรมสรรพากร, สำนักวิชาการแผนภาษี กลุ่มบริหารการเสียภาษีขนาดกลางและขนาดเล็ก เอกสาร เรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามที่มา: https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/porkor/taxused/BanPasi.pdf ### ภาษีซื้อต้องห้าม (ไม่สามารถนำมาหักภาษีขายได้) มีอะไรบ้าง? ภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร? และไม่สามารถนำมาเคลม (หักกับ) ภาษีขายได้มีอะไรบ้าง ในบทความนี้จะมาให้ความรู้ เรื่องภาษีซื้อต้องห้ามมีอะไรบ้าง? "ภาษีซื้อต้องห้าม" หมายถึง ภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือนำมาขอคืนภาษีซื้อ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดลักษณะของภาษีซื้อต้องห้ามไว้ในมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ เว้นแต่จะเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือ ไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือ เพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีข้อ 6 ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 085-067-4884LINE ID: @greenprokspacc เครดิตบทความ/อ้างอิง มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3ที่มาเว็บไซต์กรมสรรพากร: https://www.rd.go.th/5206.html ### อยากให้ธุรกิจเติบโตต้องทำ 5 สิ่งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลยให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/eJbd2MqRUl0 กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถาม** มากกว่า 3 คำถามคิดค่าบริการ 5,000 บาท/ชม. **แอดที่ไลน์ id: @greenprokspacc ————————————— ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบทางโทรศัพท์: 30,000 บาท/ 2 ชม.บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.)บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 085-067-4884 LINE ID: @greenprokspaccบริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ### ยกหนี้ให้บริษัทลูกโดนภาษีอะไรบ้าง? รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลยให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/PZGVBMbAG2g กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถามมากกว่านั้นคิด 5,000 บาท/ชม.แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบโทรศัพท์: 25,000 บาท/ 2 ชม.บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 081-648-7459 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.)บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 081-6487459 (พี่เก่ง) LINE ID: @kengbuncheeบริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ### ลงทุนเครื่องจักรเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า? คำถามข้อสงสัยจากผู้เข้าร่วมสัมมนาที่สอบถามพี่เก่ง ในเรื่องเงินลงทุนที่ลงทุนไปครั้งแรกในการซื้อเครื่องจักร ทำไมถึงต้องบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา และตัดตามอายุการใช้งาน ทำไมไม่สามารถที่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรก กรณีนี้พี่เก่งจึงได้มาได้อธิบายรายละเอียดเพื่อให้ทราบกัน รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/5J9MyJh_LII กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถามมากกว่านั้นคิด 5,000 บาท/ชม.แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบโทรศัพท์: 25,000 บาท/ 2 ชม.บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 081-648-7459 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.)บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 081-6487459 (พี่เก่ง) LINE ID: @kengbuncheeบริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ### ใบกำกับภาษีเต็มรูป - ข้อความสำคัญที่ต้องมี รายการข้อความสำคัญที่ต้องมีใน ใบกำกับภาษีเต็มรูป ต้องมีอะไรบ้าง? ในบทความนี้จะมาให้ความรู้ในการจัดทำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบเต็มรูป ต้องประกอบด้วยข้อความอะไรบ้าง? สำหรับผู้ประกอบการ ทั้งบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคลที่มีสิทธิและหน้าที่ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การจัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นจะต้องประกอบด้วย รายการข้อความสำคัญอะไรบ้างที่จำเป็นต้องมีในใบกำกับภาษี ในบทความนี้จะมาให้ความรู้ในการจัดทำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเต็มรูป ต้องประกอบด้วยข้อความสำคัญอะไรบ้าง? รู้จักกับใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำ และออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในแต่ละครั้ง การออกใบกำกับภาษี? กรณีการขายสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า หรือเมื่อได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้กับผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้า หรือเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ แล้วแต่กรณี กรณีการให้บริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันทีที่ได้รับชำระค่าบริการ หรือเมื่อได้มีการใช้บริการนั้นไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นก่อนได้รับชำระค่าบริการ แล้วแต่กรณี นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องจัดทำสำเนาใบกำกับภาษี และเก็บรักษาสำเนาใบกำกับภาษีไว้ ณ สถานประกอบการ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับข้อความรายการสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นมีอะไรบ้าง รายละเอียดเป็นตามหัวข้อที่ได้กล่าวไว้ดังนี้  ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ 1.คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด2.ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีและในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย3.ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ4.หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)5.ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ6.จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง7.วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี8.ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด(สำนักงานใหญ่ หรือ สาขาที่….)หมายเหตุ: สำหรับข้อ 8 ให้ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 39) เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4(8)แห่งประมวลรัษฎากรลิงก์สำหรับอ่านเพิ่มเติม: https://www.rd.go.th/3400.html ภาพตัวอย่างประกอบ รายการต้องมีอย่างน้อยในใบกำกับภาษี เครดิตบทความ/อ้างอิง ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก “กรมสรรพากร”, กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหัวข้อเรื่อง รูปแบบของใบกำกับภาษี ที่มา:https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/SMEs/infographic/13-1.vat_360.pdf บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 85_86มาตรา 86/4 ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6 ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ที่มา: https://www.rd.go.th/5208.html#mata86_4 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 085-067-4884LINE ID: @greenprokspacc ### กรณีศึกษา EP.2 ถาม-ตอบ จากแชทไลน์ (LINE) ประเด็น-->คำถามที่ลูกค้าถามเข้ามา สวัสดีค่ะพี่เก่งนะคะ พี่เก่งก็จะมาแชร์เรื่องเกี่ยวกับคำถาม-คำตอบของน้องๆ ต่อ ใน EP.2 ที่ถามเข้ามาในไลน์ทั้งไลน์ส่วนตัว, ไลน์แอด แล้วก็ช่องทางเรื่องของการติดต่อพี่เก่งหลายช่องทาง และก็มีคำถามเข้ามาเยอะ พี่เก่งก็เลยอยากจะเล่าสู่พวกเราฟังค่ะ #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/WHSarhHElj0 เนื้อหาประกอบคลิปบรรยาย รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย + เพิ่มเติม ประเด็นคำถามมีดังนี้ 1.มีอพาร์ทเม้นท์ให้แล้วก็มีการแบ่งรายได้ระหว่างสามีกับภรรยา ตัวภรรยาสามารถที่จะแยกยื่นภาษีในนามคนเดียวได้ไหม?2.เปิดบริษัทมาแล้วไม่มีการประกอบธุรกิจเลย เอกสารทั้งหมดสามารถที่จะรวบรวมส่งทางสำนักงานบัญชีทีเดียวได้เลยหรือเปล่า?3.คำถามจากน้องท่านหนึ่งที่ถามเข้ามา3.1 เริ่มทำงานกับคุณพ่อคุณแม่ที่ธุรกิจที่ครอบครัว ได้รับเป็นเงินเดือน เหมือนกับเป็นพนักงานประจำ ตรงนี้ต้องเอาไปยื่นภาษีบุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีด้วยหรือเปล่า3.2 ได้รับค่าเลี้ยงดูจากคุณพ่อคุณแม่ ค่าขนมจากคุณพ่อคุณแม่ ตรงนี้ต้องเอาไปยื่นเป็นเงินได้ของตัวเองด้วยหรือเปล่า? คำถามแรกค่ะ ก็เป็นน้องท่านหนึ่งพิมพ์เข้ามาถามว่าน้องมีอพาร์ทเม้นท์ให้เช่า ประมาณสัก 20 ห้องแล้วก็มีการแบ่งรายได้ระหว่างสามีกับภรรยาโดยที่ส่วนหนึ่ง ค่าเช่า ก็ให้รับในนามของสามี และก็ส่วนค่าบริการ ก็จะรับในนามของภรรยาซึ่งน้องท่านเนี่ยก็เป็นตัวภรรยาที่ไลน์เข้ามาถามพี่เก่ง คำถามของน้องก็คือว่าตัวรายได้ค่าเช่าของสามีกับรายได้ค่าบริการที่เขาแยกกันรับ ตัวภรรยาสามารถที่จะแยกยื่นภาษีของตัวภรรยาเองในนามคนเดียวได้ไหม หรือว่าต้องเอารายได้ตรงค่าบริการ ไปร่วมกับสามีแล้วก็ยื่นภาษีในนามของสามี พอพี่เก่งอ่านคำถาม พี่เก่งก็เลยได้มีการสอบถามเพิ่มเติมว่า ตัวอพาร์ทเม้นท์ 20 กว่าของที่ทำธุรกิจกันเนี่ยค่ะ เวลาเขารับเงินเขาจะเปิดใบแจ้งหนี้ออกเป็นหนึ่งใบแต่ว่าเป็นสองบรรทัด เป็นค่าเช่าบรรทัดหนึ่งแล้วก็ค่าบริการพวกอำนวยความสะดวกสบาย เช่น พวกค่าบริการเฟอร์นิเจอร์ ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ค่าบริการเรื่องของตัวสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น แม่บ้านช่างต่างๆ แล้วก็จะมีเรื่องของค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ซึ่งตัวค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ก็จ่ายตามมิเตอร์อยู่แล้ว แต่ว่าตัวประเด็นค่าเช่ากับค่าบริการที่แยกกันรับระหว่างสามีรับค่าเช่าแล้วก็ภรรยารับค่าบริการ จริงๆพี่เก่งก็แนะนำน้องไปอย่างนี้ว่า กรณีแบบนี้เองจริงๆ ก็ไม่ควรทำเพราะว่ามันดูเป็นเรื่องของการแบ่งฐานภาษีเกินไป เวลาเราถูกสรรพากรตรวจเองประเด็นนี้ก็อาจจะไม่เคลียร์ พี่เก่งก็เลยแนะนำน้องท่านนี้ไปแบบนี้ว่ากรณีนี้ สามารถทำได้สองอย่างอย่างก็คือ 1. ในตอนที่ออกใบแจ้งหนี้หรือเปิดใบเสร็จก็ทำในนาม อาจจะตั้งเป็นคณะบุคคล หรือว่าตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญก็ได้ค่ะแบบที่ไม่ต้องจดทะเบียนแล้วก็ให้รับเงินในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญแล้วก็ตอนที่คำนวณภาษีเสร็จแล้ว ก็อาจจะแบ่งระหว่าง ภรรยากับสามี หรือว่าจะเก็บไว้ที่ห้างหุ้นส่วนสามัญก็ได้ ก็เสียภาษีในรูปของตัวนี้ตัวเดียว หรือ 2.อาจจะเป็นเรื่องของการโอนเรื่องสิทธิเก็บกินระหว่างสามีโอนให้ภรรยาอาจจะแบ่งกันคนละชั้นหรือว่าคนละ 10 ห้องนี้ก็ได้เพื่อเป็นการแบ่งเรื่องของรายได้แต่ไม่ควรจะเป็นแบ่งกันอย่างที่น้องทำ คือค่าเช่ารับคนหนึ่ง ค่าบริการรับคนนึงแล้วก็มีการโอนเงินเข้าบัญชีใครบัญชีมันอย่างนี้ ซึ่งในในสุดท้ายเวลาถูกสรรพากรตรวจหรือว่าเราต้องไปอธิบายมันก็จะดูแปลกๆ อันนี้ก็พี่เก่งก็อยากจะให้เป็นแนวทางประมาณนี้นะคะ คำถามที่ 2 ค่ะ มีน้องท่านหนึ่งพิมพ์เข้ามาถามว่ากรณีเปิดบริษัทมาแล้วประมาณเกือบจะหนึ่งปีแล้วไม่มีการประกอบธุรกิจเลยแล้วก็ยังไม่ได้จดเข้า VAT ยังไม่จดเข้าประกันสังคม เนื่องจากว่าเจอสถานการณ์เรื่องโควิดก็เลยยังไม่ดำเนินธุรกิจอะไรต่างๆ เลย ทีนี้น้องก็ถามว่าเรื่องที่ผ่านมามีเรื่องของค่าใช้จ่ายนิดๆ หน่อยๆ ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องของการจัดตั้งบริษัทเรื่องของค่าน้ำมันรถทางด่วนเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นธุรกิจขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็มีบิลประมาณสัก 10 กว่าใบ ถามว่าพอถึงเวลาปิดงบสิ้นปี ตามกฎหมายก็ให้ปิดงบ น้องก็ถามว่าเอกสารทั้งหมด เราสามารถที่จะรวบรวมส่งทางสำนักงานบัญชีทีเดียวได้เลยหรือเปล่าตอนที่จะปิดงบแล้วก็สอบถามว่า แล้วในแต่ละเดือนมีภาษีต้องยื่นหรือเปล่า พี่เก่งอธิบายพวกเราอย่างนี้ว่ากรณีที่เป็นลักษณะแบบนี้คือเปิดบริษัทมาแล้วหรือเปิดห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นมาแล้ว แล้วก็ยังไม่ Run ธุรกิจยังไม่มีเรื่องของตัวภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่มีประกันสังคม แล้วก็ยังไม่มีการไปจ่ายค่าบริการต่างๆเนี่ยค่ะอันนี้ก็จะไม่มีเรื่องภาษีรายเดือนเกิดขึ้นเลย เราสามารถที่จะรวบรวมบิลอย่างที่น้องท่านนี้เล่าให้ฟังคือว่าเราก็รวบรวมบิลไว้แล้วก็ถึงสิ้นปีพอเลย 31 ธันวาคมของแต่ละปีไปแล้ว เราก็ติดต่อสำนักงานบัญชีเพื่อจะส่งเอกสารให้เขา แล้วก็ให้เขาประเมินราคาการปิดงบทั้งทางฝั่งค่าทำบัญชีแล้วก็ฝังค่าสอบบัญชี ว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่แล้วเราก็ให้ทางนักบัญชี ปิดงบการเงิน ผู้สอบบัญชี ตรวจสอบงบ ให้กับทางเรานะคะ ส่งงบที่กระทรวงพาณิชย์ ส่งงบที่สรรพากร ตามกฎหมายให้ถูกต้องเรียบร้อย แล้วก็ในเรื่องของการทำงบ เราก็มีระยะเวลาในการทำงบประมาณ 5 เดือน ถ้าเกิดว่าเราปิดงบทุกวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี เราก็ต้องส่งงบให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เช่นเดียวกันอันนี้เป็นกฎหมายที่กำหนดระยะเวลาไว้สำหรับเรื่องของการปิดงบและส่งงบการเงินนะคะ คำถามที่ 3 อันนี้เป็นคำถามจากน้องท่านหนึ่งน่ารักมากพี่เก่งก็เลยอยากจะแชร์คำถาม น้องๆน่าจะเคยเจออาจจะประสบกับตัวเองน้องท่านนี้พิมพ์มาเล่าให้ฟังว่าตัวเองพึ่งจะเรียนจบจากมหาลัยแล้วก็มาเริ่มทำงานกับคุณพ่อคุณแม่ที่ธุรกิจที่ครอบครัวของที่บ้านแล้วก็คุณพ่อคุณแม่ก็ให้เงินเดือน ให้เงินเดือนในการเหมือนกับเป็นพนักงานประจำเพื่อให้น้องได้มีเงินเดือนประจำดูแลตัวเอง น้องก็สอบถามว่าตรงนี้ต้องเอาไปยื่นภาษีบุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีด้วยหรือเปล่า พี่เก่งก็ตอบว่าใช่ เพราะว่าเรามีเงินเดือนประจำเราก็ต้องเสียภาษีแล้วก็ยื่นแบบตอนสิ้นปีให้ถูกต้องกรณีที่เรามีรายได้ มากว่า 60,000 บาท. ต่อปีขึ้นไปเนี่ยเราก็ต้องมีหน้าที่ในการยื่นแบบ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นในระหว่างปีภาษีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกกรณีหรือไม่? ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีจะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ ก็ต่อเมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าเมื่อคำนวณภาษีแล้วจะมีภาษีต้องชำระเพิ่มเติมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้เกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี(1) บุคคลธรรมดาและผู้ถึงแก่ความตาย มีเงินได้พึงประเมิน ดังนี้ (2) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินเกิน 60,000 บาท(3) กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง มีเงินได้พึงประเมินเกิน 60,000 บาทที่มาเว็บไซต์กรมสรรพากร: https://www.rd.go.th/551.html ถ้าเป็นพนักงานมีเงินเดือนอย่างเดียวก็ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ยื่นตอนสิ้นปีทีเดียวครั้งเดียวแล้วก็ถ้าฐานภาษีคำนวณแล้วหักค่าใช้จ่ายหักค่าลดหย่อนแล้วไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ยืนแค่แบบ ภ.ง.ด. 91 อย่างเดียวก็ไม่มีภาษีต้องเสียทีนี้น้องมีคำถามนิดนึงค่ะก็พิมพ์เข้ามาเพิ่มว่าน้องเองก็ยังได้ค่าเลี้ยงดูจากคุณพ่อคุณแม่ จากสมัยก่อนที่เป็นนักศึกษาอยู่เรียนอยู่แล้วก็ยังได้ค่าขนมจากคุณพ่อคุณแม่พอมาทำงาน คุณพ่อคุณแม่ก็ยังให้ค่าขนมอยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากมีเงินเดือนประจำแล้วก็ยังได้ค่าขนมเหมือนเดิมด้วย น้องถามว่าค่าขนมตรงนี้ ต้องเอาไปยื่นเป็นเงินได้ของตัวเองด้วยหรือเปล่า พี่เก่งก็เลยบอกน้องว่าตัวกรณีที่เป็นค่าเลี้ยงดูที่พ่อแม่ให้เราอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะให้มากเท่าเดิมหรือว่าให้น้อยลงก็แล้วแต่เงินตรงนี้ไม่ต้องนำไปเสียภาษีเนื่องจากว่าเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นเนื่องจากบุพการีให้กับทางบุตรของเรา ก็ไม่ต้องเอาตัวนี้มารับรู้เป็นรายได้ น้องเองก็ยิ้มแก้มปริเลยค่ะก็ถือว่าก็ได้เงินค่าขนมโดยที่ไม่ต้องเสียภาษีค่ะ เคสนี้ก็น่าจะเป็นเคสน่ารักพี่เก่งอยากแชร์พวกเรานะคะ ก็เป็นคำถามที่น้องๆ ถามเข้ามาในไลน์แอด พี่เก่งก็พยายามตอบทุกวัน อาจจะตอบช้าบ้างเร็วบ้างก็ต้องขออภัยน้องๆ ด้วยนะคะ ก็ถ้าใครมีคำถามก็สามารถสอบถามเข้ามาได้ พี่เก่งก็ขอสรุปคลิปนี้ไว้ประมาณนี้นะค่ะ เดี๋ยวเจอกันคลิปหน้าค่ะ ขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถามมากกว่านั้นคิด 5,000 บาท/ชม.แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบโทรศัพท์: 25,000 บาท/ 2 ชม.บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 081-648-7459 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.)บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 081-6487459 (พี่เก่ง) LINE ID: @kengbuncheeบริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ### รับทำวีซ่า (VISA) และขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้บริการรับทำวีซ่า NON-B และ Visa NON-O ขอใบอนุญาตให้ชาวต่างชาติ ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต่อใบอนุญาตทำงาน (Work Permit Extension) เปลี่ยนประเภทวีซ่าให้กับชาวต่างชาติรับขอวีซ่า (สำหรับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาประเทศไทย)• วีซ่าทำงาน (Non-Immigrant Visa B)• วีซ่าติดตามครอบครัว (Non-Immigrant Visa O) Family/Follower• วีซ่าแต่งงาน (Non-Immigrant Visa O) Thai Spouse• รับขอวีซ่านักศึกษา Non-Immigrant Visa ED (Non-ED)• รับต่อวีซ่า (Visa Extension)• รับขอวีซ่า (Visa) อื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม  สนใจบริการรับทำวีซ่า (VISA) ### EP.1 ถาม-ตอบ จากแชทไลน์ (LINE) ประเด็น คำถามที่ลูกค้าถามเข้ามา สวัสดีค่ะพี่เก่งนะคะ วันนี้พี่เก่งจะมาเล่าเกี่ยวกับเรื่อง คำถาม-คำตอบ ของลูกค้าที่สอบถามเข้ามาในไลน์แอด เนื่องจากช่วงนี้น้องๆ มีการสอบถามเข้ามาในไลน์แอดค่อนข้างจะเยอะ พี่เก่งเลยอยากจะแชร์คำถามคำตอบให้กับพวกเราได้ฟังกันรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/ZaGABjO2b5w เนื้อหาประกอบคลิปบรรยาย รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม คำถามแรกค่ะ มีน้องท่านหนึ่งไลน์เข้ามาสอบถาม ว่ากำลังจะเปิดร้านขายหมูสดหน้าโรงงานแห่งหนึ่ง แล้วก็น้องก็มีเงินเดือนประจำอยู่กำลังจะ ให้เช่าออฟฟิศที่หนึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ก็เลยจะปล่อยให้เช่า น้องก็ถามว่าถ้าเกิดมีรายได้จากการขายหมู ซึ่งตัวของการขายหมูเองก็ยังไม่สารถบอกได้ว่าจะยอดขายมากขนาดไหน แล้วก็มีรายได้จากการให้เช่าตึกอาคารพาณิชย์ ซึ่งตัวนี้เองมีรายได้อยู่มาประมาณสักเดือนละ 9,000 บาท ทีนี้ค่ะน้องก็ถามคำถามพี่เก่งว่าถ้ามีรายได้จากสองช่องทางจะเริ่มต้นในรูปแบบทำธุรกิจในรูปแบบไหน จะเป็นรูปบริษัทดีไหมหรือว่าทำไมนามบุคคลธรรมดานะคะ กรณีนี้พี่เก่งอยากอธิบายพวกเราอย่างนี้ค่ะว่า ในเรื่องของการทำธุรกิจเริ่มต้น อย่างเช่นธุรกิจขายหมู อันนี้เป็นธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT ไม่มีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวข้องเราก็สามารถจะรับรู้รายได้ทั้งหมดเลย แล้วก็ไม่ต้องนำส่งเรื่องของภาษีขาย ส่วนเรื่องของตัวค่าเช่าออฟฟิศ หรือเช่าตึกอาคารพาณิชย์ อันนี้ค่ะก็เป็นธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT เช่นเดียวกันก็จะเห็นว่าทั้งสองธุรกิจไม่มีเรื่อง VAT มาเกี่ยวข้องก็เหลือเรื่องของภาษีบุคคลธรรมดาอย่างเดียว พี่เก่งก็ดูเรื่องตัวเลขแล้วก็ดูเรื่องของการเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็แนะนำน้องไปว่าควรจะเริ่มต้นในรูปของบุคคลไปก่อน ก็คือยังไม่ต้องไปจดเป็นรูปบริษัทเนื่องจากว่าถ้าเราค่อยๆ ทำไปแล้ว แล้วถ้าธุรกิจมันดีแล้วค่อยจดเป็นรูปบริษัทก็ยังไม่สายเกินไป เนื่องจากเรื่องของการจดเป็นรูปบริษัท จดง่ายก็จริงแต่ตอนเลิก เลิกยากนะคะก็อยากให้น้องๆ ดูประเด็นนี้เป็นหลักด้วย สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจทุกอย่างอยากให้ทำให้รูปของบุคคลธรรมดาไปก่อนอย่างเช่น ตัวขายหมูสดที่หน้าโรงงาน ถ้าธุรกิจมันไปได้ดี เราค่อยขยายธุรกิจแล้วก็ค่อยจดเป็นรูปบริษัทก็ได้ ก็ยังมีแนวทางที่จะขยายธุรกิจหรือว่ามีแนวทางที่จะพิจารณาในอนาคตได้ อันนี้ก็ไม่ต้องใจร้อนใจเย็นๆแล้วค่อยๆทำไปนะคะ คำถามที่ 2 ค่ะ มีน้องท่านหนึ่งค่ะก็ไลน์เข้ามาถามเช่นเดียวกันว่ามีรายได้จากการเป็นนายหน้าขาย อสังหาริมทรัพย์ ยอดขายประมาณสักปีหนึ่งประมาณสองล้านบาทแล้วก็กำลังจะเริ่มทำเกี่ยวกับเรื่องของนายหน้าประกันชีวิต น้องก็ปรึกษาว่าถ้ายอดขายประมาณนี้ค่ะ คือมีค่าคอมมิชชั่นจาก อสังหาฯสองล้านแล้วก็ตัวนายหน้าจากประกันน้องยังไม่ได้บอกว่าตัวเลขเท่าไรนะว่ากำลังเพิ่งจะเริ่มสอบอนุญาต แล้วน้องก็ถามว่าควรจะจดเป็นรูปบริษัทเลยไหม อันนี้ก็เป็นคำถามที่น้องๆ ส่วนใหญ่มีคำถามเยอะ ว่าพอเริ่มทำธุรกิจแล้วก็จะจดเป็นรูปบริษัท อันนี้ประเด็นของน้องเคสนี้ พี่เก่งแนะนำไปว่าต้องลองดูว่าธุรกิจนายหน้าอสังหาฯ เรานะหรือว่านายหน้าขายประกันชีวิต ค่าใช้จ่ายหลักๆ เรามีอะไรบ้างเพราะเนื่องจากธุรกิจนายหน้าฯ ค่าใช้จ่ายไม่ค่อยมีนะคะการจะเป็นรูปบริษัทเราต้องทำบัญชีแบบรับจริง-จ่ายจริง ก็คือรายรับที่เข้ามาก็ต้องรับรู้ในฝั่งของบริษัทแล้วก็รายได้คอมมิชชั่น ทั้งสองอย่างทั้งนายหน้าอสังหาฯ นายหน้าประกันชีวิต เป็นรายได้ที่ต้องเข้า VAT นั้นประเด็นเรื่อง VAT เราหลบไม่ได้ ก็ต้องนำส่ง VAT ทุกเดือนด้วย แล้วก็เป็น VAT ที่ต้องนำส่งเฉพาะ VAT ขายด้วยนะคะเนื่องจากภาษีซื้อก็ไม่ค่อยมี สำหรับธุรกิจตรงนี้ แล้วก็เรื่องค่าใช้จ่ายพี่เก่งแนะนำน้องท่านนี้ลองดูว่าในการทำธุรกิจของน้องทั้งตัวนายหน้าอสังหาฯ แล้วก็ตัวนายหน้าประกันชีวิต มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเช่น มีเรื่องของค่าโฆษณาไหม มีเรื่องของต้นทุนในการจัดบูธ หรือว่าต้นทุนในเรื่องของการทำ Marketing ต่างๆ นะคะ ธุรกิจลักษณะแบบนี้ค่าใช้จ่ายมันน้อยพี่เก่งก็ลองให้น้องค่อยๆ ไล่เรียงลำดับดูว่าถ้าค่าใช้จ่ายเรามีเยอะมากพอก็แนะนำให้เปิดเป็นรูปบริษัท เพราะจะคุ้มกว่าเพราะฐานภาษีเองพอเวลาที่คำนวณภาษี ถ้ากำไรเราไม่เยอะ มีค่าใช้จ่ายไปหักมันเยอะ กำไรไม่เยอะก็ทำให้ภาษีมันน้อยนะคะ แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวล ก็ต้องดูบนข้อมูลความเป็นจริงพี่เก่งยังมองว่าธุรกิจตัวนี้นะคะทำเป็นรูปของบุคคลธรรมดายังพอได้ เนื่องจากว่า ยอดขายยังไม่สูงเท่าไหร่แล้วก็ในเรื่องของตัวการจัดการเรื่องงานเอกสารไม่ยุ่งยากด้วย เพราะว่าการทำในนามบุคคลธรรมดาเองเนี่ย ถ้ายอดขายเราอยู่ประมาณสัก 2 ล้าน สองล้านกว่าๆ แล้วเราสามารถที่จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจมาหักได้โดยเลือกใช้หักตามจริง กำไรก็ไม่สูงมากเกินไปเราก็หักลดหย่อนต่างๆ ก็ตัวฐานภาษีก็จะไม่สูงมากเกินไป แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องของการทำบัญชีด้วย ก็เลยอยากให้ น้องท่านนี่ค่ะ อยากให้พิจารณาในเรื่องของการเตรียมเอกสารต่างๆด้วยนะว่ามันคุ้มหรือเปล่าแล้วก็สามารถที่จะทำได้รึเปล่าด้วยนะคะ คำถามที่ 3 ค่ะ ก็เป็นเรื่องของคำถามกับรอบบัญชี มีน้องท่านนึงค่ะไลน์เข้ามาถามว่าเพิ่งจะเปิดบริษัทเมื่อวันที่ 11 เดือน 11 ปีที่แล้ว ปี 2564 ถามว่าจะต้องมีการปิดบัญชีของรอบ 31 ธันวาคมปี 2564 รึเปล่า อันนี้คำถามลักษณะนี้ก็ถามเข้ามาเยอะนะคะพี่เก่งให้คำแนะนำน้องไปแบบนี้ ว่ากรณีที่เราเปิดบริษัทเราก็ไปดูที่ข้อบังคับของบริษัทเราว่าในข้อบังคับได้มีการกำหนดไว้เรื่องของระบุรอบระยะเวลาบัญชีหรือเปล่า เราก็ดูอย่างนี้ค่ะตอนที่เราไปจ้างสำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายจดบริษัทต้องดูที่ว่าข้อบังคับของบริษัทเองได้มีการระบุเรื่องของการล็อกงวดไว้หรือเปล่าเพราะบางทีเป็นล็อกงวดไว้เป็นทุกวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ถ้าเป็นอย่างนี้ลักษณะแบบนี้ ถ้าเราเปิดวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2564 รอบแรกของเราก็ต้องปิดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เป็นรอบแรก รอบที่สองจะเป็นปิดทุกวันที่ 31 ธันวาคมปี 2565, 2566 เป็นต้นไป กรณีแบบนี้เขาเรียกว่าเป็นการลักษณะของการ ล็อกงวดบัญชีนะคะ ถ้าในกรณีหนึ่งข้อบังคับของบริษัทใช้ข้อบังคับของกระทรวงพาณิชย์ สมมุติว่าเปิดบริษัทวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2564 ถ้าไม่ได้ล็อกงวดไว้อย่างนี้ ก็สามารถที่จะปิดวันที่ 31 ตุลาคมปี 2565 เป็นรอบแรกได้ แล้วเราก็จะต้องปิดทุกวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีตลอดไปนะคะอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น้องๆทุกคนต้องระวังด้วยนะคะเพราะบางทีเราไม่รู้เรื่องตรงนี้ อาจทำให้ลืมการปิดงบได้นะคะ ที่นี้มีน้องอีกท่านหนึ่ง ก็สอบถามเข้ามาเหมือนกันว่าจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2564 ถามว่าจะต้องปิดงบสิ้นปีนี้หรือเปล่า พี่เก่งก็ให้น้องไปเช็คเหมือนกันว่าข้อบังคับของบริษัทยังไงบ้าง น้องก็ส่งตัวข้อบังคับให้พี่เก่งดูปรากฏว่าน้องท่านนี้ บริษัทไม่มีข้อบังคับนะคะพอไม่มีข้อบังคับก็แปลว่าไม่มีการล็อกงวดบัญชี ก็สามารถที่จะเลือกปิดเป็นรอบ 31 ธันวาคมของทุกปี หรือว่าจะเลือกปิดเป็นรอบ 30 มิถุนายนปีหน้าเป็นรอบแรกก็ได้ อันนี้ก็มีสิทธิ์เลือกเรื่องของรอบบัญชี พี่เก่งก็อธิบายน้องทั้งสองท่านไปแบบนี้นะคะ คำถามที่ 4 ค่ะ มีน้องท่านนึงค่ะก็ไลน์มาถามเช่นเดียวกัน ว่ากำลังลงทุนทำเป็นรูปของบริษัทแล้วก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของการปลูกต้นกัญชงได้มีการลงทุนในเรื่องของซื้อเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ต่างๆ แล้วก็ตัวโรงเรือน ลงทุนไปเกือบๆ สองล้านบาทและก็มีจ้างผู้รับเหมา ในการทำโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างปรากฏว่าเคสนี้ค่ะน้องท่านนี้เองเงินที่ออกไปทั้งหมดในการก่อสร้าง ก็จ่ายในนามส่วนตัวกรรมการสำรองจ่ายก่อนแล้วก็ทางฝั่งผู้รับเหมาเองก็บอกว่าไม่ให้หัก ณ ที่จ่ายด้วย เนื่องจากว่ากลัวการประเมินราคางานก่อสร้าง ผู้รับเหมาบอกว่าก็ลดราคาให้เยอะ ก็เลยไม่ให้เราหัก ณ ที่จ่าย น้องท่านนี้ก็เลยถามเข้ามาว่าอย่างนี้ผมสามารถที่จะเบิกเงินจากบริษัทคืนได้ไหมแล้วก็สามารถลงเป็นค่าใช้จ่าย หรือว่าลงเป็นทรัพย์สินบริษัท ได้รึเปล่า พี่เก่งแนะนำน้องทานนี้ไปแบบนี้ค่ะว่ากรณีถ้าลักษณะแบบนี้ เราเองกรรมการสามารถสำรองจ่ายแทนบริษัทได้ สามารถเบิกคืนได้แต่ว่าประเด็นนี้หลักฐานที่สำคัญคือเรื่องของภาษี หัก ณ ที่จ่ายเราจะต้องมีการ หัก ณ ที่จ่ายผู้รับเหมา เรื่องของการสร้างโรงเรือนมูลค่าล้านหนึ่ง สองล้านก็แล้วแต่เราต้องคุยกับผู้รับเหมาว่าเราขอหัก ณ ที่จ่าย โดยที่เราเป็นลักษณะของการออกภาษีแทนให้ก็ได้ สมมุติว่าค่าก่อสร้างหนึ่งล้านบาทเราก็ออกภาษีแทนให้เราก็เอาหนึ่งล้านบาทคูณ 3 แล้วก็หาร 97 ก็ออกมาเป็นตัวเลขภาษีตัวหนึ่งที่เราเป็นภาษีออกให้กับทางผู้รับเหมาตัวภาษีออกให้ ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายของฝั่งบริษัทเราด้วย สมมุติในกรณี ไม่ได้หัก ณ ที่จ่ายเลยในฝั่งบริษัทเองก็จะไม่สารถลงใช้จ่ายได้ ก็เสียผลประโยชน์ในเรื่องนี้ไป พี่เก่งก็เลยแนะนำว่าอยากให้น้องทำให้ถูกต้องก็คุยกับทางผู้รับเหมาดู ทั้ง 4 คำถามก็เป็นคำถามน้องๆที่สอบถามไลน์แอดนะคะ ตอนนี้พี่เก่งก็มีช่องทางติดต่อพี่เก่งหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นเพจ เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา หรือว่าไลน์แอดของ Greenpro KSP น้องๆ สามารถจะสอบถามคำถามเข้ามาได้พี่เก่งก็จะทยอยตอบให้น้องๆ พี่เก่งก็ขอสรุปคลิปนี้ไว้ประมาณนี้นะคะเดี๋ยวเจอกันในคลิปหน้า ขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถามมากกว่านั้นคิด 5,000 บาท/ชม.แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบโทรศัพท์: 30,000 บาท/ 2 ชม.บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbuncheeโทรศัพท์: 081-648-7459 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.)บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 081-6487459 (พี่เก่ง) LINE ID: @kengbuncheeบริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ### กรณีศึกษา การจดเปลี่ยนแปลง ประเด็นคำถามจากลูกค้าที่น่าสนใจ พี่เก่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องการจดเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัทมาเล่าสู่กันฟัง แบ่งเป็นสามกรณีด้วยกัน ซึ่งได้รวบรวมคำถามจากลูกค้าที่ได้สอบถามเข้ามา #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/nqVhJC-SP9U —————————– เนื้อหาประกอบคลิปบรรยาย รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม กรณีแรก มีลูกค้าท่านหนึ่ง โทรปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องของความไม่สบายใจกับการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ร่วมลงทุนกับเพื่อน เนื่องจากตอนนี้เพื่อนเองเนี่ยต้องการจะเอาห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ได้ร่วมลงทุนด้วยกันไปกู้เงินจากธนาคาร น้องคนที่โทรมาเป็นผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นอยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเพื่อนอีกคนถือหุ้นอยู่ 90% ที่นี้การที่เพื่อนอีกคนนึงค่ะต้องการจะไปกู้เงินแบงก์แล้วก็มาทำธุรกิจเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เพื่อนคนนี้เองก็ไม่ค่อยสบายใจ ไม่อยากจะเป็นหนี้แบงก์ก็เลยจะขอถอนหุ้นออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่ปรากฏว่ามีการพูดคุยกับเพื่อนแล้ว เพื่อนที่เป็นหุ้นใหญ่ซึ่งเป็นตำแหน่งหุ้นส่วนผู้จัดการ ปรากฏว่าเพื่อนเองก็ไม่ยินยอม ไม่ยินยอมที่จะให้ถอนชื่อออก แล้วก็ไม่ยอมเซ็นเอกสารเรื่องการจดเปลี่ยนของการเป็นหุ้นส่วนให้เพื่อน น้องคนนี้ก็เลยไม่สบายใจก็โทรปรึกษาพี่เก่งว่าถ้ากรณีแบบนี้ทำยังไงบ้างนะคะ พี่เก่งก็ได้สอบถามข้อมูลบางส่วนว่ามีปัญหาข้างในกันรึเปล่า ทำไมถึงไม่ยอมเซ็นเอกสารกันน้องคนนี้ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม พี่เก่งก็เลยแนะนำเคสนี้ไปแบบนี้ ก็คงต้องให้คุยกันว่าให้เพื่อนหาหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งมาแทนเราแล้วก็คุยกันดีๆ แล้วก็ให้เพื่อนยอมเซ็นเอกสารว่าจะถอนชื่อออกจากการเป็นหุ้นส่วนค่ะแล้วก็ให้เพื่อน เอาหุ้นส่วนอีกคนที่เป็นคนของทางฝั่งเขามาเป็นหุ้นส่วนแทนเรา เนื่องจากว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดยังไงก็ ต้องมีหุ้นส่วนสองคน ไม่งั้นก็จะไม่ตรงตามเงื่อนไขของกฎหมาย ที่นี้ค่ะพี่เก่งก็ลองแนะนำน้องไปแบบนี้ก็ลองให้คุยกันดีๆนะคะว่าพอที่จะยืดหยุ่นหรือว่าคุยกันได้หรือเปล่า เคสนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ถ้าเกิดทางหุ้นส่วนใหญ่ไม่ยอมเซ็นเอกสารให้เรานะคะ ก็ไม่มีทางอื่นที่จะออก นอกจากต้องไปฟ้องร้องกัน ซึ่งก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพราะมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เสียค่าใช้จ่ายกันเยอะนะคะ ค่ะเคสนี้พี่เก่งก็แนะนำน้องไปลักษณะแบบนี้ค่ะ กรณีที่สอง เป็นเคสของลูกค้าที่โทรเข้ามาเรื่องของการจดเปลี่ยนแปลงที่อยู่นะคะธุรกิจของลูกค้าท่านนี้ เป็นรูปบริษัทต้องการจะย้ายที่อยู่จากแถวสีลมไปอยู่ที่เขตพระโขนง ซึ่งตัวบริษัทเองได้มีการจดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แล้วก็ได้มีการจดประกันสังคมแล้วเช่นกันค่ะทีนี้เคสนี้ค่ะลูกค้าก็โทรปรึกษาว่ากรณีที่จดเปลี่ยนแปลงที่อยู่นี้ จะต้องไปจดที่ไหนบ้างนะคะ พี่เก่งอธิบายไปว่าการจดย้ายที่อยู่น่ะค่ะก็จะต้องมีการไปจดที่กระทรวงพาณิชย์ หลังจากนั้นก็จะต้องไปแจ้งที่สรรพากรแล้วก็ไปแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ที่ประกันสังคม ซึ่งตอนแรกเคสนี้ลูกค้าเองเข้าใจว่าจดที่กระทรวงพาณิชย์ทีเดียวก็เพียงพอ เข้าใจว่าไม่ต้องไปจดที่สรรพากร จดที่ประกันสังคมพี่เก่งอธิบายเป็นว่ายังไงก็จดทั้งสามที่ ทีนี่พี่เก่งขออธิบายเพิ่มเติมในตัวนี้นิดนึง ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีการไปจดแก้ไขทั้งสามหน่วยงาน ถ้าเรามีการเข้าประกันสังคมมีการเข้าภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะมีเรื่องของการจดเปลี่ยน แต่เราไม่ต้องไปจดแจ้งที่สรรพกร หรือประกันสังคม อย่างเช่น กรณีจดเปลี่ยนแปลงกรรมการเข้าออก เช่นกรรมการเข้าใหม่, กรรมการออก อันนี้ไม่ต้องไปแจ้งที่สรรพากรค่ะ แล้วก็กรณีจดเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการค่ะอย่างเช่นตอนแรกเป็นกรรมการ หนึ่งคนเซ็นคนเดียวนะคะแล้วก็มีการเพิ่มอำนาจกรรมการและกรรมการเพิ่มเติมมาเป็นการเซ็นคู่กัน อันนี้ไม่ต้องไปจดที่สรรพากร แต่ว่ายังไงเคสนี้ต้องไปจดที่ประกันสังคม เนื่องจากว่าที่ประกันสังคมข้อมูลยังไม่มีการ Link กันนะคะ แล้วอีกกรณีนึงค่ะอย่างเช่น การจดเรื่องของการเพิ่มทุนและการลดทุน เคสนี้ก็ไม่ต้องไปจดที่สรรพากร แล้วก็ไม่ต้องไปจดที่ประกันสังคมค่ะซึ่งในการเรื่องของจดเปลี่ยนแปลงก็มีความละเอียดเรื่องของการใช้เอกสารแล้วก็การเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่หน่วยงานต่างๆที่เรามีความเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะต้องให้ทางสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานกฎหมายเป็นคนดำเนินการให้นะคะ เพราะลูกค้าบางคนจดแล้วก็เอกสารไม่ถูกต้องก็เสียเวลากันหลายรอบนะคะ กรณีที่สาม อีกเคสนึงค่ะเดี๋ยวพี่เก่งเล่าให้ฟังนะคะว่าก็จะเป็นลูกค้าที่มาจดทะเบียนพาณิชย์โทรมาปรึกษาพี่เก่งว่าต้องการจะทำร้านกาแฟแล้วก็เป็นเรื่องของขายกาแฟขายชานม แล้วก็มีขายเบเกอรี่นิดหน่อยนะคะ ลูกค้าท่านที่ปรึกษาว่าเขาจะใช้สถานที่จดทะเบียนพาณิชย์ทำร้านกาแฟซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกันกับของธุรกิจของคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อก็จดทะเบียนพาณิชย์เช่นเดียวกันค่ะแต่ว่าคุณพ่อทำเกี่ยวกับเรื่องของขายพวกแสตนเลส ลูกค้าถามว่าสามารถใช้ที่อยู่เดียวกันได้รึเปล่านะคะแล้วก็ต้องไปจดอะไรบ้างที่หน่วยงานไหนบ้าง พี่เก่งอธิบายน้องท่านนี้ไปหลายเรื่อง อย่างเช่นเรื่องคำถามที่น้องถามว่าสามารถใช้สถานที่ตั้งเดียวกันได้ไหม อันนี้ได้นะคะ เพียงแต่ว่าจะต้องจัดสัดส่วนให้เป็นระเบียบว่าร้านกาแฟเราอยู่โซนนี้ ร้านขายแสตนเลสอยู่โซนนี้สามารถใช้ทะเบียนบ้านเดียวกันได้ในการจดทะเบียนพาณิชย์อีกหนึ่งใบ ทีนี่น้องเองก็มีคำถามว่าตอนจดทะเบียนพาณิชย์ จะต้องจดภายในกี่วัน แล้วก็ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างตอนที่จดทะเบียนพาณิชย์จะต้องจดหลังจากที่เราเปิดดำเนินการประกอบการร้านกาแฟแล้ว ภายในสามสิบวัน แล้วก็เอกสารที่ต้องใช้ ในการจดทะเบียนพาณิชย์ก็จะมีเรื่องของ1.สำเนาทะเบียนบ้าน2.ที่ตั้ง แล้วก็บัตรประชาชนของคุณพ่อที่เป็นเจ้าของสถานที่ ต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ รวมในเรื่องของตัวกรรมสิทธิ์ที่ตั้งร้านด้วยนะคะ แล้วก็ตอนที่เราไปจดทะเบียนจะต้องมีรูปถ่ายของร้านว่าร้านกาแฟเรารูปร่างหน้าตา เป็นยังไงบ้าง แล้วก็อีกอย่าหนึ่งร้านอาหาร หรือว่าร้านขายกาแฟจะต้องไปขออนุญาตเรื่องของการขอ ใบอนุญาตสะสมอาหาร ซึ่งอันนี้ก็ต้องไปจดที่สำนักงานเขต โดยรายละเอียดก็จะต้องมีเรื่องของการไปขออนุญาตแล้วก็ให้พนักงานของเรา ไป ตรวจโรคเก้าโรค ที่โรงพยาบาล แล้วก็ต้องมีการอบรมด้วยนะคะ ซึ่งในขั้นตอนตรงนี้เองเนี่ยก็สามารถที่จะปรึกษาทางทีมงานพี่เก่งหรือว่าที่จะใช้บริการทางพี่เก่งก็ได้นะคะ ในเรื่องของการจดทะเบียนตรงนี้นะคะ ทีนี้ค่ะเดี๋ยวพี่เก่งขอสรุปอย่างนี้นะคะว่าในเรื่องของการจดเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะจดเปลี่ยนแปลงที่อยู่ จด เปลี่ยนแปลงกรรมการ-เข้าออก หรือว่าจดเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ นะคะรวมถึงเคสที่พี่เก่งเล่าให้ฟังทั้งหมดสามเคสในส่วนนี้ทางทีมงานของพี่เก่ง แล้วก็บริษัทของพี่เก่งเองก็มีบริการจะดูแลส่วนนี้ให้กับน้องๆทุกคนนะคะเผื่อน้องๆท่านใดมีการที่อยากจะจดเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ แล้วก็อาจจะไม่สะดวกเรื่องเวลาเราก็เรื่องของการเตรียมเอกสารนะคะทางทีมงานของพี่เก่ง แล้วก็น้องๆ ก็ยินดีที่จะให้บริการได้นะคะในเรื่องตรงนี้ สามารถโทรปรึกษาก่อนก็ได้นะคะค่ะพี่เก่งก็ขอสรุปคลิปนี้ไว้ประมาณเท่านี้นะคะ แล้วเจอกันในคลิปหน้าค่ะขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถาม มากกว่านั้นคิด 5,000 บาท/ชม. แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบ โทรศัพท์: 25,000 บาท/ 2 ชม. บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 081-648-7459 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.) บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 081-6487459 (พี่เก่ง) LINE ID: @kengbunchee #บริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “ โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #กรณีศึกษา #การจดเปลี่ยนแปลง #ประเด็นคำถาม #จากลูกค้าที่น่าสนใจ ### กรณีศึกษา-การวางแผนภาษีธุรกิจขายกระเป๋าแบรนด์เนม มีลูกค้าติดต่อพี่เก่ง ปรึกษาเรื่องการวางแผนภาษีธุรกิจขายกระเป๋าแบรนด์เนม ลูกค้ามีการเปิดบริษัท และจดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว แต่จะมีการดำเนินธุรกิจบางส่วนเกี่ยวข้องกับรูปแบบบุคคลธรรมดา พี่เก่งให้คำแนะนำด้านการวางแผนภาษีกรณีนี้อย่างไร?รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/8y-xnpXVf9E เนื้อหาประกอบคลิปบรรยาย รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม มีลูกค้าท่านหนึ่งโทรมาปรึกษาเก่ง น้องเล่าให้ฟังว่าทำธุรกิจขายกระเป๋าแบรนด์เนม แล้วก็มีความกังวลเรื่องของรายรับ – รายจ่าย เข้าออก บัญชีค่อนข้างจะเยอะ น้องก็เล่าให้ฟังว่าน้องมีการเปิดบริษัทขึ้นมา 1 บริษัท เมื่อประมาณ ปี-สองปีที่แล้ว และก็มีการจดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ทีนี้เรื่องราวนั้นมีความซับซ้อนกว่านั้นเนื่องจากว่าตอนที่น้องเขาเอารายได้เข้าบริษัท ตอนที่มีการซื้อขายกระเป๋า ก็น้องเขาจะมีการให้ลูกค้าเวลาขายกระเป๋าได้ ก็จะโอนเงินเข้าบัญชีของกรรมการก่อน หลังจากนั้นก็มาดูว่าทุกสิ้นเดือน มาดูว่าจะโอนรายได้ส่วนไหนเข้าบริษัทบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เนื่องจากน้องมีความกังวลเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะว่าถ้าเอายอดขายเข้าทั้งหมดในนามของบริษัทก็จะทำให้มีภาษีมูลค่าเพิ่มค่อนข้างจะเยอะ เนื่องจากธุรกิจขายกระเป๋าแบรนด์เนมเวลาเราซื้อกระเป๋าลูกค้าเข้ามา ตัวด้านฝั่งซื้อค่ะจะไม่มีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีซื้อเลยเนื่องจากเราซื้อจากบุคคลคนธรรมดา (ที่ไม่ได้จดเข้า VAT) แต่ตอนที่เราขายออกไป ธุรกิจของบริษัทน้องมีการจดเข้า VAT แล้วทุกครั้งของการขาย ต้องมีการนำส่งภาษีขายด้วยดังนั้นในเรื่องการนำส่งภาษีขาย ต้องมีการนำส่งรายได้เจ็ดเปอร์เซ็นต์ จากยอดของรายได้ทั้งหมดเลย ถ้าสมมุติว่ารายได้หนึ่งล้านบาท น้องก็ต้องเอา 7% คูณกับรายได้ และต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยจำนวนเงินประมาณ 7 หมื่นบาท ซึ่งไม่มีภาษีซื้อไปหัก ลักษณะนี้น้องก็เลยใช้วิธีการให้ลูกค้า โอนเงินเข้าบัญชีของตัวเองก่อนแล้วก็คอยดูว่าแต่ละเดือนะจะรับรู้รายได้ในฝั่งบริษัทเท่าไหร่ซึ่งลักษณะแบบนี้พี่เก่งดูแล้ว จะทำให้เรื่องของความเสี่ยงเรื่องภาษีมากขึ้น ในการทำงานน้องก็มีการทำเพจขึ้นมานะคะเพื่อจะเป็นการที่จะหาลูกค้าจากเพจแล้วก็มีการจ่ายค่าโฆษณา Facebook เดือนหนึ่งก็หลายบาทอยู่ แล้วก็ในเรื่องทีมงานหลังบ้านทั้งเซลล์ขาย แล้วก็น้องที่เป็นน้องแอดมิน น้องธุรการก็มีอยู่ประมาณ สัก 5-6 คนทีนี้ในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผ่านมาน้องเองก็ในเรื่องของรายได้ที่พี่เก่งเล่าให้ฟัง มีการจัดสรรเรื่องตัวเลข ในฝั่งค่าใช้จ่ายของบริษัทเอง ก็ไม่ค่อยได้เอาเข้าบริษัททั้งหมด เรื่องของเงินเข้าเงินออกจะเดินในฝั่งของบัญชีกรรมการส่วนใหญ่โดยบัญชีกรรมการ น้องก็มีการเปิดบัญชีหลายธนาคาร หลายบัญชี ซึ่งทำให้ในเรื่องของความเสี่ยงเรื่องของ (e-payment) กรณีที่สรรพากรจะทราบข้อมูลของน้องได้ เนื่องจากว่ากฎหมาย (e-payment) บัญชีที่จะถูกส่งข้อมูลนั้นเป็นได้ทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ 1.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป2.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งและมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไปและจากเงื่อนไขข้อ 1 นั้น หากบัญชีเรามียอดรายการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชี ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป ไม่ว่ายอดเงินจะเท่าไหร่ก็จะถูกนำส่งข้อมูล ส่วนเงื่อนไขข้อ 2 นั้น จะต้องประกอบกัน 2 อย่าง คือ มียอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปถึงจะถูกนำส่งข้อมูล ซึ่งกรณีนี้ก็จะมีความเสี่ยงทั้งฝั่งกรรมการ และก็บัญชี ภาษีของฝั่งบริษัท เคสนี้พี่เก่งก็ฟังข้อมูลจากน้องที่เล่าให้ฟังทั้งหมด แล้วก็มีการแนะนำไปประมาณสามประเด็นอีกนิดหนึ่งลืมเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ปัจจุบันในกระเป๋าที่ Stock ของน้องที่ยังไม่ได้เข้าในนามบริษัท น้องมีกระเป๋า ที่เป็น Stock ซึ่งอยู่นอกบัญชีซึ่งก็เป็นตัวเลขที่มีสาระสำคัญ พี่เก่งก็ได้แนะนำน้องประมาณสามประเด็น ประเด็นแรก เราต้องทำสัญญาฝากขายกับทางลูกค้าเราพอเมื่อไหร่เราขายสินค้าได้แล้วเราค่อยนำส่ง1.ทุกครั้งของการขาย การจับคู่รายได้ และรายจ่ายจะต้องมีการทำสัญญาฝากขายกันเกิดขึ้น2.เรื่องของกระแสเงินสดก็ต้องมีการเอาเงินเข้า-เงินออกให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าเมื่อในอดีต ซึ่งอันนี้เองก็ต้องจัดการเรื่องระบบหลังบ้านให้ดีขึ้น ประเด็นที่สอง เรื่องสต๊อก (Stock) ลูกค้ามีมูลค่า Stock ค่อนข้างจะเยอะก็อยากจะทำมันถูกต้อง พี่เก่งแนะนำว่าให้เอาทยอยเข้านะคะเนื่องจากมูลค่าสินค้าเยอะการที่จะต้องมีการซื้อเข้ามาในฝั่งบริษัทเอง ก็จะต้องใช้เงินสดจำนวนมาก พี่เก่งก็แนะนำว่ากรณี Stock สินค้าถ้าเดือนนั้นมีการขายกระเป๋าที่เป็นสินค้าเก่าก็ให้ค่อยๆ ทยอยรับรู้ทยอยซื้อจากกรรมการเข้ามาเพื่อให้เงินสดจะไม่ค่อยติดขัด และทำให้ flow ของเอกสารมีความคล่องตัวมากขึ้น ประเด็นที่สาม เรื่องของฝั่งค่าใช้จ่ายพี่เก่งได้มีการแนะนำน้องว่า ให้น้องตั้งเรื่องของตัวเงินเดือนกรรมการ เพราะว่ากรรมการเองก็มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวข้างจะเยอะ ก็ให้น้องตั้งเงินเดือนกรรมการทั้งสองท่าน แล้วก็ให้เอาเงินเดือนของพนักงานทั้งหมดเข้าในรูปของบริษัทและก็ทำในเรื่องของประกันสังคมให้ถูกต้องด้วย ในเรื่องของค่าโฆษณา Facebook เรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการที่จะต้องจ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ค่านายหน้า เรื่องของค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน รวมถึงกระทั่งเรื่องของการใช้จ่ายในออฟฟิศต่างๆ ให้เปิดบิลในนามบริษัทเพื่อจะให้ทางบริษัทเอง มีค่าใช้จ่ายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วเรื่องของการตั้งค่าเช่าออฟฟิศ การตั้งค่าเช่ารถจากกรรมการ ก็ต้องให้มีการวางแผนด้วยนะคะ เนื่องจากธุรกิจมีกำไรค่อนข้างจะเยอะ ก็ต้องวางแผน เรื่อง ค่าใช้จ่ายให้ดีแล้วก็คำนวณเรื่อง ภาษี วางแผน ต่างๆ ให้มีความราบรื่นแล้วก็จะได้สบายใจในเรื่องของฝั่งบริษัท และก็ทางเรื่องของฝั่งกรรมการด้วยนะคะ พี่เก่งก็ขอสรุปคลิปนี้ไว้เท่านี้ไว้เจอกันในคลิปหน้า ขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป ปรึกษาฟรี! 3 คำถาม มากกว่านั้นคิด 5,000 บาท/ชม. แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบ โทรศัพท์: 25,000 บาท/ 2 ชม. บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วางแผนด้านตัวเลข …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 081-648-7459 —————————– สนใจบริการ ด้านบัญชี ภาษี, จดทะเบียนนิติบุคคล (จดจัดตั้ง จดเปลี่ยนแปลง บริษัท, หจก.) บริการด้านบัญชี ภาษี โทร: 081-6487459 (พี่เก่ง) LINE ID: @kengbunchee #บริการด้านจดทะเบียนนิติบุคคล โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– บริการด้านจด VAT, ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ,ขอ VISA,ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จดมูลนิธิ,สมาคม, พิโกไฟแนนซ์, วางแผนภาษี “ โทร: 094 864 9799 LINE ID: @greenproksp —————————– สนใจคอร์สเรียนภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่ คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์ คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/ คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber) คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ —————————– ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ### ขอใบอนุญาตพิโกไฟแนนซ์หรือพิโกพลัส หลักเกณฑ์และรายละเอียดเบื้องต้น 1. ในกรณีพิโกไฟแนนซ์ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชนได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อลูกหนี้ต่อราย และสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ย กำไรจากการให้สินเชื่อ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่นใด รวมกันแล้วได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 36 ต่อปี (Effective Rate) หรือ ในกรณีพิโกพลัสต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชนได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อลูกหนี้แต่ราย โดย 50,000 บาทแรกสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ย กำไรจากการให้สินเชื่อ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่นใด รวมกันแล้วได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 36 ต่อปี (Effective Rate) ส่วนที่เหลือ 50,000 บาทหลังสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ย กำไรจากการให้สินเชื่อ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่นใด รวมกันแล้วได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 28 ต่อปี (Effective Rate) 2. ผู้ขออนุญาตต้องเป็นนิติบุคคล 3 ประเภท ดังนี้ 1.ห้างหุ้นส่วน  2.บริษัทจำกัด  3.บริษัทมหาชนจำกัด 3. นิติบุคคลที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับนั้นชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ทั้งนี้ชาวต่างชาติสามารถเป็นกรรมการได้ แต่ต้องไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจเซ็น 4. เป็นสินเชื่อที่ผู้ให้บริการทางการเงิน ที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non – Bank) 5. ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี หลังจากได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ 6. ผู้ประกอบการสินเชื่อรายย่อยให้บริการได้เฉพาะในจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ 7. ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดา ที่มีถิ่นที่อยู่ในจังหวัด หรือ มีภูมิลำเนา เดียวกับผู้ให้กู้ 8. เป็นสินเชื่อจะมีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกันก็ได้ 9. กรรมการ ผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือผู้ถือหุ้นของผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้ 1. เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย 2. เคยได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต 3. เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือ ผู้มีอำนาจในการจัดการที่ผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการดำเนินงานประการใดประการหนึ่ง 4. ฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนอย่างร้ายแรง 10. ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ ต้องแจ้งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังทราบถึงการเปิดสำนักงานสาขาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเปิดทำการสำนักงานสาขาดังกล่าว 11. ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ ที่ประสงค์จะย้ายสำนักงานสาขาหรือปิดสำนักงานสาขา ต้องแจ้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน 12. ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ ต้องปิดประกาศ ณ สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา เพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ก่อนที่ผู้บริโภคจะตกลงใช้บริการสินเชื่อรายย่อยภายในวันเดียวที่ผู้ประกอบธุรกิจประกาศหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดดังกล่าว เอกสารเบื้องต้นที่ใช้ในการขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อ 1. แบบคำขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ 2. สำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล มีอายุไม่เกิน 1 เดือน ก่อนวันยื่นขอหนังสืออนุญาต 3. สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ (กรณีบริษัท) 4. สำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น (กรณีบริษัท) 5. สำเนาข้อบังคับ (กรณีบริษัท) 6. แบบรับรองคุณสมบัติกรรมการ ผู้จัดการ และ/หรือผู้มีอำนาจในการจัดการทุกคน 7. ชื่อ ที่อยู่ปัจจุบัน เบอร์โทรศัพท์ ของผู้สอบบัญชี ประวัติการตรวจสอบบริษัท พร้อมสำเนาใบอนุญาตผู้สอบบัญชี 8. งบการเงินที่รับรองโดยผู้สอบบัญชีปีล่าสุด หรือหนังสือรับรองเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์มีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 5 ล้าน โดยต้องมีอายุไม่เกิน 7 วันก่อนวันยื่นหนังสือขออนุญาต 9. สำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมที่การมีมติเห็นชอบให้บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ 10. แผนการดำเนินธุรกิจการให้สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ 11. ภาพถ่ายสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขา (ถ้ามี) พร้อมแผนที่ตั้ง 12. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการ ผู้จัดการ และ/หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ 13. หลักฐานการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ถือหุ้นและกรรมการทุกท่าน ระยะเวลาการดำเนินการ โดยประมาณ 70-120 วัน ในสถานการณ์ปกติ 1. ทำแบบฟอร์ม และเตรียมเอกสารในการขอใบอนุญาตต่อสำนักงาน ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วันทำงานนับจากวันที่ได้รับข้อมูลและเอกสารจากลูกค้าครบถ้วนและถูกต้อง หลังจากนั้นส่งเอกสารและแบบฟอร์มให้ลูกค้าเซ็น 2. เมื่อได้รับเอกสารที่เซ็นคืนจากลูกค้าครบถ้วน ดำเนินการยื่นคำขอต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ภายใน 2-3 วันทำงาน 3. ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติ ตามกฎหมาย 60 วัน แต่ทั้งนี้อาจจะนานกว่าระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สนใจบริการรับขอใบอนุญาตพิโกไฟแนนซ์ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### กรณีศึกษา-การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน มีลูกค้ามาปรึกษาพี่เก่ง และนัดพูดคุยกันเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน มีประเด็นที่น่าสนใจจากกรณีศึกษานี้ 5 เรื่องด้วยกันที่พี่เก่งได้ยกเป็นตัวอย่าง รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม สำหรับท่านใดต้องการฟังแบบคลิปบรรยาย คลิกลิงก์ https://youtu.be/EQUhLQ4p7RM หรือรับชมได้จากคลิปด้านล่างบทความนี้ 1.ด้านการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งการนำเข้าแบ่งเป็น 2 ลักษณะ            1.1 การนำเข้าวัตถุดิบที่จะต้องโอนเงินค่าไปให้ supplier ก่อนถึงจะมีการส่งสินค้า ในกรณีนี้วันที่โอนเงินไปต่างประเทศ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันนั้นในการบันทึกบัญชี โดยไม่เกิดผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น รายการบันทึกบัญชี ดังนี้ วันที่จ่ายเงินค่าวัตถุดิบ            Dr. เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้า (Advance for goods)                       3,200                      Cr. เงินฝากธนาคาร                                                            3,200 วันที่วัตถุดิบถึงท่าเรือ            Dr. ซื้อสินค้า                                                          3,200                      Cr. เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้า (Advance for goods)                            3,200 1.2 การนำเข้าวัตถุดิบ โดยขอสินเชื่อกับธนาคาร ด้วยวิธีการเปิด LC ซึ่งได้เครดิตจากธนาคาร 60 วัน. กรณีนี้รายการบัญชีจะมีการบันทึกบัญชี 2 ขั้นตอน คือวันที่สินค้าถึงท่าเรือที่เมืองไทย (เงื่อนไขการซื้อเป็นแบบ CIF) และ วันที่จ่ายชำระให้กับทางธนาคารและจะรายการรับรู้กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน โดยการบันทึกบัญชี มีดังนี้            -วันที่วัตถุดิบส่งมาถึงท่าเรือเมืองไทย ณ.วันนี้สามารถบันทึกตามอัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนเข้าได้            (สมมุติว่านำเข้าวัตถุดิบ ที่ราคา 100 USD และอัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนขาเข้า = 32บาท/ 1 USD) รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ วันที่วัตถุดิบมาถึงท่าเรือ            Dr. สินค้าระหว่างทาง     (100* 32บาท/USD).                       3,200                      Cr. เจ้าหนี้ธนาคาร LC                                                          3,200 วันที่วัตถุดิบถึงบริษัท            Dr. ซื้อสินค้า                                                          3,200                      Cr. สินค้าระหว่างทาง                                                          3,200            -วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ LC ให้ธนาคาร การลงบันทึกบัญชีจะเกิด กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนดังนี้            (สมมุติ 33บาท/ 1 USD) รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้            Dr. เจ้าหนี้ธนาคาร LC                                               3,200                  กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน                            100                      Cr. ธนาคาร      (100* 33บาท/USD).                                           3,300 1.3 ถ้าในกรณี ณ.สิ้นรอบปีบัญชี และยังมีเจ้าหนี้ธนาคาร LC คงค้างอยู่ จะต้องมีการปรับมูลค่าของเจ้าหนี้ LC ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นรอบบัญชีด้วย อัตราซื้อของธนาคารแห่งประเทศไทย รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ (สมมุติ 33.5บาท/ 1 USD)            Dr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 ) 50                      Cr. เจ้าหนี้ธนาคาร LC                                                             50 2.ด้านการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายที่ต่างประเทศ ให้เครดิตลูกค้า 30 วัน เงื่อนไขการส่งมอบ CIF            2.1 วันที่ส่งออกสินค้าไปที่ต่างประเทศใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่ในใบขนขาออก โดยการมีรายการบันทึกบัญชี ดังนี้.  (สมมุติว่าขายสินค้าราคา 100 USD   และอัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนขาออก = 32บาท/ 1 USD)            Dr. ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ       (100* 32บาท/USD)        3,200                                  Cr. ขายสินค้าต่างประเทศ                                                      3,200            2.2 วันที่ลูกหนี้ต่างประเทศครบกำหนดชำระหนี้ และชำระเงินเข้ามา การลงบันทึกบัญชีจะเกิด กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน   (สมมุติ 33บาท/ 1 USD) รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้            Dr. เงินฝากธนาคาร       (100* 33บาท/USD).                               3,300                      Cr.ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ                                                              3,200.                           กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน                                                        100 2.3 ถ้าในกรณี ณ สิ้นรอบปีบัญชี และยังมีบัญชีลูกหนี้การค้าต่างประเทศคงค้างอยู่ จะต้องมีการปรับมูลค่าของลูกหนี้การค้าต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นรอบบัญชีด้วย อัตราขายของธนาคารแห่งประเทศไทย รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ (สมมุติ 33.5บาท/ 1 USD)            Dr. ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ                                                 50                      Cr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 )               50 3. กรณีที่มีบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นสกุลเงินดอลล่าสหรัฐอเมริกา            3.1 การลงบันทึกบัญชีของรายการที่เคลื่อนไหวในบัญชีนี้จะต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายการรับเข้า หรือจ่ายออก โดยให้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ ซึ่งจะเกิดกำไร(ขาดทุน)อัตราแลกเปลี่ยน ทุกครั้ง 3.2 ณ สิ้นรอบปีบัญชี จะต้องมีปรับมูลค่าของบัญชีเงินฝากธนาคารต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นรอบบัญชีด้วยอัตราขายของธนาคารแห่งประเทศไทย รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ (สมมุติ33.5บาท/ 1 USD ซึ่งก่อนหน้านั้นอัตราถัวเฉลี่ย อยู่ที่ 33 บาท/1 USD)            Dr. เงินฝากธนาคารบัญชีต่างประเทศ                                                   50                      Cr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 )               50 3.3 กรณีที่มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากบัญชีสกุล USD ไปบัญชีเงินบาท ที่อยู่ในธนาคารเดียวกัน หรือต่างธนาคาร ต้องบันทึกด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่โอน และรับรู้กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยอัตราขายของธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทย  รายการบันทึกบัญชีดังนี้ ( สมมุติ 33.5บาท/ 1 USD ซึ่งก่อนหน้านั้นอัตราถัวเฉลี่ย อยู่ที่ 33 บาท/1 USD)            Dr. เงินฝากธนาคารไทย                                             3,350                      Cr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 )               50                      เงินฝากธนาคารบัญชีต่างประเทศ                                             3,300 4. กรณีการคำนวณเสียภาษีนิติบุคคล บัญชี กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งที่เกิดขึ้นจริง (Realize) และรายการที่ปรับอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นรอบบัญชี (Unrealize) ตามหลักการของสรรพากร รับรู้เป็นรายการที่นำไปคำนวณภาษีนิติบุคคลทั้ง 2 ส่วน 5. กรณีเรื่องการใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 21 ตามมาตราฐาน IAS เรื่องผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงของอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในเรื่องนี้จะใช้มาตราฐานชุดนี้จะต้องปรับการบันทึกบัญชีเป็นชุดใหญ่ทั้งหมด และต้องปรึกษากับผู้สอบบัญชีของบริษัท แต่ตอนสิ้นปีที่ต้องทำงบการเงินส่งกระทรวงพาณิชย์ และ สรรพากร จะต้องแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท https://www.youtube.com/watch?v=EQUhLQ4p7RM ### กรณีศึกษา-การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน มีลูกค้ามาปรึกษาพี่เก่ง และนัดพูดคุยกันเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน มีประเด็นที่น่าสนใจจากกรณีศึกษานี้ 5 เรื่องด้วยกันที่พี่เก่งได้ยกเป็นตัวอย่าง รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม สำหรับท่านใดต้องการฟังแบบคลิปบรรยายคลิกลิงก์ https://youtu.be/EQUhLQ4p7RMหรือรับชมได้จากคลิปด้านล่างบทความนี้ 1.ด้านการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งการนำเข้าแบ่งเป็น 2 ลักษณะ            1.1 การนำเข้าวัตถุดิบที่จะต้องโอนเงินค่าไปให้ supplier ก่อนถึงจะมีการส่งสินค้า ในกรณีนี้วันที่โอนเงินไปต่างประเทศ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันนั้นในการบันทึกบัญชี โดยไม่เกิดผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น รายการบันทึกบัญชี ดังนี้ วันที่จ่ายเงินค่าวัตถุดิบ            Dr. เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้า (Advance for goods)                       3,200                      Cr. เงินฝากธนาคาร                                                            3,200 วันที่วัตถุดิบถึงท่าเรือ            Dr. ซื้อสินค้า                                                          3,200                      Cr. เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้า (Advance for goods)                            3,200 1.2 การนำเข้าวัตถุดิบ โดยขอสินเชื่อกับธนาคาร ด้วยวิธีการเปิด LC ซึ่งได้เครดิตจากธนาคาร 60 วัน. กรณีนี้รายการบัญชีจะมีการบันทึกบัญชี 2 ขั้นตอน คือวันที่สินค้าถึงท่าเรือที่เมืองไทย (เงื่อนไขการซื้อเป็นแบบ CIF) และ วันที่จ่ายชำระให้กับทางธนาคารและจะรายการรับรู้กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน โดยการบันทึกบัญชี มีดังนี้            -วันที่วัตถุดิบส่งมาถึงท่าเรือเมืองไทย ณ.วันนี้สามารถบันทึกตามอัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนเข้าได้            (สมมุติว่านำเข้าวัตถุดิบ ที่ราคา 100 USD และอัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนขาเข้า = 32บาท/ 1 USD) รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ วันที่วัตถุดิบมาถึงท่าเรือ            Dr. สินค้าระหว่างทาง     (100* 32บาท/USD).                       3,200                      Cr. เจ้าหนี้ธนาคาร LC                                                          3,200 วันที่วัตถุดิบถึงบริษัท            Dr. ซื้อสินค้า                                                          3,200                      Cr. สินค้าระหว่างทาง                                                          3,200            -วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ LC ให้ธนาคาร การลงบันทึกบัญชีจะเกิด กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนดังนี้            (สมมุติ 33บาท/ 1 USD) รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้            Dr. เจ้าหนี้ธนาคาร LC                                               3,200                  กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน                            100                      Cr. ธนาคาร      (100* 33บาท/USD).                                           3,300 1.3 ถ้าในกรณี ณ.สิ้นรอบปีบัญชี และยังมีเจ้าหนี้ธนาคาร LC คงค้างอยู่ จะต้องมีการปรับมูลค่าของเจ้าหนี้ LC ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ.วันสิ้นรอบบัญชีด้วย อัตราซื้อของธนาคารแห่งประเทศไทย รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ (สมมุติ 33.5บาท/ 1 USD)            Dr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 ) 50                      Cr. เจ้าหนี้ธนาคาร LC                                                             50 2.ด้านการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายที่ต่างประเทศ ให้เครดิตลูกค้า 30 วัน เงื่อนไขการส่งมอบ CIF            2.1 วันที่ส่งออกสินค้าไปที่ต่างประเทศใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่ในใบขนขาออก โดยการมีรายการบันทึกบัญชี ดังนี้.  (สมมุติว่าขายสินค้าราคา 100 USD   และอัตราแลกเปลี่ยนตามใบขนขาออก = 32บาท/ 1 USD)            Dr. ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ       (100* 32บาท/USD)        3,200                                  Cr. ขายสินค้าต่างประเทศ                                                      3,200            2.2 วันที่ลูกหนี้ต่างประเทศครบกำหนดชำระหนี้ และชำระเงินเข้ามา การลงบันทึกบัญชีจะเกิด กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน   (สมมุติ 33บาท/ 1 USD) รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้            Dr. เงินฝากธนาคาร       (100* 33บาท/USD).                               3,300                      Cr.ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ                                                              3,200.                           กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน                                                        100 2.3 ถ้าในกรณี ณ.สิ้นรอบปีบัญชี และยังมีบัญชีลูกหนี้การค้าต่างประเทศคงค้างอยู่ จะต้องมีการปรับมูลค่าของลูกหนี้การค้าต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ.วันสิ้นรอบบัญชีด้วย อัตราขายของธนาคารแห่งประเทศไทย รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ (สมมุติ 33.5บาท/ 1 USD)            Dr. ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ                                                 50                      Cr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 )               50 3. กรณีที่มีบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นสกุลเงินดอลล่าสหรัฐอเมริกา            3.1 การลงบันทึกบัญชีของรายการที่เคลื่อนไหวในบัญชีนี้จะต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายการรับเข้า หรือจ่ายออก โดยให้อัตราแลกเปลี่ยน ณ. วันที่เกิดรายการ ซึ่งจะเกิดกำไร(ขาดทุน)อัตราแลกเปลี่ยน ทุกครั้ง 3.2 ณ.สิ้นรอบปีบัญชี จะต้องมีปรับมูลค่าของบัญชีเงินฝากธนาคารต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ.วันสิ้นรอบบัญชีด้วยอัตราขายของธนาคารแห่งประเทศไทย รายการบัญชีจะบันทึกดังนี้ (สมมุติ33.5บาท/ 1 USD ซึ่งก่อนหน้านั้นอัตราถัวเฉลี่ย อยู่ที่ 33 บาท/1 USD)            Dr. เงินฝากธนาคารบัญชีต่างประเทศ                                                   50                      Cr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 )               50 3.3 กรณีที่มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากบัญชีสกุล USD ไปบัญชีเงินบาท ที่อยู่ในธนาคารเดียวกัน หรือต่างธนาคาร. ต้องบันทึกด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ. วันที่โอน และรับรู้กำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยอัตราขายของธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทย  รายการบันทึกบัญชีดังนี้ ( สมมุติ 33.5บาท/ 1 USD ซึ่งก่อนหน้านั้นอัตราถัวเฉลี่ย อยู่ที่ 33 บาท/1 USD)            Dr. เงินฝากธนาคารไทย                                             3,350                      Cr. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน (100* 33.50 -33.00 )               50                      เงินฝากธนาคารบัญชีต่างประเทศ                                             3,300 4. กรณีการคำนวณเสียภาษีนิติบุคคล บัญชี กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งที่เกิดขึ้นจริง (Realize) และรายการที่ปรับอัตราแลกเปลี่ยน ณ. วันสิ้นรอบบัญชี (Unrealize) ตามหลักการของสรรพากร รับรู้เป็นรายการที่นำไปคำนวณภาษีนิติบุคคลทั้ง 2 ส่วน 5. กรณีเรื่องการใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 21 ตามมาตราฐาน IAS เรื่องผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงของอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในเรื่องนี้จะใช้มาตราฐานชุดนี้จะต้องปรับการบันทึกบัญชีเป็นชุดใหญ่ทั้งหมด และต้องปรึกษากับผู้สอบบัญชีของบริษัท แต่ตอนสิ้นปีที่ต้องทำงบการเงินส่งกระทรวงพาณิชย์ และ สรรพากร จะต้องแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท https://www.youtube.com/watch?v=EQUhLQ4p7RM ### ขอใบอนุญาตร้านอาหารสัตว์ 1.ขั้นตอนให้บริการ1. เมื่อลูกค้าตกลงใช้บริการกับทางเรา โดยชำระค่าบริการ 100%2. ดำเนินการจัดส่งข้อมูลและรายการเอกสารที่ต้องใช้ในการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอาหารสัตว์และขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารสัตว์ ให้กับลูกค้า3. ลูกค้าจัดส่งข้อมูล ส่งกลับมาทางอีเมล์ info.th@greenproksp.com4. ตรวจเช็คเอกสารหลังจากได้รับจากลูกค้า จัดเตรียมเอกสาร และทำแบบคำขอใบอนุญาต และดำเนินการส่งให้ลูกค้าเซ็นเอกสาร5. เมื่อได้รับเอกสารที่เซ็นเรียบร้อยแล้ว ทางเราจะดำเนินการนำแบบคำขอการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอาหารสัตว์ใบอนุญาตจำหน่ายอาหารสัตว์ยื่นต่อกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่6. รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหารสัตว์ และส่งมอบให้ลูกค้า รายละเอียดเอกสารเกี่ยวกับขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอาหารสัตว์ และขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารสัตว์ กรณีบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการ สำเนาทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด แผนที่ตั้งสถานประกอบการ จำนวน 1 ชุด สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ จำนวน 1 ชุด เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิการใช้สถานที่ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของกรรมสิทธิในสถานที่ หมายเหตุ ค่าบริการทางเรารวมค่าธรรมเนียมรัฐบาล ใบอนุญาตมีอายุใช้ได้จนถึงวันสิ้นปีปฏิทินแห่งปีที่ออกใบอนุญาต คือ วันที่ 31 ธันวาคม ของปีดังกล่าว ### ขอใบอนุญาตบาร์โค้ด ข้อมูลเบื้องต้นบาร์โค้ด หมายถึง เลขหมายประจำตัวสินค้า สามารถอ่านได้ด้วยเครื่องสแกนเนอร์บาร์โค้ด แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ1. โค้ดภายใน (internal code)เป็นบาร์โค้ดที่ทำขึ้นใช้เองในองค์กรต่างไม่สามารถนำออกไปใช้ภายนอกได้2. โค้ดมาตรฐานสากล (Standard code)เป็นบาร์โค้ดที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกมี 2 ระบบคือ2.1 ระบบ EAN สำหรับการค้าขายสินค้าทั่วไป ใช้ได้ในทุกประเทศ ยกเว้นอเมริกา และแคนาดา โดยประเทศไทยใช้ระบบ EAN ทางเราบริการรับขอบาร์โค้ดประเภทนี้2.2 ระบบ UPC (Universal Product Code) สำหรับการค้าในประเทศอเมริกาและแคนาดา ทางเราไม่ได้บริการรับขอเนื่องจากจะต้องติดต่อกับหน่วยงานในประเทศปลายทาง ระยะเวลาดำเนินการ หลังจากลูกค้าชำระค่าบริการและส่งข้อมูลครบ ทางเราใช้เวลาทำเอกสาร 2-3 วันทำการ และส่งแบบฟอร์มให้ลูกค้าเซ็นรับรองเมื่อได้รับแบบฟอร์มกลับคืนมา ทางเราดำเนินการยื่นเอกสารให้กับสถาบันรหัสสากล ใช้ระยะเวลา 2-5 วัน ในการที่ทางเจ้าหน้าที่จะส่งรหัสให้ทางอีเมล์ นำรหัสไปเข้าระบบเพื่อขอเลขบาร์โค้ด ภายใน 1-2 วันทำงานค่าบริการ 5,000 บาทไม่รวมค่าแรกเข้าและค่าสมาชิกรายปีของสถาบันรหัสสากล อัตราค่าแรกเข้าและค่าสมาชิกรายปี รายละเอียดเบื้องต้นการขอเลขรหัสบาร์โค้ด (กรณีบุคคลธรรมดา) สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบกิจการ โดยลงลายมือชื่อรับรอง 1ชุด สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบกิจการ โดยลงลายมือชื่อรับรอง 1 ชุด สำเนาหนังสือรับรองการตั้งคณะบุคคล จากกระทรวงพาณิชย์(กรณีเป็นคณะบุคคล) 1ชุด สำเนา ภงด. 90 / ภงด.91 / ภงด .94 (เพื่อแสดงรายได้) 1 ชุด สำเนาใบจดทะเบียนพาณิชย์ (กรณีมีหน้าร้านขายสินค้า) 1 ชุด รูปผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง หรือ โบรชัวร์ หรือ รูปฉลากผลิตภัณฑ์โดยแสดงรายละเอียดของสินค้า (1-2รูป) ระยะเวลาดำเนินการ ใช้ระยะเวลา 2-3 วันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน ในการตรวจสอบเอกสารและทำแบบฟอร์ม และส่งกลับไปให้ลูกค้าเซ็นรับรอง เมื่อได้รับเอกสารกลับทางเรานำไปยื่นคำขอ ภายใน 1-2 วันค่ะ หลังจากเจ้าหน้าที่อนุมัติคำขอเข้าระบบ ทางเรานำข้อมูลสินค้าเข้าระบบเพื่อขอรับเลขหมายบาร์โค้ด ค่าธรรมเนียมรัฐบาลค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการและช่วงระยะเวลาที่ยื่นคำขอ อัตราค่าแรกเข้าและค่าสมาชิกรายปี รายละเอียดเบื้องต้นการขอเลขรหัสบาร์โค้ด (กรณีนิติบุคคล) สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล กรรมการหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อรับรองและประทับตราสำคัญนิติบุคคล (ย้อนหลังได้ไม่เกิน 3 เดือน) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการ หรือ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญนิติบุคคล สำเนาภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.20) หรือ (ภพ.01และ ภพ.01.1 , ภพ.09(ถ้ามี ))4.สำเนางบกำไร-ขาดทุนปีล่าสุด(หากนิติบุคคลเพิ่งจดทะเบียนไม่เกิน 1 ปี ไม่ต้องยื่นสำเนางบกำไร – ขาดทุนปีล่าสุด) รูปผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง หรือ โบรชัวร์ หรือ รูปฉลากผลิตภัณฑ์ จำนวน 1-2 รูปพร้อมแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าดังกล่า เช่น สถานที่ผลิตและชื่อผู้จัดจำหน่าย ,คำเตือน , ลักษณะการใช้งาน ( ถ้าไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง สามารถใช้รูปถ่าย หรือโบรชัวร์ หรือ Artwork ฉลากสินค้า อย่างใดอย่างหนึ่ง 1 -2 ภาพ ) สำเนาใบอนุญาต กรณีสินค้าดังกล่าวจะต้องมีการขออนุญาตกับหน่วยงานราชการอื่น เช่น สำเนาใบอนุญาตการผลิต กรณีสินค้าที่ต้องการใช้บาร์โค้ดเป็นประเภท อาหาร สำเนา passport กรณีกรรมการเป็นชาวต่างชาติ ระยะเวลาดำเนินการ ใช้ระยะเวลา 2-3 วันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน ในการตรวจสอบเอกสารและทำแบบฟอร์ม และส่งกลับไปให้ลูกค้าเซ็นรับรอง เมื่อได้รับเอกสารกลับมาใช้ระยะ 1-2 วัน เพื่อตรวจสอบเอกสาร และนำไปยื่นคำขอรับรหัสบาร์โค้ด3.หลังจากเจ้าหน้าที่อนุมัติรหัสเข้าระบบให้ทางอีเมล์ ทางเราดำเนินการยื่นสินค้าเพื่อขอเลขรหัสผ่านทางระบบ อัตราค่าแรกเข้าและค่าสมาชิกรายปี สนใจบริการขอใบอนุญาตบาร์โค้ด ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### แชร์ประสบการณ์ ถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมสัมมนา ครั้งที่ 4 พี่เก่งจะมาแชร์ประสบการณ์ ที่ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมสัมมนา Exclusive Seminar หัวข้อ Upskill SME Exporters ติดอาวุธใหม่ให้ SME สู่การส่งออก พี่เก่งได้บรรยายในหัวข้อ การอ่านและวิเคราะห์งบการเงิน มีประเด็นคำถามที่น่าสนใจดังนี้ 1.ทำธุรกิจ ซื้อมา-ขายไป ช่วงเริ่มต้นธุรกิจควรจะจดเป็นรูปบริษัทเลยไหม?2.สมมุติธุรกิจกำลังจะนำเข้าสินค้าจากประเทศอินเดียมาขายที่ไทย และจะทำตลาดไปที่ CLMV ประเทศ: กัมพูชา (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมาร์ (Myanmar) เวียดนาม (Vietnam) ควรจะจดเป็นรูปบริษัทเลยไหม?3.อะไรบ้าง? ที่เป็นข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ ในการประกอบธุรกิจ หรือในการจัดทำงบการเงินที่ทางพี่เก่งได้พบเจอและเห็นกันมา4.กรณีที่จดเป็นรูปบริษัท (การพิจารณา) เรื่องทุนจดทะเบียน เรื่องการชำระราคาค่าหุ้น, ราคาหุ้นมีกำหนดขั้นต่ำเท่าไหร่? หรือว่าสูงสุดเท่าไหร่? รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม สำหรับท่านใดต้องการฟังแบบคลิปบรรยายคลิกลิงก์ https://youtu.be/69pWaSfyiggหรือรับชมได้จากคลิปด้านล่างบทความนี้ สวัสดีค่ะ พี่เก่งนะคะวันนี้พี่เก่งมีคำถามจากสัมมนาครั้งที่ 4 จัดที่จังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นการจัดงานโดยสามหน่วยงานคือ สสว. EXIM Bank แล้วก็สมาพันธ์ SME ไทย ซึ่งพี่เก่งรับบรรยายในหัวข้อเรื่อง: การอ่านวิเคราะห์งบการเงิน มีคำถามหลายคำถามพี่เก่งจะมาแชร์กับพวกให้ฟัง คำถามแรกค่ะ ก็เป็นคำถามที่น้องท่านหนึ่งสอบถามว่า 1.เริ่มทำธุรกิจ ซื้อมา-ขายไป (Trading) ช่วงเริ่มต้นธุรกิจควรจะจดเป็นรูปบริษัทเลยไหม? พี่เก่งได้แนะน้องท่านนี้ไปแบบนี้ว่าในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจของพวกเราแนะนำควรทำในบุคคลธรรมดาก่อน ค่อยๆ เรียนรู้ค่อยๆ ศึกษานะคะว่า สินค้า (Products) ของเราไปได้ไหมการตลาดไปได้ไหมสามารถขายได้จริงรึเปล่าเราก็มีกำไรจริงรึเปล่านะคะ เพราะว่าถ้าเกิดเราเริ่มทำในช่วงแรกนะคะการทำบัญชีหรือว่าการจัดการภาษีก็จะง่าย เรามาดูข้อดี: ของการทำธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดาก่อน 1.ในเรื่องของ: รูปแบบการทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย เราไม่ต้องมีทางนักบัญชีผู้สอบบัญชีเซ็นรับรองให้ โดยที่บุคคลธรรมดากฎหมายกำหนดไว้ว่าทำบัญชีรับ-จ่ายง่ายๆ นะคะแล้วทำสต๊อกคุมง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาเซ็นรับรองให้เรา ทีนี้ค่ะพี่เก่งก็แนะนำว่าถึงแม้เราจะเป็นบุคคลธรรมดาก็ควรจะทำเรื่องรายรับ-รายจ่าย คุมให้ละเอียดอ โดยที่เก็บรวบรวมบิลทั้งรายรับ-รายจ่ายเราก็ทำเป็นตารางเอ็กเซล หรือว่าจะจดไว้ในสมุดก็ได้ เพื่อให้เรารู้ว่าเรามีกำไรแต่ละเดือนเท่าไหร่ กำไรแต่ละปีเท่าไหร่ก็เอาตัวนี้ไปเสียภาษี แล้วก็ในเรื่องการเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา เราก็สามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 โดยยื่นผ่านระบบออนไลน์ของสรรพากรได้ อันนี้ก็ง่ายแล้วก็เลือกใช้วิธีการหักต้นทุนหักค่าใช้จ่ายตามจ่ายจริงค่ะ โดยที่ถ้าเราใช้วิธีการหักต้นทุนแบบจ่ายจริงนะคะจะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง เพราะว่าถ้าเกิดเราไม่เลือกวิธีแบบจริงนะคะเราก็สามารถเลือกหักแบบเหมาจ่ายที่ 60% ตามที่สรรพากรให้หลักเกณฑ์มาก็จะทำให้ภาษีค่อนข้างจะสูง พี่เก่งแนะนำว่าควรจะมีวิธีการเรื่องของเก็บเอกสารให้เรียบร้อย ลงบันทึกบัญชี รายรับ-รายจ่าย เป็น Excel หรือจะเป็นสมุดคุมก็ได้นะคะเพื่อให้ได้ตัวเลขเอามาเสียภาษีตามวิธีการหักต้นทุนปัจจัยจริงจะทำให้ภาษีถูกลงนะคะ อีกอันนึงข้อดีของการทำรูปแบบบุคคลธรรมดา คือเรื่องของการใช้เงินค่ะเราเป็นบุคคลธรรมดาเราก็เป็นเจ้าของธุรกิจเองนะคะการถอนเงินไปใช้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันนะคะเช่นใช้ผ่อนรถผ่อนบ้านหรือว่าใช้ชีวิตประจำวันของเรา จ่ายค่าเทอมลูกเอาไปใช้จ่ายต่างๆ ก็จะใช้เงินได้ง่ายกว่า เพราะว่าไม่มีนักบัญชี หรือว่ามีผู้สอบบัญชีมาคอยตรวจสอบเรื่องของการใช้เงินตรงนี้ ก็สามารถที่จะสบายใจเรื่องการเอาเงินไปใช้ได้ เพราะเราเป็นบุคคลธรรมดาธุรกิจของเรา เราก็สามารถใช้เงินได้โดยที่ไม่ต้องดีแคร์ ใครนะคะ แล้วก็ในเรื่องของการทำให้รูปบริษัทนะคะ ก็แนะนำว่าถ้าสมมุติว่าธุรกิจเริ่มไปได้แล้วก็มีกำไรที่มากขึ้นนะคะอาจจะสักประมาณปีหนึ่ง เกือบๆ หนึ่งล้านบาทอย่างนี้ ก็ค่อยจดเป็นรูปบริษัทก็ได้ หรือว่ามีความจำเป็นต้องไปทำสัญญา หรือว่าไปทำธุรกิจกับหุ้นส่วนคนอื่น หรือว่ามีเรื่อง เหตุการณ์ที่ต้องจดเป็นรูปบริษัทก็สามารถทำได้เพียงแต่ว่าก็ต้องวางแผนให้ดีๆ นะคะ คำถามที่สอง 2.สมมุติธุรกิจกำลังจะนำเข้าสินค้าจากประเทศอินเดียมาขายที่ไทย และจะทำตลาดไปที่ CLMV ประเทศ: กัมพูชา (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมาร์ (Myanmar) เวียดนาม (Vietnam) ควรจะจดเป็นรูปบริษัทเลยไหม? อันนี้พี่เก่งแนะนำน้องท่านนี้ไปแบบนี้นะคะว่าต้องสอบถาม Supplier ที่อินเดียนะคะว่าสามารถนำเข้าหรือทำธุรกิจร่วมกับเขาในนามของบุคคลธรรมดาได้ไหม ถ้าไม่ได้หรือว่าเขามีเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องของต้องจดเป็นรูปบริษัทเท่านั้น ก็อาจจะมีความจำเป็นต้องจดเป็นรูปบริษัทแล้วก็นำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายนะคะ ทีนี้เรื่องเงื่อนไขต่างๆ จะต้องมีการศึกษาแล้วก็ลองดูว่าอันนี้เขาจำกัดอะไรบ้าง แต่ถ้าสมมุติว่าเขาไม่ได้มีเรื่องของตัวเงื่อนไขพวกนี้เรา พี่เก่งก็ยังแนะนำให้บุคคลธรรมดาก่อนนะคะ ถ้าตลาดเริ่มไปได้สามารถขายได้จริงๆ ก็เดี๋ยวค่อยเจอเป็นรูปบริษัทนะค่ะ คำถามที่ 3 น้องท่านนี้ถามว่า อะไรบ้าง? ที่เป็นข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ ในการประกอบธุรกิจ หรือในการจัดทำงบการเงินที่ทางพี่เก่งได้พบเจอและเห็นกันมา พี่เก่งก็ขอสรุปเป็นข้อๆ อย่างนี้ละกันนะคะจริงๆ มันก็มากกว่านี้เนื่องจากว่าทางพี่เก่งอยู่ในวงการนี้มาก็หลายปีเพราะจะเห็นเรื่องของปัจจัยแรกเลยค่ะเรื่องของการไม่ค่อยมีระเบียบในการใช้เงินหรือว่า ความไม่มีระเบียบวินัยด้านการเงินการบัญชีอันนี้ก็ อันดับแรกๆ ก็คือ 1.ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ก็จะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการเก็บรวบรวมเอกสารหรือว่าการใช้จ่ายเงินนะคะ เช่น การซื้อสินค้า การจ่ายค่าแรงพนักงาน การจ่ายค่าแรงผู้รับเหมา หรือว่าจ่ายพวกค่าโฆษณาเฟสบุ๊ค ค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ พวกเราไม่ค่อยได้เก็บบิลกันไว้นะคะ พอไม่เก็บบิลก็จะใช้วิธีการถอนเงินออกจากบัญชีเพื่อไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วพอไม่มีบิลมาลงบันทึกบัญชี ทางนักบัญชีเองก็ลงบัญชีเป็นลูกหนี้เงินให้กู้ยืมกรรมการนะคะ เสมือนว่ากรรมการถอดเงินไปใช้ส่วนตัวอันนี้เป็นปัญหาของพวกเราทุกคนเลยค่ะเนื่องจากว่า พอไม่มีเอกสารนักบัญชีก็ไม่รู้จะลงบัญชียังไงนะคะเพราะว่าน้องๆ ถอนไปใช้ส่วนตัว หรือถอนไปใช้จ่ายก็จะเป็นเงินก้อนใหญ่ๆ อันนี้ก็จะเป็นปัญหาหลัก “แล้วก็อีกอันหนึ่ง” คือเรื่องของเอาเงินของบริษัทไปใช้ส่วนตัวน่าจะเห็นเยอะนะคะเอาไปผ่อนบ้าน เอาไปจ่ายค่าเทอม หรือไปท่องเที่ยวนะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังเนื่องจากว่าพอเราจดเป็นรูปบริษัทแล้วการแยกกระเป๋าเงินระหว่างส่วนตัวกับบริษัทต้องแยกกันให้ชัดเจนด้วย ไม่งั้นเรื่องการทำบัญชี หรือเรื่องของระบบงานเอกสารก็จะยุ่งเราก็ทำให้เป็นปัญหาในอนาคตพี่เก่งขอฝากไว้นะคะ แล้วก็อีกอัน หนึ่ง คือเรื่องของเอกสารต่างๆ ในการลงบัญชีส่วนใหญ่ลูกค้าไม่ค่อยให้ความสำคัญเนื่องจากก็จะบอกให้ไปที่แก้ปัญหาเองอันนี้ไม่ถูกนะคะธุรกิจของลูกค้า ของพวกเราทุกคนเป็นของพวกเรา นักบัญชีเป็นแค่เขามารับจ้างทำงานให้เรา เราต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าทุกอย่างเราต้องเตรียมเอกสาร เตรียมข้อมูลให้นักบัญชีให้เข้าใจ และก็ลงบันทึกบัญชีให้ถูกต้องจะทำให้งบของเราออกมาและถูกต้องและน่าเชื่อถือ “ค่ะคำถามต่อมา” คำถามที่ 4 น้องอีกท่านหนึ่งถามว่า กรณีที่จดเป็นรูปบริษัท (การพิจารณา) เรื่องทุนจดทะเบียน เรื่องการชำระราคาค่าหุ้น, ราคาหุ้นมีกำหนดขั้นต่ำเท่าไหร่? หรือว่าสูงสุดเท่าไหร่? พี่เก่งตอบคำถามนี้แบบนี้นะค่ะในกฎหมายของแพงและพาณิชย์ ได้กำหนดไว้ว่าราคาหุ้นของเรา ที่เราจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หุ้นขั้นต่ำอยู่ที่ 5 บาท ถ้าเราเป็นรูปบริษัทจำกัดที่เรายังไม่ได้ไปเทรดในตลาดหลักทรัพย์นะคะราคาหุ้นต่ำสุดอยู่ที่ 5 บาท แล้วก้อราคาสูงสุดไม่มีกำหนดไว้ อันนี้ขึ้นอยู่ว่าจะตั้งราคาหุ้นเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีกำหนดราคาสูงสุด อย่างมีลูกค้าพี่เก่งรายหนึ่งนะค่ะ ก็น่ารักมากใช้กฎหมายตรงเปะ ในแง่ของกฎหมายบอกว่าให้จดจัดตั้งบริษัทให้มีผู้ถือหุ้น 3 คน แล้วก็ราคาหุ้นขั้นต่ำอยู่ที่ 5 บาท น้องบริษัทนี้ก็จดทะเบียนจัดตั้งด้วยผู้ถือหุ้น 3 คนค่ะแล้วก็ลงเงิน 5 บาท ต่อหุ้นนะค่ะก็เลยทำให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทนี้มีอยู่ที่ 15 บาท น้องก็สามารถจดจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจได้ อันนี้ก็ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ว่าในแง่ของการดำเนินธุรกิจจริงๆ เงิน 15 บาท ไม่สามารถจะรันธุรกิจได้นะคะ อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่เล่าสู่กันฟังค่ะ ที่นี้พี่เก่งก็ขอขยายความนิดนึงนะคะในแง่ของทุนจดทะเบียนส่วนใหญ่พวกเราก็จะจดกันอยู่ที่ประมาณ หนึ่งล้านบาท โดยที่อาจจะแบ่งหุ้นเป็นที่ 10,000 หุ้นก็หุ้นราคาหุ้นละ 100 บาท หรือว่าจะเป็น 1,000 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท อย่างนี้ก็ได้คือจำนวนหุ้นคูณราคาหุ้นต่อหน่วยให้ได้หนึ่งล้านบาทก็ได้นะคะถูกต้อง และเรื่องของการออกแบบดีไซน์ตรงนี้ผู้ถือหุ้นที่มาลงเงินกันก็ตกลงกันแล้วก็สรุปตัวเลขให้สำนักงานบัญชีเพื่อจะเอาไว้เป็นข้อมูลการจดทะเบียนนะคะ หรือถ้าน้องท่านไหนคิดไม่ออกที่เค้าใช้กันทั่วไปก็ได้ อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่พี่เก่งได้อธิบายและก็แชร์กับผู้เข้าร่วมสัมมนา เมื่อวันที่ 11/06/2565 ที่ผ่านมา พี่เก่งก็ขอสรุป คำถามคำตอบไว้ประมาณนี้นะคะ จัดสัมมนาครั้งต่อไปค่ะครั้งที่ 5 ก็จะจัดที่ชลบุรี (พัทยา)ประมาณวันที่ 5 ถึง 6 พฤษภาคม 2565 นะคะแล้วเดี๋ยวถ้ามีคำถามคำตอบที่พี่เก่งจะมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิม วันนี้เก่งข้อสรุปไว้ประมาณนี้เดียวกันเจอกันในคลิปหน้าค่ะ ขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=69pWaSfyigg ปรึกษาเรื่องบัญชี ภาษี ติดต่อเรา Mobile : 081-6487459Tel : 02-563-6187-8 Fax : 02-563-6089E-mail : surapa@greenproksp.comLINE ID : @kengbunchee สนใจคอร์สเรียนบัญชีภาษี คอร์สเรียนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษีทั้งระบบ/คอร์สเรียน วางแผนภาษี ขายสินค้าออนไลน์คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ภาษี-ขายสินค้าออนไลน์/คอร์สเรียน วางแผนภาษี ยูทูปเบอร์ (YouTuber)คลิกลิงก์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/วางแผนภาษี-ยูทูปเบอร์/ สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียน คลิกลิงก์ ✅ https://bit.ly/3abSY3j ### กรณีศึกษา การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร กรณีศึกษา การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร สวัสดีค่ะพี่เก่งนะคะวันนี้ จะมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องของการแปรสภาพจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นรูปแบบของบริษัท เคสนี้ก็เป็นเคสของลูกค้าของพี่เก่งท่านหนึ่งซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดไปเมื่อสองปีที่แล้วทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของร้านกาแฟ และก็เบเกอรี่ ซึ่งก็เป็นร้านดังแล้วก็ขายดีมาก ตอนที่จดจัดตั้ง หจก. ตอนแรกเมื่อสองปีที่แล้ว พี่เก่งก็ได้มีการแนะนำว่าให้จดเป็นรูปบริษัทไปเลย แต่น้องเองก็อยากจะลองจดเป็น หจก. ก่อน ทีนี้ค่ะเหตุการณ์ผ่านมาล้วงเลยมาสองปีธุรกิจน้องก็เติบโตขึ้น ก็ทำให้มีการคิดที่จะมีการขยับขยายธุรกิจแล้วก็อยากจะแปรสภาพจาก หจก. ไปเป็นรูปบริษัท ที่นี้ขั้นตอนของน้องก็จะมีความซับซ้อนนิดหนึ่ง เนื่องจากเรื่องของตอนแรกน้องก็ปรึกษาพี่เก่งว่าจะจดเลิก หจก.แล้วเปิดใหม่ดีกว่ารึเปล่า พี่เก่งแนะนำว่าเคสแบบนี้ควรจะทำการแปรสภาพดีกว่า เนื่องจากธุรกิจของน้องมีการลงทุนเรื่องทรัพย์สินมีสิ่งปลูกสร้างอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือค่อนข้างเยอะ ถ้าจดเลิกแล้วไปจดบริษัทใหม่มันก็มีเรื่องการโอนทรัพย์สินแล้วภาษีระหว่างกันอีก พี่เก่งก็เลยแนะนำให้จดเป็นเรื่องของการแปรสภาพดีกว่าค่ะ ทีนี้พี่เก่งอยากจะแชร์กับพวกเรา เคสเรื่องแปรสภาพก็สามารถที่จะทำได้ในเรื่องของ หลักการและการปฏิบัติ โดยที่ขั้นตอนก็จะมีดังต่อไปเดี๋ยวพี่เก่งเล่าให้ฟังเป็นสเต็ปไปนะคะขั้นตอนแรก ที่จะแปรสภาพนะคะ เราจะต้องหาหุ้นส่วนให้ครบ 3 คนก่อนถ้าหุ้นส่วนเดิมมีผู้ถือหุ้นสองคนแล้ว การที่จะต้องแปรสภาพก็ต้องหาผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งเข้ามาให้ครบ 3 คน ขั้นตอนนี้จะต้องมีการไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ก่อนนะคะ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อให้ผู้ถือหุ้นครบ 3 คนก่อนหลังจากนั้น ก็ทำหนังสือบันทึกข้อตกลงเพื่อจะมีการแปรสภาพจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัท ขั้นตอนตรงนี้ก็ยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่าผู้ ถือหุ้นมีความประสงค์ที่จะแปรสภาพพอเสร็จขั้นตอนตรงนี้เราจะต้องประกาศหนังสือพิมพ์ด้วย เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า หจก. จะมีการแปรสภาพเป็นรูปของบริษัทพอประกาศหนังสือพิมพ์เสร็จแล้ว เราจะต้องมีการทำหนังสือบอกกล่าวไปยังเจ้าหนี้ของเราทุกเจ้าทั้งที่เป็นเจ้าหนี้การค้าหรือว่าคู่ค้าของเราเพื่อจะแจ้งทุกคนว่าจะมีการแปรสภาพเปลี่ยนจาก หจก. เป็นรูปบริษัท หลังจากนั้นต้องใช้เวลา 30 วันในการรอระยะเวลาว่าไม่มีเจ้าหนี้หรือว่าไม่มีคู่ค้ารายไหนของเราคัดค้าน หลังจากที่ 30 วันผ่านไปแล้วไม่มีใครคัดค้านเราก็ทำเอกสารที่จะไปยืนที่กระทรวงพาณิชย์เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพได้เลยนะคะ ที่นี้ใน Process ต้องมีเรื่องของขั้นตอนระยะเวลานิดนึงการเตรียมเอกสารต่างๆ ขั้นตอนการที่แปรสภาพจาก หจก. เป็นรูปบริษัทตรงนี้ค่ะ ขั้นตอนจะเหมือนกันจดจัดตั้งบริษัทใหม่เลยนะคะคือ1.ต้องมีเรื่องของบัตรประชาชนกรรมการ2.เรื่องของผู้ถือหุ้น 3 คน3.สถานที่ตั้ง4.เรื่องของทุนจดทะเบียน ว่าเป็นทุนเท่าไหร่ถ้าเกิดตอนที่เป็นห้างฯ ทุนอาจจะน้อยอยู่แล้วก็มาเป็นรูปบริษัทอาจจะเพิ่มทุนด้วยก็ได้แล้วก็มีการจัดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นกันไหมหรือว่าจะเป็นสัดส่วนเดิมก็ได้ ตอนที่สมัยเป็น หจก.5.เรื่องของการชำระหุ้นนะคะจะชำระหุ้นขั้นต่ำ 25% หรือเปล่า หรือว่าจะชำระเต็มอันนี้ก็สามารถระบุได้ค่ะก็จะเหมือนรูปบริษัททั่วไปนะคะ 6.เรื่องของตัวกรรมการ พอเราเป็นรูปบริษัทก็จะกลายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจจะเป็นใครเราก็มีการระบุให้ชัดเจน 7.แล้วก็สถานที่ตั้งก็ต้องมีการวาดแผนที่ให้เรียบร้อย8.รวมถึงอีเมล์เบอร์โทรศัพท์ของกรรมการที่เป็นผู้ลงนามผู้ถือหุ้นทุกคน9.แบบฟอร์มต่างๆ10.ข้อมูลต่างๆที่จะต้องเตรียมนะคะจะเหมือนกับการจดบริษัทใหม่เลยคือตรงนี้ก็จะมีค่าธรรมเนียมด้วยตอนนี้การแปรสภาพค่าธรรมเนียมก็จะเหมือนกับการจดจัดตั้งบริษัทใหม่นะค่ะก็คือขั้นต่ำที่ 5,000 บาท ทีนี้มาดูว่าระยะเวลาถ้าดูโพสต์ทั้งหมดก็ประมาณ 60 วันใน Process ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ทีนี้พอเราจดแปรสภาพจาก หจก. ไปเป็นบริษัทแล้วถ้าธุรกิจไหนมีเรื่องของการจดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว ก็มีการจดเข้าประกันสังคมแล้วด้วยนะ ก็ต้องไปทำการแก้ไขจดเปลี่ยนแปลงเรื่องของการแปรสภาพที่สรรพากรด้วยเช่นเดียวกัน โดยที่สรรพากร และประกันสังคม จะต้องจดเปลี่ยนแปลงเสร็จ แก้ไขเสร็จภายใน 15 วันนับจากที่เราแปรสภาพที่กระทรวงพาณิชย์เสร็จแล้ว ที่นี้มาดูในเรื่องของตัวเอกสารต่างๆ ต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านงานหลังบ้าน จะเห็นว่าตอนที่เรารอระยะเวลาในการแปรสภาพเราต้องมีการจัดเรื่องของความพร้อมงานหลังบ้านด้วยค่ะ เช่น ถ้าเป็นธุรกิจของน้องรายนี้ เขาทำเกี่ยวกับเรื่องของร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ และเขาใช้เครื่อง pos ในการบันทึกใบเสร็จรับเงินแล้วก็บันทึกเรื่องของ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ อันนี้ต้องมีการแก้ไขเรื่องของชื่อ จาก หจก.ไปเป็นบริษัท แล้วก็มีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเครื่อง อีดีซีรับรูดการ์ด ต้องไปแก้ไขเรื่องบัญชีธนาคารธนาคารต่างๆ ที่เราเปิดไว้ด้วย รวมถึงการแจ้งเปลี่ยนจาก หจก. จะกลายเป็นบริษัทให้กับ ซัพพลายเออร์ทุกเจ้า ไม่งั้นจะมีปัญหาเรื่องของการใช้ภาษีซื้อไม่ได้ แล้วก็ในเรื่องของการเปลี่ยนบิลพวกค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่า ค่าอินเทอร์เน็ตต่างๆ คือใช้จ่ายที่เป็นด้านฝั่งจ่ายทั้งหมดเราใช้ประจำอยู่จะต้องแจ้งซัพพลายเออร์แล้วก็แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าเราจะมีการเปลี่ยนจาก หจก. ไปเป็นรูปบริษัทเรื่องของภาษีซื้อการแปรสภาพจากรูป หจก. ไปเป็นรูปของบริษัทภาษีซื้อต้องระวังเนื่องจากว่าตั้งแต่วันที่เราไปจดเปลี่ยนแปลงสภาพที่กระทรวงพาณิชย์ จนถึงวันที่เราจดที่สรรพากร ช่วงนี้ยังใช้ชื่อเดิมในการออกใบกำกับภาษีซื้อแต่หลังจากที่เรา ยื่น ภ.พ.09 ที่สรรพากรเรื่องการแปรสภาพแล้วเราจะต้องใช้เป็นชื่อบริษัทใหม่ไปเลยอันนี้ต้องระวัง ไม่งั้นภาษีซื้อจะใช้ไม่ได้ ทีนี้มาดูเรื่องของบัญชีบัญชี ทุกอย่างเหมือนเดิมเนื่องจากว่าเป็นแค่การแปรสภาพในเรื่องของการทำบัญชีเรื่องการบันทึกข้อมูลทุกอย่างก็ยังใช้เหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปการลงบัญชีต่างๆ ตอนที่แปรสภาพเลขนิติบุคคล 13 หลัก เลขตัวหน้าหนังสือรับรองตรงที่เป็นเลข 13 หลักของเราก็จะถูกเปลี่ยนไปด้วยอันนี้ก็จะเป็นเลขนิติบุคคลตัวใหม่ที่เราจะต้องแก้ไขให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพเลขประจำตัวผู้เสียภาษีก็เปลี่ยนด้วย ลูกค้าเองก็ยังอยู่ใน Process ของการแปรสภาพอยู่พี่เก่งเล่าเรื่องขั้นตอนต่างๆ ต้องทำแล้วการ เตรียมความพร้อมต่างๆด้วย เพราะว่าเดียวตอนที่ทำจริงมันจะค่อนข้างจะวุ่นวายเราก็งานเอกสารต่างๆก็จะมีความปวดหัวนิดหนึ่งนะคะ เราวางแผนได้แล้วก็เตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆก็จะทำให้งานเอกสารระบบต่างๆก็จะได้อย่างราบรื่น พี่เก่งก็ข้อสรุปไว้ประมาณนี้นะคะอยากแชร์ให้กับพวกเราทุกคนในเรื่องของขั้นตอนการทำเรื่องของการแปรสภาพแล้วก็เรื่องของการทำบัญชีแล้วก็เรื่องของภาษีต่างๆต้องระวังนะคะ ในเคสนี้ค่ะก็ต้องระวังเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหลักนะคะเพราะว่าการที่เราแปรสภาพแล้วเราแก้ไขกันให้ทันนะคะจะทำให้เราใช้ภาษีซื้อไม่ได้นะคะอันนี้พี่เก่งก็ฝากด้วยนะคะ เรื่องของตัวแปรสภาพนะคะในส่วนตรงนี้เก่งก็ให้บริการในเรื่องนี้ด้วยนะคะน้องๆท่านใดสงสัยหรือว่าอยากจะมีการแปรสภาพก็สามารถติดต่อทีมงานที่เก่งได้นะคะพี่เก่งก็ขอสรุปคือประมาณนี้นะคะเดี๋ยวเจอกันในคลิปหน้าค่ะขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ https://youtu.be/LyucDteM7Po ### แชร์ประสบการณ์ ถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมสัมมนา ครั้งที่ 3 พี่เก่งจะมาแชร์ประสบการณ์ ที่ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมสัมมนา Exclusive Seminar หัวข้อ Upskill SME Exporters ติดอาวุธใหม่ให้ SME สู่การส่งออก พี่เก่งได้บรรยายในหัวข้อ การอ่านและวิเคราะห์งบการเงิน รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม สำหรับท่านใดต้องการฟังแบบคลิปบรรยายคลิกลิงก์ https://youtu.be/e-5soqrcI2cหรือรับชมได้จากคลิปด้านล่างบทความนี้ >>คลิก สวัสดีค่ะพี่เก่งนะคะพี่เก่งจะมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องคำถามจากงานสัมมนาที่จัดขึ้นที่นครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพี่เก่งได้รับเชิญไปบรรยายในหัวข้อเรื่อง ของการอ่านและวิเคราะห์งบการเงิน ซึ่งงานนี้ก็จัดโดย สสว. เป็นการจัดครั้งที่ 3 ในทั้งหมด 6 วันก็เป็นการร่วมมือกันระหว่าง สสว. แล้วก็ EXIM Bank แล้วก็สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งงานนี้ก็จัดที่นครศรีธรรมราช พี่เก่งก็เลยเอาคำถามที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาถามในงานนั้นมาเล่าสู่พวกเราฟัง คำถามแรก? มีน้องท่านหนึ่งถามว่าปัจจุบันถ้าประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล ประกอบธุรกิจแล้วมีผลการดำเนินงานขาดทุนจะสามารถที่จะกู้ (ธนาคาร) Bank หรือขอสินเชื่อธนาคารหรือเปล่านะคะ ในข้อนี้ถ้าพี่เก่งก็ตอบคำถามนี้เป็นแนวกลางๆ เนื่องจากพี่เก่งก็ไม่ได้เป็นแนวของไฟแนนซ์นะคะ ก็ขอตอบน้องแบบนี้ค่ะ กรณีที่ขอสินเชื่อแบงก์ ปกติเองก็จะดูเรื่องของปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ถ้างบของบริษัทเราขาดทุนปีแรกเนื่องจากสถานการณ์โควิดหรือว่าเจอเรื่องของสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันก็อาจจะปรับแผนไม่ทัน อาจจะทำให้ปีนั้นขาดทุนได้แล้วก็ต้องการที่จะขอกู้แบงก์เพื่อจะขอเรื่องเงินทุนหมุนเวียนในกิจการหรือว่าขอเรื่องของการจะขยายธุรกิจ หรือว่าเอามาเติมในเรื่องของกระแสเงินสด อาจจะมีแนวโน้มให้กู้ได้เนื่องจากยังดูในเรื่องของภาพรวมการประกอบธุรกิจยังดีอยู่ แล้วถ้าเกินงบของเรามันขาดทุนมาหลายปีติดต่อกัน 3 ถึง 4 ปีโอกาสจะกู้แบงก์หรือว่าสินเชื่อที่ Bank ปล่อยให้ก็จะยากนิดหนึ่ง เพราะว่าการบริหารปล่อยให้งบขาดทุนติดต่อกัน 3 ถึง 4 ปีอันนี้ก็แปลว่าผู้บริหารเองก็ไม่ได้มีการแก้ไข สถานการณ์ของออฟฟิศเห็นแบบนี้ก็ Bank ก็จะปล่อยสินเชื่อยากมาก หรือ ถ้าอีกเหตุผลหนึ่ง อีกปัจจัยหนึ่ง สมมุติว่าธุรกิจมีทรัพย์สิน เช่น มีพวกที่ดินอาคารเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง อันนี้ค่ะ Bank ก็อาจจะดูว่าอาจจะเป็นลักษณะของการขาดทุนแล้วก็แต่ว่ามีเรื่องของสินทรัพย์ที่มีหลักประกันที่มีมูลค่าสูง ก็อาจจะปล่อยสินเชื่อให้ได้ หรือ ว่าอาจจะเป็นธุรกิจในกลุ่มที่เป็นกระแสของเทคโนโลยีปัจจุบันแล้วก็มีแผนธุรกิจที่ดี มีทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้พอประมาณแล้วกรรมการค้ำประกันส่วนตัวอาจจะมีการปล่อยสินเชื่อให้ได้ ทั้งหมดเงื่อนไขแต่ละเงื่อนไขก็ต้องดูภาพรวมก็ดูปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบหลายอย่างนะคะ แล้วก็เงื่อนไขแต่ละเงื่อนไขก็มีความเสี่ยงต่างกัน เจ้าหน้าที่แบงก์หรือว่าทางสินเชื่อแบงก์ที่เป็นผู้อนุมัติก็ต้องดูปัจจัยหลายๆอย่างมาประกอบกันทั้งหมด ก็จะมีผลกับเรื่องของวงเงินสินเชื่อที่ได้รับ ประกอบกับดอกเบี้ยที่จะได้รับเช่นเดียวกัน ถ้าเรามีความเสี่ยงสูง หรือว่าสภาพธุรกิจไม่ค่อยดี Bank อาจจะปล่อยสินเชื่อแต่อาจจะเป็นวงเงินเล็กน้อยแล้วก็อาจจะดอกเบี้ยสูงนิดหนึ่ง เพราะเป็นการประกันความเสียหายกับทางแบงก์ พี่เก่งก็ตอบน้องไปลักษณะกลางๆ แบบนี้ ที่นี้ก็มีน้องอีกท่านหนึ่งถามว่าบริษัทของน้องเนี่ยค่ะเปิดตั้งแต่ปี 2562 แล้วก็ไม่ทำธุรกิจเลยค่ะ ยังไม่ได้จดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยังไม่ได้จดเข้าประกันสังคมแล้วก็ไม่เคยยื่นงบการเงินตั้งแต่ปี 2562,2563,2564 ซึ่งปี 2564 อยู่ในช่วงการทำงบอยู่ในช่วงนี้ แล้วก็ยังไม่เคยได้รับจดหมายจากสรรพากร หรือว่าจดหมายจากกระทรวงพาณิชย์ เรื่องของการให้ไปเสียค่าปรับ หรือให้ยื่นงบต่างๆ ที่นี้ค่ะน้องก็เล่าต่อว่าในปี 2564 น้องได้เอาบริษัทนี้ค่ะไปรับงานซึ่งมีงานเข้ามา โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว น้องก็เลยเอางานตัวนี้เข้าบริษัทแล้วก็ได้เอารายได้เข้าบริษัทด้วย ได้มีการถอนเงินไปจ่ายพวกค่าใช้จ่ายต่างๆ จ่ายต้นทุนซื้อของต่างๆ แล้วก็มีกำไรเหลืออยู่ในบริษัทประมาณ 300,000 กว่าบาทน้องก็ได้มีการถอนเงินตัวนี้คะถอนออกไปใช้ส่วนตัว 300,000 บาท น้องก็เลยมีความกังวลว่า ประเด็นแรก ต้องทำยังไงบ้างกับงบการเงินที่ไม่เคยปิดมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ประเด็นที่สอง ประเด็นที่น้องกังวลต่อมาก็คือว่าตัวเงินสดที่น้องถอนออกไปใช้ส่วนตัว 300,000 บาท จะมีผลอะไรกับตัวของบริษัทแล้วมีผลกับตัวน้องบ้าง น้องก็ถามพี่เก่งในคำถามสองประเด็นนี้ “พี่เก่งก็ตอบไปอย่างนี้” คำถามแรกเรื่องประเด็นเรื่องการไม่ส่งงบพี่เก่งแนะนำว่าให้ส่งงบให้ครบถ้วนก็ทำการหาพนักงานบัญชี หาผู้สอบบัญชีปิดงบตั้งแต่ปี 2562,2563,2564 ให้เรียบร้อยนะคะ การปิดงบนี้ให้ปิดงบไล่ขึ้นมา จะไม่สามารถปิดงบปี 2564 ได้ปีเดียวอย่างนี้ไม่ได้ ต้องทยอยไล่ปิดตั้งแต่ ปี 2562,2563,2564 ที่นี้ในประเด็นของตัวข้อที่สอง ที่ว่ามีการถอนเงินออกไปใช้ส่วนตัว 300,000 บาท ตัวเนี่ยค่ะพี่เก่งก็แนะนำว่าถ้าในช่วงนี้ ยังไม่ได้ปิดงบปี 2564 ก็ให้น้องแจ้งนักบัญชีที่ดูงบของน้องท่านนี้ว่าให้ทำเป็นรายการว่าเป็นการจ่ายเงินของเงินเดือนกรรมการ ก็ทำเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับในรอบปี 2564 แล้วก็ให้ทำแบบยื่น ภ.ง.ด.1ก ให้เรียบร้อยด้วย ส่วนตัวกรรมการ ได้มีการรับเงินเดือนในรอบปี 2564 ซึ่งได้รับเงินสดไปเรียบร้อยแล้ว ก็ให้กรรมการ(น้องท่านนี้) ให้ยื่นแบบภาษีด้วย ภ.ง.ด.91 ซึ่ง ภ.ง.ด.91 ของรอบปี 2564 ก็จะต้องยื่นแบบเสียภาษีและชำระให้เสร็จ ในวันที่ 31 มีนาคมของปี 2565 พี่เก่งก็แนะนำน้องให้ยื่น ภ.ง.ด.91 ให้เรียบร้อย ซึ่งถ้าดูตัวเลขจากตัวเลขที่น้องถอนเงินออกไปใช้ที่ 300,000 บาท ถ้าเราตั้งเป็นเงินเดือนของกรรมการแล้วก็น้องมายื่นเสียภาษี ภ.ง.ด 91 ตรงนี้ทางฝั่งกรรมการก็ไม่มีภาษีเสีย เช่น เดียวกันเพราะเนื่องจากว่าตัว 300,000 บาท ทางฝั่งบุคคลก็จะตีเป็น 40(1) อยู่ในหมวดของเงินเดือน เงินเดือนจะหักค่าใช้จ่ายที่ 50% ไม่เกินหนึ่งแสนบาท ก็หักออกไปที่ 100,000 บาท ก็จะเหลือตัวเลขที่ออกมา 200,000 บาท 200,000 บาท มาหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ก็จะเหลือที่ 140,000 บาท 140,000 บาท เป็นตัวเลขที่เอาไปคำนวณภาษี ซึ่งภาษีของบุคคลธรรมดา สเต็ปแรกมันคือได้รับการยกเว้นที่ 150,000 บาท ซึ่งพอคำนวณออกมาแล้วมันได้แค่ 140,000 บาท ก็แปลว่าน้องก็ไม่ต้องเสียภาษี ในเคสนี้พี่เก่งก็แนะนำให้น้องทำให้ถูกต้องทั้งฝั่งบุคคลธรรมดาก็ฝั่งของบริษัท ส่วนตัวของบริษัทรอบปี 2562 ส่งเป็นงบเปล่าไปเพราะไม่มีรายการอะไรเกิดขึ้นนะคะ ปี 2563 ก็ส่งเป็นงบป่าวนะคะปี 2564 ก็เอาเอกสารรายรับ-รายจ่าย และก็ตัวเงินเดือนที่ตั้งนี้ บันทึกค่าใช้จ่ายแล้วก็ปิดงบเพื่อนำส่งกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ส่งสรรพากร พร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม ของปี 2565 นี้ อันนี้ก็ทำให้ทุกอย่าง Process (กระบวนการ) ทุกอย่างถูกต้อง น้องท่านนี้พอพี่เก่งอธิบาย ขั้นตอนให้ฟังนะคะน้องก็สบายใจขึ้นแล้วก็จะได้กลับไปทำให้ถูกต้อง พี่เก่งก็เลยอยากจะแชร์คำถามต่างๆจากงานสัมมนาให้พวกเราฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับพวกเราถ้าเกิดเจอเคสคล้ายๆ กันแบบนี้ ซึ่งงานสัมมนาครั้งต่อไปนะคะจัดที่ขอนแก่นวันที่ 11 มีนาคม 2565 ซึ่งพี่เก่งก็จะเอาคำถาม หรือประสบการณ์ต่างๆ มาเล่าสู่เราฟังต่อในครั้งถัดไป คลิปนี้เก่งข้อสรุปประมาณนี้นะคะแล้วเจอกันใหม่คลิปหน้าค่ะขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ วีดีโอบรรยาย https://www.youtube.com/watch?v=e-5soqrcI2c ปรึกษาเรื่องบัญชี ภาษี ติดต่อเรา Mobile : 081-6487459Tel : 02-563-6187-8 Fax : 02-563-6089E-mail : surapa@greenproksp.comLINE ID : @kengbunchee ### การวางแผนภาษีทั้งระบบ EP.2 พี่เก่งจะมาเล่าเกี่ยวกับการวางแผนภาษีทั้งระบบ ใน EP.2 กรณีธุรกิจบุคคลธรรมดา จะเปลี่ยนเป็นบริษัท ให้ได้ทราบว่ามีหลักเกณฑ์ และวิธีการอย่างไร รวมถึงพี่เก่งได้ยกกรณีศึกษาเป็นตัวอย่าง? รายละเอียดเนื้อหาสรุปจากคลิปวีดีโอบรรยาย+เพิ่มเติม สำหรับท่านใดต้องการฟังแบบคลิปบรรยายคลิกลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=RYOHP_JMokQหรือรับชมได้จากคลิปด้านล่างบทความนี้ >>คลิก สวัสดีค่ะ พี่เก่งนะคะวันนี้พี่เก่งจะมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องของการวางแผนภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งต่อเนื่องจากคลิปที่แล้ว ซึ่งคลิปก่อนหน้านี้เราได้คุยกันถึงเรื่องของการวางแผนของธุรกิจนำเข้า-ส่งออก วันนี้พี่เก่งก็เลยมาแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมนิดนึงว่าเนื่องจากช่วงนี้เปิดมาปีใหม่ก็มีน้องๆ หลายๆ ท่านได้มาปรึกษาพี่เก่ง และก็มีการวางแผนภาษีการคำนวณภาษีให้กับน้องๆ เพื่อจะดูภาพรวมทั้งภาษีในรูปของบุคคล และก็ภาษีในรูปของบริษัท เนื่องจากตอนนี้น้องๆ หลายท่านก็ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาแล้วก็ปีนี้ก็อยากจะเปลี่ยนเป็นรูปบริษัท ก็เลยมีการมาพูดคุยเรื่องของการวางตัวเลขแล้วก็คำนวณภาษีล่วงหน้ากัน เคสนี้พี่เก่งจะเล่าให้ฟังก็คือเป็นเคสของลูกค้าท่านหนึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของเป็นตัวแทนในการหาสินค้าให้กับลูกค้า เดี๋ยวพี่เก่งจะเล่าให้ฟังว่าในประเด็นของธุรกิจตัวนี้มีภาษีอะไรบ้าง และก็มีการวางแผนอย่างไร และก็หัวใจในการวางแผนมันคืออะไรนะค่ะ พี่เก่งขอเล่าพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมนิดนึง ธุรกิจของลูกค้ารายนี้กำลังจะเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาไปเป็น–>>รูปบริษัท แล้วก็ตอนนี้เปิดบริษัทมาเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนเดือนมกราคมปี 2565 แต่ก็ยังไม่ได้เอาเงินของค่าคอมมิสชั่นเข้าบริษัทยังทำในรูปบุคคลธรรมดาอยู่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มเลยรึเปล่าก็เลยมาปรึกษาพี่เก่ง อยากจะมองภาพรวมแล้วก็อยากที่จะเห็นตัวเลขทั้งหมดก่อนของปีนี้ถึงจะตัดสินใจว่าจะเอาเข้าบริษัทเลยรึเปล่าข้อมูลเพิ่มเติมต่อก็คือรายได้จากค่าคอมมิสชั่นของน้องก็อยู่ประมาณปีละ 10 ล้านกว่าๆ แล้วก็เรื่องของการรับค่าคอมฯ แล้วก็มีรับสองแบบ ก็คือรับค่าคอมฯ โดยตรงจากลูกค้าเลยหรือไม่ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือลูกค้าจะโอนค่าสินค้าบวกค่าคอมมิสชั่นมาให้เราทั้งก่อน แล้วเราก็เอาเงินตรงนี้ไปซื้อสินค้าก็จะเหลือส่วนต่างเป็นค่าคอมฯ อยู่ที่เรานี้แล้วก็ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจของน้องนี้ ก็จะมีพวกเงินเดือนของพนักงานทั้งที่ทีม (Sell) ขายแล้วก็ทีมแอดมินประมาณ 8 ถึง 10 คน จะมีพวกเงินเดือนมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการที่จะบริหารการขาย มีค่าโฆษณาเฟสบุ๊ค มีพวกค่าเช่าออฟฟิศต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่น้องเขียนไว้พี่เก่งนี่ก็ยังจะเป็นค่าใช้จ่ายแบบหลวมๆ พี่เก่งก็ได้มาวางแผนให้น้องต่อว่าต้องมีอะไรบ้างทีนี้ภาษีในเรื่องแรกภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวนี้ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)2.ภาษีนิติบุคคล (ภาษีของบริษัท)3.เกี่ยวข้องกับพนักงาน คือประกันสังคมทีนี้เราพูดถึงเรื่อง VAT ก่อนเรื่อง VAT ค่าคอมมิสชั่นของน้องที่รับมาจะแบ่งเป็นสองส่วนคือค่าคอมมิสชั่นที่รับจากลูกค้าโดยตรงที่รับเฉพาะค่าคอมลูกค้าจะโอนค่าคอมมาให้เราเข้าบัญชีเราตรงนี้เองพี่เก่งก็ถามน้องว่าเราสามารถที่จะผลักภาระ 7% ให้ลูกค้าได้ไหม ก็คือสมุติว่าค่าคอมฯ สักหมื่นบาทเราสามารถที่จะบวกเพิ่มกับลูกค้าอีก 7% ได้มั้ย 700 บาท น้องก็บอกว่าไม่น่าจะทำได้เพราะว่า ส่วนใหญ่ก็จะตกลงเป็นตัวเลขกลมๆ นั่นก็หมายความว่าเรื่องของภาษีมูค่าเพิ่มในขณะก็จะต้องเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมเข้าไปแล้ว (Included) อย่างยอดตัวหมื่นหนึ่งก็เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ร่วมใน 10,000 บาทไปแล้ว อันนี้ก็ต้องมีการเปิดใบกำกับให้เรียบร้อยด้วย ที่นี้ในส่วนของอีกตัวนึงตัวค่าสินค้ากับค่าคอมฯ ที่ลูกค้าโอนเงินมาให้เราทั้งก้อน แล้วเราก็โอนไปซื้อสินค้าต่อแบบนี้ กรณีแบบนี้ถ้าเรามองจริงๆ ลักษณะการซื้อมาขายไป แต่เนื่องจากว่าน้องก็ปรึกษาว่าจะไม่อยากจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดทั้งสองตัวรวมกันทั้งก้อนเนี่ยก็สามารถทำได้ พี่เก่งก็แนะนำว่านั้นก็ต้องทำเป็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนว่าเราเป็นตัวแทนในการหาสินค้า แล้วเราก็จะเปิดใบกำกับภาษีเฉพาะยอดที่ค่าคอมฯ ที่เราได้รับส่วนค่าสินค้าเราก็จะมองเป็นแค่เงินทดลองจ่ายลูกค้าโอนเงินมาให้เราแล้วเราก็แค่พักไว้ในบัญชีแล้วเพื่อจะโอนไปซื้อของต่อ เคสแบบนี้ก็ต้องมีการแต่งตั้งทำสัญญาตัวแทนเพื่อให้ไม่เอาตัวค่าสินค้าไปรวมในการฐานในการคิด VAT ด้วยอันนี้ก็ได้มีการแนะนำน้องไป ทีนี้ภาษีอีกตัวหนึ่งก็คือภาษีบริษัท อันนี้ก็คือคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัทด้วยเอารายรับหักรายจ่าย อันนี้ก็แนะนำน้องไปว่าก็ต้องมีการคำนวนโดยที่ พี่เก่งก็มีการลงรายละเอียดของเรื่องตัวค่าใช้จ่ายที่จะต้องตั้งเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาน้องเองอาจจะทำเป็นบุคคลธรรมดา ค่ายใช้จ่ายต่างๆที่จ่ายไปอาจจะไม่ได้มองว่าสามารถจะเบิกเป็นต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายได้ ก็เพียงแนะนำว่านั่นก็เดี๋ยวพี่เก่งจะทำตัวเลขแล้วก็วางค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่างให้สมบูรณ์มากที่สุด ว่าธุรกิจของเราต้องมีค่าอะไรบ้าง ก็ในเรื่องของตัวนี้ในเรื่องของการวางแผนเราก็ต้องใช้วิธีการหากต้นทุนตามจ่ายจริงโดยมองว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทก็เอามาเบิกให้ครบทำหลักฐานประกอบให้น่าเชื่อถือตัวไหนเบิกได้ตัวไหนเบิกไม่ได้ก็มานั่งวิเคราะห์ดูเราก็พยายามต้องทำหลักฐานให้น่าเชื่อถือแล้วก็มีน้ำหนักในการที่จะเอามาบันทึกบัญชี แล้วค่าใช้จ่ายนั้นที่จะเอามาเบิก ไม่เป็นค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษีด้วย ต่อไปอักตัวหนึ่งเป็นเรื่องของประกันสังคม เนื่องจากน้องมีพนักงานอยู่หลายท่าน ในเรืองของกฎหมายแรงงานก็ต้องมีการขึ้นทะเบียนนายจ้างลูกจ้างด้วยต้องมีการนำส่งประกันสังคมทุกเดือนในฝั่งของลูกจ้างเราก็หักลูกจ้างไว้ที่ 5% ก็คนหนึ่งไม่เกิน 750 บาท แล้วก็ทางฝั่งนายจ้างก็สมทบเพิ่มขึ้นให้ด้วยอีกคนละ 750 บาท สำหรับฐานเงินเดือนที่ 15,000 บาท ต่อไปในหัวข้อสอง เรื่องของการวางแผนอย่างไรสำหรับตัวธุรกิจตัวนี้ ก็ในเรื่องของ VAT พี่เก่งได้พูดไปแล้วนิดหนึ่งก็สรุปเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็มีในเรื่องของ การทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทน เพื่อให้เราเสียภาษีจากตัวเลขที่น้อยที่สุดก็คือตัวเลขเฉพาะแค่ค่าคอมมิสชั่นต่อไปเรื่องของการวางแผนในตัวของภาษีนิติบุคคลอันนี้ต้องเป็นเรื่องของการวางค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมากที่สุดพี่เก่งก็ยกตัวอย่างให้ฟังคร่าวๆ แล้วกันก็จะมีเรื่องของการตั้งเงินเดือนกรรมการแล้วก็มีเรื่องของการวางแผนค่าลดหย่อนของกรรมการด้วยว่าถ้าเราตั้งเงินเดือนของกรรมการสูงนิดนึงเนี่ย ทางฝั่งของค่าลดหย่อนก็ต้องมีการวางแผนด้วย ซึ่งตอนนี้พี่เก่งก็ได้มีการวางแผนตั้งแต่ต้นจนจบให้ลูกค้า ในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องตั้งเพิ่มก็คือเรื่องของรถยนต์ที่กรรมการใช้งานเนื่องจากว่ากรรมการยังผ่อนอยู่ก็จะมีการตั้งค่าเช่าระหว่างกันอันนี้ทางฝั่งบริษัทเองก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทางฝั่งกรรมการก็จะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวแต่ตัวนี้การตั้งค่าเช่าเองก็ในแง่ของภาษีทำได้เราก็มีการนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องแล้วก็ในฝั่งของกรรมการก็เป็นรายได้แต่พี่เก่งก็มองว่าตัวนี้ก็ดีกว่าที่ไปตั้งเงินเดือนเนื่องจากเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้แค่แสนหนึ่งต่อปีแต่ค่าเช่ารถหักค่าใช้จ่ายได้ 30% ก็ได้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในฝั่งของกรรมการทำให้เสียภาษีตรงนั้นน้อยลงด้วยค่ะ ต่อไปในเรื่องของอื่นๆ ที่พี่เก่งแนะนำก็จะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานขาย พนักงานแอดมินไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าคอมมิสชั่นน้องท่านนี้เล่าให้ฟังมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ (Sell) ด้วยอันนี้ก็สามารถมาเบิกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ หรือเดี๋ยวพี่เก่งเพิ่มอีกนิดหนึ่ง เรื่องของตัวค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ของกรรมการ ตรงนี้พอเราตั้งเป็นค่าเช่ากันแล้วก็จะสามารถจะเบิกพวกค่าซ่อมแซม ค่าประกันภัยรถยนต์ได้หรือค่าใช้จ่ายพวกค่าน้ำมันทางด่วนก็เบิกได้ ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายตัวที่สามารถตั้งเพิ่มได้ แต่ว่าพี่เก่งขอยกตัวอย่างคร่าวๆ ให้ฟัง ที่นี้อ่ามาดูประเด็นที่สาม เรื่องของหัวใจของการวางแผนภาษี ประเด็นของการวางแผนมันก็คือเรื่องของการการบาลานซ์ภาษีของฝั่งบริษัท แล้วก็ฝั่งของบุคคลธรรมดาซึ่งตัวกรรมการหรือว่าตัวผู้ถือหุ้นหรือว่าตัวทีมผู้บริหาร ที่ทำงานค่าใช้จ่ายระหว่างที่เราตั้งระหว่างบริษัทกับตัวกรรมการคำนวณแล้วทั้งสองฝั่งของตะกร้าภาษีทั้งสองฝั่งจะต้องไม่ลักลั่นกันพี่เก่งยกตัวอย่างเช่นบริษัทเองเสียภาษีอยู่ที่เหรด 15% ก็คือกำไรอยู่ในช่วงของ 300,001 บาท จนถึง 3 ล้านบาทอยู่ในช่วงอัตราภาษี 15% งั้นฝั่งกรรมการเวลาเราวางแผนก็ต้องภาษีไม่เกินกว่าผังบริษัทไม่งั้นจะทำให้การบริหารภาษีนี้ค่ะมีความไม่ balance กัน หรือถ้าสุดท้ายช่องสุดท้ายถ้าเกิดสมมุติเราวางแผนแล้วมันก็ยังไม่สามารถ จะทำภาษีได้ต่ำกว่านี้ก็อาจจะใช้วิธีการจ่ายเงินปันผลก็ได้เพราะว่าการจ่ายเงินปันผลก็เสียภาษี 10% แล้วก็ไม่ต้องเอาตัวรายได้จากเงินปันผลไปรวมในการคำนวณภาษีอีกรอบนึงก็สามารถจะ Wave (ข้ามไปได้) เลยค่ะ นี่ก็เป็นข้อมูลที่เก่งได้มีการแนะนำลูกค้าไป เดี๋ยวพี่เก่งขอสรุปเรื่องของการวางแผนภาษีทั้งระบบนิดนึงจากการที่พี่เก่งได้ทำเคส วางแผนภาษีให้ลูกค้าหลายๆ เคสที่ผ่านมาก็ประโยชน์ที่น้องๆหลายๆท่านได้รับไปคือเรื่องของการที่เราสามารถที่จะมองภาพรวมของภาษีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มว่าต้องเสียปีหนึ่งประมาณเท่าไหร่ ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคลว่าต้องเสียตัวเลขประมาณเท่าไหร่ต่อปีซึ่งน้องแต่ละคนก็ได้สบายใจแล้วก็ จะมีการวางแผนภาษีเพิ่มหรือว่าอาจจะมีการคำนวณเรื่องของกระแสเงินสดล่วงหน้าเพื่อจะได้ทำให้เรื่องของตัว Cash Flow ไม่ติดลบแล้วก็ในเรื่องของพอเราวางแผนเราก็จะเห็นภาพของทั้งหมดว่าทั้งกำไรสุทธิจะเป็นเท่าไรทั้งภาษีจะเป็นตัวเท่าไหร่เพื่อให้เราเองก็ได้ไม่ต้อง กังวลเรื่องภาษีที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตลดความเสี่ยงเรื่องของการถูกประเมินภาษีด้วย อันนี้ค่ะพี่เก่งก็ขอแชร์กับพวกเราทุกคนว่าในการวางแผนภาษีเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพวกเราเองที่กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจจากบุคคลธรรมดาเป็นรูปบริษัทถ้าเราสามารถที่จะวางแผนล่วงหน้าได้ก็ทำให้เราเองก็สบายใจเราก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องตัวเลขภาษี ถ้าน้องๆท่านใดสนใจในเรื่องการวางแผนภาษีทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหนก็สามารถที่จะวางแผนได้ก็สามารถติดต่อพี่เก่งมาได้ วีดีโอบรรยาย https://www.youtube.com/watch?v=RYOHP_JMokQ สนใจบริการวางแผนภาษีทั้งระบบ Mobile : 081-6487459Tel : 02-563-6187-8 Fax : 02-563-6089E-mail : surapa@greenproksp.comLINE ID : @kengbunchee ### รับวางแผนภาษีด้วยทีมงานมืออาชีพ (Tax Planning) ให้คำแนะนำการวางแผนภาษี1.วางแผนภาษีศุลกากร สำหรับการนำเข้า - ส่งออก2.วางแผนภาษีสรรพากร3.วางแผนภาษีสรรพสามิต“ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ การวางแผนภาษี” ข้อดีของการใช้บริการวางแผนภาษีกับเรา? •ให้คำปรึกษาด้านภาษี เพื่อวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย•ตอบโจทย์การวางแผนภาษีทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล•ช่วยให้ท่านปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง“บริการประทับใจ ด้วยทีมงานมืออาชีพ ยินดีให้คำปรึกษา” สนใจบริการวางแผนภาษี 💬 โทร: 081-648-7459LINE ID: @greenprokspaccE-Mail: surapa@greenproksp.com ### รับวางระบบบัญชี บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ รับวางระบบบัญชี ช่วยให้องค์กรหรือธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลทางบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดแผนทางการเงิน การกำหนดบัญชีที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง วางระบบบัญชี การมีระบบบัญชีที่ดีนั้นก็เปรียบเสมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง (A good beginning is thing half done)” การวางระบบบัญชี คือ การวางรากฐานของการเริ่มต้นที่ดีของการดำเนินกิจการ เพราะจะได้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วนสำหรับนำมาใช้ในการบริหารกิจการ การวางระบบบัญชีจะต้องมีความสอดคล้องของแต่ละธุรกิจ เพื่อจะได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกิจการ รวมทั้งยังช่วยประเมินผลการดำเนินงานของกิจการและสามารถตรวจสอบได้ ระบบบัญชีของกิจการหนึ่ง อาจไม่เหมาะสมกับอีกกิจการหนึ่งก็ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างของแต่ละกิจการนั้นๆ เช่น จำนวนบุคลากรในแต่ละส่วนงาน วิธีการปฏิบัติงานของแต่ละกิจการ เป็นต้น ทุกประเภทกิจการควรมีการวางระบบบัญชีที่ดีแม้ในกิจการขนาดเล็กก็มีความจำเป็นที่จะต้องวางระบบบัญชี เพื่อให้การจัดทำและจัดเก็บเอกสารสำหรับการบันทึกบัญชีในแต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรฐานทางบัญชี และภาษีอากร รวมทั้งเพื่อจะได้มีตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานของกิจการได้ ทำไมต้องวางระบบบัญชี ระบบครอบคลุมการทำงาน คีย์ข้อมูลสะดวก ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน พนักงานบัญชีไม่ต้องเพิ่มภาระการทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและธุรกิจ วางใจเรื่องระบบงานเอกสารบัญชีและการเงิน เพราะระบบรวมทุก Solution อย่างสมบูรณ์แบบ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ระบบงานบัญชีถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ ข้อมูลชัดเจนมีประสิทธิภาพ อัปเดตข้อมูลแบบ Real Time ผ่านอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การทำงาน ตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละคนมีระบบงานแบ่งแยกชัดเจน การบริหารงานมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ มีแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารให้สอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจ ช่วยติดตามธุรกิจได้ทันสถานการณ์และควบคุมค่าใช้จ่ายและรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริง ปรับปรุงการบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเรียกดูข้อมูลงานบัญชีและงานการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น หากมีความผิดปกติในการดำเนินธุรกิจจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถทำการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจในการวางแผนการเงินในอนาคต มีระบบบริหารจัดการที่เก็บข้อมูลที่ปลอดภัย ป้องกันการทุจริตภายในธุรกิจ เป็นตัวช่วยในการบริหารของทุกรูปแบบธุรกิจ ข้อดีเมื่อใช้บริการวางระบบบัญชีกับเรา • มีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ด้านการวางระบบบัญชีโดยตรง• ไม่ต้องเสียเวลา ลองผิดลองถูก ในการนำระบบบัญชีเข้ามาทดลองใช้• ระบบบัญชีที่เราให้บริการมีความเหมาะสมกับธุรกิจ• มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า ด้านการวางระบบบัญชี• ช่วยให้ลูกค้าประหยัด เวลา และงบประมาณ ในด้านการวางระบบบัญชี• ท่านได้ระบบบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ธุรกิจ• ค่าบริการ วางระบบบัญชีราคา เหมาะสมคุ้มค่า• ถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ มีประสิทธิภาพ ✔️เราคือผู้เชี่ยวชาญมีความสามารถวางระบบบัญชีในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น •ธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้า•ธุรกิจบริการ•ธุรกิจซื้อมาขายไป•ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง•ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท•ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์•ธุรกิจการเงิน•ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์•ธุรกิจสุขภาพและความงาม•ธุรกิจการแพทย์ และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ทั้งองค์กรธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์วางระบบบัญชีโดยตรง บริการในราคาที่เหมาะสม การวางระบบบัญชี ช่วยเรื่องภาษีได้อย่างไร? หัวใจสำคัญ คือผู้ประกอบการต้องเห็นความสำคัญของการเก็บเอกสารที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักฐานทางบัญชีของธุรกิจ เช่น ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษีซื้อ, ใบแจ้งหนี้, ใบกำกับภาษีขาย, ใบสำคัญรับ, ใบสำคัญจ่าย, ใบเบิกเงินสดย่อย การวางระบบบัญชีที่ดี ไม่เพียงจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่น  ยังช่วยสร้างนิสัยจัดเก็บบิลให้กับผู้ประกอบการ ออกเอกสารขายที่ถูกต้อง หัวเอกสารตรงตามประเภทธุรกิจ และเก็บเอกสารการซื้อของที่มาใช้ในกิจการอย่างครบถ้วน เพราะทั้งหมดนี้ คือหลักฐานทางบัญชีที่สามารถนำมาใช้วางแผนการจัดการภาษีที่ต้องจ่ายให้สรรพากร, วางแผนการลดหย่อนภาษีได้, สรุปผลดำเนินงานของธุรกิจได้, ควบคุมค่าใช้จ่ายในกิจการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจของคุณนั่นเอง เหตุผลที่ควรใช้บริการวางระบบบัญชีกับเรา? ระบบบัญชี ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินการไปได้อย่างถูกต้อง ทุกประเภทกิจการควรมีการวางระบบบัญชี เพื่อช่วยควบคุมข้อมูลภายในกิจการ ระบบบัญชีที่ดีจะต้องมีความสอดคล้องกับธุรกิจ การวางระบบบัญชีจะช่วยให้จัดทำและจัดเก็บเอกสารสำหรับการบันทึกบัญชี ได้ถูกต้องครบถ้วน มีตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานของกิจการได้ “ด้วยประสบการณ์ในการ รับวางระบบบัญชี ที่ยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในการให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน ทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อให้งาน วางระบบบัญชี เป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ลูกค้าที่มาใช้บริการรับรองมั่นใจได้เลยว่างานจะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไม่มีปัญหา” เราคือนักวางระบบบัญชีที่มีประสบการณ์พร้อมเข้าไปวางระบบงานให้ท่าน เราจะช่วยให้องค์กรของท่านมีระบบบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ทีมงานมืออาชีพ ทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์กว่า 28 ปีด้านการวางระบบบัญชีโดยตรง พร้อมทีมงานคอยให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลา ลองผิดลองถูก ในการนำระบบบัญชีเข้ามาทดลองใช้ ระบบมีคุณภาพ ระบบบัญชีมีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ธุรกิจ ราคาที่เหมาะสม ค่าบริการ วางระบบบัญชีราคา เหมาะสมคุ้มค่า ถูกต้องแม่นยำ ถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ มีประสิทธิภาพ เกี่ยวกับเรา Greenpro KSP Accounting Greenpro KSP ผู้ให้บริการงานวางระบบบัญชีที่มีประสบการณ์กว่า 25 ปีบริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่มีประสบการณ์สูง และเป็นบริษัทชั้นนำในการวางระบบบัญชี ที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจมากมาย เราคือผู้เชี่ยวชาญให้บริการรับวางระบบในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น• ธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้า• ธุรกิจบริการ• ธุรกิจซื้อมาขายไป• ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง• ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์• ธุรกิจการเงิน• ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์• ธุรกิจสุขภาพและความงาม• ธุรกิจการแพทย์ ติดต่อบริการวางระบบบัญชี ติดต่อบริการรับวางระบบบัญชี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### รับทำบัญชี ยื่นภาษี ปิดงบการเงิน โซลูชันงานบัญชีครบวงจรเพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ติดต่อเรา บริการบัญชีครบวงจรจาก GreenPro KSP GreenPro KSP เข้าใจดีว่า การบริหารธุรกิจในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรฐานทางบัญชีและข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อน เราจึงออกแบบบริการบัญชีที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติที่ต้องการที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ บริการด้านบัญชีครบวงจร บริการจัดทำบัญชีและปิดงบการเงิน สำหรับธุรกิจที่กำลังเริ่มต้นเพียงส่งข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น บิลจ่าย ใบเสร็จรับเงิน ข้อมูลรายรับรายจ่าย หรือเอกสารประกอบอื่นๆ ให้กับเรา ทีมงานบัญชีมืออาชีพของเราจะดูแลทุกขั้นตอนให้คุณ ตั้งแต่การบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน ไปจนถึงการยื่นแบบภาษีต่างๆ อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และตรงเวลา ให้คุณมุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงานหลังบ้าน บริการนักบัญชีแบบ Outsource เราพร้อมซัพพอร์ตคุณทันที เมื่อคุณขาดบุคลากรที่สำคัญหากทีมบัญชีของคุณเกิดช่องว่างจากการลาออก หยุดงานระยะยาว หรือขาดผู้เชี่ยวชาญในตำแหน่งสำคัญ เช่น Accounting Manager, เจ้าหน้าที่ AR/AP หรือ GL Accountant อย่าปล่อยให้ปัญหาทำให้นี้ทำให้ธุรกิจของทางไม่สะดุด เรามีทีมมืออาชีพพร้อมเข้าเติมทันทีในตำแหน่งที่ท่านขาด นอกจากนี้เรายังจัดเตรียมการส่งมอบงานอย่างมีระบบ และฝึกอบรมให้บุคลากรใหม่ของคุณสามารถรับช่วงงานต่อได้อย่างราบรื่น ออกแบบและวางระบบบัญชี ระบบบัญชีที่ดี คือรากฐานขององค์กรที่มีประสิทธิภาพบริการออกแบบและวางระบบบัญชีครบวงจร ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ พร้อมรองรับมาตรฐานทางบัญชี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การวางผังบัญชีที่เหมาะสม ไปจนถึงการสร้าง workflow ที่ชัดเจน เราออกแบบให้ระบบบัญชีของคุณทำงานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว บริการตรวจสอบบัญชีและรับรองงบการเงิน(Audit & Assurance) สร้างความเชื่อมั่นทางการเงินเพราะการตรวจสอบบัญชีไม่ใช่เพียงเพื่อทำตามกฎหมาย แต่คือการสร้างความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ นักลงทุน หรือหน่วยงานรัฐเราทำงานด้วยมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) เพื่อให้ท่านส่งงบที่กระทรวงพาณิชย์และสรรพากรได้อย่าง บริการด้านบัญชีโดยผู้เชียวชาญด้วย ประสบการณ์กว่า 29 ปี ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีของเรา ช่วยให้คุณบริหารภาษีอย่างถูกต้อง ประหยัด และปลอดภัย เริ่มต้นวันนี้เพื่ออนาคตที่มั่นคงของคุณ! Add Line Call คำถามที่พบบ่อย Item #1 ประเมินราคาอย่างไร? การประเมินราคาของเราจะพิจารณาตามจุดประสงค์การจดทะเทียนบริษัท และทุนจดทะเบียนของลูกค้า รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนด้วยไหม? เรามีบริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน สำหรับลูกค้าที่การใช้บริการ รวมถึงการทะเบียนรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย ใช้บริการจดทะเบียนกับเราปัญหาจะหมดไปใช่ไหม? ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี และทีมที่มีความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับบริการจดทะเบียนบริษัท เรามั่นใจว่า ความกังวลของลูกค้าจะหมดไป เพราะเราดำเนินการอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้ พื้นที่ให้บริการรับจดทะเบียนนิติบุคคล? สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทยสำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อน นอกจากงานจดทะเบียน มีบริการอย่างอื่นอีกไหม? ใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมาย การประเมินราคาของเราจะพิจารณาตามจุดประสงค์การจดทะเทียนบริษัท และทุนจดทะเบียนของลูกค้าเรามีบริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน สำหรับลูกค้าที่การใช้บริการ รวมถึงการทะเบียนรูปแบบอื่นๆ อีกมากมายด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี และทีมที่มีความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับบริการจดทะเบียนบริษัท เรามั่นใจว่า ความกังวลของลูกค้าจะหมดไป เพราะเราดำเนินการอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทยสำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อนใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมาย ### รับจดเปลี่ยนแปลงบริษัท รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด ด้วยทีมงานจดทะเบียนมืออาชีพ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด ด้วยทีมงานจดทะเบียนมืออาชีพ บริการรวดเร็ว ราคาถูก จดเปลี่ยนกรรมการ(เข้า-ออก), เปลี่ยนชื่อ, เปลี่ยนแปลงที่อยู่ เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์, จดเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ยินดีให้คำปรึกษา! จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบริษัทจำกัด •จดทะเบียนเพิ่มทุน (แก้ไขเพิ่มเติมมติพิเศษให้เพิ่มทุน)•จดทะเบียนลดทุน (แก้ไขเพิ่มเติมลดทุนบริษัท)•จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนชื่อบริษัท•แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานของบริษัทจำกัด (ย้ายภายในจังหวัดเดียวกัน, ย้ายข้ามจังหวัด)•จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการ•จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมชื่อและดวงตราสำคัญ•จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์•จดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้น•จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น•จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด•จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขกับสรรพากร•แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนจัดตั้งบริษัทจำกัด•จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ, แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ (แปลงมูลค่าหุ้น)•แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ•จดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด•จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตั้ง เปลี่ยนตัว อำนาจ ของผู้ชำระบัญชี•การชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท•จดทะเบียนควบบริษัทจำกัด ข้อดีของการใช้บริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับเรา •ไม่ต้องเสียเวลาในการจดทะเบียนด้วยตัวเอง•มีทีมงานมืออาชีพในด้านงานจดทะเบียน•มีประสบการณ์โดยตรงในงานจดทะเบียนโดยตรง•มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า•ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องดำเนินเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง•จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ค่าบริการเหมาะสมคุ้มค่า“บริการประทับใจ ด้วยทีมงานมืออาชีพ ยินดีให้คำปรึกษา” สนใจบริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120Tel : 058-067-4884LINE ID : @greenproksp E-mail info.th@greenproksp.com   ### การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ย้อนหลัง 2 ปีมีวิธีการอย่างไร? การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ย้อนหลัง2ปีมีวิธีการอย่างไร? มีลูกค้าโทรมาจากต่างจังหวัดปรึกษา เนื่องจากไม่ได้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มในธุรกิจใหม่ของปี 2562, 2563 จะมีวิธีการคำนวณภาษีอย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/XcKJI5vZ95U #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การคำนวณภาษี #มูลค่าเพิ่ม(VAT) #ย้อนหลัง2ปี #มีวิธีการอย่างไร? ### การลดทุนห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวิธีการอย่างไร? #การลดทุนห้างหุ้นส่วนจำกัด #มีวิธีการอย่างไร? มีลูกค้าโทรมาปรึกษาพี่เก่ง เรื่องทุนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ในประเด็นการลดทุนมีรายละเอียดอย่างไร? #สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/SDf2gKRFUGY #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การลดทุนห้างหุ้นส่วนจำกัด #มีวิธีการอย่างไร? ### การวางแผนภาษีธุรกิจให้เช่าโกดัง แบบบุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? #การวางแผนภาษีธุรกิจให้เช่าโกดัง #แบบบุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง ลูกค้ามีที่ดินหลายแปลง มีทำธุรกิจโกดังให้เช่าบนที่ดิน และมีการทยอยสร้างโกดังเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีภาษีค่อนข้างเยอะลูกค้าจึงได้ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีเพื่อให้ประหยัดภาษี #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/qGO_ftOEatI #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การวางแผนภาษี #ธุรกิจให้เช่าโกดัง #แบบบุคคลธรรมดา #มีวิธีการอย่างไร? ### ถาม-ตอบ (Q&A) เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่งเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พี่เก่งจะมาตอบคำถามในข้อสงสัยต่างๆ ที่ลูกค้าถามกันเข้ามา #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/DKqYT3Z9sRE #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #ถาม-ตอบ(Q&A) #เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม #ถามตอบภาษีมูลค่าเพิ่ม ### เปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) มา 5 ปีแล้ว ไม่ได้ทำบัญชีส่งงบการเงินจะทำอย่างไรบ้าง? #เปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) มา 5 ปีแล้ว ไม่ได้ทำบัญชีส่งงบการเงินจะทำอย่างไรบ้าง? มีลูกค้าโทรมาปรึกษาพี่เก่ง ได้เปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) มา 5 ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการทำบัญชี และส่งงบการเงินเลย จะทำอย่างไรได้บ้าง? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/zVysl-4czU4 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #เปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) #มา 5 ปีแล้ว #ไม่ได้ทำบัญชีส่งงบการเงินจะทำอย่างไรบ้าง? ### ทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาเปลี่ยนเป็นบริษัท ควรจดทะเบียนด้วยทุนเท่าไหร่? มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง ที่ผ่านมาทำธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ ในรูปแบบบุคคลธรรมดา รายได้เริ่มเติบโต อยากจะจดทะเบียนเป็นบริษัท จะต้องจดด้วยทุนเท่าไหร่? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/knMyQB-A3no #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #ทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา #เปลี่ยนเป็นบริษัท ### การวางแผนธุรกิจอพาร์ทเม้น (Apartment) มีวิธีการอย่างไรบ้าง? ลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่งเกี่ยวกับธุรกิจ ลูกค้ามีที่ดินส่วนตัวนำมาก่อสร้างอพาร์ทเม้น ได้จ่ายจากเงินส่วนตัวไม่ได้ทำในรูป หจก. หลังจากนั้น ก็ได้ไปจดจัดตั้ง หจก. เพื่อมาบริหาร จะมีการวางแผนธุรกิจและภาษีได้อย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/HeuqYLNsrv8 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การวางแผนธุรกิจ #อพาร์ทเม้น (Apartment) #มีวิธีการอย่างไรบ้าง? #วางแผนภาษี ### การวางแผนธุรกิจ Life Coach (ไลฟ์ โค้ช) #จะทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือบริษัท? มีลูกค้าทำธุรกิจเกี่ยวกับโค้ชสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาศักยภาพ พัฒนาตัวเอง จากข้างใน ทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่ในช่วงหลังรายได้เริ่มมากขึ้น จึงทำให้เสียภาษีมากขึ้น เลยโทรมาปรึกษาว่าควรทำธุรกิจในรูปแบบไหนดี? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/ZAlK_MCeUO4 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #กรณีศึกษา #การวางแผนธุรกิจ Life Coach (ไลฟ์ โค้ช) #จะทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือบริษัท ### การลดทุนบริษัทจำกัดชำระคืนผู้ถือหุ้นด้วยที่ดินจะสามารถทำได้ไหม? #กรณีศึกษา #การลดทุนบริษัทจำกัดชำระคืนผู้ถือหุ้นด้วยที่ดินจะสามารถทำได้ไหม? มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง โดยได้ทำธุรกิจร่วมลงทุนกับเพื่อน 3 คน ร่วมลงทุนคน 20 ล้านบาท รวมเป็นทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และชำระทุนครบ 100% ธุรกิจมีการซื้อที่ดินเพื่อทำรีสอร์ท และต่อมามีผู้ถือหุ้น 1 คนปรึกษาเรื่องการถอนหุ้น #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย https://youtu.be/9R-4-pScYlo #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #กรณีศึกษา #การลดทุนบริษัทจำกัด #ชำระคืนผู้ถือหุ้นด้วยที่ดิน #จะสามารถทำได้ไหม? ### กรณีศึกษาการทำบัญชีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2561-2563 จะทำได้อย่างไร? กรณีศึกษาการทำบัญชีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2561-2563 จะทำได้อย่างไร? มีลูกค้าโทรมาปรึกษาพี่เก่ง เกี่ยวกับได้รับจดหมายให้ไปจ่ายค่าปรับเรื่องของการส่งงบการเงินล่าช้า ลูกค้ามีความกังวลว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/Re_yp_QefbQ #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #กรณีศึกษา #การทำบัญชีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2561-2563 จะทำได้อย่างไร? #ทำบัญชีย้อนหลัง #ทำบัญชี ### กรณีศึกษาร้านค้าที่รับเงินผ่านแอปถุงเงิน #ที่เข้าร่วมโครงการของรัฐจะสามารถวางแผนภาษีได้อย่างไร? มีลูกค้าเปิดร้านขายปุ๋ย, สารเคมีสำหรับพืช, และขายน้ำมันดีเซล โทรมาปรึกษาพี่เก่งว่าเป็นร้านค้าได้เข้าร่วมโครงการของรัฐ และรับเงินผ่านแอปถุงเงิน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และทำให้มีความกังวลเรื่องภาษี พี่เก่งจะมาแนะนำแนวทางว่าจะวางแผนภาษีได้อย่างไร? https://youtu.be/04UlQaZrsb8 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 5,000 บาท / 1 ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee โทรศัพท์: 081 - 648 -7459 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #กรณีศึกษาการวางแผนภาษี #ร้านค้าที่รับเงินผ่านแอพถุงเงิน #ที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ #จะวางแผนภาษีได้อย่างไร #วางแผนภาษี ### กรณีศึกษาการวางแผนภาษีร้านขายเครื่องสำอางที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ #กรณีศึกษาการวางแผนภาษีร้านขายเครื่องสำอางที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ มีลูกค้าจากต่างจังหวัดโทรมาปรึกษาพี่เก่ง ลูกค้าทำธุรกิจร้านขายเครื่องสำอาง ตั้งแต่ได้มีการเข้าร่วมโครงการร้านค้ารับสวัสดิการของรัฐทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ลูกค้ามีปรึกษาว่าควรจดเป็นบริษัทหรือยัง และมีความกังวลเรื่องของภาษี พี่เก่งได้มีแนะนำแนวทาง #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/pQGLgTu52-E #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #กรณีศึกษาการวางแผนภาษี #ร้านขายเครื่องสำอาง #ที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ #วางแผนภาษีร้านขายเครื่องสำอาง #วางแผนภาษี ### เมื่อสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง #ธุรกิจรับเหมาค่าแรงจะเตรียมตัวอย่างไร? เก่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้รับเหมา (รับเหมาค่าแรง) ท่านหนึ่ง ถูกสรรพากรเรียกประเมินภาษีย้อนหลัง พี่เก่งจะมาแนะนำแนวทางการเตรียมตัวเพื่อแก้ไขปัญหา #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/La_Rfoq9IPk #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #เมื่อสรรพากรประเมิน #ภาษีย้อนหลัง #ธุรกิจรับเหมาค่าแรง #จะเตรียมตัวอย่างไร? ### การพิจารณาจดเลิกบริษัทมีหลักการอย่างไร? มีน้องๆ โทรเข้ามาปรึกษา เรื่องการจดเลิกบริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) จะมีหลักการพิจารณาจดเลิกบริษัทมีหลักการอย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/bhIC3RcEziI #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การพิจารณาจดเลิกบริษัท#มีหลักการอย่างไร?#จดเลิกบริษัท#ประเด็นต่างๆที่ควรพิจารณาเมื่อจะจดเลิกบริษัท ### การเคลมสินค้าจากต่างประเทศมีหลักการลงบัญชีและหลักการภาษีอย่างไร ลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่งว่า เขาได้มีการสั่งสินค้าจากต่างประเทศ สินค้าที่ส่งมาไม่ตรงตามที่ต้องการ และทางผู้ขายได้ทำการส่งสินค้าชุดใหม่ให้ โดยมีการนำเข้ามาอีกรอบหนึ่ง การเคลมสินค้าจากต่างประเทศมีหลักการลงบัญชีและหลักการภาษีอย่างไร #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/J1r8qmH9Z14 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การเคลมสินค้า #จากต่างประเทศ #มีหลักการลงบัญชี #และหลักการภาษีอย่างไร ### นำทุนจดทะเบียนไปซื้อทรัพย์สิน ด้านบัญชีและภาษีมีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง? #นำทุนจดทะเบียนไปซื้อทรัพย์สิน #ด้านบัญชีและภาษีมีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง? มีน้องโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง น้องกำลังจะจดจัดตั้งบริษัท ด้วยทุนจดทะเบียนที่ 3 ล้านบาท โดยโอนเงินชำระทุนเข้าบัญชีธนาคาร แล้วจะนำเงินนี้ไปซื้อบ้าน สามารถที่จะลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้หรือเปล่า? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/xjppAwSsteI #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #นำทุนจดทะเบียน #ไปซื้อทรัพย์สิน#ด้านบัญชี #และภาษีมีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง?#ทุนจดทะเบียน #ตอบคำถามทุนจดทะเบียน ### ถาม-ตอบ ข้อสงสัยเกี่ยวกับทุนจดทะเบียน มีน้องๆ ที่กำลังจะเปิดเป็นรูปบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หลายๆท่าน โทรมาปรึกษาพี่เก่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุนจดทะเบียน พี่เก่งได้สรุปและตอบข้อสงสัยต่างๆ ที่น้องๆ ถามเข้ามา #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย https://youtu.be/2s-l4-oeC4o #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ----------------------------- #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #ถาม-ตอบ ข้อสงสัยเกี่ยวกับทุนจดทะเบียน#ทุนจดทะเบียน#คำถามทุนจดทะเบียน ### การวางแผนภาษีซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติมีวิธีการอย่างไร? #กรณีศึกษามีลูกค้าปรึกษาเข้ามา มีชาวต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ ด้วยการจดทะเบียนบริษัทขึ้นโดยการถือหุ้นร่วมกันระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ จะสามารถวางแผนภาษีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติได้อย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/FfqCl1Jk3qc #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การวางแผนภาษีซื้ออสังหาริมทรัพย์#ของชาวต่างชาติมีวิธีการอย่างไร?#วางแผนภาษี ### การวางแผนภาษีรายได้ค่าเช่ามีวิธีการอย่างไร? มีน้องโทรมาปรึกษาพี่เก่ง เรื่องรายได้ค่าเช่า เนื่องจากได้นำอาคารพาณิชย์ 3 ห้อง ให้ทาง เซเว่น อีเลฟเว่น เช่า และได้รับค่าเช่าเดือนละ 120,000 บาท/เดือน จะสามารถวางแผนภาษีได้อย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/YxA3uSWLZi4 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การวางแผนภาษี #รายได้ค่าเช่ามีวิธีการอย่างไร #วางแผนภาษี ### การวางแผนภาษีร้านค้ารับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ​ #ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ​ พี่เก่งจะมาอธิบายการวางแผนภาษี #ร้านค้า ที่รับบัตรสวัสดิการของรัฐ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ มีภาษีอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง และจะมีแนวทางวางแผนภาษีได้อย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/8q7H-vAgcq4 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การวางแผนภาษีร้านค้ารับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ#ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ#การวางแผนภาษี#วางแผนภาษี ### การวางแผนภาษีธุรกิจนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์มีวิธีการอย่างไร? มีน้องโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง ทำธุรกิจเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ (ขายคอนโด) เนื่องจากมีรายได้นายหน้าขายคอนโดเพิ่มขึ้น และเป็นกังวลเรื่องภาษีเลยโทรมาปรึกษาพี่เก่งว่าจะสามารถวางแผนภาษีอย่างไรได้บ้าง? #รายละเอียด​ สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลยให้ความรู้โดยพี่เก่ง​ ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/wS_2B0fQa64 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com #การวางแผนภาษีธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์#มีวิธีการอย่างไร?#วางแผนภาษี ### สรุป ภาษีที่ต้องยื่นตอนสิ้นปี ของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล มีอะไรบ้าง #สรุปภาษีที่ต้องยื่นตอนสิ้นปีของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีอะไรบ้าง​ ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา และนิติบุคคช่วงสิ้นปีมีภาษีอะไรบ้าง? ที่ต้องยื่น และยื่นด้วยแบบภาษีอะไร? #รายละเอียด​ สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง​ ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=W0H3zcshv2k #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #สรุปภาษีที่ต้องยื่นตอนสิ้นปี #ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีอะไรบ้าง#ภาษีสิ้นปีบุคคลธรรมดา#ภาษีสิ้นปีนิติบุคคล ### EP.2 ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? #EP.2 ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? จาก EP.1 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? ที่มีน้องๆ โทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่งเรื่องการคำนวณและยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พี่เก่งจะมาอธิบายและยกตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเป็นตัวอย่างให้ได้ดูกัน #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=3u5sThBIxjo #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #มีวิธีการอย่างไร? ### EP.1 ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? #EP.1ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? มีน้องๆ โทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่งเรื่องการคำนวณและยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พี่เก่งจะมาอธิบายและยกตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเป็นตัวอย่างให้ได้ดูกัน #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Rls6Iq5jNCQ #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #มีวิธีการอย่างไร? ### การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับค่าลดหย่อนมีวิธีการอย่างไร? #การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับค่าลดหย่อนมีวิธีการอย่างไร? มีน้องๆ โทรศัพท์มาปรึกษาพี่เก่งเกี่ยวกับการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในคลิปนี้พี่เก่งจะอธิบายถึง การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเรื่องของค่าลดหย่อน ว่ามีวิธีการอย่างไร?#รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) #โหลดเอกสารประกอบ ตารางคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา ได้ที่: link https://www.kengbuncheepasibuntao.com/download-documents/ https://www.youtube.com/watch?v=hdHsq7Bm4Yc #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #ที่เกี่ยวข้องกับค่าลดหย่อนมีวิธีการอย่างไร? #วางแผนค่าลดหย่อน ### การซื้อรถยนต์ในนามของบริษัทมีหลักการบัญชีและภาษีเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง? #การซื้อรถยนต์ในนามของบริษัทมีหลักการบัญชีและภาษีเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง? การซื้อรถยนต์ในนามบริษัท ตั้งแต่ตอนที่เราซื้อ ตอนบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ รวมถึงตอนที่เราขายออกไปมีภาษีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง และในเรื่องของหลักการบัญชีบันทึกบัญชีอย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=2BAdd0Dxs-g #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การซื้อรถยนต์ในนามของบริษัทมี #หลักการบัญชีและภาษีเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง? #ภาษีการซื้อรถยนต์ในนามบริษัท #บัญชีการซื้อรถยนต์ในนามบริษัท ### การซื้อรถยนต์ในนามของบริษัทมีหลักการบัญชีและภาษีเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง? #การซื้อรถยนต์ในนามของบริษัทมีหลักการบัญชีและภาษีเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง? การซื้อรถยนต์ในนามบริษัท ตั้งแต่ตอนที่เราซื้อ ตอนบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ รวมถึงตอนที่เราขายออกไปมีภาษีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง และในเรื่องของหลักการบัญชีบันทึกบัญชีอย่างไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=2BAdd0Dxs-g #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การซื้อรถยนต์ในนามของบริษัทมี #หลักการบัญชีและภาษีเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง? #ภาษีการซื้อรถยนต์ในนามบริษัท #บัญชีการซื้อรถยนต์ในนามบริษัท ### การซื้อที่ดิน, อาคาร #ในนามบริษัทมีผลกระทบต่อกำไรขาดทุนและภาษีอย่างไร? #การซื้อที่ดิน, อาคาร #ในนามบริษัทมีผลกระทบต่อกำไรขาดทุนและภาษีอย่างไร? มีลูกค้าพี่เก่งโทรเข้ามาปรึกษา เรื่องการซื้อที่ดิน, อาคาร ที่อยู่ในที่ดินผืนเดียวกัน จะซื้อในรูปแบบไหนดีเพื่อที่จะทำให้ปลายทางกำไรสุทธิของบริษัทลดลง และเป็นการประหยัดภาษี #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Ei_aoa5SwsE #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การซื้อที่ดิน,อาคาร #ในนามบริษัท #มีผลกระทบต่อกำไรขาดทุน #และภาษีอย่างไร? ### เตรียมตัวเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2563 ยื่นภาษี 2564 #เตรียมตัวเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2563 ยื่นภาษี 2564 มีน้องๆ โทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่งเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2563 ที่จะยื่นเสียภาษีในปี 2564 นี้ พี่เก่งจะขออธิบายรายละเอียดที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=kZkNBLNiWwA #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เตรียมตัวเสียภาษีเงินได้ #บุคคลธรรมดา #ปีภาษี 2563 #ยื่นภาษี 2564 #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ### การออกเอกสารในรูปแบบการขายสินค้า #และการให้บริการมีวิธิการอย่างไร? #การออกเอกสารในรูปแบบการขายสินค้า #และการให้บริการมีวิธิการอย่างไร? มีน้องๆ ที่เริ่มประกอบธุรกิจในนามของบริษัท และ หจก. โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการเริ่มต้นออกเอกสารให้ลูกค้าทั้งด้านการขายสินค้า และการให้บริการต้องออกเอกสาร, หัวเอกสารอย่างไรบ้าง? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=5M2sXeCRfg8 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 5,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee โทรศัพท์: 081 - 648 - 7459 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การออกเอกสารในรูปแบบการขายสินค้า #และการให้บริการมีวิธิการอย่างไร? #การขายสินค้า #การให้บริการต้องออกเอกสาร #หัวเอกสารอย่างไรบ้าง? ### การพิจารณาเงินทุนจดทะเบียน และเงินหมุนเวียนในกิจากร มีหลักการอย่างไร? #การพิจารณาเงินทุนจดทะเบียน และเงินหมุนเวียนในกิจากร มีหลักการอย่างไร? มีน้องโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาพี่เก่งว่า กำลังจะเปลี่ยนการทำธุรกิจจากบุคคลธรรมดา เป็นนิติบุคคลควรจะต้องจดทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี? และจะทำในรูปแบบ หจก. หรือ บริษัท #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=D24hx8jPJz0 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การพิจารณาเงินทุนจดทะเบียน #และเงินหมุนเวียนในกิจากร มีหลักการอย่างไร? ### การวางแผนภาษีธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างมีวิธีการอย่างไร? #การวางแผนภาษีธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างมีวิธีการอย่างไร? พี่เก่งให้ความรู้เรื่องการวางแผนภาษีธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีวิธีการขั้นตอนอย่างไร #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=xleQwGlV2aI #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การวางแผนภาษีธุรกิจ #ขายวัสดุก่อสร้างมีวิธีการอย่างไร? ### EP.3 เริ่มต้นธุรกิจมีภาษีที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง EP.3 เริ่มต้นธุรกิจมีภาษีที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง จาก EP.2 ที่พี่เก่งได้อธิบายไว้ ใน EP.3 นี้จะมาต่อเรื่องเริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? พี่เก่งจะขอสรุปให้ฟังว่ามีภาษีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอะไรต่อ #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=jEfr2DvajSg #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? #ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ #ภาษีธุรกิจ #ภาษีเริ่มทำธุรกิจ ### EP.2 เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? EP.2 #เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? จาก EP.1 ที่พี่เก่งได้อธิบายไว้ ใน EP.2 นี้จะมาต่อเรื่องเริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? พี่เก่งจะขอสรุปให้ฟังว่ามีภาษีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอะไรต่อ #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=yQCgTZBbTeU #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? #ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ #ภาษีธุรกิจ #ภาษีเริ่มทำธุรกิจ ### EP.1 เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? #เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? มีน้องๆ หลายคนเริ่มทำธุรกิจ (Start Up) โทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง ว่าถ้าเริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้ในเรื่องภาษีอะไรบ้าง? พี่เก่งจะขอสรุปให้ฟังว่ามีภาษีที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=8ePp6jddHN0 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เริ่มทำธุรกิจต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอะไรบ้าง? #ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ #ภาษีธุรกิจ #ภาษีเริ่มทำธุรกิจ ### เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจะเตรียมตัวอย่างไร? #เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจะเตรียมตัวอย่างไร? พี่เก่งได้คุยกับลูกค้าหลายๆ คนที่ผ่านมา ได้ทราบว่าทำธุรกิจมาแล้วยังไม่เคยยื่นภาษีเลย เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจะเตรียมตัวอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=wR2b8sMJYHk #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจะเตรียมตัวอย่างไร? #ตรวจภาษีย้อนหลัง #ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง #เตรียมตัวเมื่อถูกตรวจสอบภาษี #วางแผนภาษี ### ไม่ได้จดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เปิดใบกำกับภาษีขายไปแล้ว จะแก้ไขอย่างไร? #ไม่ได้จดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เปิดใบกำกับภาษีขายไปแล้ว จะแก้ไขอย่างไร? มีลูกค้าพี่เก่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไปแล้ว ยังไม่ได้เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ออกใบกำกับภาษีขายไปแล้ว จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=jpVM7XdKx5U #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #ไม่ได้จดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)แต่เปิดใบกำกับภาษีขายไปแล้วจะแก้ไขอย่างไร? #ภาษีมูลค่าเพิ่ม #ออกเอกสารไม่ถูกต้อง #ไม่ได้จดเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม #ออกเอกสารแล้ว ### การวางแผนภาษี ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีวิธีการอย่างไร #การวางแผนภาษี ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีวิธีการอย่างไร มีน้อง ๆ พี่ๆ ที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหลายท่านโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง เนื่องจากถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง พี่เก่งได้ให้หลักการและคำแนะนำด้านภาษี #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=eMfBwq7EkQM #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การวางแผนภาษีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีวิธีการอย่างไร#วางแผนภาษีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง#ภาษีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ### การวางแผนภาษี ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ร้านเบเกอรี่ มีน้อง ๆ ที่เปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม พี่เก่งได้ดูแลงานด้านการวางแผนบัญชี และภาษี พี่เก่งจะมา แชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจในกลุ่มนี้ เผื่อจะเป็นไอเดียในการวางแผนประกอบธุรกิจ #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=A5luaMnCnJM #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การวางแผนภาษีร้านอาหาร#การวางแผนภาษีร้านกาแฟ#การวางแผนภาษีร้านเบเกอรี่ ### การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ช่วงสิ้นปี 2563 #การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาช่วงสิ้นปี​ 2563 การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ช่วงสิ้นปี 2563 มีวิธีการอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม​ สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง​ ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=1H9uv-vgpQc #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม​? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป​ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี​ โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม​ เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com​ ----------------------------- #การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา​ ช่วงสิ้นปี 2563 #การวางแผนภาษีบุคคลธรรมดา​แสดงน้อยลง ### การวางแผนภาษี #กรณีศึกษาภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) #การวางแผนภาษี #กรณีศึกษาภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) #กรณีศึกษา การวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีวิธีการอย่างไร? พี่เก่งมีกรณีศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) สองกรณีด้วยกันที่อยากจะยกตัวอย่างให้ได้ศึกษากัน#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=AfXIkSMR7ko #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม #วางแผนภาษี #วางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ### การวางแผนภาษี #รายได้และค่าใช้จ่ายธุรกิจคลินิกทำฟัน การวางแผนภาษี #รายได้และค่าใช้จ่ายธุรกิจคลินิกทำฟัน ทำธุรกิจคลินิกทำฟันจะมีการวางแผนภาษี รายได้และค่าใช้จ่ายอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=AMYgJ10yw7A #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #การวางแผนภาษี #รายได้และค่าใช้จ่ายธุรกิจคลินิกทำฟัน #วางแผนภาษีธุรกิจคลินิกทำฟัน ### มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 1 ล้านบาท แต่ต้องลงทุนในงานตกต่างร้าน 3 ล้านบาท จะมีการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างไร? #มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 1 ล้านบาท แต่ต้องลงทุนในงานตกต่างร้าน 3 ล้านบาท จะมีการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างไร? มีลูกค้าพี่เก่งพึ่งจดจัดตั้งบริษัทเสร็จเมื่อเดือนที่แล้ว มีธุรกิจจะไปทำร้านชานมไข่มุกและร้านขนม ธุรกิจเป็นเพื่อนสมัยเรียนที่มาร่วมกันลงทุน ในเรื่องของการลงทุนจะมีการจัดการเอกสาร และบัญชีอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=eMfBwq7EkQM #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 5,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee โทรศัพท์: 081 - 648 - 7459 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 1 ล้านบาท แต่ต้องลงทุนในงานตกต่างร้าน 3 ล้านบาท จะมีการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างไร?#จดทะเบียนบริษัท#การร่วมทุนจดทะเบียนบริษัท#การร่วมทุนระหว่างเพื่อน ### เปิดบริษัทมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2561 ไม่ได้ ทำงบฯ 3 ปี จะต้องทำอย่างไรบ้าง? #เปิดบริษัทมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2561 ไม่ได้ ทำงบฯ 3 ปี จะต้องทำอย่างไรบ้าง? มีน้องๆ โทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง เมื่อเปิดบริษัทมาแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจใดๆ จะต้องทำยังไงบ้าง และ ถ้าอยากจดปิดบริษัทสามารถทำได้หรือไม่ ? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=5HSipCbBWRM #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เปิดบริษัทมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2561 ไม่ได้ ทำงบฯ 3 ปี จะต้องทำอย่างไรบ้าง? #ปิดงบการเงินย้อนหลัง? #บริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจใดๆ ### ถ้าเปิดเป็นรูปบริษัทจำเป็นต้องจ้างนักบัญชีเลยหรือเปล่า #ถ้าเปิดเป็นรูปบริษัทจำเป็นต้องจ้างนักบัญชีเลยหรือเปล่า มีน้องๆ ที่เริ่มทำธุรกิจใหม่โทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง พึ่งเปิดบริษัทใหม่จะต้องจ้างนักบัญชีเลยหรือเปล่า และจะจ้างนักบัญชีตอนไหน? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=kwVG3TN-yPM #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee ————————————— #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. …………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #ถ้าเปิดเป็นรูปบริษัทจำเป็นต้องจ้างนักบัญชีเลยหรือเปล่า #จะจ้างนักบัญชีตอนไหน? #จ้างสำนักงานบัญชี ### กรณีศึกษา #ภาษีธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ มีธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ 2 กรณีศึกษาที่พี่เก่งจะเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการวางแผนภาษีมีวิธีการอย่างไร?#รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=MIz4GfKuj5c #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ภาษีธุรกิจขายสินค้าออนไลน์#วางแผนภาษีธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ### การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาเรื่องการกรอกแบบ ภ.ง.ด.94 ภ.ง.ด.90 ของรอบปี 2563 ลูกค้าประกอบธุรกิจเป็นผู้รับเหมาวางระบบสายไฟเบอร์ออฟติก จะมีวิธีการอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=RG9Tq4CmGp4 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีวิธีการอย่างไร?#การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา#คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ### ทำธุรกิจให้เช่าโกดังสินค้ามีภาษีตัวไหนบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง? #กรณีศึกษา ลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง เริ่มทำธุรกิจให้เช่าโกดังสินค้าในนามนิติบุคคล จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ในเรื่องบัญชี และภาษี จะต้องวางแผนยังไง? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=9pK3Y-MicRk #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ทำธุรกิจให้เช่าโกดังสินค้า#มีภาษีตัวไหนบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ### ทำธุรกิจชาบู, ปิ้งย่าง จะวางแผนเรื่องบัญชี และภาษีอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าทำธุรกิจชาบู ปิ้งย่างในนามบุคคลธรรมดา มาปรึกษาว่าจะทำธุรกิจนี้ในนามนิติบุคคลจะวางแผนเรื่องบัญชี และภาษีอย่างไร #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=pt-5nXnSaNQ #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ทำธุรกิจชาบู, ปิ้งย่าง จะวางแผนเรื่องบัญชี และภาษีอย่างไร?#ทำธุรกิจชาบู#การวางแผนภาษี#การวางแผนบัญชี ### ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #ทำธุรกิจขายเนื้อหมูสด และสินค้าแปรรูป? #กรณีศึกษา มีน้องจากต่างจังหวัดโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง อยากทำธุรกิจขายเนื้อหมูสด และ สินค้าแปรรูป ต่อจากคุณพ่อ จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=qEci6A-PBB8 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา#ทำธุรกิจขายเนื้อหมูสดและสินค้าแปรรูป ### ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #กรณีศึกษาเมื่อสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? กรณีศึกษา มีน้องจากต่างจังหวัดโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง ไม่ค่อยสบายใจเนื่องจากถูกสรรพากรประเมินภาษีคุณพ่อย้อนหลัง คุณพ่อเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=_c4qI3ZzWrc #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา#เมื่อสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?#สรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง ### การจ่ายเงินปันผลมีหลักการ และวิธีการอย่างไร? กรณีศึกษา มีน้องที่ติดตามพี่เก่งทาง YouTube สอบถามพี่เก่งเกี่ยวกับการเพิ่มทุน มีข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=v-ANUM6WJV4 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การเพิ่มทุน#การจ่ายเงินปันผล#การเพิ่มทุนบริษัท ### การจดจัดตั้งมูลนิธิ การจัดทำบัญชี และภาษีมีวิธีการอย่างไร? กรณีศึกษา มีลูกค้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องการจดจัดตั้งมูลนิธิ การจัดทำบัญชี และภาษี มีวิธีการอย่างไร? รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=1DfP0qvfMG8 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การจดจัดตั้งมูลนิธิ#การจัดทำบัญชี และภาษีมีวิธีการอย่างไร?#ภาษีมูลนิธิ ### การขายสินค้าออนไลน์จะออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีเมื่อไร? #และลงบันทึกบัญชีอย่างไร? #การขายสินค้าออนไลน์จะออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีเมื่อไร? #และลงบันทึกบัญชีอย่างไร?#กรณีศึกษา เนื่องจากกระแสการขายสินค้าออนไลน์เพิ่มจำนวนมากขึ้น รูปแบบการขายเปลี่ยนไปเป็นแบบออนไลน์ผ่าน Facebook, IG, ผู้ให้บริการ เช่น Lazada, Shopee หรือ ช่องทางสื่อออนไลน์อื่นๆ จะมีแนวทางออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีเมื่อไร? #และลงบันทึกบัญชีอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Y0XybgDei1E #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การขายสินค้าออนไลน์จะออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีเมื่อไร?#และลงบันทึกบัญชีอย่างไร?#ออกใบเสร็จขายสินค้าออนไลน์#บันทึกบัญชีขายสิค้าออนไลน์#จุดรับผิดชอบภาษีขายสินค้าออนไลน์ ### การนำทองมาเป็นโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย #มีหลัการทางบัญชีและภาษีอย่างไร? กรณีศึกษา มีลูกค้าของพี่เก่งที่ดูแลงานบัญชี โทรมาปรึกษาว่าอยากจะทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายคือนำทองคำมาเป็นของแจกให้กับลูกค้า ที่มียอดซื้อถึงเป้า ในด้านบัญชีและภาษี จะมีวิธีการอย่างไร #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Y76wMmwMKrY #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การนำทองมาเป็นโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย#มีหลัการทางบัญชีและภาษีอย่างไร?#บัญชีกับการส่งเสริมการขาย#ภาษีกับการส่งเสิรมการขาย ### การวางระบบบัญชี มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร กรณีศึกษา มีลูกค้าของพี่เก่งได้นัดเข้าไปพูดคุยเรื่องการวางระบบบัญชี เนื่องจากต้องการขยายธุรกิจ และต้องการวางระบบหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพ #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=te0N6vjG_90 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การวางระบบบัญชีมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร#วางระบบบัญชี#การวางระบบบัญชี ### การวางแผนบัญชี และภาษีธุรกิจคลินิกกายภาพบำบัด #กรณีศึกษา มีลูกค้าทำธุรกิจคลินิกกายบำบัด พี่เก่งเห็นเป็นธุรกิจที่มีความหลากหลายในเรื่องบัญชีและภาษีจึงขอนำเสนอให้ได้ทราบข้อมูลกัน ในส่วนของธุรกิจพี่เก่งจะอธิบายให้ฟังในเรื่อง Concept – ภาษี, Concept – การทำบัญชี, รายการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=NfmebLiuoEg #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การวางแผนบัญชีและภาษีธุรกิจคลินิกกายภาพบำบัด#วางแผนบัญชีและภาษีธุรกิจคลินิกกายภาพบำบัด#วางแผนบัญชี#วางแผนภาษ#วางแผนภาษีคลินิก#วางแผนบัญชีคลินิก ### การทำงบการเงินย้อนหลังมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าที่พี่เก่งดูแลได้มาปรึกษาเกี่ยวกับการทำงบการเงินย้อนหลัง เนื่องจากไม่ได้ปิดงบการเงินมาหลายปี จะมีขั้นตอนและวิธีการทำงบการเงินย้อนหลังอย่างไร #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=pLlKHGRdhUY #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 5,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbuncheeโทรศัพท์: 081 - 648 -7459—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การทำงบการเงินย้อนหลังมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร?#การปิดงบการเงินย้อนหลัง#ปิดงบการเงินย้อนหลัง#ปิดงบย้อนหลัง ### การจดเลิกบริษัทมีขั้นตอนอย่างไร? กรณีศึกษา มีลูกค้าที่พี่เก่งดูแลงานบัญชี ได้เอางบของอีกบริษัทมาปรึกษาเกี่ยวกับการจดเลิก ลูกค้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทเปิดไว้และไม่ได้ดำเนินธุรกิจแล้ว จะมีขั้นตอนการจดเลิกอย่างไร? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=o6GT70JRA9c #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การจดเลิกบริษัท#ปิดบริษัท#ขั้นตอนการจดเลิกบริษัท#เลิกกิจการ#จดเลิกกิจการ#เลิกบริษัท ### ธุรกิจขนส่งจะวางแผนภาษีและบัญชีอย่างไร? #กรณีศึกษา ทำธุรกิจขนส่งมีภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และภาษีอะไรที่ได้รับการยกเว้น รวมถึงจะสามารถวางแผนภาษี, บัญชีได้อย่างไรบ้าง? #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=FxglD5acHJc #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ธุรกิจขนส่ง#วางแผนภาษีธุรกิจขนส่ง#ธุรกิจขนส่งจะวางแผนภาษีและบัญชีอย่างไร? ### การคำนวนจุดคุ้มทุนของสินค้าที่ขายมีวิธีการอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ในนามบุคคลธรรมดา และกำลังวางแผนจะจดเป็นบริษัท โทรมาปรึกษาพี่เก่ง มีคำถามว่าจะขายสินค้ากี่ชิ้นถึงจะทำให้มีกำไร? ต้องขายชิ้นละกี่บาทถึงจะทำให้มีกำไร?และจะมีวิธีการอย่างไร? สิ่งที่ต้องคำนวณหาคือ #จุดคุ้มทุน #รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Jx8IFbHNrv8 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!#ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไปแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee—————————————#ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีโทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม.…………….*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะแอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vipโทรศัพท์: 083-8595597—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การคำนวนจุดคุ้มทุนของสินค้าที่ขายมีวิธีการอย่างไร?#คำนวนจุดคุ้มทุน#วิธีการคำนวนจุดคุ้มทุน#จุดคุ้มทุนของสินค้า ### ธุรกิจโรงเรียน สถานศึกษาเอกชน (ติวเตอร์, คอร์สเรียน, อื่นๆ) จะวางแผนรายได้, ค่าใช้จ่ายและภาษีอย่างไร? #ธุรกิจโรงเรียน สถานศึกษาเอกชน (ติวเตอร์, คอร์สเรียน, อื่นๆ) จะวางแผนรายได้, ค่าใช้จ่ายและภาษีอย่างไร?#กรณีศึกษา ธุรกิจโรงเรียน สถานศึกษาเอกชน เช่น ติวเตอร์, คอร์สเรียน อื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จะวางแผนรายได้ ค่าใช้จ่ายและภาษีอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=CCADyP8Jyp0 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ธุรกิจโรงเรียน สถานศึกษาเอกชน (ติวเตอร์, คอร์สเรียน, อื่นๆ) จะวางแผนรายได้, ค่าใช้จ่ายและภาษีอย่างไร?#วางแผนภาษีธุรกิจติวเตอร์#วางแผนภาษีธุรกิจคอร์สเรียน#วางแผนภาษี ### ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะวางแผนรายได้ ค่าใช้จ่ายและภาษีอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าที่พี่เก่งดูแลอยู่ เป็นธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจมีการเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว เพราะสังคมจะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ #จากกรณีศึกษา จะจัดการด้านเอกสาร และวางแผนภาษีอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Qn9EAFFM4SE #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะวางแผนรายได้ ค่าใช้จ่าย และภาษีอย่างไร?#ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ#วางแผนภาษี#วางแผนรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาษีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ### การวางแผนภาษี กรณีศึกษาธุรกิจขายน้ำหอม #กรณีศึกษา ลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษาทำธุรกิจขายน้ำหอมในนามบุคคลธรรมาดา มีหน้าร้าน และก็มีเพจ Facebook น้ำหอมที่ขายเป็นน้ำหอมชื่อดัง ลูกค้าทำธุรกิจมาได้ครึ่งปีรายได้ก็เริ่มเพิ่มขึ้น สิ่งที่ลูกค้ามาปรึกษาคือ การซื้อขายเป็นการพูดคุยทางไลน์โอนเงิน และส่งของไม่มีเอกสารอื่นๆ ประกอบ เช่น ใบส่งของ, ใบเสร็จรับเงิน #จากกรณี ศึกษา จะจัดการด้านเอกสาร และวางแผนภาษีอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=UVpYZPWBRyM >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)—————————–#กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การวางแผนภาษี#กรณีศึกษาธุรกิจขายน้ำหอม#การวางแผนภาษีธุรกิจขายน้ำหอม#ภาษีธุรกิจขายน้ำหอม ### ทำธุรกิจร้านเสริมสวยจะจัดการด้านเอกสารและภาษีอย่างไร? กรณีศึกษา มีลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาปรึกษา ทำธุรกิจเปิดร้านเสริมสวย และทำเล็บในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งมียอดรายได้ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเห็นธุรกิจลักษณะเดียวกันของเพื่อนโดนสรรพากรเข้าตรวจ ลูกค้าเลยค่อนข้างเป็นกังวล จึงโทรมาปรึกษาพี่เก่ง #จากกรณีศึกษา จะจัดการด้านเอกสาร และภาษีอย่างไร?>> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=qGm-hJPJTKY #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ทำธุรกิจร้านเสริมสวยจะจัดการด้านเอกสารและภาษีอย่างไร?#ทำธุรกิจเปิดร้านเสริมสวย#วางแผนภาษี#วางแผนบัญชี ### ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์จะจัดการด้านบัญชีและภาษีอย่างไร? #กรณีศึกษา ทำธุรกิจขายสินค้าแม่และเด็ก มีลูกค้าที่เคยเข้าคอร์สอบรมภาษีกับพี่เก่ง โทรเข้ามาปรึกษาเรื่องบัญชีและภาษี เนื่องจากมีความกังวลในการทำธุรกิจ เนื่องจากในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมายอดขายเริ่มเยอะขึ้น #จากกรณีศึกษา ในด้านของบัญชีและภาษีจะจัดการอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/7baApC1N33w #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์จะจัดการด้านบัญชีและภาษีอย่างไร?#ทำธุรกิจขายสินค้าแม่และเด็ก#ภาษีธุรกิจขายสินค้าแม่และเด็ก#ปรึกษาภาษี#ปรึกษาบัญชี ### ใช้บริษัทเพื่อนมารับงานแทนในแง่ของเอกสารและภาษีจะจัดการอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษา ทำธุรกิจเป็นผู้รับเหมางานก่อสร้าง ทำในนามบุคคลธรรมดาลูกค้าแจ้งว่ามีลูกค้าของเขาต้องการที่จะสร้างโกดัง มีเงื่อนไขว่าให้เสนองานและเปิดใบเสร็จในนามบริษัท#จากกรณีศึกษา ในเง่ของเอกสารและภาษีจะจัดการอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=8pvRxQ-T4Eg #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-648-7459Line id: @kengbunchee—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#ใช้บริษัทเพื่อนมารับงานแทนในเง่ของเอกสารและภาษีจะจัดการอย่างไร?#วางแผนภาษี#วางแผนเอกสาร#บริษัทเพื่อนรับงานแทน ### การวางแผนภาษี ธุรกิจร้านกาแฟ & เบเกอรี่ #กรณีศึกษา ลูกค้าทำธุรกิจร้านกาแฟ & เบเกอรี่ ปรึกษาเรื่องการวางแผนเอกสารบัญชี และการวางแผนภาษี #จากกรณีศึกษานี้ จะมีแนวทางวางแผนอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/irbkJ0PFUzw #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การวางแผนภาษีธุรกิจร้านกาแฟ & เบเกอรี่#วางแผนภาษีธุรกิจร้านกาแฟ#วางแผนภาษี ### เมื่อสรรพากรเชิญบุคคลธรรมดาเข้าเสียภาษี จะเตรียมตัวอย่างไร? #เมื่อสรรพากรเชิญบุคคลธรรมดาเข้าเสียภาษี จะเตรียมตัวอย่างไร? #กรณีศึกษา มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษา เนื่องจากได้รับจดหมายจากทางกรมสรรพากร ให้เข้ายื่นภาษีและเสียภาษี #จากกรณีศึกษานี้ จะมีแนวทางจะเตรียมตัวอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=JFyyeqUHrsE #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา! ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459 Line id: surapa.jam —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com —————————– #เมื่อสรรพากรเชิญบุคคลธรรมดาเข้าเสียภาษี #เมื่อสรรพากรเชิญบุคคลธรรมดาเข้าเสียภาษี จะเตรียมตัวอย่างไร? #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ### การทำธุรกิจตลาดนัดควรวางแผนภาษีและบัญชีอย่างไร? #การทำธุรกิจตลาดนัดควรวางแผนภาษีและบัญชีอย่างไร?#กรณีศึกษา มีลูกค้าโทรเข้ามาปรึกษา #เรื่องธุรกิจตลาดนัด ลูกค้าแจ้งว่ามีที่ดินแปลงหนึ่ง ประมาณ 10 กว่าไร่ ถ้าจะทำเป็นตลาดนัดช่วงตอนเย็น จะมีเรื่องบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง และจะสามารถวางแผนภาษีและบัญชีได้อย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=TrZ98-gEkcQ #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: @kengbunchee—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การทำธุรกิจตลาดนัดควรวางแผนภาษีและบัญชีอย่างไร?#การทำธุรกิจตลาดนัด#วางแผนบัญชี#วางแผนภาษี ### การซื้อสำนักงานในนามบริษัทจะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? #เพื่อนำมาบันทึกบัญชี #การซื้อสำนักงานในนามบริษัทจะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? #เพื่อนำมาบันทึกบัญชี#กรณีศึกษา มีลูกค้าที่ใช้บริการบัญชีกับพี่เก่ง โทรมาปรึกษาเรื่องเอกสารที่ใช้ในการบันทึกบัญชี เมื่อซื้อทาวน์เฮ้าส์ จะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=qMDakR69_1A #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081- 648 - 7459Line id: @kengbunchee—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การซื้อสำนักงานในนามบริษัท#จะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?เพื่อนำมาบันทึกบัญชี#เอกสารการบันทึกบัญชี ### การเสียภาษีของธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตมีวิธีการอย่างไร? #การเสียภาษีของธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตมีวิธีการอย่างไร?#กรณีศึกษา ทำธุรกิจเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตให้บริษัทแห่งหนึ่ง มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะสามารถวางแผนภาษี และเสียภาษีในรูปแบบใด? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=_gjuFEZf43Q #การเสียภาษีของธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตมีวิธีการอย่างไร?#กรณีศึกษา ทำธุรกิจเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตให้บริษัทแห่งหนึ่ง มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะสามารถวางแผนษี และเสียภาษีในรูปแบบใด? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)—————————–#กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: @kengbunchee—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การเสียภาษีของธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตมีวิธีการอย่างไร#ธุรกิจนายหน้าประกันชีวิต#ภาษีธุรกิจนายหน้าประกันชีวิต#วางแผนภาษีธุรกิจนายหน้าประกันชีวิต ### การดูระยะเวลาในการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) #การดูระยะเวลาในการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) #กรณีศึกษา ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (บริษัท, หจก.) จะนับรอบระยะเวลาเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีวิธีการอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/GLHMCBWf3qU #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >> รับให้คำปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntaoเว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com—————————–#การดูระยะเวลาในการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)#การดูระยะเวลาเข้าVAT#เข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม#เข้าระบบVAT ### การบันทึกต้นทุนและการรับรู้รายได้ธุรกิจการพัฒนา Software มีวิธีการอย่างไร? #การบันทึกต้นทุนและการรับรู้รายได้ธุรกิจการพัฒนา Software มีวิธีการอย่างไร?#กรณีศึกษา ทำธุรกิจพัฒนา Software มีต้นทุนในการพัฒนาอะไรบ้าง? รวมถึงการรับรู้ต้นทุน และการรับรู้รายได้มีวิธีการอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/N92JUhebH4I #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/—————————–#การบันทึกต้นทุนธุรกิจการพัฒนา Software#การรับรู้รายได้ธุรกิจการพัฒนา Software#การบันทึกต้นทุนและการรับรู้รายได้ธุรกิจการพัฒนาSoftwareมีวิธีการอย่างไร? ### ทำธุรกิจขนส่งจะสามารถวางแผนภาษีอย่างไร? #ทำธุรกิจขนส่งจะสามารถวางแผนภาษีอย่างไร? #กรณีศึกษา ทำธุรกิจขนส่งในรูปแบบบริษัท โดยมีรถร่วมเข้ามา Join (ร่วม) งานกัน บริษัทมีหน้าที่คุยงานกับลูกค้าและเอางานมาจ่ายให้ทีมรถร่วม โดยคิดค่าดำเนินการ 7% จะสามารถวางแผนภาษีอย่างไร? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=XbcYd8lUxq0 #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา! ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459 Line id: surapa.jam —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/ เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ —————————– #ทำธุรกิจขนส่งจะสามารถวางแผนภาษีอย่างไร? #วางแผนภาษีธุรกิจขนส่ง #วางแผนภาษี ### ออกใบลดหนี้หลังวันสิ้นงวดบัญชีจะต้องทำอย่างไรบ้าง? #ออกใบลดหนี้หลังวันสิ้นงวดบัญชีจะต้องทำอย่างไรบ้าง?#กรณีศึกษา ทำธุรกิจขายสินค้ามีการยกเลิก Invoice ขาย เนื่องจากสินค้าใช้งานไม่ได้แล้วมีการออกใบลดหนี้หลังวันสิ้นงวดบัญชีจะต้องทำอย่างไรบ้าง? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=sQVR1yl42Ns #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา! ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459 Line id: surapa.jam —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/ เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ —————————– #ออกใบลดหนี้หลังวันสิ้นงวดบัญชีจะต้องทำอย่างไรบ้าง? #ออกใบลดหนี้หลังวันสิ้นงวดบัญชี #ใบลดหนี้ ### TAX POINT ของธุกิจขายสินค้าออนไลน์แต่ให้โรงงานส่งของให้โดยตรง #Tax Point #ของธุกิจขายสินค้าออนไลน์แต่ให้โรงงานส่งของให้โดยตรง #กรณีศึกษา ทำธุรกิจขายสินค้าจดเข้า VAT แล้ว แต่ไม่ได้ส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยตัวเองให้ทางผู้ผลิต (Supplier) เป็นคนส่งสินค้าให้ จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point) เกิดขึ้นตอนไหน? >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=Dt1Yc9hASkE #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา! ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459 Line id: surapa.jam —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/ เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ —————————– #TaxPointของธุกิจขายสินค้าออนไลน์ #ให้โรงงานส่งของให้โดยตรง #TaxPoint ### จะซื้อรถในนามบริษัท หรือ ในนามกรรมการแบบไหนดีกว่ากัน? #จะซื้อรถในนามบริษัท หรือ ในนามกรรมการแบบไหนดีกว่ากัน?จะซื้อรถในนามบริษัทหรือในนามกรรมการ #กรณีศึกษา พึ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเสร็จ จะพิจารณาวางแผนซื้อรถได้อย่างไร? https://www.youtube.com/watch?v=dKFv8u2FNvE #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/—————————–#การวางแผนภาษี#การวางแผนภาษีธุรกิจคลินิกเสริมความงาม#ธุรกิจคลินิกเสริมความงาม#วางแผนภาษี ### การวางแผนภาษีธุรกิจคลินิกเสริมความงาม #การวางแผนภาษีธุรกิจคลินิกเสริมความงามการวางแผนภาษี ธุรกิจคลินิกเสริมความงาม #กรณีศึกษา จดทะเบียนจั้ดตั้งบริษัทใหม่ กำลังเริ่มทำธุรกิจคลินิกเสริมความงาม จะมีการวางแผนภาษีอย่างไรบ้าง? —>สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=USLtclFlVlw #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา! ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459 Line id: surapa.jam —————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/ เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ —————————– #การวางแผนภาษี #การวางแผนภาษีธุรกิจคลินิกเสริมความงาม #ธุรกิจคลินิกเสริมความงาม #วางแผนภาษี ### ใช้บ้านหลังเดียวเป็นที่ตั้งของหลายบริษัทได้หรือไม่ #ใช้บ้านหลังเดียวเป็นที่ตั้งของหลายบริษัทได้หรือไม่#กรณีศึกษา การใช้บ้านหลังหนึ่งสามารถที่จะจดทะเบียนจัดตั้งเป็นที่อยู่ของบริษัท ได้หลายบริษัทหรือเปล่า หรือว่ามีธุรกิจได้หลายธุรกิจได้ไหม? —>สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=OsFghbjWZbI #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id: surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/—————————–#ใช้บ้านหลังเดียวเป็นที่ตั้งของหลายบริษัทได้หรือไม่#ใช้บ้านหลังเดียวเป็นที่ตั้ง#ใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัท ### รับรายได้ค่านายหน้า (COMMISSION) จากสินค้ากลุ่มเกษตร #รับรายได้ค่านายหน้า (Commission) จากสินค้ากลุ่มเกษตรรับรายได้ค่านายหน้า (Commission) จากธุรกิจที่มีการขายสินค้ากลุ่มเกษตรที่ไม่มีการแปรรูป กรณีศึกษา (การขายเนื้อหมู่สด) จะดำเนินการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไรบ้าง? —>สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=B4l6n-kXU8U #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081- 648 - 7459Line id : @kengbunchee—————————– #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ —————————–#รับรายได้ค่านายหน้าจากสินค้ากลุ่มเกษตร#รับรายได้ค่านายหน้า#Commissionจากสินค้ากลุ่มเกษตร#จะดำเนินการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไรบ้าง ### จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (ใบกำกับภาษีขาย, ใบกำกับภาษีซื้อ) จุดสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (ใบกำกับภาษีขาย, ใบกำกับภาษีซื้อ)ข้อความสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (ใบกำกับภาษีขาย, ใบกำกับภาษีซื้อ) มีกี่จุดและแต่ละจุดจะต้องมีข้อความรายละเอียดอะไรบ้าง? —> สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย https://www.youtube.com/watch?v=5pEpx0HbYV4 กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id : surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ ### ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าออนไลน์ หรือ ผู้ประกอบการที่มีการทำการตลาดออนไลน์ เมื่อมีการนำเข้าสินค้า หรือ จ่ายค่าบริการให้กับต่างประเทศ มีภาษีตัวไหนที่เกี่ยวข้องบ้าง?– จ่ายภาษียังไงในเมื่อผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ?– วิธีจ่ายภาษีจะต้องทำยังไง? —> สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย—————————–#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=dawA6ABUCFI กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id : surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ ### การเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม #การเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีศึกษา การเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ในลักษณะดังต่อไปนี้จะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไหม?1. สินค้าที่ซื้อขายกันในต่างประเทศ2. ขายสินค้าพวกผักและผลไม้ส่งออกต่างประเทศ >> รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นสามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย#ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://www.youtube.com/watch?v=R5qRidqrp_s กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? >>ยินดีให้ปรึกษา!ติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id : surapa.jam—————————–#ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษีYoutube : https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGwFacebook : https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao/เว็บไซต์ : https://www.kengbuncheepasibuntao.com/ ### ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและกำหนดเวลาการจดทะเบียน 1. ผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี• กำหนดเวลาการจดทะเบียน ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน 2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้มีการดำเนินการ และเตรียมการประกอบกิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้า หรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน ก่อสร้างอาคารสำนักงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักร • กำหนดเวลาการจดทะเบียน ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนด 6 เดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ เว้นแต่มีสัญญาหรือหลักฐานจะดำเนินการก่อสร้าง ภายในเวลาที่เหมาะสม 3. ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ โดยมีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร ให้ตัวแทนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการจดทะเบียน —————————————————— Cr. “กรมสรรพากร” เรื่อง ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และกำหนดเวลาการจดทะเบียน ### ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีตัวหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราที่เป็นคนจ่ายค่าใช้จ่าย (ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย) ที่เป็นเรื่องของค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามกำหนด โดยให้คนจ่ายเป็นคนหักภาษีและนำส่งกรมสรรพากรให้กับคนที่รับเงิน เป็นการเก็บภาษีและจ่ายภาษีล่วงหน้าไปก่อนนั่นเอง—————————————————- สำหรับผู้ประกอบการ รายใหม่ที่ยังไม่เข้าใจ ภาษิเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับภาษี หัก ณ ที่จ่าย >>รายละเอียดเพิ่มเติมนั้น สามารถรับชมได้จากวีดีโอ ให้ความรู้โดย พี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต https://www.youtube.com/watch?v=pxM_n0wW0y8 #ปรึกษาปัญหาบัญชีและภาษีติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081- 648 - 7459Line id : @kengbunchee ### ผู้ประกอบการใหม่ ตอน รอบบัญชีสำหรับปิดงบการเงิน สำหรับผู้ประกอบการใหม่ ที่จดทะเบียนจัดตั้งในต้นปี 2562 เมื่อเริ่มรอบระยะเวลาบัญชีแล้วผู้ประกอบการเกิดคำถามว่าปีนี้จะปิดบัญชีช่วงเดือนไหน? ในหลักการของกระทรวงพาณิชย์หรือกรมสรรพากร มีข้อกำหนดไว้ว่าเราจะต้องปิดงบทุก ๆ รอบบัญชีหนึ่งไม่เกิน 12 เดือน ซึ่งขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ 1.ปิดช่วงสิ้นปี 2562 นี้– ตรงตามรอบบัญชีปกติ ต่อไปปิดบัญชี ทุก ๆ 31 ธันวามคม ของทุกปี 2.ปิดบัญชีในช่วงปีหน้า– เช่น เปิดบริษัท พ.ย. 2562 ปิดบัญชีประมาณ ช่วง 31 ตุลาคม 2563 และต่อไปต้องปิดบัญชี ใน 31 ตุลาคม ของทุก ๆ ปี 3. อนาคตอยากจะเปลี่ยนรอบระยะเวลาบัญชีก็สามารถทำได้– สามารถแจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์และกรมสรรพากร เพื่อขอเปลี่ยนรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ —————————————————-เพิ่มเติม…“ถ้าผู้ประกอบการแจ้งรอบบัญชีไว้ในข้อบังคับของบริษัทข้อ 5 เรื่องงบดุล ว่าปิดรอบบัญชีวันไหนก็จะต้องปิดตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับค่ะ”แต่ถ้าไม่ได้ระบุ คือใช้ข้อบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. สามารถเลือกรอบบัญชีได้ตามที่อธิบายในคลิปค่ะ—————————————————->>โดยรายละเอียดเพิ่มเติมนั้น สามารถรับชมได้จากวีดีโอ ให้ความรู้โดย พี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต https://www.youtube.com/watch?v=oeyL5iNLYWg #ปรึกษาปัญหาบัญชีและภาษีติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id : surapa.jam #รอบบัญชีสำหรับปิดงบการเงิน #ปิดงบการเงินช่วงไหน ### ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา ตัดสินใจเป็น “นิติบุคคล” มีอะไรบ้างที่ควรพิจารณา? สำหรับผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาที่กำลังจะตัดสินใจเป็นนิติบุคคล (บริษัท, หจก.) การที่จะพิจารณาว่าควรเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจจากรูปแบบบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลหรือไม่นั้น มีข้อสำคัญที่ควรพิจารณา อยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ 1.การบริหารจัดการภาษี, การประหยัดภาษี2.ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ3.การขอสินเชื่อจากธนาคาร —————————————————- >>โดยรายละเอียดเพิ่มเติมนั้น สามารถรับชมได้จากวีดีโอ ให้ความรู้โดย พี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต https://www.youtube.com/watch?v=iJsEwHj5FRU —————————————————- ปรึกษาปัญหาบัญชีและภาษีติดต่อ พี่เก่ง โทร. 081-6487459Line id : surapa.jam ### วิธีการเสียอากรแสตมป์ บทความนี้มีคำตอบ ในบทความนี้จะให้ความรู้เรื่อง วิธีการเสียอากรแสตมป์สำหรับการทำตราสาร ซึ่งเรียกว่า “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” หมายความว่าอย่างไร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จากบทความนี้ —————————————————— วิธีการเสียอากรแสตมป์สำหรับการทำตราสาร เรียกว่า “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ซึ่งหมายความว่า 1. ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือใน ทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ2. ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ3. ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือการได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตาม บทบัญญัติในหมวดอากรแสตมป์ หรือตามระเบียบที่อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีการปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามข้อ 1. และ 2. ดังกล่าวข้างต้น อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตาม ที่กำหนดในข้อ 3. แทนได้ คือ กำหนดให้เสียอากรเป็นตัวเงิน เช่น กรณีตั๋วแลกเงิน เช็ค ใบรับรางวัลฉลากกินแบ่ง ใบรับเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ ใบรับเกี่ยวกับยานพาหนะ ตราสารตั๋วสัญญาใช้เงินเฉพาะที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นผู้ออกตั๋ว จ้างทำของ เฉพาะที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร กรมธรรม์ประกันภัย ตั๋วสัญญาใช้เงิน เลตเตอร์ออฟเครดิต ฯลฯ การขอเสียอากรเป็นตัวเงินการขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ก็เพื่อความสะดวกในการเสียอากร ที่มีค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนมาก ไม่สะดวกในการใช้ดวงแสตมป์อากรปิดบนตราสารหรือในกรณีไม่สะดวกในการชำระค่าอากร โดยใช้แสตมป์ดุน การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ปฏิบัติดังนี้(1) การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ใช้แบบ อ.ส.4 (แบบขอและอนุมัติให้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน) ยื่นต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ โดยแนบตราสารที่ขอเสียอากรไปด้วย ให้ยื่นต่อสำนักงานสรรพากรอำเภอ(2) สำหรับตราสารที่เป็น(2.1) ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกันที่ใช้อย่างตั๋วแลกเงินเฉพาะที่ธนาคารประกอบกิจการ ในราชอาณาจักรเป็นผู้สั่งจ่าย ตามลักษณะแห่งตราสาร 9(1) และใบรับฝากเงินประเภท ประจำของธนาคารโดยมี ดอกเบี้ย ตามลักษณะแห่งตราสาร 13(2.2) เช็คที่ออกในราชอาณาจักร ตามลักษณะแห่งตราสาร 12(2.3) เช็คสำหรับผู้เดินทางที่ออกหรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ตามลักษณะแห่งตราสาร 15 มีวิธีการเสียอากรเป็นตัวเงินดังนี้– ตราสารตามข้อ (2.1) ให้ธนาคารผู้สั่งจ่ายหรือผู้รับฝาก แล้วแต่กรณีชำระอากรเป็นตัวเงิน แทนการปิดแสตมป์– ตราสารตามข้อ (2.2) และ (2.3) ให้ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ทรงคนแรกชำระอากรเป็นตัวเงินแทน การปิดแสตมป์ โดยชำระไว้ต่อธนาคาร– ตราสารตามข้อ (2.3) ที่ธนาคารเป็นผู้ออก ให้ธนาคารชำระอากรเป็นตัวเงินแทน การปิดแสตมป์– ธนาคารผู้ชำระเงินหรือรับชำระเงินค่าอากร ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร นำเงินค่าอากรที่มีหน้าที่ต้องชำระ หรือได้รับชำระไว้ใปยื่นขอชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อากรแสตมป์ ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอ โดยใช้แบบ อ.ส.4ก (แบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารเช็คหรือตั๋วแลกเงิน) พร้อมชำระเงิน ส่วนธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในท้องที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นชำระเงิน ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอ หรือกิ่งอำเภอท้องที่(3) ใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้งสิทธิใดๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเมื่อนิติกรรมที่เป็นเหตุให้ ออกใบรับนั้นมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย ตามลักษณะแห่งตราสาร 28(ข) ให้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (กรมที่ดิน)(4) ใบรับเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล กำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การขีดฆ่าอากร คำว่า “ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับ ได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับ แสตมป์ดุน ให้แสตมป์ปรากฏอยู่ในด้านหน้าของตราสารนั้น ——————————————————หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้เรื่อง #วิธีการเสียอากรแสตมป์ วันที่จัดทำ 12/11/2562——————————————————#ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เรื่อง วิธีการเสียอากรที่มา: http://www.rd.go.th/publish/762.0.html ### ภาษีเงินได้นิติบุคคล ตอน รอบระยะเวลาบัญชี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ ต้องคำนวณกำไรสุทธิ จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจาก กิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ซึ่งประมวลรัษฎากรได้กำหนดรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งๆ ไว้ดังนี้ (1) รอบระยะเวลาบัญชีโดยทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเท่ากับ 12 เดือน โดยจะเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ได้ (2) รอบระยะเวลาบัญชีซึ่งน้อยกว่า 12 เดือน กรณีที่กฎหมายยอมให้รอบระยะเวลาบัญชีน้อยกว่า 12 เดือน ได้ มีเฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ คือ ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะ เวลาบัญชีแรกก็ได้ แต่รอบระยะเวลาบัญชีต่อไปต้องเท่ากับ 12 เดือน ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีก็ได้ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรและสั่งอนุญาตซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนจะน้อยกว่า 12 เดือน ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกันให้ถือเอาวันที่เจ้าพนักงานจดทะเบียนเลิกเป็น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเลิกกัน รอบระยะเวลาบัญชีที่ควบเข้ากันจึงเป็นไปตาม (ค) ซึ่งอาจน้อยกว่า 12 เดือน ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการและยังชำระบัญชี ไม่เสร็จ หากมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถือว่าบริษัทยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ตราบเท่าที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้น (3) รอบระยะเวลาบัญชีมากกว่า 12 เดือน รอบระยะเวลาบัญชีอาจขยายออกไปมากกว่า 12 เดือนก็ได้ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลเลิกกิจการ หากผู้ชำระบัญชี และผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสีย ภาษีได้ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ถ้าได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายใน 30 วันนับแต่วัน ที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก อธิบดีกรมสรรพากรอาจพิจารณาอนุมัติให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปได้ ซึ่งรอบระยะ เวลาบัญชีรอบนี้อาจเกิน 12 เดือนก็ได้) —————————————————— หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล ตอน รอบระยะเวลาบัญชี วันที่จัดทำ 12/11/2562 —————————————————— #ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เรื่อง รอบระยะเวลาบัญชี ที่มา: http://www.rd.go.th/publish/309.0.html ### ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ ในบทความนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่อง ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ก. บริษัท จำกัดข. บริษัทมหาชน จำกัดค. ห้างหุ้นส่วน จำกัดง. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนในกรณีที่บริษัทห้างห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีสาขาไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอก ประเทศไทย จะต้องนำกำไรสุทธิของสาขามารวมกำไรสุทธิของสำนักงานใหญ่เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลใน ประเทศไทย (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ได้แก่(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ได้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศดังกล่าว จะต้องนำกำไรสุทธิเฉพาะ ที่ได้จากการกระทำกิจการในประเทศไทยมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบุคคลผู้จ้างเป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และ ความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรดังกล่าว (3) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศองค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (4) กิจการร่วมค้า —————————————————— *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้เรื่อง #ภาษีเงินได้นิติบุคคล #ตอน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ วันที่จัดทำ 11/11/2562 ——————————————————#ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เรื่อง ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิที่มา: http://www.rd.go.th/publish/831.0.html ### ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ใครบ้าง? ที่มีหน้าที่เสีย “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” ตามกฎหมายไทย เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนฯ หนึ่งในหน้าที่สำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ "การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล" ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิของกิจการ แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่ากิจการประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีประเภทนี้ ตามประมวลรัษฎากร ไม่ใช่แค่บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนิติบุคคลรูปแบบอื่น ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศที่มีรายได้เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย บทความนี้จะสรุปให้ชัดเจนว่าใครคือผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลบ้าง กลุ่มที่ 1 - บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นี่คือกลุ่มหลักและชัดเจนที่สุดที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ไม่ว่ารายได้จะเกิดขึ้นจากในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม ประกอบด้วย: บริษัท จำกัด บริษัทมหาชน จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน กลุ่มที่ 2 - บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ บริษัทต่างชาติจะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย ก็ต่อเมื่อมีแหล่งเงินได้ในประเทศไทยตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้: **มีสาขาหรือสำนักงาน: ** เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยตรง **มีตัวแทน: ** มีลูกจ้าง, ผู้ทำการแทน หรือผู้ติดต่อ ที่ก่อให้เกิดรายได้ในประเทศไทย **ได้รับเงินได้ในไทย: ** แม้ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย แต่ได้รับเงินได้บางประเภทจากประเทศไทย เช่น ค่าสิทธิ (Royalty Fee), ค่าเช่า, หรือเงินปันผล (ตามมาตรา 70) กิจการขนส่งระหว่างประเทศ: ให้บริการขนส่งผ่านประเทศไทย กลุ่มที่ 3 - กิจการร่วมค้า (Joint Venture) กิจการร่วมค้า คือการที่นิติบุคคลตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป (หรือนิติบุคคลร่วมกับบุคคลธรรมดา) ตกลงทำธุรกิจร่วมกันเพื่อแสวงหากำไร โดยตัวกิจการร่วมค้าเองก็ถือเป็น "หน่วยภาษี" ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทแม่ กลุ่มที่ 4 - นิติบุคคลอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด นอกเหนือจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนฯ ทั่วไป ยังมีนิติบุคคลประเภทอื่นที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ได้แก่: กิจการของรัฐบาลต่างประเทศ: หรือองค์การของรัฐบาลต่างประเทศ ที่มีรายได้จากการทำธุรกิจในประเทศไทย มูลนิธิหรือสมาคม: ที่มีรายได้จากการประกอบกิจการ (ไม่ใช่รายได้จากการรับบริจาค) และไม่ได้รับการประกาศให้เป็นองค์การสาธารณกุศล นิติบุคคลอื่น: ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา สรุป การทำความเข้าใจว่ากิจการของเราเข้าข่ายเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ คือก้าวแรกที่สำคัญของการวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว ### ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร และเมื่อใด? ยื่นภาษีใช้แบบฟอร์มไหน? เจาะลึก ภ.ง.ด. 90, 91, 94 เลือกอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อถึงฤดูกาลยื่นภาษี สิ่งแรกที่ผู้มีเงินได้ต้องรู้คือ "เราต้องใช้แบบฟอร์มไหน?" การเลือกใช้แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้การยื่นภาษีของคุณยุ่งยากและล่าช้าได้ โดยทั่วไปแล้ว แบบฟอร์มที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 แต่จริงๆ แล้วยังมีแบบฟอร์มอื่น ๆ สำหรับกรณีเฉพาะอีกด้วย บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่าแต่ละแบบฟอร์มใช้สำหรับใคร และต้องยื่นเมื่อไหร่ การยื่นภาษี 2 ช่วงเวลาที่ต้องรู้: ยื่นครึ่งปี vs ยื่นสิ้นปี การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 2 รอบหลักๆ คือ: การยื่นภาษีสิ้นปี (ประจำปี): เป็นการสรุปรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปีภาษี (1 ม.ค. - 31 ธ.ค.) เพื่อยื่นภาษีในช่วงต้นปีถัดไป เป็นการยื่นที่ผู้มีเงินได้ทุกคนคุ้นเคย กำหนดเวลา: 1 มกราคม - 31 มีนาคม ของปีถัดไป (เช่น รายได้ปี 2568 ยื่นภายใน 31 มี.ค. 2569) การยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94): เป็นการยื่นเพื่อเสียภาษีล่วงหน้าสำหรับรายได้บางประเภทที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี (1 ม.ค. - 30 มิ.ย.) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษีปลายปี กำหนดเวลา: 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน ของปีภาษีนั้นๆ ใครต้องยื่น? ผู้ที่มีรายได้ประเภทที่ 5, 6, 7 และ 8 (ดูรายละเอียดด้านล่าง) เลือกแบบฟอร์มยื่นภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง? กลุ่มยื่นสิ้นปี (มกราคม - มีนาคม) ภ.ง.ด. 91: สำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะ ใครใช้: ผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือน (ประเภทที่ 1 หรือ ม.40(1)) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น พนักงานบริษัทที่ไม่มีรายได้เสริมจากทางอื่น ภ.ง.ด. 90: สำหรับคนมีรายได้หลากหลายประเภท ใครใช้: ผู้ที่มีรายได้ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือน (เช่น ฟรีแลนซ์, ค้าขาย, ให้เช่า, เงินปันผล) ผู้ที่มีเงินเดือน และมี รายได้ประเภทอื่นร่วมด้วย ภ.ง.ด. 95: สำหรับชาวต่างชาติบางกลุ่ม ใครใช้: ชาวต่างชาติที่มีรายได้จากการจ้างงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (ROH) กลุ่มยื่นครึ่งปี (กรกฎาคม - กันยายน) ภ.ง.ด. 94: สำหรับฟรีแลนซ์, ผู้ค้าขาย, ผู้ให้เช่า ใครใช้: ผู้ที่มีรายได้ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย.) จากเงินได้ประเภทที่ 5, 6, 7 และ 8 ประเภทที่ 5: รายได้จากค่าเช่า ประเภทที่ 6: รายได้จากวิชาชีพอิสระ (แพทย์, วิศวกร, นักบัญชี ฯลฯ) ประเภทที่ 7: รายได้จากการรับเหมา ประเภทที่ 8: รายได้จากธุรกิจ, การเกษตร, การขายของออนไลน์ หรือรายได้อื่น ๆ ที่ไม่เข้าพวก แบบฟอร์มสำหรับกรณีพิเศษ ภ.ง.ด. 93: สำหรับการยื่นภาษีล่วงหน้า ใครใช้: ผู้ที่ต้องการชำระภาษีเงินได้ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบปกติ เช่น กรณีรับค่าสิทธิการเช่า สรุปตารางการยื่นแบบภาษี ชื่อแบบใครเป็นผู้ยื่น?กำหนดเวลายื่นภ.ง.ด. 90ผู้มีเงินได้ทุกประเภท (ยกเว้นคนที่มีแต่เงินเดือน)ม.ค. – มี.ค. ของปีถัดไปภ.ง.ด. 91ผู้มีเฉพาะเงินเดือน (ม.40(1)) อย่างเดียวม.ค. – มี.ค. ของปีถัดไปภ.ง.ด. 94ผู้มีเงินได้ประเภท 5, 6, 7, 8 ในช่วงครึ่งปีแรกก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น การเลือกใช้แบบฟอร์มที่ถูกต้องและการยื่นภาษีตรงตามกำหนดเวลา เป็นหน้าที่สำคัญของผู้มีเงินได้ทุกคน ซึ่งจะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับที่ไม่จำเป็นได้ ### เกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี มีรายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นภาษี? สรุปเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด "มีรายได้แล้วต้องยื่นภาษีเลยไหม?" "เงินเดือนเท่านี้ต้องยื่นหรือเปล่า?" เป็นคำถามที่ผู้มีเงินได้หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานสงสัยอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การมีหน้าที่ "ยื่น" แบบแสดงรายการภาษี ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง "เสีย" ภาษีเสมอไป ตามกฎหมาย หากคุณมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด คุณมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ แม้ว่าหลังคำนวณและหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้วอาจไม่มีภาษีที่ต้องชำระก็ตาม บทความนี้จะสรุปให้ชัดเจนว่าเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ว่านั้นคือเท่าไหร่ "เงินได้พึงประเมิน" คืออะไร? ก่อนจะดูเกณฑ์ขั้นต่ำ เราต้องเข้าใจก่อนว่า "เงินได้" ที่สรรพากรนำมาพิจารณานั้นเรียกว่า "เงินได้พึงประเมิน" ซึ่งหมายถึงรายรับทุกประเภทที่เกิดขึ้นระหว่างปีภาษี (1 มกราคม - 31 ธันวาคม) ไม่ว่าจะเป็น: เงินสด: เช่น เงินเดือน, ค่าจ้าง, โบนัส ทรัพย์สิน: ที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ ประโยชน์อื่น ๆ: ที่คำนวณเป็นเงินได้ เช่น การได้อยู่บ้านพักฟรี เงินภาษีที่นายจ้างออกให้ เครดิตภาษีเงินปันผล เกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี (สำหรับยื่นปี 2569) สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นในปี 2568 ซึ่งต้องยื่นแบบฯ ภายในเดือนมีนาคม 2569 กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ดังนี้: กรณี: บุคคลธรรมดา (โสด) มีรายได้เป็น เงินเดือน (ประเภท 40(1)) อย่างเดียว: ต้องยื่นภาษี หากมีรายได้เกิน 120,000 บาท/ปี มีรายได้ ประเภทอื่น ๆ (เช่น ฟรีแลนซ์, ค้าขาย, ค่าเช่า) หรือมีเงินเดือนรวมกับรายได้อื่น: ต้องยื่นภาษี หากมีรายได้เกิน 60,000 บาท/ปี กรณี: บุคคลธรรมดา (มีคู่สมรสและยื่นภาษีร่วมกัน) มีรายได้เป็น เงินเดือน (ประเภท 40(1)) อย่างเดียว: ต้องยื่นภาษี หากมีรายได้รวมกันเกิน 220,000 บาท/ปี มีรายได้ ประเภทอื่น ๆ หรือมีเงินเดือนรวมกับรายได้อื่น: ต้องยื่นภาษี หากมีรายได้รวมกันเกิน 120,000 บาท/ปี กรณี: หน่วยภาษีอื่น ๆ ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ คณะบุคคล ที่ไม่ใช่นิติบุคคล: ต้องยื่นภาษี หากมีรายได้เกิน 60,000 บาท/ปี กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง: ต้องยื่นภาษี หากมีรายได้เกิน 60,000 บาท/ปี สรุปตารางเกณฑ์การยื่นภาษี ประเภทผู้มีเงินได้ประเภทเงินได้เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (บาท/ปี) ที่ต้องยื่นแบบฯบุคคลธรรมดา (โสด)เงินเดือนอย่างเดียว120,000เงินได้ประเภทอื่น (หรือมีเงินเดือน+อื่น ๆ)60,000บุคคลธรรมดา (มีคู่สมรส)เงินเดือนอย่างเดียว220,000เงินได้ประเภทอื่น (หรือมีเงินเดือน+อื่น ๆ)120,000ห้างหุ้นส่วนสามัญ/คณะบุคคลทุกประเภท60,000กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งทุกประเภท60,000 ข้อควรรู้: เหตุผลที่เกณฑ์สำหรับ "เงินเดือน" สูงกว่า เพราะกฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท ทำให้ผู้มีเงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท/เดือน (หรือ 319,000 บาท/ปี) หากไม่มีลดหย่อนอื่น ๆ เพิ่มเติม จะไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังคงต้อง "ยื่น" หากรายได้เกิน 120,000 บาท การตรวจสอบว่ารายได้ของคุณถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษีหรือไม่ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้เสียภาษีที่ดี และช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างถูกต้อง ### ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใครบ้าง? ที่มีหน้าที่เสีย “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ตามกฎหมาย เมื่อพูดถึง "ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา" คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน แต่ในความเป็นจริงตามประมวลรัษฎากรของไทย คำว่า "ผู้มีหน้าที่เสียภาษี" นั้นครอบคลุมกว้างกว่าที่คิด ซึ่งหมายถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดๆ ก็ตามที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษี เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าใครบ้างที่ต้องเข้าสู่ระบบภาษี บทความนี้ได้สรุปผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ครบถ้วน 5 กลุ่มหลักที่มีหน้าที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้: บุคคลธรรมดา คือบุคคลทั่วไปทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก, ผู้ใหญ่, หรือผู้สูงอายุ หากมีเงินได้เกิดขึ้นในปีนั้นๆ เช่น เงินเดือน, ค่าจ้างฟรีแลนซ์, กำไรจากการค้าขาย, หรือรายได้จากทรัพย์สิน ก็ถือเป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล คือการที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงทำธุรกิจร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รายได้ที่เกิดขึ้นจากกิจการนี้จะต้องถูกนำมายื่นภาษีในนามของ "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" หรือ "คณะบุคคล" นั้นๆ ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี หากบุคคลใดเสียชีวิตระหว่างปีภาษี แต่มีรายได้เกิดขึ้นก่อนเสียชีวิต ทายาทหรือผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นนั้นแทนผู้เสียชีวิต กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ในกรณีที่ผู้เสียชีวิตมีมรดก (เช่น บ้านเช่า, เงินปันผล) ที่ยังคงก่อให้เกิดรายได้หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว และมรดกนั้นยังไม่ได้ถูกแบ่งให้แก่ทายาท "กองมรดก" จะมีสถานะเป็นหน่วยภาษีหนึ่ง ซึ่งผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีสำหรับรายได้ที่เกิดจากกองมรดกนั้น วิสาหกิจชุมชน เฉพาะวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนตามกฎหมายและมีรูปแบบเป็น "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" หรือ "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" เท่านั้น ที่จะต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ? สำหรับผู้ที่เข้าข่ายมีหน้าที่เสียภาษี มีขั้นตอนเบื้องต้นที่ต้องดำเนินการดังนี้: 1. เรื่องเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำหรับคนไทย: สามารถใช้ เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้ทันที ไม่ต้องดำเนินการขอใหม่ สำหรับชาวต่างชาติ หรือ กองมรดก: ที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน จะต้องยื่นขอ "เลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี" ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีเงินได้ 2. การยื่นแบบแสดงรายการภาษี ยื่นภาษีประจำปี: ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบฯ เพื่อสรุปรายได้ตลอดทั้งปี ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ยื่นภาษีครึ่งปี: สำหรับผู้มีรายได้บางประเภท (เช่น ค่าเช่า, วิชาชีพอิสระ, ธุรกิจการค้า) จะต้องยื่นแบบฯ สำหรับรายได้ 6 เดือนแรก ภายใน เดือนกันยายนของทุกปี การทำความเข้าใจว่าสถานะของเราเข้าข่ายเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือไม่ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการวางแผนและจัดการภาษีของตนเองให้ถูกต้องตามกฎหมาย ### หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จด VAT แล้วต้องทำอะไรต่อ? Checklist 4 หน้าที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงว่าธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น แต่หลังจากจดทะเบียนแล้ว ผู้ประกอบการจะมีหน้าที่ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง อาจนำไปสู่ปัญหาเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากกรมสรรพากรได้ บทความนี้สรุป 4 หน้าที่หลักที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ทุกรายต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หน้าที่ที่ 1: เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และออกใบกำกับภาษี เมื่อคุณขายสินค้าหรือให้บริการ คุณมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากลูกค้า และต้อง "ออกใบกำกับภาษี" ให้กับผู้ซื้อทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานแสดงการเรียกเก็บ VAT สิ่งสำคัญ: ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และต้องออกในทันทีที่ความรับผิดทางภาษีเกิดขึ้น (เช่น เมื่อส่งมอบสินค้า หรือเมื่อได้รับชำระค่าบริการ) หน้าที่ที่ 2: จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อควบคุมและตรวจสอบการซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับ VAT ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานภาษีที่สำคัญ 3 ประเภทเป็นประจำทุกเดือน: รายงานภาษีขาย (Sales Tax Report): บันทึกรายละเอียดของใบกำกับภาษี "ฝั่งขาย" ทั้งหมดที่คุณออกให้กับลูกค้าในแต่ละเดือน เพื่อสรุปยอดภาษีขาย (Output Tax) ที่ต้องนำส่งสรรพากร รายงานภาษีซื้อ (Purchase Tax Report): บันทึกรายละเอียดของใบกำกับภาษี "ฝั่งซื้อ" ทั้งหมดที่คุณได้รับจากคู่ค้า เพื่อสรุปยอดภาษีซื้อ (Input Tax) ที่คุณมีสิทธิ์นำมาหักออกจากภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Report): บันทึกการรับ-จ่ายสินค้าและวัตถุดิบในสต็อก เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือได้ หน้าที่ที่ 3: ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี (ภ.พ.30) นี่คือหน้าที่สำคัญที่สุดประจำเดือน ผู้ประกอบการต้องนำ "ภาษีขาย" มาหักด้วย "ภาษีซื้อ" ของเดือนนั้นๆ เพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ และยื่นแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 กำหนดเวลา: ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 และชำระภาษี (ถ้ามี) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่มีรายการก็ต้องยื่น: แม้ว่าในเดือนนั้นจะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นเลย ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็น "แบบเปล่า" ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย: หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย คุณสามารถขอคืนเป็นเงินสด หรือขอเครดิตภาษีเพื่อนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ หน้าที่ที่ 4: เก็บรักษาเอกสารและรายงาน ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษี, สำเนาใบกำกับภาษี, และรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ณ สถานประกอบการ เป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบภาษี เพื่อให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร สรุป: การเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ต้องใส่ใจในรายละเอียดด้านเอกสารและกำหนดเวลา การวางระบบบัญชีที่ดีและปฏิบัติตามหน้าที่ทั้ง 4 ข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากปัญหาภาษีย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ### ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร? บทความนี้มีคำตอบ ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) คืออะไร? ธุรกิจแบบไหนต้องเสีย และต้องทำอะไรบ้าง นอกเหนือจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่คนทำธุรกิจคุ้นเคยกันดีแล้ว ยังมีภาษีอีกประเภทหนึ่งที่ผู้ประกอบการบางกลุ่มต้องรู้จัก นั่นคือ "ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax - SBT)" ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากกิจการบางประเภทที่มีลักษณะเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของตนเองเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่าใครบ้างที่ต้องเสียภาษีประเภทนี้ และมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง ใครคือผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ? ผู้ประกอบกิจการที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนฯ เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น: บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ (ที่มิใช่นิติบุคคล) กองมรดก, กองทุน นิติบุคคลทุกประเภท รวมถึงองค์การของรัฐบาลและสหกรณ์ นอกจากนี้ หากผู้ประกอบกิจการอยู่ต่างประเทศ แต่มีตัวแทนหรือผู้ทำการแทนในประเทศไทย ก็ต้องรับผิดชอบเสียภาษีธุรกิจเฉพาะร่วมกัน 6 กลุ่มกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามประมวลรัษฎากร ธุรกิจที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (หากไม่ได้รับยกเว้น) ได้แก่: การธนาคาร: ธุรกิจธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะ ธุรกิจเงินทุน หลักทรัพย์ และเครดิตฟองซิเอร์: การประกอบธุรกิจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การรับประกันชีวิต: ธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมาย การรับจำนำ: กิจการโรงรับจำนำตามกฎหมาย การประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์: ถือเป็นกลุ่มที่ครอบคลุมธุรกิจการเงินนอกเหนือจากธนาคาร เช่น การให้กู้ยืมเงิน, การค้ำประกัน, การแลกเปลี่ยนเงินตรา, การซื้อขายตั๋วเงิน เป็นต้น การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร: การขายที่ดิน, อาคาร, หรือคอนโด ที่เข้าลักษณะเป็นการค้าหรือเพื่อหากำไร (ไม่ใช่การขายมรดกหรือการขายบ้านที่อยู่อาศัยมาเกิน 5 ปี) ถือเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อธุรกิจของคุณเข้าข่ายเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว คุณมีหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนี้: 1. การจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยื่นแบบ ภ.ธ.01) ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยแบบ ภ.ธ.01 ต่อกรมสรรพากร ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มประกอบกิจการ 2. การแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญของกิจการ จะต้องแจ้งต่อกรมสรรพากรภายใน 15 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เช่น: เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เปิดสาขาเพิ่ม หรือย้ายที่ตั้ง หยุดกิจการชั่วคราว หรือเลิกประกอบกิจการ มีการโอนกิจการ หรือควบรวมกิจการ 3. การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี (ยื่นแบบ ภ.ธ.40) ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 เพื่อแสดงรายรับและชำระภาษีเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้ว่าจะไม่มีรายรับเกิดขึ้นในเดือนนั้นๆ ก็ตาม สรุป: ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจการเงิน, การประกัน, การรับจำนำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ต้องศึกษาและปฏิบัติให้ถูกต้อง การจดทะเบียนและยื่นภาษีตรงเวลาจะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปลอดจากปัญหาเบี้ยปรับเงินเพิ่มในอนาคต ### ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่มีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ธุรกิจของคุณได้รับ “ยกเว้น VAT” แต่อยากเข้าระบบ? ทำได้หรือไม่ ตามกฎหมายภาษีของไทย มีธุรกิจบางประเภทที่ได้รับการ "ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)" ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า และไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ประจำเดือน แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจเหล่านี้ก็ไม่สามารถนำ "ภาษีซื้อ" จากค่าใช้จ่ายต่างๆ มาขอคืนหรือหักลบได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการยกเว้นเหล่านี้ สามารถ "สละสิทธิ์การยกเว้น" และแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจบางประการ บทความนี้จะสรุปว่าธุรกิจใดบ้างที่เข้าข่าย และทำไมพวกเขาถึงควรพิจารณาจด VAT กลุ่มธุรกิจที่ได้รับยกเว้น VAT แต่มีสิทธิขอจดทะเบียนได้ ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายสามารถเลือกที่จะเข้าระบบ VAT ได้ มีดังนี้: ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี: นี่คือกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด เช่น ร้านค้าออนไลน์, ฟรีแลนซ์, ร้านอาหารขนาดเล็ก ที่กฎหมายยกเว้น VAT ให้เพื่อลดภาระทางเอกสาร แต่สามารถเลือกจด VAT ได้หากต้องการ ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป: ได้แก่ การขายพืชผลทางการเกษตร (ข้าว, ผัก, ผลไม้), สัตว์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต (เนื้อสัตว์, ไก่สด), ปุ๋ย, ปลาป่น, อาหารสัตว์ และยาหรือเคมีภัณฑ์เพื่อพืชและสัตว์ ผู้ประกอบกิจการขายสิ่งพิมพ์: การขายหนังสือพิมพ์, นิตยสาร หรือตำราเรียน ผู้ให้บริการขนส่งบางประเภท: การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในราชอาณาจักร ทำไมธุรกิจที่ได้รับยกเว้น ถึงควรพิจารณา "ขอจด VAT"? แม้การไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ VAT จะดูสะดวก แต่การเลือกเข้าระบบ VAT ก็มีข้อดีสำคัญที่น่าพิจารณา: สามารถขอคืน "ภาษีซื้อ" ได้: ข้อดีที่สำคัญที่สุดคือ คุณสามารถนำภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น ค่าวัตถุดิบ, ค่าการตลาด, ค่าเช่าสำนักงาน มาหักลบกับภาษีขาย หรือขอคืนเป็นเงินสดได้ ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจลดลง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า: ลูกค้าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่มักต้องการทำธุรกิจกับผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีได้ เพื่อที่พวกเขาจะนำภาษีซื้อไปใช้ประโยชน์ต่อได้ สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้: เป็นการเพิ่มความเป็นมืออาชีพและเปิดโอกาสในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กร ขั้นตอนการแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการยกเว้นและต้องการเข้าระบบ VAT จะมีขั้นตอนเพิ่มเติมจากการจดทะเบียนปกติเล็กน้อย คือ: เตรียมเอกสาร 2 ชุด: ภ.พ. 01: คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป) ภ.พ. 01.1: คำขอแจ้งใช้สิทธิเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นโดยเฉพาะ) ยื่นเอกสาร: นำเอกสารทั้ง 2 ชุด พร้อมเอกสารประกอบอื่นๆ (เช่น สำเนาบัตรประชาชน, หนังสือรับรองบริษัท, สัญญาเช่า) ไปยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่สถานประกอบการของคุณตั้งอยู่ สรุป: การตัดสินใจว่าจะอยู่ในระบบยกเว้น VAT หรือจะขอเข้าระบบ เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาจากรูปแบบธุรกิจและกลุ่มลูกค้าของตนเอง หากธุรกิจของคุณมีค่าใช้จ่ายที่มีภาษีซื้อจำนวนมาก หรือมีลูกค้าหลักเป็นบริษัทที่ต้องการใบกำกับภาษี การสละสิทธิ์ยกเว้นเพื่อเข้าระบบ VAT อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนให้ธุรกิจของคุณในระยะยาว ### ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) #ตอน ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และกำหนดเวลาการจดทะเบียน ธุรกิจของคุณต้อง “จด VAT” หรือไม่? สรุป 3 กลุ่มที่กฎหมายบังคับ พร้อมกำหนดเวลายื่น “เมื่อไหร่ที่เราต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)?” นี่คือคำถามสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับผู้ประกอบการทุกคน การเข้าสู่ระบบ VAT เป็นก้าวสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ แต่การจดทะเบียนล่าช้าหรือไม่จดทะเบียนเมื่อถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจนำไปสู่ปัญหาเบี้ยปรับและภาษีย้อนหลังได้ บทความนี้จะสรุปให้ชัดเจนว่า ใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องจด VAT และต้องดำเนินการภายในเมื่อไหร่ ตามหลักเกณฑ์ล่าสุดของกรมสรรพากร กลุ่มที่ 1: ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี นี่คือเงื่อนไขที่ครอบคลุมธุรกิจส่วนใหญ่และเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด ใครเข้าข่าย: ผู้ประกอบกิจการ (ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสีย VAT เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี (หรือต่อรอบระยะเวลาบัญชี) รายรับที่นับ: คือยอดขายหรือรายรับ ก่อนหักรายจ่าย ทั้งหมด กำหนดเวลาจดทะเบียน: ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ตัวอย่าง: หากยอดขายสะสมของร้านคุณแตะ 1,800,001 บาท ในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 คุณจะต้องไปยื่นขอจดทะเบียน VAT ภายในวันที่ 24 กันยายน 2568 กลุ่มที่ 2: ผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่าง “เตรียมการ” ก่อนเริ่มกิจการ สำหรับธุรกิจบางประเภทที่มีการลงทุนสูงก่อนเปิดดำเนินการจริง กฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้ เพื่อนำภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ใครเข้าข่าย: ผู้ประกอบกิจการที่มีแผนงานชัดเจนว่าจะเริ่มธุรกิจที่ต้องเสีย VAT และได้เริ่มมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น การก่อสร้างโรงงาน หรืออาคารสำนักงาน การติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ ประโยชน์: สามารถนำภาษีซื้อจากค่าก่อสร้างหรือค่าเครื่องจักรมาเป็นเครดิตภาษีได้เมื่อเริ่มมีรายได้ กำหนดเวลาจดทะเบียน: สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนได้ กลุ่มที่ 3: ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร (มีตัวแทนในไทย) ในยุคธุรกิจออนไลน์และการค้าระหว่างประเทศ กรณีนี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น ใครเข้าข่าย: ผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ แต่มีการขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยเป็นปกติธุระ โดยมี "ตัวแทน" อยู่ในราชอาณาจักร (เช่น ลูกจ้าง, ผู้ประสานงาน, สำนักงานตัวแทน) ใครเป็นผู้รับผิดชอบ: "ตัวแทน" ที่อยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียน VAT แทนผู้ประกอบการในต่างประเทศ สรุป: การตรวจสอบรายรับของกิจการอย่างสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดการจดทะเบียน VAT เมื่อถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี การวางแผนและดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้องและตรงเวลา จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังที่อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของกิจการในอนาคต ### การอุทธรณ์ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ไม่เห็นด้วยกับหนังสือประเมินภาษี? เปิดคู่มือ “การอุทธรณ์ภาษีอากร” ที่ผู้เสียภาษีต้องรู้ เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าพนักงานสรรพากรแล้วพบว่าตัวเลขหรือประเด็นที่ถูกประเมินนั้นไม่ถูกต้อง ผู้เสียภาษีจำนวนมากอาจรู้สึกกังวลและไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อ แต่ตามประมวลรัษฎากร คุณมีสิทธิ์ที่จะ "อุทธรณ์" หรือ "คัดค้านการประเมิน" นั้นได้ การอุทธรณ์ภาษีคือกระบวนการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีได้ชี้แจงเหตุผลและแสดงหลักฐานเพื่อโต้แย้งการประเมินที่ไม่เป็นธรรม บทความนี้จะสรุปขั้นตอนและวิธีปฏิบัติให้เข้าใจง่าย หัวใจของการอุทธรณ์: ต้องทำอย่างไร? การยื่นอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือ โดยใช้แบบฟอร์มที่กรมสรรพากรกำหนด และต้องระบุสาระสำคัญให้ชัดเจน ดังนี้: ระบุข้อมูลการประเมิน: แจ้งว่าไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมินฉบับไหน, เป็นภาษีประเภทใด, ของเดือน/ปีภาษีใด และเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ชี้แจงประเด็นที่คัดค้าน: ระบุให้ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับประเด็นใดบ้าง เช่น "ไม่เห็นด้วยกับการตัดรายจ่ายค่ารับรอง..." หรือ "ไม่เห็นด้วยกับการประเมินรายได้จาก..." แสดงเหตุผลและหลักฐาน: นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด คุณต้องให้เหตุผลประกอบทุกประเด็นที่คัดค้าน พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนเหตุผลของคุณ (เช่น สัญญา, ใบเสร็จ, หลักฐานการโอนเงิน) กำหนดเวลา: ต้องยื่นอุทธรณ์ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร ต้องใช้แบบฟอร์มอะไรในการยื่นอุทธรณ์? แบบคำอุทธรณ์ที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 แบบหลักๆ คือ: แบบ ภ.ส.6: เป็นแบบฟอร์มกลางที่ใช้สำหรับการอุทธรณ์ภาษีอากรทุกประเภทตามประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภาษีเงินได้นิติบุคคล, หรือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินโดยกรมสรรพากร แบบ กศก.171: ใช้เฉพาะกรณีคัดค้านการประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้า ที่ประเมินโดยเจ้าพนักงานของ "กรมศุลกากร" คุณสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ ต้องยื่นอุทธรณ์ที่ไหน และยื่นต่อใคร? สถานที่ยื่นและผู้รับเรื่องจะแตกต่างกันไปตามที่ตั้งของสถานประกอบการของคุณ ในเขตกรุงเทพมหานคร: ยื่นที่: หน่วยงานสรรพากรที่ออกหนังสือแจ้งการประเมิน ผู้พิจารณา: คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีอธิบดีกรมสรรพากร, ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกรมการปกครอง เป็นกรรมการ ในต่างจังหวัด: ยื่นที่: สำนักงานสรรพากรพื้นที่/สาขา ในเขตท้องที่ ผู้พิจารณา: คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด, สรรพากรภาค และอัยการจังหวัด เป็นกรรมการ จะเกิดอะไรขึ้นหลังยื่นอุทธรณ์? หลังจากยื่นคำอุทธรณ์แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะพิจารณาเหตุผลและหลักฐานของคุณ และจะมีคำวินิจฉัยออกมา หากคุณยังไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ คุณยังมีสิทธิ์ ฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากร ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย สรุป: สิทธิในการอุทธรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษี หากคุณมั่นใจว่าการประเมินของเจ้าหน้าที่ไม่ถูกต้อง การเตรียมเหตุผลและหลักฐานให้รัดกุมและยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด คือขั้นตอนที่ถูกต้องและควรกระทำเพื่อรักษาสิทธิ์และผลประโยชน์ทางธุรกิจของคุณ ### การออกใบกำกับภาษีด้วยกระดาษ การออกใบกำกับภาษีด้วยกระดาษ สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่จัดทำและออกใบกากับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษี มีหลักเกณฑ์การออกใบกำกับภาษีอย่างไรและออกกี่ฉบับ อ่านเพิ่มเติมได้เลยครับ+++ ……………………………………………………………………………. ออกใบกำกับภาษีเมื่อไร? – กรณีการขายสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีพร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อ – กรณีการให้บริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีพร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันทีที่ได้รับชำระราคาค่าบริการ ……………………………………………………………………………. ต้องจัดทำใบกำกับภาษีอย่างน้อยกี่ฉบับ? ผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องจัดทำใบกำกับภาษีอย่างน้อย 2 ฉบับ ดังนี้ – ต้นฉบับ ส่งมอบให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ – สำเนา เก็บรักษาไว้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการลงรายงานภาษีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน ……………………………………………………………………………. *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ การออกใบกำกับภาษีด้วยกระดาษ วันที่จัดทำ 19/04/2562 ……………………………………………………………………………. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เรื่อง การออกใบกำกับภาษีด้วยกระดาษ ### อากรแสตมป์ สิ่งสำคัญที่ควรรู้ อากรแสตมป์ สิ่งสำคัญที่ควรรู้ อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เป็นการเก็บจากการจัดทำตราสารที่กฎหมายกำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งผู้จะทำตราสารต่างๆ หากเป็นตราสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียอากรแสตมป์ ก็ควรเสียอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์นะครับ+++ ………………………………………………………………………. ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ คำว่า “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตรา อากรแสตมป์ ซึ่งปัจุจบันมีทั้งหมด 28 ลักษณะตราสาร เช่น ตราสารเช่าที่กับโรงเรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน ฯลฯ อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรที่จัดเก็บจากการกระทำตราสาร โดยคำว่า กระทำ หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ………………………………………………………………………. ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ บุคคลตามที่ระบุไว้ในช่องที่ 3 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ผู้ให้เช่าผู้โอน ผู้ให้กู้ ผู้รับประกันภัย ฯลฯ ถ้าตราสารทำขึ้นนอกประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศเป็น ผู้เสียอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ถ้าหากไม่ได้ปฏิบัติตามความข้างต้น ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งต้องเสียอากรแล้วจึงยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอนหรือถือเอาประโยชน์ได้ ผู้ทรงตราสารคนใด ได้ตราสารตามความข้างต้นไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น จะเป็นผู้เสียอากรก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อนๆ ตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงิน มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรและใช้สิทธิไล่เบี้ยจาก ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้ ผู้มีหน้าที่เสียอากร ตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ อาจตกลงให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้เสียอากรแทนตนก็ได้ เว้นแต่กรณีตาม 2 ………………………………………………………………………. วิธีการเสียอากร ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือใน ทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือการได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตาม บทบัญญัติในหมวดอากรแสตมป์ หรือตามระเบียบที่อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี      #เพิ่มเติม: ลิงค์ข้อมูลบัญชีอัตราอากรแสตมป์ http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html ………………………………………………………………………. ข้อเสียของการมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน ในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอัตราในบัญชีท้าย หมวดอากรแสตมป์ และขีดฆ่าแล้วแต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากร นอกจากนั้นกฎหมายยังห้ามเจ้าพนักงานรัฐบาลลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกสิ่งใด ๆ ในตราสาร ดังกล่าวด้วย จนกว่าจะได้มีการเสียอากรให้ครบถ้วนก่อน ………………………………………………………………………. หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ อากรแสตมป์ สิ่งสำคัญที่ควรรู้ วันที่จัดทำ 21/04/2562 ………………………………………………………………………. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เรื่อง ความรู้เรื่องภาษี >อากรแสตมป์ แหล่งที่มา: http://www.rd.go.th/publish/305.0.html ### งบการเงินที่สมบูรณ์ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAES) ประกอบด้วย? งบการเงินที่สมบูรณ์ประกอบด้วย สำหรับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่จัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) งบการเงินที่สมบูรณ์ตามมาตรฐานการเงินฉบับนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง? สามารถศึกษาจากบทความนี้ได้เลยครับ …………………………………………………………………………. งบการเงินที่สมบูรณ์ประกอบด้วย มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ กำหนดให้งบการเงินที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย      1.งบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินของกิจการ ณ วันสิ้นงวด      2.งบกำไรขาดทุน แสดงถึงผลการดำเนินงานของกิจการสำหรับงวด      3.งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในรายการที่เป็นองค์ประกอบต่างๆ ของเจ้าของในระหว่างงวด      4.หมายเหตุประกอบงบการเงิน แสดงถึงข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดทำงบการเงินนโยบายการบัญชีที่ใช้และข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือจากที่นำเสนอในงบการเงิน      #หมายเหตุ มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้ไม่กำหนดให้กิจการต้องทำงบกระแสเงินสด แต่หากกิจการเห็นถึงประโยชน์ของงบกระแสเงินสดก็สามารถจัดทำได้ โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRSs) ที่ว่าด้วย งบกระแสเงินสด …………………………………………………………………………. รายละเอียดเพิ่มเติม กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง งบการเงินควรนำเสนอข้อมูลที่เปรียบเทียบได้โดยรายการต่างๆ ที่นำเสนอในงบการเงินต้องสามารถเปรียบเทียบได้กับรายการที่นำเสนอสำหรับงวดก่อน หากกิจการมีความประสงค์จะจัดทำงบการเงินระหว่างกาล งบการเงินระหว่างกาลนั้นต้องเป็นไปตามข้อกำหนดทุกข้อในมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้ รายการที่มีลักษณะหรือหน้าที่ที่คล้ายคลึงกันแต่ละประเภทที่มีสาระสำคัญต้องแยกแสดงในงบการเงิน รายการที่มีลักษณะหรือหน้าที่ที่ไม่คล้ายคลึงกันแต่ละรายการต้องแยกแสดงในงบการเงินเว้นแต่รายการเหล่านั้นไม่มีสาระสำคัญ กิจการต้องไม่นำสินทรัพย์และหนี้สิน หรือรายได้และค่าใช้จ่าย มาหักกลบกัน นอกจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินมีข้อกำหนดหรืออนุญาตให้หักกลบได้ …………………………………………………………………………. *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ งบการเงินที่สมบูรณ์ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ประกอบด้วย วันที่จัดทำ 17/04/2562 …………………………………………………………………………. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ แหล่งที่มา: http://www.tfac.or.th/upload/9414/e8cXTzUL59.pdf ### สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย หมายถึงอะไร? สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย ในความหมายทางการบัญชีมีความหมายว่าอย่างไร? มีลักษณะอย่างไร? ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาได้จากบทความนี้ได้เลย+++ …………………………………………………………………….. สินทรัพย์ หมายถึง ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการ ทรัพยากรดังกล่าวเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรนั้นในอนาคต เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร อาคาร เป็นต้น …………………………………………………………………….. หนี้สิน หมายถึง ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ โดยภาระผูกพันดังกล่าวเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งการชำระภาระผูกพันนั้น คาดว่าจะส่งผลให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ เช่น เงินกู้ยืม เจ้าหนี้การค้า เป็นต้น …………………………………………………………………….. ส่วนของเจ้าของ หมายถึง ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการ หลังจากหักหนี้สินทั้งสิ้นออกแล้ว …………………………………………………………………….. รายได้ หมายถึง การเพิ่มขึ้นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลารายงาน หรือการเพิ่มค่าของสินทรัพย์ หรือการลดลงของหนี้สิน ซึ่งส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น เช่น รายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ เป็นต้น …………………………………………………………………….. ค่าใช้จ่าย หมายถึง การลดลงของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลารายงาน หรือ การลดค่าของสินทรัพย์หรือการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน ซึ่งส่งผลให้ส่วนของเจ้าของลดลง เช่น ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เป็นต้น …………………………………………………………………….. *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย หมายถึงอะไร วันที่จัดทำ 17/04/2562 …………………………………………………………………….. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ แหล่งที่มา: http://www.tfac.or.th/upload/9414/e8cXTzUL59.pdf ### สิทธิและหน้าที่ของผู้เสียภาษี สิทธิและหน้าที่ของผู้เสียภาษี สำหรับผู้เสียภาษีทุกท่านการรู้สิทธิ์และหน้าที่ของตัวเองในเรื่องของภาษีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราทราบถึงสิทธิ์ต่างๆ ด้านภาษีและหน้าที่ของเราที่ต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษี เพื่อดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง+++ ………………………………………………………………….. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีอากร ภาษีอากรที่จัดเก็บแต่ละประเภทกำหนดสถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษี และวิธีการเสียภาษีแตกต่างกันแล้วแต่กรณี ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้นั้น ครอบคลุมผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ โดยมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้แตกต่างกันไป ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บจากผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลทั่วไป และหน่วยภาษีที่ได้กำหนดไว้เป็นพิเศษ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จัดเก็บจากนิติบุคคลที่มีรายได้ เป็นต้น ภาษีบางประเภทจัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจการค้าซึ่งสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ผู้กระทำตราสารบางประเภทอาจอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีที่เรียกว่า อากรแสตมป์ อีกด้วย กรมสรรพากรได้บริหารการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการบริหารข้อมูล ฉะนั้นในการเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีอากรทุกประเภท ผู้เสียภาษีจึงต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เพื่อใช้ติดต่อเสียภาษี นอกจากนี้หากเป็นการประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ ภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ………………………………………………………………….. สิทธิของผู้เสียภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิตามกฎหมายโดยสรุปดังนี้ 1 การผ่อนชำระภาษี – ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 ที่มีจำนวนเกินกว่า 3,000 บาท สามารถแบ่งจ่ายงวดละเท่าๆกัน ไม่เกิน 3 งวด โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม – ภาษีอากรที่ค้างชำระ โดยยื่นคำร้องขอผ่อนภายใต้หลักเกณฑ์การผ่อนชำระของกรมสรรพากร 2 การยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษี กรณีที่ผู้เสียภาษีถูกประเมินภาษีอากร หากไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือ (แบบ ภ.ส.6) ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน และหากได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วยังไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิอุทธรณ์ใดๆ และต้องชำระภาษี พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมินให้ครบถ้วน 3 ขอทุเลาการชำระภาษีอากรโดยจัดให้มีหลักประกันการชำระหนี้ภาษีอากรค้าง การใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการเสียภาษีอากร ผู้เสียภาษีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษี มีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมินนั้น ภายในกำหนดเวลาที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือแจ้งการประเมิน อย่างไรก็ตาม หากต้องการรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคำพิพากษา ผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษี โดยจัดให้มีหลักประกันการชำระหนี้ภาษีอากรด้วยหลักทรัพย์ต่างๆ ภายใต้หลักเกณฑ์ตามระเบียบของกรมสรรพากร 4 ของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร ผู้เสียภาษีที่มีหน้าที่ยื่นแบบฯ และชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หากมิได้ยื่นแบบฯ หรือชำระภาษีภายในกำหนดเวลา ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายนอกเหนือจากเงินภาษีที่ต้องชำระอีกด้วย อย่างไรก็ดี หากการกระทำความผิดมีเหตุอันควรผ่อนผัน ผู้เสียภาษีอาจมีคำร้องเป็นหนังสือของดหรือลดเบี้ยปรับและอาจได้รับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ สำหรับเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจเจ้าพนักงานฯงดหรือลดให้ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษี และได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว เงินเพิ่มจะลดลงมาเหลือเพียงกึ่งหนึ่ง 5 ขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสาร ผู้เสียภาษีมีสิทธิขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีของตนเองได้ เช่น ขอคัดสำเนาแบบแสดงรายการภาษีของตนเอง หรือใบเสร็จรับเงินค่าภาษีแต่ละประเภทที่เป็นของตนเอง เป็นต้น ………………………………………………………………….. หน้าที่ตามกฎหมายของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยสรุปดังนี้ 1 ยื่นแบบฯ และเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและครบถ้วน 2 ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร และจดทะเบียนภาษีตามที่กฎหมายกำหนดแล้วแต่กรณี และหากมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ จะต้องแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง 3 จัดทำเอกสารหลักฐาน และบัญชีใดๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ ใบรับ ใบส่งของ ใบกำกับภาษี บัญชีรายได้ รายจ่าย งบการเงิน บัญชีพิเศษ ฯลฯ แล้วแต่กรณี 4 ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน เมื่อได้รับหนังสือเชิญพบ หรือหนังสือขอให้ยื่นเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ เพื่อประกอบในการเสียภาษีอากร ตลอดจนปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงาน 5 ชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ภายในกำหนดเวลา หากมิได้ชำระภาษีหรือชำระไว้ไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานมีสิทธิยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล 6 การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร นอกจากต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว ยังต้องรับผิดทางอาญาอีกด้วย ………………………………………………………………….. สิทธิในการอุทธรณ์ภาษีอากร การอุทธรณ์ภาษีอากร เป็นกระบวนการยุติธรรมอย่างหนึ่งที่กฎหมายประมวลรัษฎากรกำหนดให้ผู้ถูกประเมินภาษีสามารถใช้สิทธิคัดค้านการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน ที่ผู้ถูกประเมินภาษีเห็นว่าไม่ถูกต้องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ การคัดค้านการประเมินภาษีอากรสามารถทำได้โดยผู้ถูกประเมินภาษีจะต้องยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือด้วยแบบคำอุทธรณ์ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ซึ่งสามารถยื่นคำอุทธรณ์เป็นรายฉบับตามหนังสือแจ้งการประเมินหรือรวมยื่นคำอุทธรณ์ฉบับเดียวสำหรับหนังสือแจ้งการประเมินหลายฉบับก็ได้ โดยระบุให้ชัดแจ้งว่าอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีประเภทใด เดือนและปีภาษีใด ตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับใด และเป็นจำนวนเงินภาษีเท่าใด และสิ่งสำคัญที่ต้องระบุคือไม่เห็นด้วยกับการประเมินในประเด็นใด พร้อมทั้งให้เหตุผลทุกประเด็น และแสดงเอกสารหลักฐานประกอบเหตุผลนั้นด้วย โดยมีกำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ว่า ผู้จะใช้สิทธิอุทธรณ์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าพนักงานประเมิน เช่น ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 2 ตุลาคม 2545 จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 หรือ ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 4 ตุลาคม 2545 จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้น ………………………………………………………………….. หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ สิทธิและหน้าที่ผู้เสียภาษี วันที่จัดทำ 14/04/2562 ………………………………………………………………….. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เรื่อง สิทธิและหน้าที่ผู้เสียภาษี แหล่งที่มา: http://www.rd.go.th/publish/333.0.html ### ภาษีซื้อต้องห้าม! สิ่งสำคัญที่ควรรู้ ภาษีซื้อต้องห้าม! สิ่งสำคัญที่ควรรู้ ถ้าพูดถึงเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามแล้ว ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมือใหม่บางท่าน อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราอย่างไร ซึ่งในบทความนี้จะพูดถึงภาษีซื้อต้องห้ามมีลักษณะอย่างไรรวมถึงบทกำหนดโทษในกรณีที่เรานำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้+++ ………………………………………………………………….. ภาษีซื้อต้องห้าม หมายถึง อะไร? ภาษีซื้อต้องห้าม หมายถึง ภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ………………………………………………………………….. ลักษณะภาษีซื้อต้องห้าม สำหรับลักษณะของภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมาย มีรายละเอียดดังนี้ ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ กรณีใบกำกับภาษีซื้อมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน 5.ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ………………………………………………………………….. เบี้ยปรับเงินเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่นำภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษี รวมทั้งต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ดังนี้ เบี้ยปรับ 1 เท่า – ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ – ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด – ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม – ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน – ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี – ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เบี้ยปรับ 2 เท่า กรณีนำใบกำกับภาษีปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม           หมายเหตุ : (1) ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม (2) ผู้ประกอบการที่นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการเครดิตภาษี นอกจากต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว หากเจตนานำใบกำกับภาษีปลอม หรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้ในการเครดิตภาษีต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท เงินเพิ่ม เงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เงินเพิ่มที่คำนวณได้ไม่ให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง *หมายเหตุ สำหรับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มยังมีรายละเอียดการคำนวณ ควรศึกษาข้อมูลเพิ่ม! ………………………………………………………………….. บทสรุป สำหรับกิจการที่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การนำภาษีซื้อมาใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราสามารถนำภาษีซื้อที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมายมาหักกับภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ หรือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ถ้าหากเรานำมาษีซื้อต้องห้ามมาใช้ก็จะมีทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และหากมีเจตนาใช้ใบกำกับภาษีปลอม ก็จะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ดังนั้น ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจในเรื่องของภาษีซื้อต้องห้าม เพื่อที่จะได้รู้ว่าภาษีซื้อแบบไหนเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาใช้หักกับภาษีขาย หรือ ขอคืนภาษีซื้อได้นั้นเอง ………………………………………………………………….. *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ ภาษีซื้อต้องห้ามและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง วันที่จัดทำ 05/04/2562 ………………………………………………………………….. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” เอกสารเผยแพร่ เรื่อง ภาษีซื้อต้องห้าม ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ### ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร? ใครหักใคร กันแน่! ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? ใครหักใคร กันแน่! ผู้ประกอบการใหม่ๆ หลายท่านอาจจะยังไม่เข้าใจว่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร และจะหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อใดและใครเป็นฝ่ายหักใครกันแน่ บทความนี้มีคำตอบ+++ ………………………………………………………………………. มาทำความเข้าใจกันต่อ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คือ เงินที่ผู้จ่ายซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลและมีหน้าที่หักไว้ เมื่อมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับทั้งบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ………………………………………………………………………. อัตราเปอร์เซ็นต์หัก ขอยกตัวอย่างอัตราเปอร์เซ็นต์หักที่เจอบ่อยๆ ในการดำเนินธุรกิจดังนี้ เงินได้ 40(1) เช่น เงินเดือน หักตามข้อกำหนดของมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร ค่าเช่า การให้เช่าทรัพย์สิน หัก 5% วิชาชีพอิสระ เช่น วิศวกร, พยาบาล, สถาปนิก, การสำรวจ, นักบัญชี, ทันตแพทย์, แพทย์ หัก 3% รับเหมา หัก 3% #รับจ้าง หัก 3% #โฆษณา หัก 2% #ขนส่ง หัก 1% ………………………………………………………………………. แล้วจะยื่นเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยใช้แบบ ภ.ง.ด. อะไร? ใช้แบบ ภ.ง.ด.1 ยื่นสำหรับการจ่ายเงินได้ 40(1),(2) เช่น จ่ายเงินเดือน เป็นต้น ใช้แบบ ภ.ง.ด.3 ยื่นสำหรับผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา ใช้แบบ ภ.ง.ด.53 ยื่นสำหรับผู้รับเป็นนิติบุคคล ………………………………………………………………………. ยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ได้วันไหน? กำหนดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ปกติภายในวันที่ 7 หากยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี ………………………………………………………………………. *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย วันที่จัดทำ 30/03/2562 ………………………………………………………………………. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก “กรมสรรพากร” หัวข้อเรื่อง ตารางสรุปภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ### ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT คืออะไร? ภาษีมูลค่าเพิ่ม-vat ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร หรือที่เรียกโดยย่อว่า VAT (Value Added Tax) คือภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าและบริการในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่ายจนถึงผู้บริโภคปลายทาง ในประเทศไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลที่นำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และการสาธารณสุข การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มและการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค VAT คืออะไร? VAT ย่อมาจาก "Value Added Tax" ซึ่งหมายถึงภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าเพิ่มในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและจำหน่าย ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ผลิตสินค้า และผู้ผลิตสินค้าเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ค้าปลีก โดยในแต่ละขั้นตอน ผู้ประกอบการสามารถนำ VAT ที่จ่ายไปในกระบวนการผลิต (Input Tax) มาหักกับ VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า (Output Tax) ก่อนนำส่งให้รัฐ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมู่หมวดไหน? ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยจัดอยู่ใน "หมวดภาษีทางอ้อม" ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคเป็นผู้แบกรับภาระภาษี แต่ผู้ประกอบการทำหน้าที่เก็บภาษีและนำส่งให้รัฐ ภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าและบริการเกือบทุกประเภท ยกเว้นบางหมวดหมู่ที่ได้รับการยกเว้นโดยเฉพาะ เช่น: สินค้าและบริการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม: บริการทางการแพทย์ การศึกษา การขายพืชผลทางการเกษตร การนำเข้าสินค้าบางประเภท: สินค้าจำเป็น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีอะไรบ้าง? การจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ: ภาษีซื้อ (Input Tax):เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจ่ายเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ตัวอย่าง: บริษัทผู้ผลิตซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์และจ่าย VAT ไป ภาษีขาย (Output Tax):เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าและบริการ ตัวอย่าง: ร้านค้าปลีกเรียกเก็บ VAT จากผู้บริโภคเมื่อขายสินค้า ผู้ประกอบการสามารถนำภาษีซื้อมาหักลบกับภาษีขายเพื่อคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องนำส่งให้รัฐ เมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าหรือบริการที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย และผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและดำเนินการเก็บภาษีนี้จากลูกค้าเพื่อนำส่งกรมสรรพากร ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่สามารถเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าได้ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ..? เมื่อเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะสามารถนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขายได้ #ตัวอย่างเช่น สมมติว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 7 ซื้อวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์มา 100 บาท และมีภาษีซื้อ 7 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายในราคา 150 บาท ตอนขายไปจะต้องคิดภาษีขาย 10.50 บาท ดังนั้น ก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะผลต่างจำนวน 10.5 – 7 = 3.5 บาท ยอดภาษี 3.50 บาท นี้ที่ต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถยื่นแบบ ภ.พ. 30 พร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) หากยื่นแบบเปเปอร์ ภายในวันที่ 15 ยื่นผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี วิธีการคำนวณและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม การคำนวณ VAT ทำได้ง่าย ๆ โดยใช้สูตร:มูลค่าสินค้าหรือบริการ × อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (7%) ตัวอย่างเช่น หากราคาสินค้าเท่ากับ 1,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเท่ากับ 70 บาท และราคาขายรวม VAT จะเท่ากับ 1,070 บาท ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากไม่ดำเนินการตามกำหนดอาจต้องเสียค่าปรับและดอกเบี้ย ข้อยกเว้นและสิทธิพิเศษ แม้ VAT จะครอบคลุมสินค้าหรือบริการส่วนใหญ่ แต่ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางกิจกรรม เช่น การส่งออกสินค้าได้รับการยกเว้น VAT ในอัตรา 0% เพื่อส่งเสริมการค้าและการส่งออก สรุป ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าและบริการในทุกขั้นตอนของการผลิตและจำหน่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะเป็นภาษีทางอ้อม หมวดหมู่ที่สำคัญคือภาษีซื้อและภาษีขาย ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการจัดการอย่างถูกต้องและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ VAT และปฏิบัติตามข้อกำหนดจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและโปร่งใส ### ภาษีการรับมรดก เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้ ภาษีการรับมรดก เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้ สำหรับภาษีมรดกนั้น เมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของกองมรดกตาย กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมาย หรือพินัยกรรม สำหรับใครที่รับมรดกมาแล้วไม่เข้าใจในเรืองภาษีมรดก บทความนี้มีคำตอบให้ครับ +++ ……………………………………………………………………. มาทำความเข้าใจกันต่อ ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) เกิดขึ้นเมื่อเจ้ามรดกตาย ผู้รับมรดกจากเจ้ามรดก แต่ละรายได้รับมรดกสุทธิมาในคราวเดียวหรือหลายคราว รวมกันแล้วมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ……………………………………………………………………. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก..? ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว ถ้ามรดกที่ได้รับมาจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าของทรัพย์สินทั้งสิ้นที่ได้รับเป็นมรดก หักด้วยภาระหนี้สินอันตกทอดมาจากการรับมรดกเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกสามารถสรุปได้ดังนี้ บุคคลธรรมดา นิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย กรณีผู้ที่ได้รับมรดกเป็นนิติบุคคลที่มิได้ถือว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตาม 2. แต่ได้รับมรดกอันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ให้เสียภาษีจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย หมายเหตุ : ยังมีรายละเอียดแยกย่อย ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ……………………………………………………………………. ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก..? อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันซึ่งอยู่ในประเทศไทย ที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนหรือสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้ ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ……………………………………………………………………. การยกเว้นภาษีการรับมรดก..? บุคคลผู้ที่ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนา หรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ หน่วยงานของรัฐ และนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ บุคคล หรือองค์การระหว่างประเทศ ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา หรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ ……………………………………………………………………. *หมายเหตุ บทความนี้ให้ความรู้เรื่อง ภาษีการรับมรดก วันที่จัดทำ 25/03/2562 ……………………………………………………………………. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก “กรมสรรพากร” หัวข้อเรื่อง ภาษีการรับมรดก ### ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร..? บทความนี้มีคำตอบ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลคือ ภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้หรือผลกำไรสุทธิของนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย นิติบุคคลหมายถึงหน่วยงานที่มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมาย เช่น บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และองค์กรอื่น ๆ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีประเภทใด? ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดอยู่ในกลุ่ม "ภาษีทางตรง" ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีรายได้หรือผลกำไรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระเงินภาษีด้วยตนเอง โดยฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและรายการลดหย่อนที่กฎหมายอนุญาต ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ นิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทยหรือมีสถานประกอบการในประเทศไทย รวมถึงนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย แต่มีรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศ บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด:บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้า บริการ หรือการลงทุน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน:ห้างหุ้นส่วนที่ดำเนินกิจการและมีรายได้จากการทำธุรกิจ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (บางประเภท):เช่น สมาคมหรือมูลนิธิที่มีรายได้จากการประกอบกิจกรรมที่แสวงหากำไร นิติบุคคลต่างประเทศ:ที่มีรายได้ในประเทศไทย เช่น ค่าธรรมเนียม ลิขสิทธิ์ หรือเงินปันผล กองทุนหรือทรัสต์:กองทุนที่จดทะเบียนและมีรายได้จากการลงทุน นิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีเงินได้ มีอะไรบ้าง? นิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมีหลากหลายประเภท โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก: นิติบุคคลในประเทศ: บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน มูลนิธิหรือสมาคมที่มีรายได้จากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ นิติบุคคลต่างประเทศ: บริษัทต่างชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทย เช่น การมีสำนักงานตัวแทน หรือการขายสินค้าผ่านสาขาในประเทศ บริษัทต่างชาติที่ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย แต่มีรายได้ในประเทศ เช่น การให้เช่าอุปกรณ์ การขายลิขสิทธิ์ หรือการได้รับเงินปันผลจากบริษัทในประเทศ นิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษี มีอะไรบ้าง? นิติบุคคลอื่นๆ นอกจากที่กล่าวในข้างต้น และเฉพาะที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เช่น กระทรวง ทบวง กรม องค์การ ของรัฐบาลหรือสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีนิติบุคคลอีกบางประเภทที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร แต่ได้รับการยกเว้นตามบทบัญญัติของกฎหมายต่างๆ ได้แก่ (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ตามสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือทางเทคนิคระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ (2) บริษัทจำกัดที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (3) บริษัทจำกัดและนิติบุคคลที่มีสภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่าง ประเทศได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (4) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ตามเงื่อนไขที่กำหนดในอนุสัญญา การคำนวณและการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจะพิจารณาจากกำไรสุทธิของกิจการในรอบบัญชี โดยการคำนวณเริ่มต้นจากการนำรายได้ทั้งหมดมาหักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ จากนั้นนำกำไรสุทธิที่เหลือมาคำนวณภาษีตามอัตราภาษีที่กำหนด ซึ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยในปัจจุบันมีดังนี้: บริษัทขนาดเล็ก (SME): กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก: ยกเว้นภาษี กำไรสุทธิ 300,001 - 3,000,000 บาท: อัตรา 15% กำไรสุทธิที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20% บริษัททั่วไป: กำไรสุทธิทั้งหมดเสียภาษีในอัตรา 20% ข้อกำหนดและบทลงโทษ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการยื่นแบบภาษี โดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วันหลังจากสิ้นสุดรอบบัญชี หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหรือเรียกเก็บเงินเพิ่ม โดยบทลงโทษที่อาจเกิดขึ้นได้แก่: ค่าปรับการยื่นล่าช้า:คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ต้องชำระ ดอกเบี้ยเงินเพิ่ม:อัตรา 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ค้างชำระ สรุป ภาษีเงินได้นิติบุคคลคือ ภาษีทางตรงที่เรียกเก็บจากรายได้สุทธิของนิติบุคคลในประเทศไทย ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด นิติบุคคลต่างประเทศ และองค์กรที่มีรายได้จากการดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการยื่นแบบและการชำระภาษีอย่างถูกต้อง ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นคงในระยะยาว. ### ข้อความสำคัญในใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบเต็มรูปที่ต้องมี คืออะไรบ้าง? Checklist! 7 ข้อความสำคัญที่ต้องมีใน “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป” สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล “ใบกำกับภาษี” ถือเป็นเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในการซื้อขายสินค้าและบริการ การออกใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถนำไปใช้หักภาษีได้ และอาจสร้างปัญหาให้ธุรกิจของคุณเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบ บทความนี้จะสรุป Checklist 7 รายการสำคัญที่ต้องมีใน “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป” ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่อให้คุณออกเอกสารได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ใบกำกับภาษีคืออะไร และต้องออกเมื่อไหร่? ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT มีหน้าที่ต้องจัดทำและส่งมอบให้ผู้ซื้อทุกครั้ง เพื่อแสดงมูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่เรียกเก็บ หลักการออกใบกำกับภาษี: กรณีขายสินค้า: ต้องออกในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า (หรือเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์/ได้รับชำระเงินก่อนส่งมอบ) กรณีให้บริการ: ต้องออกในทันทีที่ได้รับชำระค่าบริการ ผู้ประกอบการต้องจัดทำทั้งต้นฉบับ (ให้ผู้ซื้อ) และสำเนา (เก็บไว้เอง) โดยต้องเก็บรักษาสำเนาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด 7 รายการสำคัญที่ต้องมีในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป เพื่อให้ใบกำกับภาษีของคุณสมบูรณ์และถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 จะต้องมีข้อความและรายการอย่างน้อยที่สุด ดังต่อไปนี้ 1. คำว่า "ใบกำกับภาษี" ต้องระบุคำว่า “ใบกำกับภาษี” ไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดบนเอกสาร เพื่อบ่งบอกประเภทของเอกสาร 2. ข้อมูลผู้ออกใบกำกับภาษี (ผู้ขาย) ต้องระบุรายละเอียดของผู้ขายให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่จดทะเบียนไว้กับกรมสรรพากร ได้แก่: ชื่อสถานประกอบการ ที่อยู่สถานประกอบการ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ระบุว่าเป็น “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่...” ที่ออกใบกำกับภาษี 3. ข้อมูลผู้ซื้อสินค้า/บริการ ต้องระบุรายละเอียดของผู้ซื้อให้ครบถ้วนเช่นกัน ได้แก่: ชื่อผู้ซื้อ หรือชื่อสถานประกอบการ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ระบุว่าเป็น “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่...” ของผู้ซื้อ 4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี ต้องมีหมายเลขกำกับใบกำกับภาษีที่ไม่ซ้ำกัน และควรเรียงลำดับต่อเนื่องกันไป หากมีการออกเป็นเล่ม ต้องระบุหมายเลขเล่มด้วย (ถ้ามี) 5. รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ต้องระบุข้อมูลของสินค้าหรือบริการให้ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ ประกอบด้วย: ชื่อ, ชนิด, หรือประเภท ปริมาณ (เช่น ชิ้น, กิโลกรัม, ชั่วโมง) มูลค่าต่อหน่วย 6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องแยกมูลค่าของสินค้า/บริการ ออกจากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้เห็นอย่างชัดเจน และสรุปยอดรวมสุทธิที่ต้องชำระ 7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี ต้องระบุวันที่ที่ออกเอกสารใบกำกับภาษี ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการ "ต้องออกเมื่อไหร่" ที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้อควรระวังเพิ่มเติม ห้ามขีดฆ่าหรือแก้ไข: หากเขียนผิด ควรยกเลิกใบเก่าและออกใบใหม่ โดยต้องมีหลักฐานการยกเลิกเก็บไว้ e-Tax Invoice: ปัจจุบันใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ก็ต้องมีข้อความครบถ้วนเช่นเดียวกับแบบกระดาษ ความรับผิดชอบ: การออกใบกำกับภาษีไม่ครบถ้วนอาจมีโทษปรับตามกฎหมาย และผู้ซื้อไม่สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจคุณ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเอกสารสำคัญเช่นใบกำกับภาษี จะช่วยลดปัญหาทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างดี ### ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา “เรื่องสำคัญที่ควรรู้” คู่มือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฉบับเข้าใจง่าย: ใครบ้างที่ต้องยื่น และต้องรู้อะไรบ้าง? เมื่อใกล้สิ้นปี สิ่งหนึ่งที่ผู้มีรายได้ทุกคนต้องให้ความสำคัญก็คือ "ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา" ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามกฎหมาย แต่หลายคนอาจยังสับสนว่าใครบ้างที่ต้องยื่น? รายได้แบบไหนที่ต้องเสียภาษี? และต้องทำอย่างไร? บทความนี้สรุปทุกประเด็นสำคัญมาให้แล้ว ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา? ตามกฎหมาย ผู้ที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ได้มีแค่คนทำงานทั่วไป แต่รวมถึง: บุคคลธรรมดา: คือทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล: ที่ไม่ใช่นิติบุคคล ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี: ทายาทมีหน้าที่ยื่นแทน กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง: ผู้จัดการมรดกเป็นผู้ยื่น วิสาหกิจชุมชน: เฉพาะส่วนที่ไม่ใช่นิติบุคคล เงินได้ 8 ประเภทที่ต้องนำมาคำนวณภาษีมีอะไรบ้าง? เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเรียกว่า “เงินได้พึงประเมิน” ซึ่งกฎหมายแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ตามมาตรา 40(1) - 40(8) ดังนี้: 40(1): เงินเดือน โบนัส - รายได้จากการจ้างงานสำหรับพนักงานบริษัท 40(2): ค่าจ้างทั่วไป ค่านายหน้า - รายได้จากการรับทำงานให้ เช่น งานฟรีแลนซ์ 40(3): ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิ์ต่างๆ (Goodwill) - รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา 40(4): ดอกเบี้ย เงินปันผล - รายได้จากการลงทุน 40(5): ค่าเช่า - รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น บ้าน, ที่ดิน 40(6): วิชาชีพอิสระ - รายได้ของแพทย์, วิศวกร, นักบัญชี, ทนายความ เป็นต้น 40(7): รายได้จากการรับเหมา - ที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนเอง เช่น รับเหมาก่อสร้าง 40(8): รายได้อื่น ๆ - เช่น กำไรจากการขายของออนไลน์, การเกษตร, การขนส่ง มีรายได้ขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงต้องยื่นแบบภาษี? แม้จะมีรายได้ แต่ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก็ยังไม่ต้องยื่นแบบฯ โดยเกณฑ์การยื่นภาษีสำหรับปีภาษี 2568 (ยื่นต้นปี 2569) คือ: กรณีมีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (ประเภท 40(1)) โสด: มีรายได้เกิน 120,000 บาท/ปี สมรส: มีรายได้รวมกันเกิน 220,000 บาท/ปี กรณีมีรายได้ประเภทอื่น ๆ (หรือมีเงินเดือน + รายได้อื่น) โสด: มีรายได้เกิน 60,000 บาท/ปี สมรส: มีรายได้รวมกันเกิน 120,000 บาท/ปี กองมรดก, ห้างหุ้นส่วนสามัญ, คณะบุคคล: มีรายได้เกิน 60,000 บาท/ปี ต้องทำอะไรบ้าง และยื่นภาษีเมื่อไหร่? เตรียมตัว: คนไทยทุกคนใช้ เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้เลย ไม่ต้องขอใหม่ ยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90/91): สำหรับรายได้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (เช่น รายได้ปี 2568 ยื่นภายใน 31 มี.ค. 2569) ยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94): สำหรับผู้มีรายได้ประเภท 40(5) - 40(8) ต้องยื่นแบบฯ สำหรับรายได้ 6 เดือนแรก ภายใน เดือนกันยายน ของปีนั้นๆ ต้องใช้แบบฟอร์มไหนยื่นภาษี? ภ.ง.ด. 90 vs 91 การเลือกแบบฟอร์มนั้นง่ายมาก: ภ.ง.ด. 91: สำหรับผู้ที่มีรายได้จาก เงินเดือน (40(1)) เพียงอย่างเดียว ภ.ง.ด. 90: สำหรับผู้ที่มีรายได้ ประเภทอื่น ๆ (เช่น ฟรีแลนซ์, ค้าขาย, ค่าเช่า) หรือมีเงินเดือน บวกกับ รายได้ประเภทอื่น การทำความเข้าใจเรื่องภาษีไม่ใช่เรื่องยาก และการยื่นภาษีให้ถูกต้องและตรงเวลาคือหน้าที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างสบายใจและไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ### อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน บอกสภาพคลองของกิจการ ธุรกิจมีเงินหมุนเวียนพอไหม? เช็ก “อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)” ดัชนีวัดสภาพคล่อง "ธุรกิจเรามีสภาพคล่องดีแค่ไหน?" "ถ้ามีหนี้ระยะสั้นเข้ามา เราจะจ่ายไหวไหม?" คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าของกิจการทุกคนต้องประเมินอยู่เสมอ หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ง่ายและทรงพลังที่สุดในการตอบคำถามนี้ก็คือ “อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)” ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนสุขภาพทางการเงินระยะสั้นของบริษัทคุณได้อย่างชัดเจน อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) คืออะไร? อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความสามารถของกิจการในการชำระหนี้สินระยะสั้น (หนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี) ด้วยสินทรัพย์หมุนเวียน (สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายภายใน 1 ปี) ที่มีอยู่ พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง "เงินสดและสิ่งที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว" กับ "หนี้ที่ต้องจ่ายในเร็วๆ นี้" วิธีคำนวณอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (สูตรง่ายๆ) คุณสามารถหาตัวเลขมาคำนวณได้จาก "งบดุล" หรือ "งบแสดงฐานะการเงิน" ของบริษัท โดยใช้สูตร: อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets)​ / หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets): คือ เงินสด, เงินฝากธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, สินค้าคงคลัง หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities): คือ เจ้าหนี้การค้า, เงินเบิกเกินบัญชี (O/D), เงินกู้ยืมระยะสั้น, ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ตัวอย่าง: บริษัท A มีสินทรัพย์หมุนเวียนรวม 500,000 บาท และมีหนี้สินหมุนเวียนรวม 200,000 บาท อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน = 500,000 / 200,000 ​= 2.5 เท่า แปลผลอย่างไร? ค่าเท่าไหร่ถึงจะดี การแปลผลค่า Current Ratio สามารถแบ่งได้ง่ายๆ ดังนี้ Current Ratio > 1 (มากกว่า 1 เท่า): ความหมาย: กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินระยะสั้น การแปลผล: สภาพคล่องดี มีความสามารถสูงในการชำระหนี้ระยะสั้นที่ครบกำหนดได้โดยไม่ติดขัด ตัวอย่างข้างต้น (2.5 เท่า): ถือว่ามีสภาพคล่องที่ดีมาก Current Ratio = 1 (เท่ากับ 1 เท่า): ความหมาย: กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเท่ากับหนี้สินระยะสั้นพอดี การแปลผล: สภาพคล่องพอใช้ แต่มีความเสี่ยง หากลูกหนี้ไม่จ่ายเงินหรือขายสินค้าไม่ได้ อาจทำให้ขาดเงินสดหมุนเวียนได้ Current Ratio < 1 (น้อยกว่า 1 เท่า): ความหมาย: กิจการมีหนี้สินระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนที่มี การแปลผล: สภาพคล่องต่ำ (มีความเสี่ยง) อาจเผชิญปัญหาขาดเงินสดในการชำระหนี้ที่ครบกำหนด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเครดิตของบริษัท โดยทั่วไป ค่าที่เหมาะสมมักจะอยู่ที่ประมาณ 2:1 หรือ 2 เท่า ซึ่งหมายความว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นสองเท่าของหนี้สินหมุนเวียน ข้อควรระวังในการใช้ Current Ratio แม้จะเป็นอัตราส่วนที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง: คุณภาพของสินทรัพย์: หากสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนใหญ่เป็น "สินค้าคงคลัง" ที่ขายออกยาก หรือ "ลูกหนี้การค้า" ที่เก็บเงินไม่ได้ ค่าอัตราส่วนที่สูงก็อาจไม่ได้หมายความว่าสภาพคล่องดีเสมอไป เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม: ค่า Current Ratio ที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีกอาจมีค่านี้ต่ำกว่าธุรกิจผลิตซอฟต์แวร์ ควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน สรุป อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินเบื้องต้นที่เจ้าของกิจการควรทำความเข้าใจและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจของคุณมี "เงินสด" เพียงพอที่จะรับมือกับภาระผูกพันระยะสั้น และสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างราบรื่น ### รับขึ้นทะเบียนประกันสังคม รับขึ้นทะเบียนประกันสังคม บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ บริการรับขึ้นทะเบียนประกันสังคมเป็นอีกหนึ่งบริการที่เรามีให้กับลูกค้า ก่อนอธิบายรายละเอียดบริการของเรา เราจะทำให้ท่านเข้าใจก่อนว่าประกันสังคมคืออะไร แล้วทำไมถึงต้องทำประกันสังคม ประกันสังคม คือ นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท 5% ของ 20,000 บาท คำนวณออกมาแล้วก็คือ 1,000 บาท แต่กฎหมายกำหนดว่าไม่เกิน 750 บาท ดังนั้นนายจ้างและลูกจ้างก็จ่ายแค่เพียงฝ่ายละ 750 บาท เหตุผลที่ต้องทำประกันสังคม การทำประกันสังคมจะช่วยคุ้มครองให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครอง 7 กรณี ได้แก่ ช่วยจ่ายค่ารักษากรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ชราภาพอายุครบ 55 ปี และกรณีเสียชีวิตสำหรับนายจ้างที่ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้กับลูกจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม อาจจะถึงขั้นจำคุก หรือเสียค่าปรับ ค่าบริการรับขึ้นทะเบียนประกันสัมคม เหมาะสมคุ้มค่า ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ค่าบริการ 5,000 บาท (ก่อน VAT) ต่างจังหวัด จัดทำเอกสาร 2,000 บาท (ก่อน VAT)*ต่างจังหวัดให้ลูกค้าเป็นผู้ดำเนินการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมเอง ทางเราเป็นผู้จัดทำเอกสารให้ ข้อดีของการใช้บริการรับขึ้นทะเบียนประกันสังคมกับเรา •เรามีทีมงานจดทะเบียนมืออาชีพให้บริการแก่ท่าน•ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องดำเนินเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง•ค่าบริการเหมาะสมคุ้มค่า•มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า   🥰บริการประทับใจ ยินดีให้คำปรึกษา! สนใจบริการรับขึ้นทะเบียนประกันสังคม ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120Tel : 094 864 9799LINE ID : @greenproksp E-mail info.th@greenproksp.com แผนที่ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ### รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/รับจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (จด VAT) ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดการรับจด VAT หรือ รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/รับจดภาษีมูลค่าเพิ่ม กรีนโปรขออธิบายถึงความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ที่เรียกว่า VAT (Value Added Tax) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือภาษีทางอ้อมที่ผู้จำหน่ายสินค้าหรือผู้ให้บริการต้องเรียกเก็บจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าหรือบริการ โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลได้แก่ บริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วได้มีการขายสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้า ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องทำการบวกเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากราคาขายสินค้าหรือราคาค่าบริการในอัตรา 7% จากราคาสินค้าหรือค่าบริการปกติ เช่น สินค้าหรือค่าบริการราคาปกติ 1,000 บาท ผู้ประกอบการต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% ของราคาสินค้าหรือค่าบริการ 1,000 บาท ดังนั้นผู้ประกอบการหรือร้านค้าต้องขายสินค้าในราคา 1,070 บาท ซึ่งทางผู้ประกอบการจะได้รับเงินในการขายสินค้าหรือค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นยอดเงิน 1,070 บาท โดยยอดเงินจำนวน 1,000 บาทนั้น จะเป็นค่าสินค้าหรือบริการที่ผู้ประกอบการได้รับ โดยส่วนต่างจำนวน  70 บาท นั้นเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ที่ผู้ประกอบการต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร หมายเหตุ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ผู้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือบริการ รวมถึงผู้นำเข้าสินค้า ไม่ว่าผู้ประกอบการนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลเพิ่ม (VAT) ทันที การนับว่ารายได้ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีสำหรับกรณีนิติบุคคลให้นับตามรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีที่รอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลนั้นไม่ตรงกับปีปฎิทิน ส่วนในกรณีบุคคลธรรมดาให้ถือตามปีปฎิทิน ทั้งนี้ถ้ารายได้ในปีนั้นไม่ถึงเกณฑ์ (1.8 ล้านบาท) ก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในปีนั้น และให้เริ่มนับรายได้ในปีต่อไปใหม่ว่าถึงเกณฑ์หรือไม่ (ในกรณีที่ผู้ประกอบการบริษัท/ห้างหุ้นส่วน ที่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คู่ค้าหรือลูกค้าถึงแม้รายได้ยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทก็สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรได้) ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT (ได้รับการยกเว้น) ธุรกิจขายข้าว ผัก และผลไม้ ขายภายในประเทศไทย ธุรกิจขายสัตว์ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา หมู ไก่ เป็นต้น ธุรกิจขายปุ๋ย ธุรกิจขายอาหารสัตว์ ธุรกิจขายยา เคมีภัณฑ์ที่ใช้กับพืชและสัตว์ ธุรกิจขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเรียน ธุรกิจนำเข้าสินค้าที่อยู่ในข้อ 1 ถึง 6 สถานศึกษา ธุรกิจขนส่งในประเทศไทย โรงพยาบาล ห้องสมุด สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ธุรกิจจัดแข่งกีฬาสมัครเล่น ทนายความให้การว่าความ ตรวจสอบบัญชี แพทย์หรือหมอ ดารานักแสดง ให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน ธุรกิจให้เช่าบ้าน คอนโด และที่ดิน ธุรกิจที่นำกำไรจากการขายสินค้าหรือบริการให้กับศาสนาหรือสาธารณะกุศล บทกำหนดโทษของการไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามข้อกำหนดของกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องดำเนินการยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าผู้ประกอบการไม่ดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในระยะเวลาดังกล่าว กฎหมายกำหนดโทษไว้ดังต่อไปนี้ ผู้ประกอบการระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ผู้ประกอบการต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของยอดขายสินค้าและบริการที่เกิน 1.8 ล้านบาทให้แก่สรรพากรจนกว่าจะดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT (ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการมีรายได้ 2 ล้านบาท เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้วไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของรายได้ 200,000 บาท ที่เกิน 1.8 ล้านบาท ให้แก่สรรพกร (200,000 x 7% = 14,000 บาท) ผู้ประกอบการต้องเสียเบี้ยปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ต้องชำระในเดือนภาษีตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเป็นเงิน 1,000 บาท ต่อเดือนภาษีทั้งนี้แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ผู้ประกอบการต้องเสียเงินเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ ผู้ประกอบการจะไม่มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเก็บไว้จากการซื้อสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการรายอื่นที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว มาหักเป็นภาษีขายของกิจการได้ เอกสารเบื้องต้นในการรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.01 และ ภพ 01.1 สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสถานประกอบการ เอกสารแสดงกรรมสิทธิ ของเจ้าของสถานที่ตั้งสถานประกอบการ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน โฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขายหรือคำขอเลขที่บ้าน สำเนาสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมใช้สถานที่แล้วแต่กรณี รูปถ่ายสถานประกอบการด้านในและด้านนอก สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านกรรมการผู้มีอำนาจของนิติบุคคลผู้ยื่นคำขอในกรณีเป็นนิติบุคคล หรือของบุคคลผู้ยื่นคำขอในกรณีเป็นบุคคลธรรมดา สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือใบทะเบียนพาณิชย์ แล้วแต่กรณี หน้าที่ของผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1. ผู้ประกอบการต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากผู้ซื้อสินค้าและบริการของตน โดยต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าและบริการ ไว้เป็นหลักฐานในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม2. ผู้ประกอบการต้องมีหน้าที่ในการจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม (รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ) 3. ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี (ภ.พ. 30) เพื่อดำเนินการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่สรรพากรวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ = ภาษีขาย - ภาษีซื้อกรณีภาษีขาย >ภาษีซื้อ = ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระกรณีภาษีขาย < ภาษีซื้อ = ภาษีที่มีสิทธิขอคืน หรือขอเครดิตภาษีคืน รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/รับจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (รับจด VAT) บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ให้บริการรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (รับจดทะเบียน VAT)  ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ ดำเนินการจัดเตรียมเอกสารชุดจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำเอกสารชุดจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  ดังกล่าวไปยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรในเขตพื้นที่หรืออำเภอที่สถานประกอบการที่ต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นตั้งอยู่ กรีนโปรให้บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยราคาที่สมเหตุผล เราให้บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยทีมงานมืออาชีพมีประสบการณ์สูง นอกจากนี้เรายังมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### การวางแผนภาษีธุรกิจนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์มีวิธีการอย่างไร? การวางแผนภาษีธุรกิจนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์มีวิธีการอย่างไร? มีน้องโทรเข้ามาปรึกษาพี่เก่ง ทำธุรกิจเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ (ขายคอนโด) เนื่องจากมีรายได้นายหน้าขายคอนโดเพิ่มขึ้น และเป็นกังวลเรื่องภาษีเลยโทรมาปรึกษาพี่เก่งว่าจะสามารถวางแผนภาษีอย่างไรได้บ้าง? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลย #ให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/wS_2B0fQa64 ----------------------------- #กำลังมีปัญหาบัญชีและภาษีอยู่ใช่ไหม? รับให้คำปรึกษา! #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #การวางแผนภาษีธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ #มีวิธีการอย่างไร? #วางแผนภาษี ### ที่ปรึกษาภาษี ที่ปรึกษาภาษี เพื่อช่วยผู้ประกอบการบรรเทาภาระทางภาษีอย่างถูกต้อง ไม่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ที่ปรึกษาภาษี – ให้คำแนะนำด้านภาษี ด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ เราให้บริการคำปรึกษาในด้านภาษี เพื่อให้ธุรกิจของท่านสามารถดำเนินได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษีอากร และเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้อง หมดปัญหาเรื่องภาษีและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ให้บริการปรึกษาภาษีสำหรับผู้ประกอบการบุคคคลธรรมดา และนิติบุคคล บริษัท หจก. ไม่ว่าจะเป็น SMEs, Startup ทั้งธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ในทุกธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิตสินค้า ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ด้วยทีมงานนักบัญชีที่มีประสบการณ์ด้านภาษีโดยตรงกว่า 28 ปี 📋 ปัจจุบันภาษีเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจอย่างยิ่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากมีข้อผิดพลาดอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือทำให้ท่านโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือได้รับโทษตามกฎหมาย ดังนั้นการวางแผนภาษีผู้ประกอบการต้องศึกษาอย่างละเอียดหรือหาที่ปรึกษาเฉพาะทางเพื่อช่วยท่านแก้ไขปัญหาและวางแผนกับธุรกิจของท่านโดยตรง เพื่อดำเนินการตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กฎหมายภาษีได้กำหนดไว้ ให้คำปรึกษาปัญหาด้านภาษีเพื่อหาแนวทางแก้ไขและทางออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้คำแนะนำในการวางแผนภาษี เพื่อให้เป็นการประหยัดค่าภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายภาษี ให้คำปรึกษาด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) ให้คำปรึกษาด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ให้คำปรึกษาด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ให้คำปรึกษาด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้คำปรึกษาด้านภาษีธุรกิจธุรกิจเฉพาะ ให้คำปรึกษาในด้านการจัดทำเอกสารด้านบัญชีที่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ให้คำปรึกษาด้านภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของท่าน ลดความเสี่ยงของกิจการในการถูกประเมินเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ติดต่อประสานงานกับกรมสรรพากรในการจัดการประเด็นปัญหาภาษี “ภาษีเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีการดำเนินธุรกิจและมีรายได้จะมีเรื่องของภาษีอากรเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่กำลังเป็นกังวลว่าตนเองดำเนินธุรกิจแล้วมีการเสียภาษีถูกต้องไหม หรือดำเนินธุรกิจไปแล้วเสียภาษีครบถ้วน ถูกต้อง หรือตกหล่นตรงไหนหรือไม่” ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงควรหาที่ปรึกษาไว้ให้ความรู้ แนะนำ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆโดยตรง เพื่อให้ท่านปฎิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป ปัญหาภาษีที่ธุรกิจพบเจอ ระบบภาษีซับซ้อน มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ยื่นเอกสารตกหล่นทำให้เกิดความผิดพลาดและถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ธุรกิจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หรือโดนหมายเรียก ธุรกิจขาดผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านภาษี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงควรหาที่ปรึกษาภาษีไว้ให้ความรู้ แนะนำ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆโดยตรง เพื่อให้ท่านปฎิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป ทำไมถึงต้องใช้บริการที่ปรึกษาวางแผนภาษี? สำหรับผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่ยังไม่เข้าใจด้านภาษีของการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง หากขาดความรู้ประสบการณ์ อาจทำให้ไม่สามารถวางแผนภาษีเพื่อเป็นการประหยัดค่าภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการควรหาที่ปรึกษาด้านภาษีโดยตรงเพื่อช่วยวางแผนภาษีในการดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ดังนี้ ความซับซ้อนในกฎหมายภาษี : กฎหมายภาษีมีความซับซ้อนและมีขั้นตอนยุ่งยาก ผู้ประกอบการควรหาที่ปรึกษาภาษี ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อช่วยวางแผนภาษีของธุรกิจได้อย่างถูกต้อง การปรับปรุงการบริหารภาษี : วิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการบริหารภาษีให้เข้ากับธุรกิจ ประหยัดเงิน : วางแผนการเสียภาษีเพื่อบรรเทาภาระทางภาษี การลดความเสี่ยง : การทำธุรกิจอาจเกิดความเสี่ยงทางภาษี เช่น การบริหารภาษีไม่ถูกต้อง หรือเสียภาษีโดยใช่เหตุ ที่ปรึกษาจะเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เมื่อปรึกษาภาษีกับ Greenpro KSP Group💚 เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภาษีตามมาภายหลัง กรีนโปร เคเอสพี กรุ๊ป ช่วยดูแลระบบหลังบ้านของธุรกิจอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ผู้ประกอบการวางใจได้มีเวลาโฟกัสกับหน้าบ้าน การวางแผนการขายสินค้าอย่างเต็มที่ สามารถดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ภายใต้ความถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย การวางระบบบัญชีให้เกิด Flow ของเอกสาร เกิดการควบคุมภายใน ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรือการตกหล่นของข้อมูล ให้คำปรึกษาแนวทางการบรรเทาภาระทางภาษีได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย วางแผนกลยุทธ์ชำระภาษีอย่างครอบคลุม เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในระยะยาว ลดความซับซ้อนขั้นตอนภาษี และจัดเตรียมเอกสารประกอบในการยื่นภาษี ชำระภาษี ลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ การเสียค่าปรับที่ไม่สมเหตุสมผล ลดความเสี่ยงด้านการทำผิดกฎหมายภาษี ให้คำแนะนำการปฏิบัติ และจ่ายภาษีได้อย่างถูกต้อง ทั้งภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดาของกรรมการ ช่วยผู้ประกอบการแก้ปัญหาได้ตรงจุด ลดความกังวลเรื่องภาษี ติดต่อบริการที่ปรึกษา วางแผนภาษี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### รับวางแผนภาษี รับวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ด้วยทีมงานนักบัญชีที่มีประสบการณ์โดยตรง ยินดีให้คำปรึกษาได้อย่างตรงจุด และลดความเสี่ยงที่อาจมีค่าปรับเงินเพิ่มในอนาคต รับวางแผนภาษี บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล – โดยผู้เชี่ยวชาญ รับวางแผนภาษี โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 28 ปี ช่วยให้เจ้าของกิจการประหยัดค่าภาษีบนความถูกต้อง หลายครั้งในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการเจอปัญหาต้องจ่ายค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางภาษี เนื่องมาจากการยื่นแบบไม่ทันกำหนด หรือยื่นแบบแต่เสียภาษีไม่ครบ ในบางกรณีผู้ประกอบการถูกประเมินภาษีย้อนหลังเนื่องจากสาเหตุการแสดงรายการภาษีที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่แสดงรายการภาษีเลย สิ่งเหล่านี้มักเป็นปัญหาตามมาเมื่อกิจการเริ่มเติบโตขึ้นและไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีคอยดูภาพรวมการเสียภาษีให้องค์กรหรือธุรกิจ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้น การวางแผนภาษีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ การวางแผนภาษีไม่ใช่การหนีภาษีหรือหลบเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด แต่การวางแผนภาษีนั้น จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่จะช่วยให้ธุรกิจประหยัดเงินค่าภาษีตามหลักของกฎหมาย ในความเป็นจริงนั้นกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อมีรายได้เข้าเงื่อนไขตรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ในการเสียภาษีนั้นก็มีข้อกำหนดต่างๆ ที่จะช่วยให้เราประหยัดค่าภาษีได้ตามสิทธิประโยชน์ของผู้มีรายได้ ความสำคัญของการวางแผนภาษีธุรกิจ ให้คำแนะนำ การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การวางแผนภาษีนิติบุคคล ด้วยทีมงานนักบัญชีที่มีประสบการณ์ การวางแผนภาษี โดยตรง หมดปัญหาเรื่องภาษี ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการด้านภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ให้บริการรับวางแผนภาษีในราคาที่เหมาะสม คุ้มค่า ค่าบริการวางแผนภาษีเหมาะสมคุ้มค่า เริ่มต้น 25,000 -30,000 บาทต่อครั้ง*กรณีที่ธุรกิจซับซ้อนจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป ทีมงานเรามีประสบการณ์วางแผนภาษี เราให้บริการโดยทีมงานนักบัญชีที่มีประสบการณ์ด้านภาษี บริหารงานโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ประสบการณ์กว่า 28 ปี ด้วยความเชี่ยวชาญในสายงานบัญชีและภาษีโดยตรง จึงสามารถให้คำปรึกษาช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการได้ตรงจุด และลดความเสี่ยงที่อาจมีค่าปรับ/เงินเพิ่มด้านภาษีในอนาคต “จะมัวกังวลเรื่องภาษีอยู่ทำไม เมื่อคุณมีสิทธิเลือกประหยัดค่าภาษีของกิจการได้และอยู่บนความถูกต้อง” -->ให้คำแนะนำการวางแผนภาษี 1.วางแผนภาษีศุลกากร สำหรับการนำเข้า – ส่งออก2.วางแผนภาษีสรรพากร3.วางแผนภาษีสรรพสามิต“ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ การวางแผนภาษี” • ให้คำปรึกษาด้านภาษี เพื่อวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย• ตอบโจทย์การวางแผนภาษีทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล• ช่วยให้ท่านปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง“บริการประทับใจ ด้วยทีมงานมืออาชีพ ยินดีให้คำปรึกษา” ทำไมถึงควรวางแผนภาษี? สำหรับผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีการดำเนินธุรกิจและยังไม่เข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ หรือ การปฏิบัติด้านภาษีที่ถูกต้อง การดำเนินธุรกิจหากขาดความรู้ประสบการณ์ด้านภาษีแล้ว อาจทำให้ไม่สามารถวางแผนภาษีเพื่อเป็นการประหยัดค่าภาษี โดยการประหยัดค่าภาษีโดยถูกต้องนั้นต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษี เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษี ผู้ประกอบการควรหาที่ปรึกษาด้านภาษีช่วยวางแผนภาษีให้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวด้านภาษี และเพื่อเป็นการปฎิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ดังนั้น การเลือกใช้บริการวางแผนภาษีกับผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์รับวางแผนภาษีโดยตรงจะช่วยให้การวางแผนภาษี มีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ภาษีเป็นสิ่งที่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลต้องเสียไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การเสียภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ เราควรมีการวางแผนภาษีเพื่อให้การเสียภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและประหยัดเงินค่าภาษี เรายินดีให้คำแนะนำในการวางแผนเสียภาษีที่ถูกต้องแก่ลูกค้าทุกท่าน บริการที่ได้รับ เมื่อใช้บริการวางแผนภาษีกับเรา ให้คำปรึกษาด้านภาษี เพื่อวางแผนภาษีให้ถูกต้องกฎหมาย ให้คำแนะนำในการปฏิบัติด้านภาษีที่ถูกต้อง ลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ แก้ปัญหาได้ตรงจุด หมดปัญหาเรื่องภาษี ลดความเสี่ยงด้านการทำผิดกฎหมายภาษี ช่วยให้กิจการจ่ายภาษีได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้กิจการประหยัดค่าภาษี (บนความถูกต้อง) ลดความกังวลเรื่องภาษีให้ผู้ประกอบการ ป้องกันปัญหาระยะยาวด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้น สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ให้คำปรึกษาด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อช่วยให้ท่านสามารถปฎิบัติได้โดยถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย "ด้วยประสบการณ์ในการ วางแผนภาษี ที่ยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในการให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน ทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อให้งานวางแผนภาษีเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามหลักของกฎหมาย" เกี่ยวกับเรารับวงแผนภาษี Greenpro KSP Accounting เราคือผู้เชี่ยวชาญการวางแผนภาษีที่มีประสบการณ์ในการให้บริการธุรกิจ องค์กร บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบุคคลธรรมดา มีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการวางแผนภาษี บริหารงานโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ประสบการณ์กว่า 28 ปี ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก หากกิจการของคุณที่กำลังเติบโต และยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีคอยให้คำแนะนำปรึกษา Greenpro KSP Accounting บริษัทเชี่ยวชาญด้านภาษี เราให้บริการรับวางแผนภาษี ค่าบริการที่เหมาะสม คุ้มค่า จึงมั่นใจได้ว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ข้างคุณ เพื่อขับเคลื่อนงานด้านภาษีให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและประหยัด ถูกต้องตามหลักการของกฎหมาย ข้อดีของการใช้บริการวางแผนภาษีกับเรา รับวางแผนภาษี ยินดีให้คำปรึกษา บริการประทับใจ ด้วยทีมงานมืออาชีพ งานบริการวางแผนภาษีคือหัวใจสำคัญของเรา ยินดีให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน พร้อมให้คำแนะนำในด้านภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเมื่อลูกค้าต้องการข้อมูล เรายินดีช่วยเหลือ บริการ รวดเร็ว ทันเวลา ราคาเหมาะสม คุยได้เป็นกันเอง ยินดีต้อนรับค่ะ ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี ติดต่อบริการรับวางแผนภาษี : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccหรือโทร: 085-067-4884 บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้เรายังมีบริการด้านวางระบบบัญชี ที่ปรึกษาบัญชีและภาษี เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า วางระบบบัญชี เรามีบริการงานวางระบบบัญชี กรณีที่ลูกค้าต้องการให้เข้าไปวางระบบบัญชีให้ ด้วยนักบัญชีที่ประประสบการณ์สูงรายละเอียดบริการ >>คลิก รับวางระบบบัญชี ที่ปรึกษาบัญชีและภาษี ที่ปรึกษาบัญชีและภาษี เราให้บริการคำปรึกษาในด้านบัญชีภาษี เพื่อให้ธุรกิจของท่านดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้อง   >>คลิก ที่ปรึกษาบัญชี ที่ปรึกษาภาษี ### รับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนบริษัท 9,490 บาท รวมทุกอย่าง - ฟรีตราประทับ! รับจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัท ด้วยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษา การจดทะเบียนบริษัท ให้บริการ รับจดทะเบียนบริษัทราคาถูก รวมถึงให้คำแนะนำ การจัดตั้งบริษัท ด้วยทีมงานมืออาชีพประสบการณ์โดยตรง ช่วยให้ท่าน ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา บริการดี คุ้มค่า คลิก! แพคเกจราคา   ให้บริการรับจดทะเบียนบริษัท   เราให้บริการรับจดทะเบียนบริษัท ไม่ว่าจะเป็นงาน จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล รวมถึงงานบริการจดทะเบียนบริษัท อื่นๆ ในราคาที่เหมาะสม ด้วยทีมงานมืออาชีพมีประสบการณ์โดยตรงในการให้บริการงาน จดทะเบียนบริษัท พร้อมให้บริการแก่ท่าน     เหตุผลที่ควรใช้บริการรับจดทะเบียนบริษัท? สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบริษัท (จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท) หรือ งานด้าน การจดทะเบียนบริษัท อื่นๆ การจดทะเบียนบริษัท การจัดตั้งบริษัท มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เพื่อให้งานจดทะเบียนบริษัทดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย   ดังนั้น การเลือกใช้บริการกับผู้ให้บริการ จดทะเบียนบริษัท ที่มีประสบการณ์รับจดทะเบียนบริษัทโดยตรงจะช่วยให้งานสามารถดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และผู้ให้บริการจดทะเบียนบริษัทยังแนะนำจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ การจดทะเบียนบริษัท ให้ท่านด้วย นอกจากนี้ผู้ให้บริการยัง รับจดทะเบียนบริษัทราคาถูก อีกด้วย   เราให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดกระบวนการไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำด้านข้อมูล การจัดตั้งบริษัท แก่ลูกค้า รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จดจัดตั้งบริษัทราคา 9,490 บาท “ฟรีตราประทับ แบบหมึกในตัว 1 อัน” ซึ่งบริการครอบคลุมงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ โดยรวมค่าธรรมเนียมทุกอย่าง คัดเอกสารให้ทั้งชุด รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 🔥HOT! Promotion🔥จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพียง 9,490 บาท (ราคารวม VAT 7% แล้ว)ฟรี! จองชื่อบริษัทฟรี! ให้คำปรึกษา การจดทะเบียนบริษัทฟรี! ตราประทับ แบบหมึกในตัว 1 อัน(มีแบบตราประทับให้เลือก 12 แบบ)ฟรี! ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรฟรี! คัดเอกสารให้ทั้งชุดฟรี! คอร์สเรียนออนไลน์ภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่ (มูลค่า 3,800 บาท)สิทธิพิเศษอีกมากมาย——————-💵ค่าบริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพียง 9,490 บาท🎉“รวมค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้ว”🎉——————-บริการด้วยทีมงานจดทะเบียนมืออาชีพ“ประสบการณ์โดยตรง”รวดเร็ว ทันเวลา ราคาถูก “ด้วยประสบการณ์ในการ รับจดทะเบียนบริษัท ที่ยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในการให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน ทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อให้งาน จดทะเบียนบริษัท เป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ลูกค้าที่มาใช้บริการรับรองมั่นใจได้เลยว่างานจะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไม่มีปัญหา” ข้อดีของการใช้บริการรับจดทะเบียนบริษัทกับเรา • ไม่ต้องเสียเวลาในการจดทะเบียนด้วยตัวเอง• เรามีทีมงานมืออาชีพในด้านงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท• มีประสบการณ์โดยตรงในงานจดทะเบียน• มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า• ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องดำเนินเรื่องต่างๆด้วยตนเอง• จัดทำเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย• รับจดทะเบียนบริษัทราคาถูก ค่าบริการเหมาะสมคุ้มค่า แพ็คเกจค่าบริการรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท สำหรับค่าบริการงานจดทะเบียนบริษัทอื่นๆ นั้นสามารถติดต่อเข้ามาสอบถามราคาได้ ยินดีให้คำปรึกษา! รายละเอียดบริการรับจดทะเบียนบริษัทเพิ่มเติม นอกจากงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว เรายังมีบริการ รับจดทะเบียนบริษัท ที่เกี่ยวข้องหลากหลายไว้ให้บริการลูกค้า บริการครอบคลุมประเภท จดทะเบียนบริษัท โดยมีรายละเอียดราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะงาน ซึ่งรายละเอียดบริการสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนจัดตั้งบริษัทจำกัด จดจัดตั้งบริษัทจำกัด แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการ แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานของบริษัทจำกัด (ย้ายภายในจังหวัดเดียวกัน, ย้ายข้ามจังหวัด) แก้ไขเพิ่มเติมชื่อและดวงตราสำคัญ แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุที่ประสงค์ แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ (แปลงมูลค่าหุ้น) แก้ไขเพิ่มเติมมติพิเศษให้เพิ่มทุน, เพิ่มทุนและหนังสือบริคณห์สนธิ แก้ไขเพิ่มเติมลดทุนบริษัท แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตั้ง/เปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี/อำนาจของผู้ชำระบัญชี/ที่ตั้งสำนักงานของผู้ชำระบัญชี การชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท จดทะเบียนควบบริษัทจำกัด บริการจดทะเบียนบริษัทนี้ดำเนินการโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ รับจดทะเบียนบริษัทราคาถูก ช่วยให้ท่านประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย หากท่านต้องการใช้บริการงานด้าน จดทะเบียนบริษัท สามารถติดต่อสอบถาม ข้อมูลต่างๆ รวมถึงราคาค่าบริการเข้ามาได้ที่ข้อมูลการติดต่อของเรา บริการงานจดทะเบียนอื่นๆ • จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเราให้บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ• จดเครื่องหมายการค้าเราให้บริการจดจดเครื่องหมายการค้า บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ• ขึ้นทะเบียนประกันสังคมเราให้บริการขึ้นทะเบียนประกันสังคม บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ• จดทะเบียนพาณิชย์เราให้บริการจดทะเบียนพาณิชย์ บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ พิเศษ! เมื่อใช้บริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับเรา 🎉รับฟรี‼ คอร์สเรียนออนไลน์ ภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่ มูลค่า 3,800 บาท คอร์สเรียนออนไลน์ ‼ ภาษีทั้งระบบสำหรับผู้ประกอบการใหม่ คอร์สนี้คอร์สเดียวที่ครอบคลุมทุกภาษีในการทำธุรกิจ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล—>นำความรู้ที่ได้มาใช้ในการทำธุรกิจได้อย่างแน่นอน! 👩‍🏫เรียนกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตัวจริง + ประสบการณ์จริง‼สุรภา แจ่มแจ้ง (เก่ง)– กรรมการผู้จัดการ : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด– ให้คำปรึกษาด้านภาษีกว่า 25 ปี ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลกว่า 300 บริษัท– ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) คลิก! รายละเอียดคอร์ส ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัท ชื่อของบริษัท (ตามที่ได้จองชื่อไว้) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่/สาขา (ตั้งอยู่ ณ จังหวัดใด) พร้อมเลขรหัสประจำบ้านของที่ตั้งสำนักงาน, E-mail และหมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทหรือกรรมการ วัตถุที่ประสงค์ของบริษัทที่จะประกอบกิจการค้า ทุนจดทะเบียน จะต้องแบ่งเป็นหุ้นๆ มีมูลค่าหุ้นเท่าๆ กัน (มูลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท) ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ และจำนวนหุ้นที่ผู้เริ่มก่อการจองซื้อไว้ ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ ของพยาน 2 คน อากรแสตมป์ 200 บาท ข้อบังคับ (ถ้ามี) จำนวนทุน (ค่าหุ้น) ที่เรียกชำระแล้ว อย่างน้อยร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ชื่อ ที่อยู่ อายุของกรรมการ รายชื่อหรือจำนวนกรรมการที่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท (อำนาจกรรมการ) ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตพร้อมค่าตอบแทน ชื่อ ที่อยู่ สัญชาติ และจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน ตราสำคัญ ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่/สาขาบริษัทจะไม่จดทะเบียนตราสำคัญของบริษัทก็ได้ หากว่าอำนาจกรรมการไม่ได้กำหนดให้ต้องประทับตราสำคัญด้วย เตรียมตัวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัท, หจก. สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดา ทำธุรกิจแล้วเติบโต มีรายได้สูงขึ้นต้องการที่จะวางแผนในการเสียภาษีให้ถูกต้อง และก็อยู่ในช่วงการตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล —————————– หลักในการพิจารณา ตัดสินใจมีสิ่งสำคัญอยู่หลายประการด้วยกัน**ไม่ว่าจะเป็น •รายได้•การหักค่าใช้จ่าย•เรทอัตราภาษีเป็นต้น ซึ่งในด้านการเสียภาษี การหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างการดำเนินธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาแตกต่างจากนิติบุคคลอย่างไร? และการวางแผนด้านภาษี ข้อดีต่างๆ เมื่อจดเป็นนิติบุคคล (บริษัท, หจก.) แล้วเป็นอย่างไร? คำถามที่พบบ่อย ประเมินราคารับจดทะเบียนบริษัทอย่างไร? ในการประเมินราคารับจดทะเบียนบริษัท เราประเมินราคาเหมาะสมกับค่าบริการ ซึ่งรวมค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง หรือค่าแรงพนักงานในการดำเนินการ รับจดทะเบียนบริษัทในวันเดียวได้ไหม? ใช่! เราให้บริการรับจดทะเบียนบริษัทภายในวันเดียวได้ ถ้าได้ดำเนินการทุกขั้นตอนในข้อมูลงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายในวันเดียว พื้นที่ให้บริการรับจดทะเบียนบริษัท? สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทย สำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อน ค่าบริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทรวมค่าธรรมเนียมแล้วใช่ไหม ใช่! ในบริการรับจดทะเบียนบริษัทเเพ็คเกจที่ 2,3 และแพ็คเกจที่ 4 รวมค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้ว ค่าบริการรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพิ่มจำนวนทุนใช่ไหม? ไม่! ตามเเพ็คเกจราคาที่เรารับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เฉพาะทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท หากทุนจดทะเบียนเกินกว่านี้เราคิดค่าบริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 12,000 บาท จดทะเบียนบริษัทรวมจด VAT 15,000 บาท–>โปรดติดต่อสอบถามเพิ่มเติม มีบริการรับทำบัญชีไหม? ใช่! เรามีบริการับทำบัญชีด้วย กรณีที่ลูกค้าจดทะเบียนบริษัทแล้วต้องการให้เรารับทำบัญชีให้ “บริการด้วยทีมงานนักบัญชีมืออาชีพ”  ดูรายละเอียดบริการรับทำบัญชี Greenpro KSP Accounting Service ผู้ให้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท ที่มีประสบการณ์ใน การจัดตั้งบริษัท กว่า 25 ปี ด้วยทีมงานจดทะเบียนมืออาชีพ บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่มีประสบการณ์สูง และเป็นบริษัทชั้นนำด้าน รับจดทะเบียนบริษัท ที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจมากมาย————————–เราคือผู้เชี่ยวชาญให้บริการรับจดทะเบียนบริษัทในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น• ธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้า• ธุรกิจบริการ• ธุรกิจซื้อมาขายไป• ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง• ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์• ธุรกิจการเงิน• ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์• ธุรกิจสุขภาพและความงาม• ธุรกิจการแพทย์• ธุรกิจบริการขนส่ง>>และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ทั้งองค์กรธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ โดยมีทีมงานจดทะเบียนบริษัทที่มีประสบการณ์ ให้บริการในราคาที่เหมาะสม เพราะลูกค้าคือคนสำคัญ งานบริการรับจดทะเบียนบริษัทคือหัวใจสำคัญของเรา ยินดีให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน พร้อมให้คำแนะนำในด้าน การจดทะเบียนบริษัท รวมถึง บัญชี ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเมื่อลูกค้าต้องการข้อมูล เรายินดีช่วยเหลือ บริการ รวดเร็ว ทันเวลา ราคาเหมาะสม คุยได้เป็นกันเอง ยินดีต้อนรับคะ ติดต่อเรา สนใจบริการ รับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 Tel : 094 864 9799LINE ID : @greenproksp E-mail info.th@greenproksp.com แผนที่ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดรับจดทะเบียนบริษัท by กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง ### รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด พร้อมทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามหลักของกฎหมาย เนื้อหารับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ข้อมูลการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดข้อดีของการใช้บริการจดทะเบียนกับเราเหตุผลที่เรา รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดค่าบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดหน้าที่ที่ต้องทำหลังจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดคำถามที่พบบ่อยGreenpro KSP Accounting Serviceสนใจบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ข้อมูลการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ประกอบการที่จะใช้บริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนของเรา จะต้องมีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป และการไปจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ต้องมีชื่อห้างหุ้นส่วน วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น ที่ตั้ง จำนวนเงินของผู้เป็นหุ้นส่วนที่จะนำมาลงในห้างหุ้นส่วน และต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการ ทั้งนี้ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนคำนำหน้าชื่อที่ตั้งขึ้นจะขึ้นต้นว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” แล้วตามด้วยชื่อที่ตั้งขึ้น โดยชื่อที่จะจดทะเบียนนั้นต้องไม่ซ้ำกับชื่อของห้างหุ้นส่วนอื่น บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ให้บริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) จัดเตรียมข้อมูลการจดทะเบียนมีความซับซ้อนและยุ่งยาก การมีทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายและความรู้ด้านนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยลูกค้าเตรียมตัวสำหรับกระบวนการนี้ และเราให้บริการอย่างครอบคลุมตั้งแต่งานจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วน จนถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วน เหตุผลที่ควรใช้บริษัท รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) 1. บริษัทรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน สามารถให้คำปรึกษากับท่านได้อย่างครบถ้วน ในขั้นตอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยท่านผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาในการไปหาข้อมูลเองจากแหล่งต่างๆซึ่งข้อมูลที่ได้อาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ยากแก่การเข้าใจ ทำให้การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นมีความล่าช้า และอาจมีปัญหาภายหลังเมื่อจัดตั้งห้างหุ้นส่วนไปแล้ว 2. บริษัทจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดมีประสบการณ์ในการจดทะเบียนหลายประเภทธุรกิจจึงมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก 3. ช่วยประหยัดเวลาให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากการบริการ ที่ตรงต่อเวลา และรวดเร็ว โดยผู้ประกอบการจะได้ใช้เวลาในการพัฒนาธุรกิจ ให้เจริญเติบโตต่อไป 4. บริษัทรับจดทะเบียน หจก. บางแห่งมีบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน ตรวจสอบบัญชี เป็นต้น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องแบ่งหุ้นส่วนเป็น 2 ประเภท 1. หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด – รับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินที่รับลงหุ้น2. หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด – รับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวน รายละเอียดบริการ รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จัดตั้งห้างหุ้นส่วน จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด 1. แก้ไขเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์2. แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน3. แก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อ/ดวงตรา4. แก้ไขเพิ่มเติมตราให้มีมากกว่า 1 ดวง5. แก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วน (ลดทุน-เพิ่มทุน/เปลี่ยนจำพวก/ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ)6. แก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วน (เข้า-ออก) และหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีผู้จัดการเดิมถึงแก่กรรม) แปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด เลิกห้างหุ้นส่วน แก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวผู้ชำระบัญชี เสร็จการชำระบัญชี ข้อดีของการใช้บริการจดทะเบียนกับเรา • ไม่ต้องเสียเวลาในการจดทะเบียนด้วยตัวเอง• เรามีทีมงานมืออาชีพในด้านงานจดทะเบียน หจก• มีประสบการณ์โดยตรงในงานจดทะเบียน หจก• มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า• ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องดำเนินเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง• จัดทำเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย• ค่าบริการเหมาะสมคุ้มค่า “ด้วยประสบการณ์ในการรับจดทะเบียน ที่ยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในการให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน ทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อให้งานจดทะเบียน หจก เป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ลูกค้าที่มาใช้บริการรับรองมั่นใจได้เลยว่างานจะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไม่มีปัญหา” เหตุผลที่เรา รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด เพราะเราเป็นบริษัทที่มีความชำนาญทางด้านการ รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ประสบการณ์กว่า 28 ปี จึงมีความชำนาญในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ทำให้ประหยัดเวลาในการดำเนินการขั้นตอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถึงการให้บริการมีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุน ลูกค้าจำนวนมากจึงไว้วางใจและมาใช้บริการ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง ของเรา เนื่องจากผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจนั้น ในการดำเนินธุรกิจมีค่าใช้จ่ายภายในมากมายที่เกิดขึ้นนอกจากค่าบริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ทางเราจึงคิดค่าใช้จ่ายในการรับจดทะเบียน หจก ในราคาที่เหมาะสม โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เพื่อแบ่งเบาภาระให้ผู้ประกอบการ ค่าบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน • ฟรีคอร์สสัมมนาสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ บรรยายโดยผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีประสบการณ์สูง• ฟรีตรายางพร้อมหมึกในตัว แพ็คเกจรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนมีให้เลือก 2 แพ็คเกจดังนี้ แพ็คเกจที่ 1 – ค่าบริการ 4,000 บาท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด แบบออนไลน์ ทางบริษัท จะดำเนินการจัดการเตรียมแบบฟอร์ม รวมทั้งเอกสารสำหรับ จดทะเบียนให้กับลูกค้า และทำการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนแบบออนไลน์ ทางบริษัทมีการจัดทำตราประทับ และ คอร์สเรียนออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการใหม่ฟรี *กรณีใช้บริการทำบัญชีกับ GreenproKSP ทางเราจะขอ Username & Password จากกรมสรรพากรให้แทนลูกค้า แพ็คเกจที่ 2 – ค่าบริการ 4,990 บาท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ทางบริษัท จะดำเนินการจัดการเตรียมแบบฟอร์ม รวมทั้งเอกสารสำหรับ จดทะเบียนให้กับลูกค้า และทำการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนที่กระทรวงพานิชย์ ทางบริษัทมีการจัดทำตราประทับ และ คอร์สเรียนออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการใหม่ฟรี *กรณีใช้บริการทำบัญชีกับ GreenproKSP ทางเราจะขอ Username & Password จากกรมสรรพากรให้แทนลูกค้า รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด 1. หลักเกณฑ์และข้อมูลเบื้องต้นในการจดจัดห้างหุ้นส่วนจำกัด ชื่อภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ 3 ชื่อ (เรียงลำดับตามชื่อที่ต้องการ เพื่อใช้ในการจองชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด) ที่ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด / เลขที่– กรณีเช่า : ต้องมีสัญญาเช่าและต้องเช่าในนามนิติบุคคลที่จะจัดตั้งเท่านั้น (แนะนำว่าให้รอชื่อห้างฯที่จองผ่านก่อนค่อยทำสัญญาเช่า)– กรณีเป็นบ้าน / อาคารของหุ้นส่วน และ กรณีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่หุ้นส่วนให้ใช้สถานที่โดยไม่คิดค่าเช่า : ต้องใช้หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ (ทางเราจะเตรียมแบบฟอร์มหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ให้หลังจากที่จองชื่อผ่านแล้ว) อีเมล , เบอร์โทรศัพท์ และเว็บไซต์ของห้างฯ (ถ้ามี) ทุนของห้างฯ มีจำนวนกี่บาท ข้อมูลเป็นหุ้นส่วนทุกคน จำนวนและรายชื่อของหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่มีอำนาจในการลงนามผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัด วัตถุประสงค์หลักของห้างฯ ที่จะประกอบกิจการค้า(ควรระบุวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมประเภทกิจการที่ห้างฯจะทำ และ ยกตัวอย่างประเภทสินค้าและบริการให้ชัดเจน) รอบบัญชีสิ้นสุด(นิติบุคคลต้องมีการกำหนดรอบบัญชีว่าจะมีการปิดบัญชีเมื่อใด เมื่อมีการกำหนดรอบบัญชีแล้ว ในปีต่อไปต้องมีการปิดรอบบัญชีสิ้นสุดที่ตั้งไว้เหมือนกันทุกปี– ตัวอย่างเช่น 31 ธันวาคม หรือ 31 มีนาคม หรือ 30 กันยายน ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ประกอบการจะสะดวก– ตัวอย่าง ถ้ากำหนดรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม โดยนิติบุคคลจัดตั้งในเดือน มีนาคม ในปีแรกปิดบัญชีจะตั้งแต่วันที่จัดตั้งคือ 1 มีนาคม จนถึง 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่รอบบัญชีสิ้นสุด พอปีต่อไปก็จะเริ่มที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ครบ 12 เดือนเป็นอย่างนี้ไปทุกปี) ตราประทับฯ จะมีชื่อห้างฯ หรือไม่มีก็ได้ หากตรามีชื่อของห้างหุ้นส่วนจำกัด ชื่อในตรานั้นต้องชัดเจนและตรงกับชื่อที่ขอจดทะเบียนไว้ และมีคำแสดงประเภทนิติบุคคลด้วย ซึ่งชื่อในตราประทับจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ตัวอย่างเช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยดี หรือ THAIDEE LIMITED PARTNERSHIP 2. เอกสารประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน จำนวน 1 ชุด (พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง) สำเนาทะเบียนที่ตั้งห้างฯ จำนวน 1 ชุด (พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง) แผนที่ห้างฯ จำนวน 1 ชุด (หุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราห้างฯ)*** เมื่อลงลายมือชื่อ รับรองสำเนาถูกต้อง ในกรณีที่เขียนขีดคร่อม เมื่อเขียนชื่อห้างฯ ต้องเขียนให้ถูกต้องครบถ้วน เช่น “ใช้เพื่อจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยดี เท่านั้น” หน้าที่ที่ต้องทำหลังจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด 1. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลห้างหุ้นส่วน เช่น วัตถุประสงค์ เปลี่ยนแปลงหุ้นส่วน หรือเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการ ต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับนายทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2. จัดทำบัญชี ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน กฏหมายกำหนดไว้ว่าต้องมีการกำหนดให้มีผู้ทำบัญชี ทำบัญของห้างหุ้นส่วนเช่น บัญชีรายวัน แยกประเภท บัญชีสินค้า และอื่นๆ ที่จำเป็น และจัดให้มีเอกสารต่างๆ ที่ประกอบการบันทึกบัญชี 3. จัดทำงบการเงิน จัดทำงบการเงินแสดงฐานะทางการเงินของบริษัท เช่นงบกำไรขาดทุน งบดุล และงบการเงินเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยปิดบัญชีครั้งแรกภายใน 12 เดือนนับแต่เริ่มทำบัญชี และปิดบัญชีทุก 12 เดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อนหน้า 4. ผู้ตรวจสอบบัญชี จัดให้มีผู้สอบบัญชี เพื่อตรวจสอบงบการเงิน และแสดงความคิดเห็นต่องบการเงิน โดยทั้งนี้ถ้าทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่ต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบ และแสดงความคิดเห็นก็ได้ 5. ส่งงบการเงิน จัดส่งงบการเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (DBD E-filing) ภายใน 5 เดือน นับตั้งแต่วันที่ปิดบัญชี 6. เก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชี จัดเก็บเอกสารบัญชีและเอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีไว้ที่สำนักงานบริษัท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี คำถามที่พบบ่อย ประเมินราคาอย่างไร? เรามีแพ็กเกจให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้ตามใจชอบ และราคาเหมาะสมกับคุณภาพของงานอย่างแน่นอน รับจดทะเบียนบริษัทด้วยไหม? ใช่! เราบริการรับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงจดทะเบียนอื่นๆ อีกมากมาย >> https://www.greenprokspforsme.com/ นอกจากงานจดทะเบียน มีบริการอย่างอื่นอีกไหม? ใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมายดูรายละเอียด คลิก>> https://www.greenproksp.co.th/ พื้นที่ให้บริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด? สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทยสำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อน ใช้บริการจดทะเบียนกับเราปัญหาจะหมดไปใช่ไหม? ใช่! ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญด้านการรับจดทะเบียนโดยตรง ท่านจึงมั่นใจได้ว่าเราจะดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย Greenpro KSP Accounting Service ผู้ให้บริการ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่มีประสบการณ์กว่า 28 ปี ด้วยทีมงานจดทะเบียนมืออาชีพ บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่มีประสบการณ์สูง และเป็นบริษัทชั้นนำด้าน จดทะเบียนหจก. ที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจมากมาย————————–เราคือผู้เชี่ยวชาญให้บริการรับจดทะเบียนหจก.ในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น• ธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้า• ธุรกิจบริการ• ธุรกิจซื้อมาขายไป• ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง• ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์• ธุรกิจการเงิน• ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์• ธุรกิจสุขภาพและความงาม• ธุรกิจการแพทย์• ธุรกิจบริการขนส่ง>>และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ทั้งองค์กรธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ โดยมีทีมงานจดทะเบียนที่มีประสบการณ์ ให้บริการในราคาที่เหมาะสม โหลดไฟล์ เพื่อกรอกแบบฟอร์มสำหรับจดทะเบียน หจก. สนใจบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120มือถือ : 094 864 9799LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### สรุป ภาษีที่ต้องยื่นตอนสิ้นปีของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีอะไรบ้าง สรุปภาษีที่ต้องยื่นตอนสิ้นปีของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีอะไรบ้าง ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา และนิติบุคคช่วงสิ้นปีมีภาษีอะไรบ้าง? ที่ต้องยื่นและยื่นด้วยแบบภาษีอะไร? #รายละเอียด สามารถรับชมได้จากคลิปนี้ได้เลยให้ความรู้โดยพี่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี, ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) https://youtu.be/W0H3zcshv2k #ปรึกษาเรื่องภาษีบัญชีทั่วไป แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee --------------------------------------- #ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี โทรศัพท์: 3,000 บาท/ชม. ................*กรณีเป็นเคสภาษีซับซ้อน ของแจ้งราคาเป็นเคสๆ ค่ะ แอดที่ไลน์ id: @kengbunchee_vip โทรศัพท์: 083-8595597 ----------------------------- #ฝากกดติดตาม เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา รับข่าวสารดีๆ ด้านบัญชีและภาษี Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCpsA7YXp8SlteplIJgFgvGw Facebook: https://www.facebook.com/kengbuncheepasibuntao เว็บไซต์: https://www.kengbuncheepasibuntao.com ----------------------------- #สรุปภาษีที่ต้องยื่นตอนสิ้นปี #ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีอะไรบ้าง#ภาษีสิ้นปีบุคคลธรรมดา#ภาษีสิ้นปีนิติบุคคล ### การยื่นขอใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) การยื่นขอใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะปลีก หรือให้บริการในลักษณะรายย่อยแก่คนเป็นจำนวนมาก ได้แก่ผู้ประกอบการ ร้านค้าปลีก ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร  ร้านขายยา ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายของชำ เครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยให้ความสะดวกและประโยชน์แก่ผู้ประกอบการดังกล่าวในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความถูกต้องแม่นยำในเรื่องราคาสินค้าและบริการ เพราะสามารถเก็บข้อมูลและราคาสินค้า รวมถึงสต๊อกสินค้า ทำให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้นและถูกต้องแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า การคิดเงิน การทอนเงิน นอกจากนี้ยังช่วยผู้ประกอบในการบริหารธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพโดยสามารถดูรายการสินค้า สต๊อคสินค้า ปริมาณการขาย เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการบริหารงานกิจการ รวมถึงบริหารพนักงาน มีสิ่งที่ผู้ประกอบการที่ต้องการมีเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) มาใช้ในกิจการ ต้องทราบในกรณีที่ผู้ประกอบการนั้นเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) เพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ และใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบผู้ประกอบการที่ต้องการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) เพื่อออกใบกำกับภาษี ต้องยื่นคำขอต่อสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอต่อสรรพากรพื้นที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่หรือยื่นต่อสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ในกรณีที่ผู้ประกอบการอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานดังกล่าว การใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน จึงจะสามารถใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ได้ มิฉะนั้นจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ ขั้นตอนการยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) 1. ยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) และเอกสารประกอบดังต่อไปนี้ 1.1 คำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) เพื่อออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร (ภ.พ.06) แยกเป็นรายสถานประกอบการ 1.2 คุณสมบัติโดยย่อของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) รายละเอียดของรุ่น ยี่ห้อ หมายเลขประจำเครื่อง ระบบเครือข่าย (มี/ไม่มี) และแผนผังการต่อเชื่อมเครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) กับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ1.3 ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อและรายงานต่างๆ ที่ออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ตัวอย่างรายงานการขายสินค้า หรือการให้บริการประจำวันที่ออกด้วยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS)1.4 แผนผังแสดงตำแหน่งการวางเครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS)  ณ สถานประกอบการ1.5 อื่นๆ เช่น แบบแจ้งการจัดทำและการจัดเก็บเอกสารหลักฐานไว้ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หนังสือขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) เพื่อออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากรข้อ 9 ของประกาศอธิบดีสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม  2. กรมสรรพากรพิจารณาคำขอใช้เครื่องบันทึกเก็บเงิน (POS) เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะทำการตรวจสอบคำขอและเอกสารแนบ และตรวจคุณสมบัติของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) พร้อมทั้งตัวอย่างใบกำกับภาษี และรายงานต่างๆ  3. กรมสรรพากรแจ้งผลเลขรหัสประจำเครื่องบันทึกเก็บเงิน (POS) หากแบบฟอร์มและเอกสารนั้นถูกต้องครบถ้วน กรมสรรพากรจะแจ้งผลการพิจารณาคำขอ พร้อมทั้งแจ้งเลขรหัสประจําเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) 4. ผู้ประกอบการดำเนินการให้เครื่องบันทึกเก็บเงิน (POS) ทำการบันทึกเลขรหัสประจำเครื่อง เมื่อได้เลขรหัสประจำเครื่องแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการให้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) บันทึกเลขรหัสประจำเครื่องที่กรมสรรพากรกำหนดในใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และทุกแห่งที่กรมสรรพากรระบุให้ปฏิบัติ 5.ผู้ประกอบการแจ้งกรมสรรพากรให้มาติดแถบสติ๊กเกอร์ เมื่อระบุเลขรหัสไว้ในใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และจุดอื่นที่สรรพากรระบุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ตั้งสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) ตั้งอยู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการติดแถบสติกเกอร์  6. เจ้าหน้าที่ตรวจคุณสมบัติของเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) และติดแถบสติ๊กเกอร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติเครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) และทำการติดแถบสติกเกอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้วทางผู้ประกอบการสามารถออกใบกำกับภาษีจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) ได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมายสรรพากร กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง ได้อธิบายเกี่ยวกับการขออนุญาตใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ซึ่งน่าจะทำให้ผู้ประกอบการทราบถึงความสำคัญของการขอนุญาตและขั้นตอนต่างๆในการขออนุญาต แต่ถ้าท่านผู้ประกอบการยังมีข้อสงสัยและต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการให้ทางกรีนโปร เคเอสพี ดำเนินการขออนุญาต กรุณาติดต่อ กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง ผู้ให้บริการ ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างๆ  อย่างครบวงจร โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญ เรายินดีให้คำปรึกษา เราสามารถช่วยขอใบอนุญาตต่างๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และรวดเร็ว ด้วยราคาที่ย่อมเยา นอกจากนี้กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง ยังมีบริการรับจดทะเบียนบริษัทจำกัด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม   สนใจติดต่อสอบถามบริการหรือรับคำปรึกษาฟรี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com ### บริการรับขอใบอนุญาตร้านนวด สปา ธุรกิจเพื่อสุขภาพทุกประเภท ธุรกิจการดูแลสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสปา นวดผ่อนคลาย นวดแผนโบราณ ออนเซ็น ทำให้มีผู้ประกอบการหันมาสนใจเปิดธุรกิจประเภทนี้จำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเปิดให้บริการจะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตเปิดร้านนวดและสปาตามที่กฎหมายกำหนด ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องโดนปรับเป็นเงินจำนวนมากหรือร้ายแรงที่สุดคือโดนสั่งปิด Greenpro KSP พร้อมให้บริการขอใบอนุญาตเปิดสปา ร้านนวด และบริการเพื่อสุขภาพครบวงจร ด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ช่วยให้คุณได้จดทะเบียนร้านสปาและร้านนวดได้โดยไม่ต้องกังวลใจ ถูกกฎหมาย รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว  เปิดร้านนวดต้องมีใบอะไรบ้าง ?การประกอบกิจการร้านสปา หรือประกอบกิจการร้านนวด ไม่ว่าจะเป็นนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามจะถือว่าเป็นกิจการที่เข้าข่ายเป็นสถานประกอบกิจการเพื่อสุขภาพ ตาม “พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” ที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ โดยในเบื้องต้นต้องใช้ใบอนุญาตดังต่อไปนี้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลในพื้นที่ ใบอนุญาตใช้อาคาร กรณีดัดแปลงอาคารเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการ ใบจดทะเบียนนิติบุคคล ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า ในกรณีที่เจ้าของเป็นนิติบุคคล และยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนตามกฎหมาย ทำไมการขอใบอนุญาตเปิดร้านนวดและสปาจึงสำคัญ ?ธุรกิจสปาและธุรกิจดูแลสุขภาพ เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อรับรองว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งสถานที่ สุขอนามัย และคุณสมบัติของผู้ให้บริการ ซึ่งหากไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับผลเสียของการไม่มีใบอนุญาตเปิดร้านนวดและสปาถูกสั่งปิดร้าน หากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ และพบว่าไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายถูกปรับและดำเนินคดีตามกฎหมาย เสียความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ อาจไม่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในการเข้ารับบริการ กรีนโปร เคเอสพี บริการขอใบอนุญาตสปา และขอใบอนุญาตนวดแผนไทย นวดผ่อนคลาย และบริการเพื่อสุขภาพอื่น ๆ ให้แก่ท่านผู้ประกอบการ เราพร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มเตรียมเอกสารไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ รวดเร็ว ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาดำเนินการเอง  ขั้นตอนการขอใบอนุญาตสปาและร้านนวดกับ Greenpro KSPGreenpro KSP พร้อมดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้การขอใบอนุญาตเปิดร้านนวดและสปาถูกต้องตามกฎหมายและราบรื่นที่สุด โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ปรึกษาและวางแผนการขอใบอนุญาตในขั้นตอนแรก ผู้เชี่ยวชาญของเราจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเภทของใบอนุญาตที่ต้องใช้ตามกิจการและบริการที่ต้องการเปิด จากนั้นจะทำการตรวจสอบสถานที่และโครงสร้างของร้านเพื่อให้แน่ใจว่ามีความสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย และวางแผนการขออนุญาตที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ 2. เตรียมเอกสารที่จำเป็นทาง Greenpro KSP จะช่วยคุณรวบรวมเอกสารที่ต้องใช้ในการขอใบอนุญาตสปาและร้านนวด ซึ่งในเบื้องต้นมีดังต่อไปนี้ สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของเจ้าของร้านเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสัญญาเช่าสถานที่แผนผังร้าน และรายละเอียดอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการหลักฐานการฝึกอบรมหรือใบประกาศนียบัตรของพนักงานนวดหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัย3. Greenpro KSP ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตกับหน่วยงานของรัฐการเปิดธุรกิจนวดและสปามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องขออนุญาตดังต่อไปนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำหรับการรับรองมาตรฐานสถานประกอบการจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (กรณีที่ต้องการเปิดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด)ยื่นขอใบอนุญาตภาษีธุรกิจที่กรมสรรพากร 4. เจ้าหน้าที่รัฐนัดหมายเข้าตรวจสอบสถานที่โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจะเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ความสะอาด และโครงสร้างของร้านให้เป็นไปตามข้อกำหนด โดยทุกขั้นตอนเจ้าหน้าที่ของเราจะช่วยให้คำแนะนำเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบราบรื่นและรวดเร็วที่สุด 5. รับใบอนุญาตและเปิดร้านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหลังจากการตรวจสอบ ทีมงานของ Greenpro KSP จะติดตามผลและรับใบอนุญาตเปิดสปาและร้านนวดเพื่อนำมามอบให้คุณสามารถเปิดให้บริการได้อย่างมั่นใจ ระยะเวลาในการดำเนินการระยะเวลาในการขอใบอนุญาตเปิดสปาและร้านนวดอยู่ที่ประมาณ 30-60 วัน ขึ้นอยู่กับหน่วยงานของภาครัฐ กิจการร้านสปาหรือร้านนวดแบบใดที่ต้องขอใบอนุญาตตามกฎหมาย ?สำหรับผู้ประกอบกิจการร้านสปาและร้านนวดตาม “พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” มีรายละเอียดดังนี้กิจการสปาได้แก่ บริการที่เกี่ยวกับการดูแลและเสริมสร้างสุขภาพโดยวิธีการบําบัดด้วยน้ำ และการนวดร่างกายเป็นหลัก ประกอบกับบริการอื่นอีกอย่างน้อยสามอย่างดังต่อไปนี้เป็นบริการอื่นในกิจการสปา(1) การขัดผิวกาย(2) การขัดผิวหน้า(3) การใช้ผ้าห่มร้อน(4) การทําความสะอาดผิวกาย(5) การทําความสะอาดผิวหน้า(6) การทําสมาธิ(7) การนวดหน้า(8) การบริการอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ(9) การบํารุงผิวกาย(10) การบํารุงผิวหน้า(11) การประคบด้วยความเย็น(12) การประคบด้วยหินร้อน(13) การปรับสภาพผิวหน้า(14) การแปรงผิว(15) การพอกผิวกาย(16) การพอกผิวหน้า(17) การพันตัว(18) การพันร้อน(19) การอบซาวน่า(20) การอบไอน้ำ(21) การอาบด้วยทรายร้อน(22) ชิบอล(23) ไทเก็ก(24) ไทชิ(25) พิลาทิส(26) ฟิตบอล(27) โยคะ(28) ฤๅษีดัดตน(29) แอโรบิกการจดทะเบียนร้านสปานั้นจะต้องเป็นธุรกิจบริการที่ดูแลสุขภาพของลูกค้าโดยวิธีการบำบัดด้วยน้ำ หรือนวดร่างกายเป็นหลักและประกอบกับบริการอย่างอื่นอีก 3 อย่างดังกล่าว ซึ่งสปาจะแบ่งออกเป็น 7 ประเภทได้แก่Destination Spa สปาที่ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ มีห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวกกับลูกค้า อย่างเช่น โปรแกรมดูแลสุขภาพจิตทำสมาธิ ช่วยคลายความเครียด Hotel Spa ให้บริการสปาที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรม รีสอร์ต หรือสถานที่พักตากอากาศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการห้องพักของที่พักนั้น ๆDay Spa สถานที่ให้บริการสปาที่รวดเร็ว ร้านส่วนใหญ่เปิดให้บริการบริเวณตัวเมือง บริการประเภทนวดเสริมความงาม น้ำมันหอมระเหยเพื่อผ่อนคลายความเครียดMedical Spa สปาที่มีการบำบัดควบคู่กับทางการแพทย์ สถานบริการสปาประเภทนี้จะตั้งอยู่ในสถานพยาบาลMineral Spring Spa สปาที่มีลักษณะเป็นบ่อน้ำพุ หรือ บ่อน้ำร้อนแช่เพื่อสุขภาพ บ่อน้ำพุกับบ่อน้ำร้อนจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติClub Spa สถานบริการด้านสปาที่มีเครื่องออกกำลังกายหรือกิจกรรมออกกำลังกายให้บริการกับลูกค้าด้วยCruise Ship Spa สปาที่ตั้งอยู่บนเรือ และมีกิจกรรมให้ออกกำลังกาย พร้อมกับอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้ใช้บริการจะได้ความรู้สึกผ่อนคลายในการเดินทางกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามการขอใบอนุญาตเปิดร้านนวด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  การนวดเพื่อสุขภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด ความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ โดยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การนวดแผนไทย การบีบจับ กดคลึง แต่ร้านนวดประเภทนี้ต้องไม่มีสถานที่อาบน้ำให้บริการกับลูกค้า การนวดเพื่อเสริมความงาม จะตั้งอยู่ในร้านเสริมสวย ร้านแต่งผม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความงาม และต้องไม่มีสถานที่อาบน้ำ การขอใบอนุญาตประกอบกิจการร้านสปา หรือขอใบอนุญาตเปิดร้านนวด ข้อกำหนดเบื้องต้นในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านสปา หรือร้านนวด 1. ผู้ขอรับใบอนุญาตจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้2. ผู้ขอรับใบอนุญาต หรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล (ในกรณีนิติบุคคล) ในการประกอบกิจการร้านสปา หรือร้านนวด ซึ่งถือว่าเป็นสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้    2.1 ต้องมีอายุ ไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์    2.2 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย    2.3 ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ    2.4 ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวล กฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี    2.5 ต้องไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่ออันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ    2.6 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ    2.7 ต้องไม่เป็นผู้เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ และยังไม่พ้นกําหนดสองปี นับถึงวันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ3. ในกรณีเป็นกิจการสปา ต้องมีผู้ดำเนินการที่มีใบอนุญาต โดยคุณสมบัติผู้ดำเนินการมีดังนี้    3.1 มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์    3.2 ได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ    3.3 ผ่านการทดสอบและประเมินความรู้ความสามารถจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ    3.4 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ    3.5 ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่ออันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ    3.6 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นผู้ดําเนินการ    3.7 ต้องไม่เป็นผู้เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ดําเนินการและยังไม่พ้นกําหนดหนึ่งปีนับถึงวันยื่นคําขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ดําเนินการ4. มีผู้ให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนต่อผู้อนุญาตคือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยคุณสมบัติของผู้ให้บริการมีดังนี้    4.1 มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์    4.2 ได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ    4.3 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือเป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถและเป็นผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีเว้นแต่ได้พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันยื่นคําขอขึ้นทะเบียน    4.4 ต้องไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่ออันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ5. สถานประกอบการเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนทุกประการได้แก่5.1 ชื่อสถานประกอบการ5.1.1 ชื่อสถานประกอบการต้องเป็นอักษรภาษาไทยหากมีชื่อภาษาอังกฤษต้องเล็กกว่า5.1.2 ระบุประเภทกิจการที่ขออนุญาตไว้ในป้ายเดียวกัน5.1.3 ต้องไม่มีลักษณะโอ้อวดเกินความจริงหรือทำให้เข้าใจว่าบำบัดรักษา5.1.3 ไม่สื่อความหมายลามกอนาจาร อ้างอิงพระมหากษัตริย์5.1.4 ในจังหวัดเดียวกันชื่อต้องไม่ซ้ำกันยกเว้นเป็นผู้ประกอบการเดียวกัน5.1.5 ป้ายชื่อต้องติดไว้หน้าอาคารหรือตัวอาคารที่มองเห็นได้ชัดเจน5.2 ลักษณะทั่วไปของสถานประกอบการ5.2.1 ถ้ามีกิจการอื่นอยู่ในอาคารเดียวกันต้องแบ่งเขตพื้นที่ให้ชัดเจนและจะต้องไม่ใช่สถานบริการที่เป็นสถานอาบน้ำหรือนวดตัว5.2.2 ถ้ามีบริการหลายประเภท ต้องแบ่งแยก สัดส่วนชัดเจนและเป็นไปตามมาตรฐานของการให้บริการนั้นๆ5.2.3 ต้องไม่มีช่องทางที่ผู้ให้บริการหรือผู้รับบริการไปมาหาสู่กับสถานบริการ5.2.4 ถ้ามีการใช้น้ำในการให้บริการพื้นผิว ต้องทําด้วยวัสดุกันลื่น5.2.5 พื้นที่ให้บริการต้องมีแสงสว่างและการระบายอากาศที่เพียงพอ และไม่มีกลิ่นอับทึบ5.2.6 บริเวณให้บริการเฉพาะบุคคลต้องไม่มิดชิดหรือลับตาจนเกินไป5.2.7  มีการจัดการขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียที่เหมาะสม5.2.8 มีระบบการควบคุมพาหะนําโรคตามหลักสุขาภิบาล5.2.9 การตกแต่งสถานที่ต้องไม่ทําให้เสื่อมเสียศีลธรรม หรือขัดต่อวัฒนธรรมและประเพณีอันดี5.2.10 จัดเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่5.2.11 ต้องจัดให้มีห้องส้วม อ่างล้างมือ ห้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและตู้เก็บเสื้อผ้าที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย เพียงพอ และต้องแยกส่วนสำหรับชายหญิง รวมทั้งจัดให้มีห้องอาบน้ำด้วยก็ได้5.3 ด้านความปลอดภัย5.3.1 มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่พร้อมใช้งาน5.3.2 มีป้ายหรือข้อความเตือนผู้รับบริการให้ระมัดระวังอันตรายบริเวณที่เสี่ยง5.3.3 มีการทําความสะอาดอุปกรณ์ และเครื่องมือทุกชนิดอย่างถูกสุขลักษณะหลังการใช้งาน5.3.4 หากมีบริการที่ใกล้ชิดกับใบหน้าผู้รับบริการ ผู้ให้บริการต้องใส่หน้ากากอนามัย5.3.5 มีระบบการเก็บและป้องกันการติดเชื้อจากขยะมูลฝอยที่ถูกสุขลักษณะและมีการควบคุมการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรค5.3.6 มีระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้และติดตั้งเครื่องดับเพลิง ณ บริเวณเข้าออกหลัก อย่างน้อย 1 เครื่อง5.3.7 การบริการเกี่ยวกับการอบไอน้ำ อบซาวน่า อ่างน้ำวน บ่อน้ำร้อนหรือน้ำเย็น ตลอดจนอุปกรณ์หรือบริการอื่นใดที่มีการใช้ความร้อนหรือความเย็น ต้องจัดให้มีผู้ให้บริการที่มีความรู้ ความเข้าใจและความชํานาญรับผิดชอบตรวจตราดูแลการใช้อุปกรณ์ มีนาฬิกาในตําแหน่งที่ผู้รับบริการสามารถมองเห็นและอ่านเวลาได้ชัดเจน มีระบบฉุกเฉินที่สามารถหยุดการทํางานของอุปกรณ์ได้ มีเครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติหรือเครื่องตั้งเวลา5.3.8 ระมัดระวังมิให้ผู้รับบริการที่มีความเสี่ยงจากอายุหรือภาวะโรคประจำตัวมาใช้บริการซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพในกรณีร้านนวด หรือในกรณีสปา ต้องมีระบบคัดกรองผู้รับบริการที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเข้าใช้บริการในบางกรณีโดยห้ามสตรีมีครรภ์ ผู้ใช้ยาบางประเภทที่อาจเกิดปัญหาได้ ผู้ดื่มสุราของมึนเมาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ป่วยโรคหัวใจ เข้าใช้อุปกรณ์หรือบริการที่มีเสี่ยงต่อภาวะนั้น5.4 ด้านการให้บริการ5.4.1 การบริการต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ และการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยสถานบริการหรือกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล5.4.2 ต้องแสดงรายการการให้บริการและอัตราค่าบริการไว้ในที่เปิดเผยและมองเห็นได้ง่ายหรือตรวจสอบได้ และไม่จัดให้มีบริการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ5.4.3 มีเครื่องแบบสําหรับผู้ให้บริการที่สะอาด สุภาพ รัดกุมและมีป้ายชื่อผู้ให้บริการติดบริเวณหน้าอก5.4.4 กําหนดเวลาเปิดและปิดของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพตามที่กฎหมายกําหนด5.4.5 ทะเบียนประวัติผู้รับบริการสถานที่ยื่นคำขอในเขตกรุงเทพมหานคร ยื่นที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขในต่างจังหวัด ยื่นที่ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดอายุใบอนุญาตใบอนุญาตประกอบกิจการเพื่อสุขภาพประเภทร้านสปา และร้านนวดมีอายุ 5 ปี ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตค่าธรรมเนียมประกอบกิจการเพื่อสุขภาพ ดังต่อไปนี้ 1. ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการสปา-  พื้นที่การให้บริการไม่เกิน 100 ตารางเมตร ฉบับละ 1,000 บาท-  พื้นที่การให้บริการเกิน 100 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ฉบับละ 3,000 บาท-  พื้นที่การให้บริการเกิน 200 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 6,000 บาท-  พื้นที่การให้บริการเกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 10,000 บาท 2. ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงาม- พื้นที่การให้บริการไม่เกิน 100 ตารางเมตร ฉบับละ 500 บาท- พื้นที่การให้บริการเกิน 100 ตารางเมตรแต่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ฉบับละ 1,500 บาท- พื้นที่การให้บริการเกิน 200 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 3,000 บาท- พื้นที่การให้บริการเกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 5,000 บาท3. ค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีสําหรับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการสปา ปีละ 1,000 บาท ค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีสําหรับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามปีละ 500 บาท4. ผู้ประกอบการต้องชําระค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีในปีแรก พร้อมกับการชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยถือว่าวันที่ชําระค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นวันครบกําหนดชําระค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการ และให้ชำระรายปีในปีต่อ ๆ ไปตลอดระยะเวลาที่ยังประกอบกิจการอยู่หน้าที่ภายหลังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านสปา หรือร้านนวดต้องประกอบกิจการให้ตรงตามประเภทแสดงใบอนุญาตและแสดงหลักฐานการชําระค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีไว้ในที่เปิดเผยและมองเห็นได้ชัดเจน ณ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพนั้นผู้ดำเนินการที่ประจำอยู่ แสดงชื่อในที่เปิดเผยจัดทำทะเบียนประวัติผู้ดำเนินการ และผู้ให้บริการรักษามาตรฐานรับผู้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการเท่านั้นเข้าทำงานไม่โฆษณา โดยใช้ข้อความเป็นเท็จ โอ้อวด ว่าสามารถบำบัดรักษา หรือป้องกันโรคได้ โฆษณาให้เกิดความเข้าใจผิด ส่อลามกควบคุมมิให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่บริเวณใก้ลเคียงห้ามมิให้แสดงเพื่อให้เลือกผู้ให้บริการควบคุมมิให้ค้าประเวณี หรือมีบริการที่ขัดต่อกฎหมายห้ามมิให้มีการจำหน่าย เสพแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบห้ามให้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดห้ามให้ผู้ครองสติไม่ได้เข้าสถานประกอบการห้ามให้นำอาวุธเข้าสถานประกอบการบทกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ชื่อสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ได้แก่ กิจการสปา และกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท ในกรณีที่ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท Greenpro KSP ทีมงานคุณภาพพร้อมให้บริการจดทะเบียนร้านสปาและร้านนวด ขอใบอนุญาตร้านสปา การขอใบอนุญาตร้านสปานั้นจะต้องเป็นธุรกิจบริการที่ดูแลสุขภาพของลูกค้าโดยวิธีการบำบัดด้วยน้ำ หรือ นวดร่างกาย ซึ่งสปาจะแบ่งออกเป็น 7 ประเภทได้แก่Destination Spa สปาที่ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ มีห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวกกับลูกค้า อย่างเช่น โปรแกรมดูแลสุขภาพจิตทำสมาธิ ช่วยคลายความเคลียด เป็นต้นHotel Spa ให้บริการสปาที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรม รีสอร์ท หรือสถานที่พักตากอากาศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการห้องพักของที่พักนั้นๆDay Spa สถานที่ให้บริการสปาที่รวดเร็ว ร้านส่วนใหญ่เปิดให้บริการบริเวณตัวเมือง บริการประเภทนวดเสริมความงาม น้ำมันหอมระเหยเพื่อผ่อนคลายความเครียดMedical Spa สปาที่มีการบำบัดควบคู่กับทางการแพทย์ สถานบริการสปาประเภทนี้จะตั้งอยู่ในสถานพยาบาลMineral Spring Spa สปาที่มีลักษณะเป็นบ่อน้ำพุ หรือ บ่อน้ำร้อนแช่เพื่อสุขภาพ บ่อน้ำพุกับบ่อน้ำร้อนจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติClub Spa สถานบริการด้านสปาที่มีเครื่องออกกำลังกายหรือกิจกรรมออกกำลังกายให้บริการกับลูกค้าด้วยCruise Ship Spa สปาที่ตั้งอยู่บนเรือ และมีกิจกรรมให้ออกกำลังกาย พร้อมกับอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้ใช้บริการจะได้ความรู้สึกผ่อนคลายในการเดินทาง ขอใบอนุญาตร้านนวด การขอใบอนุญาตร้านนวด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การนวดเพื่อสุขภาพ กับ การนวดเพื่อเสริมความงาม ซึ่งการนวดเพื่อสุขภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด ความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ โดยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การนวดแผนไทย การบีบจับ กดคลึง แต่ร้านนวดประเภทนี้ต้องไม่มีสถานที่อาบน้ำให้บริการกับลูกค้า ส่วนการนวดเพื่อเสริมความงามนั้นจะตั้งอยู่ในร้านเสริมสวย ร้านแต่งผม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความงาม และต้องไม่มีสถานที่อาบน้ำบริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ให้บริการรับจดทะเบียนร้านนวด รับจดทะเบียนร้านสปา ทุกประเภท โดยทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านการขอใบอนุญาตโดยเฉพาะ สามารถให้รายละเอียดลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ในราคาที่สมเหตุสมผล สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร : 02 210 0281 หรือ LINE ID: @greenproksp หรือติดต่อได้ตามรายระเอียดด้านล่างได้เช่นกันติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 094-864-9799LINE ID: @greenprokspE-mail: info.th@greenproksp.com ### ตราประทับ การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลไม่ว่าจะเป็น บริษัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม ฯลฯ ส่วนใหญ่จะใช้ตราประทับ หรือ ตรายางในการจดทะเบียนจัดตั้ง เพื่อใช้สำหรับรับรองเอกสารในการทำธุรกิจ หรือธุรกรรมต่างๆ ควบคู่กับลายเซ็นของกรรมการบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนั้นๆ แต่ทั้งนี้นิติบุคคลบางรายก็ไม่ใช้ตราประทับในการรับรองเอกสาร ใช้เพียงลายเซ็นของกรรมการเท่านั้น แก้ไขตราประทับ สำหรับบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนที่มีตราประทับอยู่แล้ว แต่ต้องการแก้ไขตราประทับใหม่ หรือตราประทับสูญหาย ไม่มีแบบตราประทับเดิมเก็บไว้ ทำให้ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตราประทับ หรือตรายางใหม่ตามกฎหมาย การจดทะเบียนแก้ไขตราประทับ ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมกรรมการหรือจัดประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ต้องมีมติที่ประชุม สามารถทำเอกสารและทำตราประทับอันใหม่ไปยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่ถ้าตราประทับอันเก่าสูญหาย ให้ระบุในเอกสารว่า ตราสูญหาย ถ้าต้องการแก้ไขตรายางใหม่ให้นำตราประทับเก่าไปยื่นในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงด้วย ขั้นตอนการจดทะเบียนแก้ไขตราประทับ ขั้นตอนสำหรับการแก้ไขตราประทับบริษัท หรือ ตราประทับห้างหุ้นส่วน มีเพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น ได้แก่จัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือ ประชุมคณะกรรมการ หรือ ประชุมหุ้นส่วน เพื่อลงมติให้มีการแก้ไขตราประทับ (ตรายาง) แต่ในส่วนนี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีการจัดประชุมจัดทำเอกสารคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขตราประทับใหม่นำเอกสารที่จัดทำและตราประทับอันเก่าไปยื่นจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยการยื่นจดเปลี่ยนแปลงตรายางหรือตราประทับนั้นจะต้องยื่นในนามกรรมการ ถ้ากรรมการไม่สะดวกไปยื่นด้วยตนเอง กรรมการต้องเซ็นเอกสารจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตราประทับหรือตรายาง และเซ็นเอกสารใบมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขแทนขั้นตอนสุดท้าย คือ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับเอกสาร และดำเนินการจดเปลี่ยนแปลงตราประทับให้แก่ ผู้ประกอบการ แต่ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีความชำนาญ ผู้ประกอบการบางท่านอาจทำเอกสารผิด หรือให้ข้อมูลผิด จึงจะต้องกลับไปแก้ไขเอกสาร และไปดำเนินการยื่นจดเปลี่ยนแปลงใหม่ ทำให้เสียเวลา รูปแบบตราประทับที่ถูกต้อง ตราประทับบริษัท ถ้ามีชื่อบริษัทภาษาไทย จะต้องมีคำนำหน้าว่า บริษัท ลงท้ายด้วยคำว่า จำกัด ตัวอักษรต้องชัดเจนตราประทับบริษัท ถ้ามีชื่อภาษาอังกฤษ จะต้องลงท้ายด้วยคำว่า CO., LTD. หรือ COMPANY LIMITED จะเป็นตัวพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ก็ได้ ตัวอักษรต้องชัดเจนตราประทับห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ้ามีชื่อห้างหุ้นส่วนภาษาไทย จะต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วตามด้วยชื่อห้างหุ้นส่วนนั้นๆ ตัวอักษรเห็นชัดเจนตราประทับห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ้ามีชื่อห้างหุ้นส่วนภาษาอังกฤษ จะต้องลงท้ายด้วยคำว่า LIMITED PARTNERSHIP ตัวพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็กก็ได้ ตัวอักษรเห็นชัดเจนกรณีสุดท้ายถ้าตราประทับมีชื่อบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนั้นๆ ไม่ครบตามใบจองชื่อ ไม่จำเป็นต้องมีประโยคขึ้นต้นหรือต่อท้ายตาม 4 ข้อด้านบนที่กล่าวมากรณีที่ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตราประทับ/ตรายาง และต้องการใช้บริการให้ทางเราจดทะเบียนแก้ไขตราประทับ/ตรายางให้แก่ท่านผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้เรายังมีบริการรับทำตราประทับ/ตรายาง ในราคาที่พิเศษสุด โดยลูกค้าจะได้รับงานบริการที่มีคุณภาพจากทางเรา สนใจบริการ โทร 02-210-0281 , 085-067-4884 หรือ LINE ID : @greenproksp สนใจบริการรับจดตราประทับและแก้ไขตราประทับ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### จดบริษัทรักษาความปลอดภัย จดทะเบียนบริษัทรักษาความปลอดภัย และการขอใบอนุญาต รปภ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์โดยตรง พร้อมดำเนินงานเอกสารแทนผู้ประกอบการทุกขั้นตอน ในปัจจุบันธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีความต้องการของตลาดสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทางธุรกิจ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย เช่นหมู่บ้าน คอนโด หอพัก หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล เนื่องจากความปลอดภัยในร่างกาย และทรัพย์สิน เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนในสังคมต้องการ และคำนึงถึงเป็นอย่างมาก ประกอบกับปัจจุบันปัญหาอาชญากรรม โจรกรรม มีสถิติสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นการรักษาความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จึงมีความสำคัญอย่างมากในการพิทักษ์ชีวิต และทรัพย์สินของคนในสังคม การมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติหน้าที่ดูแลตามสถานที่ และหน่วยงานต่างๆ จึงมีส่วนช่วยในการลดอัตราปัญหาการโจรกรรม และอาชญากรรม ธุรกิจรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้นจึงมีผู้สนใจประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยและสนใจจดทะเบียนบริษัทรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในปัจจุบัน จดทะเบียนบริษัทรักษาความปลอดภัย ในพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย “ธุรกิจรักษาความปลอดภัย” หมายความว่า ธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัยโดยจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาตทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคล โดยได้รับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นใดแต่ไม่รวมถึงการให้บริการรักษาความปลอดภัยโดยหน่วยงานของรัฐตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาบริษัทรักษาความปลอดภัย หมายความว่า บริษัทซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยนั้นมีอายุใบอนุญาต 4 ปี ซึ่งหลักเกณฑ์ และรายละเอียดเบื้องต้นในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย มีดังต่อไปนี้ 1. ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด2. ต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า “บริษัทรักษาความปลอดภัย” และคำว่า “จำกัด” หรือ “จำกัด (มหาชน)” ต่อท้ายแล้วแต่กรณี3. ต้องมีจำนวนหุ้นที่ถือโดยบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเกินกึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนบริษัทจำกัด หรือทุนชำระแล้วของบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี4. ต้องมีจำนวนหุ้นที่ถือโดยบุคคลสัญชาติไทยเกินกึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนบริษัทจำกัด หรือทุนชำระแล้วของบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี5. ต้องมีกรรมการซึ่งเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด6. ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย บริการที่เกี่ยวข้อง รับจดทะเบียนบริษัท อัตราค่าธรรมเนียม 1. พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ถึง 100 คน ฉบับละ 5,000 บาท2. พนักงานรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ 100 คน แต่ไม่ถึง 500 คน ฉบับละ 10,000 บาท3. พนักงานรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ 500 คน แต่ไม่ถึง 1,000 คน ฉบับละ 20,000 บาท4. พนักงานรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ 1,000 คน ขึ้นไป ฉบับละ 30,000 บาท หน้าที่ของบริษัทรักษาความปลอดภัยเมื่อได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย 1. ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ซึ่งเมื่อได้ทำการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยแล้ว สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้จนกว่าจะได้รับคำแจ้งว่าไม่อนุญาตให้ต่ออายุ ทั้งนี้นายทะเบียนจะแจ้งผลภายใน 60 วันนับวันแต่ที่นายทะเบียนได้รับคำขอใบอนุญาตต่ออายุ2. บริษัทรักษาความปลอดภัย ต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผย และมองเห็นได้ง่าย3. ในกรณีที่ใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยนั้นสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ให้บริษัทยื่นคำขอรับใบแทนต่อนายทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด4. การให้บริการรักษาความปลอดภัยต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดคือ วันที่ทำสัญญา ชื่อและที่อยู่ของบริษัทรักษาความปลอดภัย และผู้ว่าจ้างขอบเขตของงาน และระยะเวลาการให้บริการ ค่าจ้างและการจ่ายเงินค่าจ้าง หน้าที่และความรับผิดของบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง ค่าปรับ การกำหนดค่าเสียหาย และการเลิกสัญญา ซึ่งการให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือหรือมีรายการดังกล่าวไม่ครบถ้วนถือว่าเป็นโมฆะ5. ในการให้บริการรักษาความปลอดภัย ให้บริษัทรักษาความปลอดภัยจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาตเป็นผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ว่าจ้าง6. ให้บริษัทรักษาความปลอดภัยจัดทำบัญชีรายชื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต ยื่นต่อทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต ให้บริษัทรักษาความปลอดภัยจัดทำบัญชีรายชื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยอนุญาตที่เป็นสถานะปัจจุบันยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง7. ให้บริษัทรักษาความปลอดภัยจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปีที่ผ่านมา ยื่นต่อนายทะเบียนภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป ตามแบบที่นายทะเบียน8. ในกรณีที่บริษัทรักษาความปลอดภัย ต้องการเลิกประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยในระหว่างที่ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ต้องยื่นคำขออนุญาตเลิกประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต่อนายทะเบียน 💚 หากท่านสนใจประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย กรีนโปร เคเอสพี มีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจ รับจดทะเบียนบริษัทรักษาความปลอดภัยให้แก่ท่าน ทั้งนี้รวมถึงให้บริการขั้นตอนในการจัดตั้งบริษัทจำกัดตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพื่อนำบริษัทมาขออนุญาตในการทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย ติดต่อบริการรับจดบริษัทรักษาความปลอดภัย ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### บัญชี เอาท์ซอร์ส บัญชี เอาท์ซอร์ส ลูกค้าบางรายก็ประสบปัญหาขาดแคลนพนักงานทำงานด้านงานบัญชีและพนักงานทำงานด้านการเงิน เราจึงมีบริการบัญชีเอาท์ซอร์สและการเงินเอาท์ซอร์ส ซึ่งบริการของเรามีรายการดังต่อไปนี้ • งานด้านลูกหนี้และรับชำระ • งานด้านเจ้าหนี้และการจ่ายชำระ • ด้านงานปิดงบการเงิน ประจำเดือน บริการบัญชี เอาท์ซอร์ส กรีนโปร เคเอสพี (บัญชี เอาท์ซอร์ส) เราเป็นสำนักงานบัญชีที่ให้บริการด้านงานทำบัญชีและภาษีแบบครบวงจร มาเป็นเวลา 25 ปี โดยเรามีนักบัญชีที่มีความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนด้านวิชาชีพบัญชีเป็นอย่างดี พร้อมที่จะให้บริการลูกค้าทุกราย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดกลางที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมากในขณะนี้ แต่ในขณะที่ธุรกิจของลูกค้ากำลังไปได้ดีนี้ ลูกค้าบางรายก็ประสบปัญหาด้านงานบัญชีการเงิน เนื่องจากสาเหตุต่างๆ สาเหตุที่ทำให้มีพนักงานบัญชีการเงินไม่เพียงพอ พนักงานบัญชีการเงิน ลาออกบ่อย เป็นงานแล้วต้องการไปเติบโตที่บริษัทอื่น บางครั้งพนักงานใหม่ก็ไม่ผ่านการทดลองงาน พนักงานบัญชีการเงิน ลาคลอดแล้วไม่กลับมาทำงานต่อ หรือพนักงานลาออกแบบกระทันหัน หาพนักงานบัญชีการเงินมาเพิ่ม หรือทดแทนไม่ได้ เปิดรับสมัครมาหลายเดือนก็ยังหาพนักงานบัญชีไม่ได้ พนักงานบัญชีการเงิน ป่วยกระทันหัน ต้องลารักษาตัวหลายเดือน และไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกลับมาทำงานได้อีกหรือไม่ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่มีอยู่ใกล้จะเกษียณอายุ และยังไม่สามารถสร้างบุคลากรขึ้นมาทดแทนเพื่อมาดูแลงานต่อได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ทาง Greenpro KSP Accounting จึงเล็งเห็นว่า ทางเรามีนักบัญชีที่สามารถช่วยแบ่งเบาปัญหาดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากเรามีบริการส่งเจ้าหน้าที่บัญชีของเราเข้าไปช่วยทำงานที่ออฟฟิศของลูกค้าตามความต้องการ (บัญชีเอาท์ซอร์ส) บริการต่างๆ ของบัญชีเอาท์ซอร์ส งานบัญชีลูกหนี้งานบัญชีเจ้าหนี้งานจัดทำต้นทุนการผลิตงานบันทึกบัญชี และกระทบบัญชี ทำรายงานบริหารภายในต่างๆงานการเงิน เก็บเช็ค วางบิล จัดทำกระแสเงินสด วางแผนการใช้เงินปิดงบการเงิน วิเคราะห์งบ และนำเสนอผู้บริหารงานที่ปรึกษา ด้านบัญชีและภาษี ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากงานบริการบัญชีเอาท์ซอร์ส และการเงินเอาท์ซอร์ส ลูกค้าคลายความกังวลในเรื่องของการลาหยุดของพนักงานทุกกรณี แล้วไม่มีเจ้าหน้าปฏิบัติงานแทน หรือหาได้ไม่ได้ทันเวลา ทำให้งานเกิดความล่าช้า และเสียหาย เพราะทางเราสามารถจัดเจ้าหน้าที่บัญชีเอาท์ซอร์สเข้าไปทำงานต่อได้ทันที ทำให้งานของท่านต่อเนื่องลูกค้าได้พนักงานบัญชีการเงินที่มีประสบการณ์ มากกว่าจ้างพนักงานประจำในงบประมาณที่ใกล้เคียงกันลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาอบรม หรือฝึกพนักงานใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะทางเราจะจัดอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องทั้งภาคหลักการ และภาคปฏิบัติ รวมทั้งจัดคู่มือการปฏิบัติงานให้ด้วยลูกค้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการรับผิดชอบเรื่องค่าสวัสดิการ หรือค่าใช้จ่าย fix cost เกี่ยวกับพนักงานในอนาคต เช่น การปรับขึ้นเงินเดือน ประกันสังคม การฝึกอบรม เงินโบนัส หรือรวมทั้งเงินชดเชยในกรณีต่างๆดังนั้น ลูกค้าจึงได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริการที่เราดูแล ทั้งด้านคุณภาพของปริมาณงานในราคาที่เหมาะสม บริการบัญชีเอาท์ซอร์ส และการเงินเอาท์ซอร์สของเรา 1. งานด้านลูกหนี้และรับชำระ - จัดทำใบเสนอราคา- จัดทำใบแจ้งหนี้ / ใบกำกับภาษี- จัดใบเสร็จรับเงิน- ตรวจสอบและจัดทำเอกสารวางบิล- วางบิลลูกค้าตามรอบการวางบิลของลูกค้าแต่ละราย- รับเช็คและนำเช็คเข้าบัญชีบริษัท- ติดตามหนี้ค้างชำระ- ทำรายงานสรุป เช่น ยอดลูกหนี้คงเหลือประจำเดือน รายงานอายุลูกหนี้ เป็นต้น 2. งานด้านเจ้าหนี้และการจ่ายชำระ - บันทึกบัญชีซื้อ สต๊อค และเจ้าหนี้การค้า- รับวางบิล- เตรียมเอกสารเพื่อจ่ายชำระเจ้าหนี้- จัดทำหนังสือหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย- จ่ายทำเช็คและเสนอผู้บริหารเซ็นเช็ค- นัดรับเช็คและจ่ายเช็ค หรือโอนเงินให้เจ้าหนี้- ติดตามใบเสร็จรับเงินเพื่อแนบเอกสารการจ่าย- ทำรายงานสรุป เช่น ยอดเจ้าหนี้คงเหลือประจำเดือน รายงานอายุเจ้าหนี้ เป็นต้น 3. ด้านงานปิดงบการเงิน ประจำเดือน - ตรวจสอบการบันทึกบัญชี - กระทบบัญชี ทุกบัญชี- ปิดงบการเงิน รายเดือน- วิเคราะห์งบการเงิน- นำเสนอผู้บริหาร บริการอื่นๆ ของกรีนโปรเคเอสพี นอกจากนี้ Greenpro KSP Accounting ยังมีการให้บริการอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลนำไปบริหารงานได้อย่างทันเวลา และสามารถปรับแก้ไข แผนธุรกิจได้ทันสถานการณ์ รวมทั้งวางแผนธุรกิจในอนาคตทั้งระยะสั้น และ ระยะยาว ตัวอย่างบริการ ได้แก่• การจัดทำงบกระแสเงินสด• การจัดทำรายงานผลการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน• การวางแผนและจัดทำงบประมาณประจำปี- การจัดทำงบการเงินเปรียบเทียบกับงบประมาณและงวดบัญชีก่อน- การวิเคราะห์ อัตราส่วนทางการเงิน เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน- การวางแผนภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและบริษัท- การจัดทำรายงานทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯสนใจบริการ บัญชีเอาท์ซอร์ส ติดต่อได้ที่ คุณสุรภา มือถือ 081-6487459LINE ID: surapa.jamEmail: surapa@greenproksp.com ### Accounting Outsourcing ACCOUNTING OUTSOURCING Our Accounting Financial Outsourcing Services are as follows: • Account receivable and receiving payment work • Account payable and payment work • Monthly closing financial statements Accounting Outsourcing Services Greenpro KSP is an accounting company which provides comprehensive accounting & tax services include Accounting Outsourcing Services for over 25 years, we have competent, long experience and well trained accountants who are ready to serve all customers whether the business is small or medium, that keep growing nowadays while the business are going well, some customers are facing the problem of financial accounting due to various reasons as follows Some customers are facing the problem of financial accounting due to various reasons The Financial accounting staffs often resign because once they have enough experience, they want to grow their career with other companies, while the new staffs sometimes do not pass the probation. The Financial accounting staffs take maternity leave or suddenly resign without prior notice. The company could not find the new financial accounting staff for increasing or replacing the old one, even though advertising for recruitment for several months, the company is still unable to find the good candidates for this position. The Financial accounting staffs are suddenly sick and have to take sick leave for several months and the company could not be sure whether they will return to work with the company or not. The Accounting manager is nearly retirement age and the company may not be able to find the new staff for replacement and handling the jobs. For the foregoing reasons, Greenpro KSP Accounting Outsourcing Services foresee that Our long experience accountants can help you to alleviate the problem so we offer you the Accounting Outsourcing Service by sending our accountants to help your accounting works at your office (Accounting Outsourcing) in the following matters; Outsourced Accounting Services Account receivable work Accounts payable work Cost of production work Bookkeeping and account reconciliation including internal management report preparing Financial work, cheque collection, billing, cash flow reporting, cash flow projection and planning. Closing and analysing financial statements for submitting to the management. Accounting and tax consulting work Benefits that the customers will get from using the accounting outsourcing are as follows The customers don’t have to worry about the leave of employees and have no staffs for replacing or cannot find the new staff in time which resulting in delayed and damaged work, Greenpro KSP Accounting can provide accounting outsourcing staffs to continue your accounting work immediately. At the same cost, the customers will get more experience accountants to do the accounting work compare to hiring the permanent accountant. The customers don’t have to waste the times for training the new accounting staffs as the outsourced accountants have been continuously trained both principal and practice. The Customers don’t have to worry about being responsible for the welfare or the fix cost from hiring permanent employees such as increasing salary, social security, training cost, bonuses including compensation in various cases. Therefore, the customers will get the most benefits from our Accounting Outsourcing Service not only the quantity of work but also the reasonable price. Our Accounting Financial Outsourcing Services are as follows 1. Account receivable and receiving payment work - Prepare quotation - Prepare invoice / tax invoice - Prepare receipt - Check and prepare documents for billing - Bill customers according to the billing cycle of each customer - Collect cheques and deposit the cheques with the bank - Track and follow overdue debts - Make a summary report such as the monthly outstanding balance of the debtor and aging report. 2. Account payable and payment work - Record purchase account, stock and trade accounts payable - Receive billing - Prepare documents for paying creditors - Prepare withholding tax forms - Prepare cheques and submit to the management for signing - Notify the creditors to receive the cheques, give the cheques and/or transfer money to creditors - Follow the receipts to attach payment documents - Make a summary report such as the monthly outstanding balance of the creditors and aging report. 3. Monthly closing financial statements - Check accounting record - Reconcile all accounts - Prepare monthly closing financial statements - Analyse Financial statements - Present the financial statements to the management Greenpro KSP Accounting also provides various services such as providing information for the customers to use for managing the business and adjustment the business plan in a timely manner including making both short-term and long-term business plan, our services are as follows: - Prepare cash flow statements - Prepare performance analysis report of the company - Annual budget planning and preparation - Prepare financial statements for comparative the budget with the previous accounting period. - Prepare Financial ratio analysis for comparing with the competitors in the same industry - Tax planning for both individuals and companies - Prepare tax reports related to business such as BOI, Ministry of Industry, etc. If you are interested in accounting outsourcing services, please contact Khun Surapa, mobile phone no. +6681-6487459 LINE ID: surapa.jam Email. surapa@greenproksp.com ### จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง กับ สคบ จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับสคบ (สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค) สำหรับผู้ที่ขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ และการวางหลักประกัน ยินดีให้คำปรึกษา จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับสคบ การซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์ (E-commerce) เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวกรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภค ได้อย่างทั่วถึง เป็นจำนวนมาก และทำการตลาดได้ทั่วโลก ผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ นอกจากจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเลกทรอนิกส์แล้ว ยังจำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นผู้ทำการตลาดแบบตรงและวางหลักประกันกับทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) / จดทะเบียนกับสคบ. เนื่องจากการขายสินค้าออนไลน์ถือว่าเป็นการตลาดแบบตรง และต้องจดทะเบียนทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ. นิยามการตลาดแบบตรงตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง หมายถึง การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเพื่อเสนอ ขายสินค้าหรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละราย ตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดแบบตรงนั้นปัจจุบันคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้มีการตรวจสอบเข้มขึ้นโดยเฉพาะผู้ค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านช่องทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ในกรณีบุคคลธรรมดาที่มียอดขายเกินกว่าปีละ 1.8 ล้านบาท หรือในกรณีเป็นนิติบุคคลถึงแม้ยอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านก็ต้องจดทะเบียนเป็น ผู้ค้าตลาดแบบตรง ตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2560 หากผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงไม่ไปจดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง จะมีโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีการปรับเพิ่มอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน เหตุผลที่ สคบ. บังคับให้จดทะเบียนเนื่องจากป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการหลอกลวงผู้บริโภค ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ขายสินค้าออนไลน์ในการยื่นขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับสคบ. (ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง/จดทะเบียนกับสคบ.) ลักษณะการขายที่ถือว่าเป็นการตลาดแบบตรง มีเว็บไซต์ขายสินค้า ซึ่งสินค้านั้นอาจจะเป็นสินค้าของเจ้าของเว็บไซต์เอง หรือขายสินค้าของบุคคลอื่นผ่านเว็บไซต์ ขายผ่านสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม และมีการให้สั่งซื้อสินค้าผ่านรายการ โดยโทรศัพท์เข้าไปสั่งซื้อ ขายของออนไลน์ ทั้งที่ขายผ่านช่องทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊กแอปพลิเคชันไลน์ หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ธุรกิจรูปแบบการขายสินค้าและบริการที่ยกเว้นไม่ถือว่าเป็นการตลาดแบบตรง โดยธุรกิจดังกล่าวประกอบไปด้วย ผู้ที่ขายสินค้าและบริการบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงและมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เกิน 1 ล้าน 8 แสนบาทต่อปี ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การขายสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน การขายสินค้าและบริการของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ตัวอย่างใบอนุญาตประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงจากสคบ. (ใบอนุญาตสคบ.) การวางหลักประกันในการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ. วงเงินหลักประกันการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับสคบ.ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 1. ยื่นคำขอรายใหม่ 1.1 กรณีบุคคลธรรมดา ต้องวางหลักประกันเป็นเงินจำนวนห้าพันบาท1.2 กรณีห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ต้องวางหลักประกันเป็นเงินจำนวนสองหมื่นห้าพันบาท 2. ผู้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ.แล้ว 2.1 กรณีมีรายได้ไม่เกินยี่สิบห้าล้านบาทต่อปี- ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องวางหลักประกัน เป็นเงินจำนวนห้าพันบาท- ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ต้องวางหลักประกันเป็นเงินจำนวนสองหมื่นห้าพันบาท2.2 กรณีมีรายได้เกินยี่สิบห้าล้านบาท แต่ไม่เกินห้าสิบล้านบาทต่อปี ต้องวางหลักประกันเป็นเงินจำนวนห้าหมื่นบาท2.3 กรณีมีรายได้เกินห้าสิบล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาทต่อปี ต้องวางหลักประกันเป็นเงินจำนวนหนึ่งแสนบาท2.4 กรณีมีรายได้เกินหนึ่งร้อยล้านบาทต่อปี ต้องวางหลักประกันเป็นเงินจำนวนสองแสนบาท บทลงโทษผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงที่ไม่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับทาง สคบ. จะมีโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และมีการปรับเพิ่มอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด เป็นผู้ให้บริการรับจดทะเบียนธุรกิจทุกประเภท รวมถึงรับจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รับจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง กับสคบ. และรับจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจขายตรงกับ สคบ. (รับจดสคบ.) ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจขายของออนไลน์ของท่านถูกกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจในเรื่องค่าปรับหรือคดีความแต่อย่างใด สนใจบริการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง กับ สคบ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ## Pages ### Mergers and Acquisitions M&A ที่มากกว่าเอกสารคือการวางกลยุทธ์เพื่อการเติบโต เราช่วยวางแผน คัดเลือกเป้าหมาย และประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจครอบคลุมมิติด้านบัญชี กฎหมาย และโครงสร้างการถือหุ้นเพื่อให้ดีล M&A ของคุณ เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ ติดต่อเรา Business Valuationที่คุณเชื่อถือได้ บริการประเมินมูลค่าธุรกิจสำหรับการควบรวม ขายกิจการ หรือเพิ่มทุนด้วยทีมที่มีประสบการณ์ตรง ทั้งด้านบัญชี-การเงิน และกลยุทธ์การลงทุนเพื่อให้ทุกดีลเป็นไปอย่างยุติธรรม และโปร่งใส ติดต่อเรา Legal & Tax Due Diligenceเพื่อการควบรวมที่ราบรื่น เราดูแลการตรวจสอบสถานะธุรกิจ (Due Diligence) ทั้งด้านภาษี กฎหมาย และโครงสร้างองค์กร พร้อมทีมเจรจา ร่างสัญญา และบริหารความเสี่ยงให้คุณ มั่นใจในทุกกระบวนการควบรวม ติดต่อเรา M&A ที่มากกว่าเอกสารคือการวางกลยุทธ์เพื่อการเติบโต เราช่วยวางแผน คัดเลือกเป้าหมาย และประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจครอบคลุมมิติด้านบัญชี กฎหมาย และโครงสร้างการถือหุ้นเพื่อให้ดีล M&A ของคุณ เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ ติดต่อเรา Business Valuationที่คุณเชื่อถือได้ บริการประเมินมูลค่าธุรกิจสำหรับการควบรวม ขายกิจการ หรือเพิ่มทุนด้วยทีมที่มีประสบการณ์ตรง ทั้งด้านบัญชี-การเงิน และกลยุทธ์การลงทุนเพื่อให้ทุกดีลเป็นไปอย่างยุติธรรม และโปร่งใส ติดต่อเรา Legal & Tax Due Diligenceเพื่อการควบรวมที่ราบรื่น เราดูแลการตรวจสอบสถานะธุรกิจ (Due Diligence) ทั้งด้านภาษี กฎหมาย และโครงสร้างองค์กร พร้อมทีมเจรจา ร่างสัญญา และบริหารความเสี่ยงให้คุณ มั่นใจในทุกกระบวนการควบรวม ติดต่อเรา การควบรวมกิจการ (M&A) การควบรวม และการครอบครองกิจการ (M&A) เป็นปัจจัยสำคัญของกลยุทธ์ของบริษัทหลายแห่งในการเพิ่มความสามารถของธุรกิจ การขยายธุรกิจ การทำให้ธุรกิจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้การขยายธุรกิจง่ายขี้น เพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนกิจการของคุณไปข้างหน้าการควบรวมกิจการ และครอบครองกิจการสามารถเริ่มต้นได้หลายวิธี แต่ส่วนที่ซับซ้อนคือการประเมินมูลค่ากิจการ การประเมินกิจการไม่เพียงแต่ต้องพิจารณาทั้งปัจจัยภายกิจการ ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยภายนอกกิจการด้วย ในการการประเมินกิจการที่ถูกต้อง และแม่นยำ คุณต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการประเมินกิจการเพื่อดำเนินการทำรายงานประเมินมูลค่ากิจการให้แก่คุณ และช่วยเหลือคุณในทุกขั้นตอนของการประเมินกิจการ GreenPro KSP เสนอบริการให้คำปรึกษาแบบครบวงจรสำหรับ การควบรวมกิจการ และการครอบครองกิจการ (M&A) เราพยายามอย่างดีที่สุดในการสนับสนุน และช่วยเหลือลูกค้าของเราไม่ว่าจะเป็นผู้ขายหรือผู้ซื้อในกระบวนการทั้งหมดของ M&A จนกว่าการซื้อขายจะลงเอย ซึ่งบริการของเรามีดังต่อไปนี้การให้คำปรึกษาเบื้องต้นการจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะกิจการ (DUE DELIGENCE)การประเมินมูลค่าธุรกิจการเจรจาต่อรองการเตรียมสัญญาการควบรวมกิจการมีหลายรูปแบบ และหลายขนาด โดยคุณต้องพิจารณาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการ ติดต่อเรา GreenPro KSP เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม เราจะช่วยทำให้คุณมั่นใจว่าคุณพร้อมสำหรับการดำเนินการ M&A การร่วมลงทุนและการลงทุนภาคเอกชน ธุรกิจของคุณอาจเข้าสู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย เมื่อเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจของคุณเป็นสิ่งที่จำเป็น ประสบการณ์ และการบริการระดับมืออาชีพของเรา เราจะช่วยคุณในการระดมทุนในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน จากนักลงทุนทั้งสาธารณะ และนักลงทุนส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ย่างใกล้ชิด และการมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ กับเครือข่ายของบริษัท ร่วมลงทุนในภุมิภาคเอเชียทำให้เราสามารถให้บริการทางการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการในการขยายธุรกิจของคุณ หน้าที่ของเรานั้นรวมถึงการวิเคราะห์เป้าหมายทางธุรกิจ และสถานะทางการเงิน การหาบริษัทร่วมลงทุนและนักลงทุนที่เหมาะสม ให้เหมาะกับคุณ และธุรกิจของคุณ และช่วยเหลือในการเจรจาต่อรอง และปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจของคุณให้เกิดมูลค่าสูงสุด เรามีทีมที่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการดำเนินงาน ของบริษัทร่วมทุน และสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ และเจ้าของธุรกิจ เราพยายามทำความเข้าใจกับธุรกิจของลูกค้า และจัดหากลยุทธ์ในการดำเนินการ ที่มีความยืดหยุ่น ตอบสนองอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่จำกัด ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายหลักของเราคือสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และสร้างประโยชน์สูงสุดในระดับสากลแก่ลูกค้า เพื่อให้มีโซลูชั่น และเครื่องมือในการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับกิจการและเจ้าของธุรกิจ การประเมินธุรกิจ มีหลายเหตุผลในการประเมินมูลค่าธุรกิจ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจำเป็นต้องขาย หรือซื้อธุรกิจเพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าธุรกิจมีมูลค่ามากน้อยเพียงใด หรือเพื่อขยายธุรกิจของคุณเป็นต้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ธุรกิจของคุณจะมีมูลค่าจำนวนเท่าไร นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ใช่เพียงแต่งบดุลของกิจการของคุณ ยังมีปัจจัยภายนอกเช่นสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย ศักยภาพของธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่มีความคล้ายคลึงกันในตลาด ปัจจัยต่างเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของธุรกิจของคุณ ดังนั้นเพื่อให้ได้การประเมินค่ากิจการที่ถูกต้อง และแม่นยำ จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด GreenPro KSP Consulting ให้บริการประเมินมูลค่าทางธุรกิจสำหรับบริษัท ทุกขนาด และในหลากหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากวัตถุประสงค์หลายประการ เช่นการควบรวมกิจการการตกลงซื้อขายกิจการการวางแผนธุรกิจทีมงานในการประเมินมูลค่าธุรกิจของเราจะวิเคราะห์ธุรกิจของคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ภาพรวมของมูลค่าธุรกิจของคุณ และส่งมอบรายงานการประเมินมูลค่าธุรกิจที่มีความละเอียด แม่นยำที่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานการบัญชี และกฎหมาย ติดต่อ GreenPro KSP เพื่อประเมินมูลค่าธุรกิจของคุณ คำถามที่พบบ่อย Item #1 ประเมินราคาอย่างไร? การประเมินราคาของเราจะพิจารณาตามจุดประสงค์การจดทะเทียนบริษัท และทุนจดทะเบียนของลูกค้า รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนด้วยไหม? เรามีบริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน สำหรับลูกค้าที่การใช้บริการ รวมถึงการทะเบียนรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย ใช้บริการจดทะเบียนกับเราปัญหาจะหมดไปใช่ไหม? ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี และทีมที่มีความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับบริการจดทะเบียนบริษัท เรามั่นใจว่า ความกังวลของลูกค้าจะหมดไป เพราะเราดำเนินการอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้ พื้นที่ให้บริการรับจดทะเบียนนิติบุคคล? สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทยสำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อน นอกจากงานจดทะเบียน มีบริการอย่างอื่นอีกไหม? ใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมาย การประเมินราคาของเราจะพิจารณาตามจุดประสงค์การจดทะเทียนบริษัท และทุนจดทะเบียนของลูกค้าเรามีบริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน สำหรับลูกค้าที่การใช้บริการ รวมถึงการทะเบียนรูปแบบอื่นๆ อีกมากมายด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี และทีมที่มีความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับบริการจดทะเบียนบริษัท เรามั่นใจว่า ความกังวลของลูกค้าจะหมดไป เพราะเราดำเนินการอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทยสำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อนใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมาย วางใจให้มืออาชีพดูแลบัญชีของคุณ เราเข้าใจทุกขั้นตอนของการทำบัญชี ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่พิสูจน์ได้ ให้เราช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้ธุรกิจคุณ ก้าวสู่เป้าหมายอย่างมั่นใจ Add Line Call ### รับทำวีซ่า รับทำวีซ่า ต่ออายุวีซ่า (Visa) รวมถึงบริการเปลี่ยนประเภทวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและใส่ใจในทุกรายละเอียดของการทำงาน เนื้อหารับทำวีซ่ารับทำวีซ่าหลักเกณฑ์การพิจารณาคำถามที่พบบ่อยสนใจบริการรับทำวีซ่าและรับขอวีซ่าทำงาน บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอลซัลติ้ง จำกัด เราคือบริษัท ที่เชี่ยวชาญด้านการรับทำวีซ่า / ต่ออายุวีซ่า (Visa) รับขอวีซ่าทำงาน รวมถึงบริการเปลี่ยนประเภทวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในงานเอกสารและขั้นตอนต่างๆ เรามีความแม่นยำ ถูกต้อง และคล่องตัวในการดำเนินงาน เพราะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในบริการของเรา และงานบริการของเรานั้นครอบคลุมทุกขั้นตอนของกระบวนการขอวีซ่า ตั้งแต่ การเตรียมเอกสาร / กรอกแบบฟอร์มคำขอวีซ่า / ติดต่อสถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคอยติดตามสถานะการขอวีซ่าให้ลูกค้าได้รับข้อมูลทันที รับทำวีซ่า ถ้าหากท่านกำลังมองหาการให้บริการด้านการรับทำวีซ่า (Visa) เรามีทีมงานมืออาชีพที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการรับขอวีซ่าทำงาน (Visa) โดยตรงไม่ว่าจะเป็น วีซ่าทำงาน (Non-Immigrant Visa B/Non-B) วีซ่าติดตามครอบครัว (Non-Immigrant Visa O/Non-O)  วีซ่าแต่งงาน (Non-Immigrant Visa O/Non-O ) วีซ่านักศึกษา (Non-Immigrant Visa ED/Non-ED ) การต่อวีซ่า (Visa Extension)  ด้วยระบบการทำงานที่มีมาตรฐาน และ ดำเนินงานตามกฎระเบียบข้อกฎหมาย พร้อมกับการรักษาความลับของลูกค้า ทำให้เราเป็นที่ยอมรับของลูกค้าชาวต่างชาติ และบริษัทชั้นนำด้วยดีอย่างยาวนาน เรายินดีให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยแก้ไขปัญหา ในการทำวีซ่า (Visa) ในประเทศไทยทุกประเภท  บริการประเภทที่รับทำวีซ่า รับทำวีซ่า (Visa) (ภายในราชอาณาจักรไทย) บริการรับขอวีซ่าทำงาน - Non-Immigrant Visa B (Non-B) บริการรับต่อวีซ่าทำงาน - Non-Immigrant Visa B (Non-B) บริการรับขอวีซ่าติดตามครอบครัว - Non-Immigrant Visa O (Non-O) Family/Follower บริการรับต่อวีซ่าติดตามครอบครัว - Non-Immigrant Visa O (Non-O) Family/Follower บริการรับขอวีซ่าแต่งงาน - Non-Immigrant Visa O (Non-O)  Thai Spouse บริการรับต่อวีซ่าแต่งงาน - Non-Immigrant Visa O (Non-O)  Thai Spouse บริการรับขอวีซ่ากรณีเป็นครู อาจารย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญในสถานการศึกษา - Non-Immigrant Visa B (Non-B) Teacher บริการรับต่อวีซ่ากรณีเป็นครู อาจารย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญในสถานการศึกษา - Non-Immigrant Visa B (Non-B) Teacher บริการรับขอวีซ่านักศึกษา - Non-Immigrant Visa ED (Non-ED) บริการรับต่อวีซ่านักศึกษา - Non-Immigrant Visa ED (Non-ED) บริการรับขอวีซ่าบั้นปลาย - Non-Immigrant Visa OA Long stay (Non-OA) บริการรับต่อวีซ่าบั้นปลาย - Non-Immigrant Visa OA Long stay (Non-OA) บริการดำเนินการทำเรื่องขอเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทย (Re-Entry Permit)-Single  (ครั้งเดียว ภายใน 1 ปี)-Multiple (หลายครั้ง ภายใน 1 ปี)                                                                        บริการรับแจ้งอยู่เกิน 90 วัน - Report 90 days บริการย้ายตราประทับวีซ่าเข้าหนังสือเดินทางเล่มใหม่ (Transfer Stamp to new Passport) บริการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราหรือเปลี่ยนประเภทวีซ่า (Visa changing)      - รับเปลี่ยนวีซ่าจากวีซ่าท่องเที่ยว เป็นวีซ่าทำงาน Non-B     - รับเปลี่ยนวีซ่าจากวีซ่าท่องเที่ยว เป็นวีซ่าทำงาน Non-O     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก ผ.30 เป็นวีซ่าทำงาน Non-B     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก ผ.30 เป็นวีซ่าทำงาน Non-O     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก ผผ.30 เป็นวีซ่า Non-B     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก ผผ.30 เป็นวีซ่า Non-O     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก ผผ.90 เป็นวีซ่า Non-B     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก ผผ.90 เป็นวีซ่า Non-O     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก Transit Visa เป็นวีซ่าทำงาน Non-B     - รับเปลี่ยนวีซ่าจาก Transit Visa เป็นวีซ่าทำงาน Non-O ข้อมูลประเภทวีซ่า 1. วีซ่า Non-B (ประเภทคนอยู่ชั่วคราว) ใช้สำหรับประกอบธุรกิจ และการทำงาน2. วีซ่า Non-O (ประเภทคนอยู่ชั่วคราว) ใช้สำหรับการติดตามภรรยาหรือสามีคนไทย (Thai Spouse)3. วีซ่า Non-O (ประเภทคนอยู่ชั่วคราว) ใช้สำหรับกรณีการเข้ามาในฐานะคู่สมรส, บุตร, บิดา หรือมารดาของผู้ได้สิทธิ์การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร, เกษียณอายุใช้ชีวิตบั้นปลาย (กรณีนี้ไม่สามารถทำงานได้)4. วีซ่า Non-IB (ประเภทคนอยู่ชั่วคราว) ใช้สำหรับการลงทุนหรือการอื่นภายใต้ข้อบังคับกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน5. สมาร์ทวีซ่า (Smart Visa) ใช้สำหรับวีซ่าประเภทพิเศษที่กำหนดมาเพื่อดึงดูดบุคคลากรที่มีทักษะสูง6. วีซ่า Non-ED (ประเภทคนอยู่ชั่วคราว) ใช้สำหรับการเข้ามาศึกษา ดูงาน และฝึกอบรมต่างๆ ขั้นตอนการขอวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B  การขอวีซ่า Non-Immigrant Visa B  มีอยู่ 2 วิธี คือ 1.1  ยื่นขอวีซ่า Non-Immigrant Visa B (วีซ่าทำงาน) ที่สถานทูตหรือสถานกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ 1.2  ยื่นขอเปลี่ยนแปลงวีซ่าเป็นประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa B (วีซ่าทำงาน) กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง- ในกรณีที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว โดยถือวีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) จะต้องยื่นขอเปลี่ยนแปลงวีซ่าเป็นประเภท Non-Immigrant Visa B (วีซ่าทำงาน) ก่อนวีซ่าหมดอายุอย่างน้อย 15 วันหากวีซ่าหมดอายุแล้ว ชาวต่างชาติจะไม่สามารถยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงการตรวจลงตราวีซ่าเป็นวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa B/Non-B ได้  เมื่อได้วีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa B/Non-B แล้ว (ปกติเจ้าหน้าที่จะให้ระยะเวลา พำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน)  ต้องดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต่อกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน - โดยเจ้าหน้าที่จะให้ใบอนุญาตทำงานเป็นระยะเวลาเท่าใดนั้น เจ้าหน้าที่จะพิจารณาอนุญาตให้ตามความจำเป็นของงานหรือตามที่ขอและขึ้นอยู่กับผลประกอบการของสถานที่ทำงานนั้น - โดยทั้งนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีต่อครั้ง ซึ่งปกติโดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะให้เป็นระยะเวลา 1 ปี  เมื่อได้ใบอนุญาตทำงาน ต้องดำเนินการยื่นขอต่อวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa B/Non-B ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระยะเวลาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นระยะเวลา 1 ปี - โดยต้องยื่นวีซ่า 90 วันก่อนหมดอายุ ในกรณีที่ชาวต่างชาติยังไม่ได้เดินทางเข้ามาใประเทศไทย นายจ้างสามารถยื่นเรื่องขอใบอนุญาตทำงาน (ขอWork Permit) แทนลูกจ้างก่อนได้ แต่ลูกจ้างชาวต่างชาติต้องเข้ามาแสดงตัวและรับใบอนุญาตทำงาน ภายใน 30 วัน หลังจากได้รับวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa “B” (Non-B) 1 ปีแล้ว ชาวต่างชาติจะต้องไปรายงานตัวเพื่อแจ้งเกี่ยวกับที่พักอาศัยที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเขตพื้นที่ทุกๆ 90 วัน ในกรณีที่เดินทางออกนอกประเทศก่อนครบกำหนด เมื่อเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ต้องไปรายงานตัวแจ้งที่พักอาศัยครั้งต่อไปเมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งสุดท้ายแม้วีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B (Non-B) จะมีอายุ 1 ปี แต่ชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีกแบบครั้งเดียว (Single-entry) ควรพึงระวัง เพราะวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B (Non-B) ที่ได้นั้นจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ถือวีซ่าเดินทางออกนอกประเทศไทย ⭐ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้วีซ่าถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ ผู้ถือวีซ่าจะต้องยื่นขอเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีกครั้งที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท้องที่ก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย การขอวีซ่า Non-Immigrant Visa O (Non-O) การขอวีซ่า Non-Immigrant Visa O (Non-O) ในประเทศไทยเหมาะสำหรับคนที่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวไทย เช่น คู่สมรสที่เป็นคนไทย / บุตรเป็นคนไทย / บุตรบุญธรรม / บุตรของคู่สมรส เป็นต้น หลักเกณฑ์การพิจารณา  กรณีคนต่างชาติสมรสกับหญิงไทย สามีชาวต่างชาติต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่า เดือนละ 40,000 บาท หรือเงินฝากในธนาคารในประเทศไทยคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 2 เดือน ไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบปี  กรณีคนต่างชาตินั้นเป็นบิดาหรือมารดา บิดาหรือมารดา คนต่างชาติต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่าเดือนละ 40,000 บาท หรือต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบ 1 ปี  กรณีคนต่างชาติเป็นบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรส อยู่ในความอุปการะบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรสนั้นต้องยังไม่ได้สมรสและอยู่อาศัยเป็นส่วนแห่งครัวเรือนนั้น และต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์  มีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างชาติกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย  กรณีเป็นคู่สมรสนั้นต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย ขั้นตอนการขอวีซ่า Non-Immigrant Visa “O” (Non-O) กรณีเป็นครอบครัวของผู้มีสัญชาติไทย ในการยื่นขอวีซ่า Non-Immigrant Visa O (Non-O) นั้นมีอยู่ 2 วิธีด้วยกันดังนี้ คือ1.1 ยื่นขอวีซ่า Non-Immigrant Visa O (Non-O) ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศของชาวต่างชาติ1.2 ยื่นขอเปลี่ยนแปลงเป็นวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa O (Non-O)กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในกรณีที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว - หากถือวีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) ต้องยื่นขอเปลี่ยนแปลงวีซ่าเป็นประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa O (Non-O) ก่อนวีซ่าหมดอายุอย่างน้อย 15 วัน - กรณีที่วีซ่าหมดอายุแล้ว ชาวต่างชาติจะไม่สามารถยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงวีซ่าเป็นประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa O (Non-O) ได้  เมื่อยื่นขอเปลี่ยนแปลงวีซ่าเป็นประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa O (Non-O) แล้ว เจ้าหน้าที่จะให้ระยะเวลาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นระยะเวลา 90 วัน เมื่อได้ Non-Immigrant Visa O ระยะเวลา 90 วันแล้ว คนต่างชาติจะต้องดำเนินการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อต่อระยะเวลาพำนักอยู่ในราชอาณาจักรเป็น 1 ปี  - โดยต้องยื่นขอต่อวีซ่า Non-Immigrant Visa O (Non-O) เป็นระยะเวลา 1 ปี*** ก่อนวีซ่ารอบแรกที่มีอายุ 90 วันหมดอายุ หมายเหตุ: ทั้งนี้ผู้ยื่นคำขอ และบุตร/ภรรยา/สามีผู้มีสัญชาติไทย ต้องไปแสดงตัวด้วยตนเองเพื่อให้ปากคำ ในกรณีที่เป็นการติดตามคนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักร คนต่างด้าวผู้มาปฏิบัติงานในราชอาณาจักรต้องได้ Non-Immigrant Visa O เป็นระยะเวลา 1 ปีเรียบร้อยแล้ว หลักเกณฑ์ในการขอวีซ่าเกษียณอายุ Non-Immigrant Visa O (Non-OA) และ (Non-OX) คนต่างชาติที่ต้องการขอวีซ่าต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีวีซ่าเกษียณอายุ Non-Immigrant Visa O (Non-O) อายุ 90 วัน และพำนักอาศัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นระยะเวลา 60 วัน ในกรณี Non-OA คนต่างชาติจะต้องมี💸 เงินรายได้/เงินเกษียณอายุ เดือนละ 65,000 บาท เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน 💸 เงินฝาก-เงินบำนาญรวมกันปีละ 800,000 บาท เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน 💸 กรณี Non-OX คนต่างชาติจะต้องมีเงินรายได้/เงินเกษียณอายุเดือนละ 100,000 บาทเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน 💸 เงินฝาก-เงินบำนาญ รวมกันปีละ 3,000,000 บาท เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนโดยทั้งนี้ต้องมีเอกสารหลักฐานแสดงการมีเงินได้จากธนาคารในประเทศไทย เช่น สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร หรือสมุดบัญชีเงินฝาก คนต่างชาติต้องมีการประกันสุขภาพ คนต่างชาติที่ได้วีซ่าเกษียณอายุจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานทุกประเภทในประเทศไทย การยื่นต่อวีซ่า สามารถยื่นล่วงหน้าก่อนวีซ่าหมดอายุได้อย่างน้อย 21 วัน หลังจากได้รับวีซ่า Non-Immigrant Visa O (Non-O) 1 ปีแล้ว ชาวต่างชาติจะต้องไปรายงานตัวเพื่อแจ้งเกี่ยวกับที่พักอาศัยที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเขตพื้นที่ ทุก ๆ 90 วัน ในกรณีที่คนต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศก่อนครบกำหนดนัดครั้งต่อไป เมื่อเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ให้ไปรายงานตัวแจ้งที่พักอาศัยครั้งต่อไป เมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งสุดท้าย คำถามที่พบบ่อย ประเมินราคาอย่างไร? เราประเมินราคาตามลักษณะของความเป็นจริง ลูกค้าทุกท่านจะได้รับราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพของงานอย่างแน่นอน รับต่ออายุวีซ่าด้วยไหม? ใช่! เราบริการรับต่ออายุวีซ่าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นวีซ่า NON-B / NON-O เป็นต้น ใช้บริการทำวีซ่ากับเราปัญหาจะหมดไปใช่ไหม? ใช่! ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญด้านการรับทำวีซ่า / การต่อวีซ่าโดยตรง ท่านจึงมั่นใจได้ว่าเราจะดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการขอวีซ่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง? เราจะดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนแรก จน สิ้นสุดกระบวนการทำงาน 1. เตรียมเอกสารให้ลูกค้า 2. สำนักงานส่งเอกสารทางไปรษณีย์ให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มที่เราจัดเตรียมไว้ให้ 3. ลูกค้าส่งเอกสารทางไปรษณีย์กลับมาให้ทางสำนักงานเพื่อดำเนินงานต่อ4. ทีมงานไปยื่นขอวีซ่ากับสถานทูตหรือสถานีตัวแทนทางการทูต 5. เมื่อวีซ่าได้รับการอนุมัติ ทีมงานจะไปรับวีซ่าและส่งมอบให้กับลูกอย่างโดยเร็ว ระยะเวลาดำเนินงานยื่นขอวีซ่านานไหม? ระยะเวลาในกระบวนจะขึ้นอยู่กับประเภทของวีซ่าที่ขอ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อกระบวนการดังกล่าว เช่น ประสบการณ์ก่อนหน้าในการขอวีซ่า การรีบด่วนในการดำเนินการ, การอนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น การยื่นขอวีซ่า (Apply for Visa) ต่ออายุวีซ่า (Visa Extension) ขอใบอนุญาตทำงาน (Apply  for Work- permit) ต่อใบอนุญาตทำงาน (Work Permit extension) เปลี่ยนประเภทวีซ่า หรือ เปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา (Visa Changing ) ให้กับชาวต่างชาติ   กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ยินดีให้บริการรับขอวีซ่าทำงานโดยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด สนใจบริการรับทำวีซ่าและรับขอวีซ่าทำงาน บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร: 0948649799LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com ### สำนักงานรับทำบัญชี Greenpro KSP บริการครบวงจร Greenpro KSP บริษัทรับทำบัญชีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงบริการรับปิดงบการเงิน สำหรับบริษัท ห้างหุ้นส่วน และองค์กรทุกประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิตสินค้า ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจคลินิก ไม่ว่าจะเป็นคลินิกศัลยกรรม คลินิกเสริมความงาม สมาคม มูลนิธิ การันตีคุณภาพงานได้มาตรฐานตามกฎหมาย บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต และมีทีมงานนักบัญชีมืออาชีพ ประสบการณ์สูง พร้อมให้บริการและคำปรึกษาครอบคลุมทุกขั้นตอน นิติบุคคลไทยและนิติบุคคลต่างประเทศที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ถือว่ามีภาระผูกพันตามกฎหมายไทยโดยทันที ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตลอดจนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี และต้องจัดให้มีการทำบัญชีของธุรกิจ นอกจากนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังกำหนดให้นิติบุคคลต้องส่งรายงานทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบภายใน 5 เดือน นับจากวันปิดงบบัญชี และต้องยื่นภาษี และชำระเงินภาษีต่อกรมสรรพากรด้วย หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการหาผู้ช่วยที่จะมาแบ่งเบาภาระงานด้านบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด (Greenpro KSP Consulting) เราคือบริษัททำบัญชีที่ให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทำบัญชีและตรวจสอบบัญชีที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 28 ปี ยินดีให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติในทุกขั้นตอน บริการรับทำบัญชีภาษาไทย-อังกฤษ ด้วย Software บัญชีที่เชื่อถือได้ เรามีบริการด้านบัญชีที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชี ทำเงินเดือน ตรวจสอบบัญชี ให้ความรู้ด้านบัญชี หรือยื่นภาษี ทั้งรายเดือนและรายปีโดยนักบัญชีที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ด้านบัญชีโดยตรง ผ่านระบบโปรแกรมทำบัญชีอันทรงประสิทธิภาพหลากหลายโปรแกรม เช่น SAP B1, MAC5, Formula, Business Plus, Express, Peak Account, Flow Account, CD organize และโปรแกรมบัญชีอีกมากมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ใช้บริการทำบัญชีกับ Greenpro KSP เราทำงานอย่างเป็นระบบ ทำบัญชีได้หลากหลายรูปแบบ และรองรับการใช้งานได้จริง ตอบโจทย์ทุกประเภทธุรกิจ ทำให้พร้อมทำงานต่อเนื่องจากโปรแกรมเดิมของลูกค้าได้เลย ขอบเขตการให้บริการรับทำบัญชี ด้านการยื่นแบบภาษีประจำเดือน จัดทำ และยื่นภาษีเงินได้พนักงานหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) จัดทำ และยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3) จัดทำ และยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) จัดทำ และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT (ภ.พ.30) จัดทำรายงานภาษีซื้อ และรายงานภาษีขายประจำเดือน จัดทำ และยื่นเงินสมทบประกันสังคมประจำเดือน ด้านการบันทึกบัญชี ให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารในการประกอบธุรกิจเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการ เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบสำคัญจ่ายเงินที่ถูกต้องตามประกาศกรมสรรพากร วิเคราะห์รายการเอกสารเพื่อประกอบการบันทึกบัญชี บันทึกรายการค้าประจำเดือน จัดทำสมุดบัญชีซื้อ, สมุดบัญชีขาย, สมุดบัญชีรับเงิน, สมุดบัญชีจ่ายเงิน, สมุดบัญชีจ่ายเงินสดย่อย, สมุดรายวันทั่วไป และบัญชีแยกประเภท รับทำบัญชีรายเดือน รายไตรมาส รายปี โดยบันทึกรายการบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ด้วยโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปที่กรมสรรพากรยอมรับ จัดทำงบการเงิน เช่น งบทดลอง งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร งบแสดงฐานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด จัดทำทะเบียนสินทรัพย์ เช่นรถยนต์ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์  จัดทำรายละเอียดประกอบบัญชีที่สำคัญ เช่น รายละเอียดลูกหนี้, รายละเอียดเจ้าหนี้, รายละเอียดสินค้าคงเหลือ ปิดงบรายเดือนเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจแก่เจ้าของธุรกิจ ด้านการยื่นแบบภาษีประจำปี จัดทำ และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90, 91, 94 สำหรับบุคคลธรรมดา จัดทำ และยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี (ภงด.51) และภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี (ภงด.50) จัดทำ และยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงานประจำปี (ภงด.1ก) รับปิดงบการเงินประจำปี ตรวจสอบบัญชี และรับรองงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) บริการยื่นงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์ (E-filing) พร้อมจัดเตรียมรายละเอียดประกอบการยื่นงบการเงิน ได้แก่ ส.บช. 3, สำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ในกรณีที่เป็นบริษัทต่างชาติ นอกเหนือจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว ชาวต่างชาติต้องเข้าใจภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยทั่วไป บุคคลธรรมดามีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยต้องคำนวณภาษี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเสียภาษี (ถ้ามี) ตามปีปฏิทินเป็นประจำทุกปี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ ผู้มีถิ่นที่อยู่ และผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ ผู้มีถิ่นที่อยู่ หมายถึง บุคคลใดก็ตามที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปีภาษีนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือหลายระยะเวลา รวมทั้งหมดถึง 180 วัน ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ที่เกิดจากแหล่งในประเทศไทย รวมถึงเงินได้ที่เกิดจากแหล่งนอกประเทศ และมีการนำเงินนั้นเข้ามาในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เฉพาะเงินได้ที่เกิดจากแหล่งในประเทศไทยเท่านั้น เหตุผลที่ควรเลือกใช้บริการรับทำบัญชีกับเรา Greenpro KSP Accounting เป็นสำนักงานรับทำบัญชีที่มีคุณภาพ ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 28 ปี ให้บริการด้าน การจดทะเบียนนิติบุคคล ทำบัญชี รับตรวจสอบบัญชี รับวางระบบบัญชี และดูแลภาษีอากร บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตและทีมงานนักบัญชีมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง และยังมีอีกหลากหลายเหตุผลที่ควรเลือกใช้บริการกับเรา ได้แก่ Description for this block. Use this space for describing your block. Any text will do. Description for this block. You can use this space for describing your block. Title for This Block รับทำบัญชีภาษาอังกฤษ (English Accounting Service) นอกจากการทำบัญชีภาษาไทยแล้ว เรายังมีประสบการณ์ให้บริการรับทำบัญชีภาษาอังกฤษด้วย โดยเจ้าหน้าที่ของเราสามารถสื่อสารปรับแผนวางระบบให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าชาวต่างชาติได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบัญชีรายเดือน รายปี ปิดงบการเงินภาษาอังกฤษรายเดือน รายไตรมาส รายปี รวมทั้งการนำเสนองบการเงินแก่ผู้บริหารชาวต่างชาติ ความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย เรามีความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพบัญชีที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับทำบัญชี รับจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วน รับตรวจสอบบัญชี วางแผนภาษี วางระบบบัญชี และที่ปรึกษากฎหมายบัญชีภาษีอากรโดยทีมงานนักบัญชีมืออาชีพ ประสบการณ์สูง ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เราคือสำนักงานบัญชี ที่มีประสบการณ์รับทำบัญชีครบวงจรให้แก่ธุรกิจมาแล้วกว่า 200 บริษัท จึงเชื่อมั่นได้ว่าเราจะให้บริการงานด้านบัญชีแก่คุณได้อย่างราบรื่นทุกขั้นตอน บริการรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์รับทำบัญชีที่ยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพพร้อมให้ข้อมูลด้านบัญชีที่ถูกต้องแก่เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทำบัญชีได้ครอบคลุมทุกธุรกิจ เราสามารถทำบัญชีได้ทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากเพียงใดก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เราสามารถจัดทำบัญชีได้อย่างไม่มีปัญหา โดยเราได้รับความไว้วางใจจากองค์กรและธุรกิจชั้นนำมากมาย จึงเชี่ยวชาญในการทำบัญชีให้กับธุรกิจที่หลากหลาย เช่น • ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้า• ธุรกิจบริการ• ธุรกิจซื้อมาขายไป• ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง• ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์• ธุรกิจการเงิน• ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์• ธุรกิจสุขภาพและความงาม• ธุรกิจการแพทย์ และธุรกิจอื่น ๆ ทุกประเภท ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ ครบจบทุกงานบัญชีในที่เดียว เรามีระบบงานที่รองรับงานด้านบัญชีครบวงจรไม่ว่าจะเป็นรับทำบัญชี รับตรวจสอบบัญชี รับวางระบบบัญชี และงานด้านบัญชีอื่น ๆ รองรับทุกความต้องการด้านงานบัญชีในที่เดียว มีผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต มีประสบการณ์สูง สำนักงานบัญชีของเรามีผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตคอยควบคุมคุณภาพงาน จึงมั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะได้รับข้อมูลด้านบัญชีที่ถูกต้อง และไม่จำเป็นต้องหาผู้ตรวจสอบบัญชีเพื่อมาเซ็นรับรองงบการเงินให้ เพราะเราพร้อมให้บริการคุณในที่เดียว หากคุณกำลังมองหาบริษัทรับทำบัญชีที่ได้มาตรฐาน ส่งงานตรงเวลา ให้บริการโดยนักบัญชีผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง เลือกใช้บริการ Greenpro KSP สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับคำปรึกษาได้ทาง LINE Official Account @greenprokspacc หรือเบอร์โทรศัพท์ 085-067-4884 ข้อดีของการใช้บริการบริษัทรับทำบัญชี ในสถานการณ์ปัจจุบัน โลกธุรกิจมีการแข่งขันค่อนข้างสูง การประหยัดต้นทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดกลาง รวมทั้ง Startup ที่กำลังเริ่มเติบโต จึงควรหาสำนักงานบัญชีหรือบริษัทรับทำบัญชีที่เชื่อถือได้ เป็นผู้ดูแลงานทางด้านบัญชีและภาษีให้ เพื่อช่วยทำบัญชีและแก้ไขปัญหาด้านบัญชี รวมถึงให้คำแนะนำด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องและการวางแผนด้านภาษีที่ถูกต้องโดยตรง ซึ่งข้อดีของการให้สำนักงานบัญชีทำบัญชีให้ สามารถสรุปได้ ดังนี้ ประหยัดค่าใช้จ่าย ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์เรื่องเอกสารด้านบัญชีเพื่อใช้ในกิจการ ให้คำแนะนำด้านบัญชีให้แก่ผู้ประกอบการ จัดการงานบัญชีและภาษีให้ครบวงจร รวมทั้งช่วยแก้ปัญหางานด้านบัญชีและภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี  ให้บริการและคำแนะนำโดยผู้ตรวจสอบบัญชีและนักบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง หมดปัญหาด้านบัญชีและภาษี ผู้ประกอบการไม่ต้องเป็นกังวล ติดตามสอบถามให้คำแนะนำด้านเอกสารเพื่อใช้ประกอบการทำบัญชี บริการที่จะได้รับเมื่อเลือกทำบัญชีกับเรา ด้วยประสบการณ์ในการทำบัญชียาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เรามีทีมงานนักบัญชีที่มีประสบการณ์ ผ่านการฝึกอบรมด้านการทำบัญชี รวมถึงการให้บริการงานบัญชีที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ประกอบการ จึงมั่นใจได้ว่าเราจะช่วยแบ่งเบาภาระด้านงานบัญชีได้อย่างแน่นอน โดยสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับ มีดังต่อไปนี้ ให้คำปรึกษาแนะนำเอกสารเบื้องต้นด้านบัญชี ให้คำปรึกษาปัญหาทางด้านบัญชีและภาษีอากร มีพนักงานบัญชีคอยให้คำแนะนำด้านบัญชีและภาษีแก่ผู้ประกอบการ บริการดี ใส่ใจ คุยได้ เป็นกันเอง ได้รับบริการงานบัญชีและภาษีที่มีคุณภาพ คำถามที่พบบ่อย รับตรวจสอบบัญชีด้วยไหม ? นอกจากรับทำบัญชีแล้วเรายังให้บริการรับตรวจสอบบัญชีด้วย เนื่องจากบริษัทของเรา บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต จึงมีบริการครอบคลุมทั้งการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี ประเมินราคาอย่างไร? ในส่วนของค่าบริการรับทำบัญชีนั้น ราคาจะขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ปริมาณเอกสาร และความซับซ้อนของธุรกิจ โดยเรามีบริการประเมินราคาที่ยุติธรรมและตรวจสอบได้ มีบริการรับส่งเอกสารไหม? คุณสามารถนำส่งเอกสารได้ทั้งทางไปรษณีย์และนำมาส่งด้วยตัวเองที่ออฟฟิศของเรา ทั้งที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครและสำนักงานย่อยในจังหวัดอื่น ๆ หรือหากต้องการให้เราจัดหาคนรับ-ส่งเอกสารให้ ก็สามารถแจ้งความประสงค์ได้เลย รับวางระบบบัญชีด้วยไหม? เรามีบริการวางระบบบัญชีด้วยเช่นกัน โดยเลือกใช้ระบบบัญชีที่มีคุณภาพ ช่วยควบคุมข้อมูลภายในให้ถูกต้องครบถ้วน ทันต่อการบริหาร และเรายังมีโปรแกรมบัญชี ERP ให้ใช้งานแบบ Online บน Cloud ทำให้สามารถใช้งานได้ทุกที่ เพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าองค์กร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ก้าวนำคู่แข่งอย่างรวดเร็ว มีบริการเป็นตัวแทนเข้าพบกรมสรรพากรไหม? สำหรับลูกค้าที่ทำบัญชีกับเรา กรณีที่คุณมีปัญหาด้านบัญชีภาษี เรายินดีเป็นตัวแทนช่วยเข้าพบกรมสรรพากร เพื่อช่วยเจรจาและหาข้อยุติทางด้านภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี เราช่วยแก้ปัญหาด้านภาษีได้หรือไม่ ? ด้วยประสบการณ์ด้านการรับทําบัญชียื่นภาษีที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ จึงสามารถให้คำแนะนำพร้อมวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านบัญชี ภาษี และค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน Greenpro KSP Accounting Service ผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์กว่า 28 ปี บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่มีประสบการณ์สูง และเป็นบริษัทชั้นนำด้านทำบัญชี ที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจมากมาย————————–อีกทั้งเรายังเป็นผู้เชี่ยวชาญให้บริการในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น• ธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้า• ธุรกิจบริการ• ธุรกิจซื้อมาขายไป• ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง• ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์• ธุรกิจการเงิน• ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์• ธุรกิจสุขภาพและความงาม• ธุรกิจการแพทย์>>และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ทั้งองค์กรธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ โดยนักบัญชีที่มีประสบการณ์ ให้บริการในราคาที่เหมาะสม ติดต่อบริการทำบัญชี ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### บัญชีแฟรนไชส์ บัญชีแฟรนไชส์ เป็นบริการที่นอกเหนือจากการทำบัญชีรูปแบบเดิม อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักบัญชีที่อยากเติบโตทางธุรกิจมีอิสระในสายวิชาชีพไปพร้อมกับเรา บัญชีแฟรนไชส์ กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ ก่อตั้งและดำเนินงาน โดยกลุ่มบริษัท กรีนโปร เคเอสพี โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการให้บริการทางด้านบัญชี และภาษี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี และจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมทั้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงบริการทางด้านการเงิน ด้วยประสบการณ์มากกว่า 28 ปี เราจึงมีความมั่นใจและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนา กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เพื่อสามารถให้บริการที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ทางด้านบัญชีและภาษี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี และจดทะเบียนนิติบุคคล ให้แก่ผู้ประกอบการ องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กหรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ด้วยคุณภาพงานบริการที่เทียบเท่าสำนักงานบัญชีขนาดใหญ่ ในราคาค่าบริการที่สมเหตุผล GREENPRO KSP GROUP ได้ขยายการให้บริการที่นอกเหนือไปจากการทำบัญชีในรูปแบบเดิม ด้วยการให้บริการในรูปแบบของแฟรนไชส์ บริการนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักบัญชีที่ต้องการเติบโตทางธุรกิจ มีอิสระในสายวิชาชีพ โดยเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีตัวเอง อิสระในการบริหารเวลา มีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ลงทุนน้อย รายได้มั่นคง และจะได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางของ Greenpro KSP Group เป็นอย่างดี สมาชิกจึงไม่ต้องไปทำการตลาดเองให้เหนื่อย เพราะ กรีนโปร เคเอสพี ได้มีการทำการตลาด ผ่านเว็บไซต์ ยิงโฆษณาสื่อออนไลน์ให้สมาชิกแฟรนไชส์เรียบร้อยแล้ว GreenPro KSP Group💚 อบรมกระบวนการทำงานให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ การใช้โปรแกรมบัญชีจวบจนการปิดงบการเงินส่งกรมสรรพากร เพื่อให้การทำงานของทุกทีมมีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการให้บริการที่มีคุณภาพ ทางด้านบัญชีและภาษี รับทำบัญชี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี ครบวงจร เปิดรับสมัคร💚 เครือข่ายแฟรนไชส์ GreenPro KSP Group มีนโยบายขยายธุรกิจสำนักงานบัญชีในแต่ละจังหวัดเพิ่มมากขึ้น โดยเปิดรับสมัครนักบัญชีคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพบัญชีและการบริการที่เป็นเลิศเข้ามาเป็นสมาชิก เรามุ่งมั่นในการพัฒนา และ เพื่อสนับสนุนนักบัญชีที่ต้องการเปิดสำนักงานบัญชี เพื่อให้เป็นนักบัญชีที่มีคุณภาพ สามารถให้บริการทำบัญชีได้หลากหลายประเภทธุรกิจ จึงเป็นที่มาที่ทำให้สำนักงานบัญชีเกิดขึ้นเพื่อให้นักบัญชีได้บริการลูกค้าอย่างเข้าถึงทุกพื้นที่ ในการบริการ และแก้ไขปัญหาด้านบัญชีได้อย่างรวดเร็ว😊 คลิกเพื่อกรอกแบบฟอร์มเข้าร่วมเป็นสำนักงานบัญชีแฟรนไชส์ตามจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ คลิกเพื่อกรอกแบบฟอร์ม สำหรับนักบัญชี ที่ต้องการอิสระทางด้านเวลา และร่วมงานด้านบัญชีและภาษีกับสำนักงานบัญชีคุณภาพ เราพยายามอย่างต่อเนื่องในการทำการตลาด สร้างแบรนด์ และกิจกรรมการตลาด ให้เครือข่ายสำนักงานบัญชี กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เป็นที่รู้จักแก่องค์กรธุรกิจ ให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการใช้บริการ รับรู้ถึงคุณภาพของบริการ ความถูกต้องแม่นยำ การบริหารงานอย่างมีระบบ และการกระจายงานให้สมาชิกอย่างทั่วถึง ทำไมต้องบัญชีแฟรนไชส์ ? ปัจจุบันการเปิดสำนักงานบัญชีถือเป็นอาชีพที่มั่นคง และมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีการลงทุนขยายธุรกิจในประเทศทั้งพื้นที่ทั่วไป เขต AEC และ พื้นที่ EEC ซึ่งเป็นโอกาสที่อาชีพนักบัญชีจะเติบโตเช่นเดียวกัน⭐ สำหรับสมาชิกของเราจะได้รับการสอนกระบวนการทำงานในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดดังนี้1. งานจัดทำบัญชี2. งานจัดทำภาษี3. งานที่ปรึกษาด้านบัญชี4. งานวางแผนภาษี5. งานวางระบบบัญชี6. การให้บริการ ดูแลลูกค้าให้ลูกค้าเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของงานด้านบัญชีตลอดจนมีความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของทีมงาน และการบริการในมาตรฐานเดียวกันโดยสมาชิกของเราจะได้รับการสอนอย่างละเอียด และบริษัทยังเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุนการทำงานทุกๆเรื่องเพื่อให้ สมาชิกของเราทุกคนประสบความสำเร็จ ภารกิจของแฟรนไชส์เรา คือ การทำบัญชี ภาษี และให้บริการลูกค้าทุกท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับส่วนกลาง (กรีนโปร เคเอสพี) รวมถึงการเสริมสร้างมูลค่าของธุรกิจ และสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงินให้กับธุรกิจลูกค้า โดยการวางแผนทางบัญชี ภาษี กระแสเงินสด และตัววัดประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลในการตัดสินใจการดำเนินธุรกิจได้อย่างแม่นยำและดีที่สุด Greenpro KSP Group เราคัดสรรสมาชิกแฟรนไชส์อย่างมีมาตรฐาน อบรมสอนกระบวนการทำงานทุกสาขาตั้งแต่ต้นจนสามารถปฏิบัติงานได้ ทั้งเชิงลึกด้านทฤษฏีและด้านปฏิบัติอย่างละเอียดไปจนถึงการให้บริการลูกค้า เพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลางให้เป็นนักบัญชีและสำนักงานบัญชีมืออาชีพที่มีคุณภาพ💚 คุณสมบัติของสมาชิกแฟรนไชส์ คุณสมบัติเฉพาะ 1.จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบัญชี2.มีประสบการณ์ในการทำบัญชีให้แก่ SMEs อย่างน้อย 5 ปี3.อายุ 30-45 ปี4.มีใบอนุญาต License ผู้ทำบัญชี (CPD)5.สามารถปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินได้6.สามารถใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปได้ในระดับดี7.ไม่มีสำนักงานบัญชี หรือ ประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชี คุณสมบัติทั่วไป • สามารถใช้งาน คอมพิวเตอร์ เช่น PC, Notebook ได้ในระดับดี• สามารถใช้โปรแกรม Microsoft office เช่น Word, Excel ได้ในระดับดี• ผ่านการทดสอบทักษะทางบัญชีกับทางเรา• ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพบัญชี• มีอัธยาศัยที่ดี และ มีมุนษย์สัมพันธ์ ที่ดีต่อลูกค้า และ เพื่อนร่วมงาน• มีความเป็นมืออาชีพ มีวินัย กระตือรือร้นในการทำงาน• เป็นบุคคลที่ขยัน อดทน มีความซื่อสัตย์ในการทำงาน• มีความรับผิดชอบสูงตรงต่อเวลา ปฏิบัติงานให้สำเร็จด้วยความมุ่งมั่น• ดำเนินการตาม BUSINESS MODEL และระบบของ กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์• ช่วยกันพัฒนา และส่งเสริม เครือข่าย กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ ให้เป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับ และน่าเชื่อถือโดยการให้บริการที่ดี และมีคุณภาพแก่ลูกค้า ติดต่อบริการบัญชีแฟรนไชส์ สนใจบริการบัญชีแฟรนไชส์ ติดต่อ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/9 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspaccโทร: 085-067-4884 ### บริการตรวจสอบบัญชี ส่งงานตรงเวลา ราคามิตรภาพ บริการตรวจสอบบัญชี หรือเรียกว่าการตรวจสอบงบการเงิน โดยผู้สอบบัญชีจะได้รับอนุญาตในการตรวจสอบข้อมูลในงบการเงิน รวมถึงเอกสารประกอบการลงบัญชี และหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชี ว่ากิจการได้ปฏิบัติตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปอย่างถูกต้องหรือไม่ งบการเงินของกิจการถูกต้องไหม เพื่อให้เห็นถึงฐานะทางการเงินของบริษัทว่าเป็นอย่างไร ทำให้กิจการสามารถมองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจน เช่น งบกระแสเงินสดหรืองบการเงิน ที่แสดงผ่านรายงานเงินสด ทำให้เห็นรายรับ–รายจ่าย อัตราเงินทุนหมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน ตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าไปต่อได้ Greenpro KSP Group บริษัทรับตรวจสอบบัญชีโดย CPA (Certified Public Accountant) ผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีความรู้และประสบการณ์ในการตรวจสอบบัญชีกว่า 28 ปี ตรวจสอบงบการเงินของลูกค้าตามมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีที่ได้รับการยอมรับทั่วไป (GAAP) รับตรวจสอบบัญชีธุรกิจทุกประเภท โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานตรวจสอบและความตรงต่อเวลาในราคาที่เหมาะสม เหตุผลที่ต้องตรวจสอบบัญชี ช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจในข้อมูลและรายงานทางการเงิน ที่ถูกต้องตามหลักการมาตรฐานของงานบัญชี ป้องกันการทุจริตหรือความผิดพลาดทางการเงิน และช่วยพิจารณา ปรับปรุงระบบภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจรู้ถึงจุดอ่อนและข้อผิดพลาดในกระบวนการบริหารเงิน นำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการบริหารการเงินได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการระบุและประเมินความเสี่ยงทางการเงิน ทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนและดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงได้ ประโยชน์ของการตรวจสอบบัญชี การระบุข้อผิดพลาดและการฉ้อโกง :การตรวจสอบบัญชีช่วยให้ค้นพบข้อผิดพลาดทางการบัญชีและความไม่สอดคล้อง และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมเพื่อป้องกันการฉ้อโกงและการกระทำที่ไม่เหมาะสมในบัญชี ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล:การตรวจสอบบัญชีโดยบริษัทตรวจสอบบัญชีที่เชื่อถือได้ช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าข้อมูลทางการเงินเป็นความจริงและสามารถนำข้อมูลนี้ไปบริหารธุรกิจได้อย่างถูกต้อง การปรับปรุงการเงิน:การตรวจสอบบัญชีช่วยให้กิจการสามารถตระหนักถึงสถานะการเงิน เพื่อนำไปวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามกฎหมาย:เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงิน ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาการบริหารจัดการเงิน:การจัดการธุรกรรมทางการเงิน จะช่วยให้บริหารภายในกิจการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การให้ความมั่นใจในผู้ที่เกี่ยวข้อง:การมีบัญชีที่โปร่งใส จะส่งผลให้ผู้ลงทุน, พาร์ตเนอร์ธุรกิจ, หรือหน่วยงานทางการเงินอื่น ๆ มีความเชื่อถือในตัวองค์กรและความถูกต้องของข้อมูลในบัญชีได้ กล่าวได้ว่าการตรวจสอบบัญชีเป็นกระบวนการสำคัญเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือภายในธุรกิจ ช่วยให้คุณมั่นใจในความถูกต้อง และสามารถวางแผนการทางการเงินได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ขอบเขตของการให้บริการรับตรวจสอบบัญชีของเรา ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย (TFRS) ตรวจสอบความถูกต้องของงบแสดงสถานะการเงิน (สินทรัพย์, หนี้สิน, ทุน) ตรวจสอบความถูกต้องของงบกำไรขาดทุน (รายได้, ต้นทุน และ ค่าใช้จ่าย) เซ็นรับรองงบการเงิน ปฏิบัติงานตรวจสอบตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยใช้วิธีการทดสอบรายการบัญชี ระบบควบคุมภายใน และการเปิดเผยข้อมูลงบการเงิน ประเมินความเหมาะสมหลักการบัญชีที่กิจการใช้ รวมทั้งประมาณการเกี่ยวกับรายการทางการเงินที่เป็นสาระสำคัญ เสนอข้อสังเกตต่อผู้บริหาร เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงข้อบกพร่องในการควบคุมภายในทางบัญชีที่สำคัญ ซึ่งพบในระหว่างการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี ทำการเสนอข้อคิดเห็น และข้อสังเกตที่พบเจอทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบัญชีให้ทางผู้บริหารได้ทราบ ให้บริการยื่นงบการเงินตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หากคุณต้องการใช้บริการตรวจสอบบัญชีโดยนักบัญชีผู้เชี่ยวชาญจาก Greenpro KSP สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับคำปรึกษาได้ทาง LINE Official Account @greenprokspacc หรือเบอร์โทรศัพท์ 085-067-4884 ใช้บริการตรวจสอบบัญชีกับเรา มั่นใจ โปร่งใสทุกขั้นตอน มีระบบการทำงานที่ดี การตรวจสอบบัญชีของเราเน้นคุณภาพผลลัพธ์ของงานเป็นหลัก ปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ยึดหลักจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี มีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยตรวจสอบบัญชี ทำให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น มีประสบการณ์ตรวจสอบบัญชี มีประสบการณ์ตรวจสอบบัญชีในธุรกิจหลากหลายประเภท ให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์กว่า 28 ปี มีความรู้ ความสามารถ ความเอาใจใส่ และการรักษามาตรฐานในการปฏิบัติงานเป็นอย่างดี ทำงานตรงต่อเวลา ส่งงานตรงต่อเวลาและถูกต้องบนมาตรฐานของงานตรวจสอบ มีความเที่ยงธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน Greenpro KSP Group เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบบัญชีในทุกอุตสาหกรรม เราคือบริษัทรับตรวจสอบบัญชีชั้นนำ เชี่ยวชาญด้านการทำบัญชีและตรวจสอบบัญชีอย่างครบวงจร ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจระดับประเทศมากมาย อีกทั้งยังเชี่ยวชาญในการตรวจสอบบัญชีของธุรกิจหลากหลายประเภท เช่น ธุรกิจซื้อมา – ขายไป ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิตหรือจำหน่ายสินค้า มูลนิธิหรือสมาคมเกี่ยวกับศาสนา ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหรือร้านวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจขายของออนไลน์ ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจคลินิกเสริมความงามและธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจคลินิกทันตกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการเงิน และธุรกิจอื่น ๆ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ คำถามที่พบบ่อย รับทำบัญชีด้วยไหม? นอกจากรับตรวจสอบบัญชีแล้ว เรายังให้บริการรับทำบัญชีโดยนักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีด้วย ครบจบทั้งการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชีในที่เดียว รับวางระบบบัญชีด้วยไหม? เรามีบริการวางระบบบัญชีด้วยเช่นกัน โดยเลือกใช้ระบบบัญชีที่มีคุณภาพ ช่วยควบคุมข้อมูลภายในให้ถูกต้องครบถ้วน ทันต่อการบริหาร และเรายังมีโปรแกรมบัญชี ERP ให้ใช้งานแบบ Online บน Cloud ทำให้สามารถใช้งานได้ทุกที่ เพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าองค์กร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ก้าวนำคู่แข่งอย่างรวดเร็ มีบริการรับส่งเอกสารไหม? คุณสามารถนำส่งเอกสารได้ทั้งทางไปรษณีย์และนำมาส่งด้วยตัวเองที่ออฟฟิศของเรา ทั้งที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครและสำนักงานย่อยในจังหวัดอื่น ๆ หรือหากต้องการให้เราจัดหาคนรับ-ส่งเอกสารให้ ก็สามารถแจ้งความประสงค์ได้เลย ประเมินราคาอย่างไร? ค่าบริการตรวจสอบบัญชีขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ปริมาณเอกสาร และความซับซ้อนของธุรกิจ โดยเรามีบริการประเมินราคาที่ยุติธรรมและตรวจสอบได้ เราช่วยแก้ปัญหาด้านภาษีได้หรือไม่ ? ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ จึงสามารถให้คำแนะนำพร้อมวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านบัญชี ภาษี และค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะความโปร่งใสและความพอใจของลูกค้า คือเป้าหมายของเรา เพราะลูกค้าคือคนสำคัญ ติดต่อบริการรับตรวจสอบบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี ออดิทติ้ง จำกัดที่อยู่: 32/9 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.LINE Official Account: @greenprokspaccโทรศัพท์: 085-067-4884 ### New Homepage GreenPro KSP Group A Single Source for all your Thailand business needs Connect with us Welcome to Greenpro KSP, We empower businesses of all sizes to achieve their full potential. Whether you’re a startup finding your footing or an established company looking to scale, our comprehensive consulting services are designed to support you at every stage of your journey. Years Of Experience 0 + Clients In Thailand 0 + Professional Partners Network 0 + Our Services A comprehensive solutions for your business BusinessServices Starting a business in Thailand involves navigating complex legal requirements. We offer comprehensive, Including juristic entity registration, registration changes, visa and work permit procurement, and business license acquisition. Let us handle the  AccountingServices Managing finances for a business in Thailand can be challenging due to intricate regulations and standards. We provide a full range of accounting services, including accounting and bookkeeping, outsourcing accountant services, accounting system analysis and consulting, and tax advisory AccountingServices Navigating software implementation requires expertise and precision, especially for financial integration. Our core business in accounting allows us to excel in Odoo software implementation and RPA solutions, providing you with reliable and efficient systems. Business Services Business Registration Corporate registration services for both local entrepreneurs and foreign investors looking to establish or expand their businesses in Thailand. VAT Registration A necessary process for businesses to legally collect and remit value-added tax on goods and services. Social Security Registration Register for social security according to Thai labor laws to ensure employee benefits and proper company operations. Change Business Registration Stay compliant and up-to-date. Register all modifications with the government agencies, from capital adjustments to location changes. We've got you covered! Company Liquidation Streamline your company liquidation with our expert services. From initial consultation to final closure, trust us to handle every step with precision and efficiency. Ensure a smooth process with our dedicated team of professionals. Business Licenses Get your business licenses before launching your operations to ensure full compliance. BOI Get your BOI certificate to access incentives and expedited processes for success from Greenpro professional team. Merger and Acquisition Navigating mergers and acquisitions confidently with strategic guidance and meticulous execution for seamless transitions and maximum value. Corporate Advisory GreenPro's top advisors specialize in maximizing client value globally through "Greenpro's New Finance," a comprehensive strategic financial solution. Public Listing Ambitious to go global? Our expert public listing services for NYSE, Nasdaq, HKEx, and OTC markets. Can make it happen. Accounting Services AccountingBookkeeping Simplify your finances with our expert accounting and bookkeeping services. outsourceAccountant Resolve your staffing challenges with our outsourced accountant service, ensuring continuity of your operation. Audit & Assurance Ensure financial integrity with our audit and assurance services. Our expert team provides meticulous scrutiny and valuable insights to enhance transparency and trust. Accounting Software Implementation Optimize your operations with our seamless accounting software implementation services. From consultation to customization, our experts ensure a smooth transition to efficient digital solutions. Tax Advisory Navigate tax complexities with our trusted tax advisory services with strategic guidance and tailored solutions to optimize your tax strategy and ensure compliance. Digital Transformation About us Greenpro KSP Group is a joint venture between KSP Group in Thailand and Greenpro Capital Corporation (GRNQ) in Hong Kong, with offices in Hong Kong, Taiwan, China, and Malaysia. Greenpro KSP Group is managed by two Certified Public Accountants (CPAs) from Thailand and two Certified Public Accountants (CPAs) from Hong Kong. Our services include accounting and tax services, audit assurance, business consulting, financial advisory, BOI, visa and work permits, and business licenses. Our expert and professional team has over 30 years of experience in these service areas. MANAGING DIRECTORSurapa Jamjang (Keng)THAI CPA MANAGING DIRECTORPrapakorn Saokliew (Korn)THAI CPA BOARD OF DIRECTORSDr. Lee Chong Kuang(Dr. C.K. Lee)ACCA / MIA / HKICPA BOARD OF DIRECTORSLoke Che Chan (Gilbert)MBA, FCPA, CFP(M),CWM, MHKS What Our Happy Clients Are Saying Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. John DoeCEO Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. John DoeCEO Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. John DoeCEO Previous Next Article ### Business Globalization - New BusinessGlobalization Corporate Advisory Public Listing (OTC Markets, NASDAQ, NYSE, HKEX)Business Expansion AdvisoryCorporate Structure PlanningInternational Corporate RestructuringIncubation CentreWealth Planning & ManagementPrivate and Family Trusts*Under Hong Kong Trustee Ordinance บริการรับทำวีซ่า และประเภทอื่นๆ เมื่อคุณเจอปัญหาการเตรียมเอกสารและขั้นตอนการขอวีซ่า เราสามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด รับทำวีซ่า ต่ออายุวีซ่า (Visa) รวมถึงบริการเปลี่ยนประเภทวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ เรามุ่งมั่นที่จะ ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและใส่ใจในทุกรายละเอียดของการทำงาน บริการให้คำปรึกษาด้านการทำวีซ่า (Visa) เรามีทีมงานมืออาชีพที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการรับขอวีซ่าทำงาน (Visa) โดยตรงไม่ว่าจะเป็นวีซ่าทำงาน (Non-Immigrant Visa B/Non-B)วีซ่าแต่งงาน Non-O (Marriage)วีซ่าเกษียณอายุ Non-O (Retirement)Work Permitบริการวีซ่าอื่นๆด้วยระบบการทำงานที่มีมาตรฐาน และ ดำเนินงานตามกฎระเบียบข้อกฎหมาย พร้อมกับการรักษา ความลับของลูกค้า ทำให้เราเป็นที่ยอมรับของลูกค้าชาวต่างชาติ และบริษัทชั้นนำด้วยดีอย่างยาวนาน เรายินดีให้คำปรึกษา แนะนำ ในการทำวีซ่า (Visa) ในประเทศไทย ท่านสนใจบริการ Visa ชนิดใด Non-B Non-O(Marriage) Non-O(Retirement) Work Permit วีซ่า Non-B ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานต้องมีวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่ขอบริษัทที่ต้องการจ้างชาวต่างชาติชาวต่างชาติต้องมีเงินเดือนตามที่กฎหมายกำหนดบริษัทท่ีต้องการจะจ้างต่างชาติต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ต่อการจ้างชาวต่างชาติ 1 คน บริษัทต้องมีความมั่นคงทางธุรกิจ และต้องมีการประกอบการจริงและต่อเนื่องอัตราส่วนจำนวนพนักงานคนไทยกับคนต่างด้าวในบริษัท ต้องมีพนักงานคนไทย 4 คนต่อการจ้างต่างชาติ 1 คนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ชาติ 1 คนหมายเหตุ:หลังจากได้รับวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa “B” (Non-B) 1 ปีแล้ว ชาวต่างชาติจะต้องไปรายงานตัวเพื่อแจ้งเกี่ยวกับที่พักอาศัยที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเขตพื้นที่ทุกๆ 90 วันในกรณีที่เดินทางออกนอกประเทศก่อนครบกำหนด เมื่อเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ต้องไปรายงานตัวแจ้งที่พักอาศัยครั้งต่อไปเมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งสุดท้ายแม้วีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B (Non-B) จะมีอายุ 1 ปี แต่ชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีกแบบครั้งเดียว (Single-entry)ควรพึงระวัง เพราะวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B (Non-B) ที่ได้นั้นจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ถือวีซ่าเดินทางออกนอกประเทศไทย⭐ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้วีซ่าถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ ผู้ถือวีซ่าจะต้องยื่นขอเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีกครั้งที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท้องที่ก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย วีซ่า Non-O (Marriage)  กรณีคนต่างชาติสมรสกับหญิงไทย สามีชาวต่างชาติต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่า เดือนละ 40,000 บาท หรือเงินฝากในธนาคารในประเทศไทยคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 2 เดือน ไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบปี กรณีคนต่างชาตินั้นเป็นบิดาหรือมารดา บิดาหรือมารดา คนต่างชาติต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่าเดือนละ 40,000 บาท หรือต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบ 1 ปี กรณีคนต่างชาติเป็นบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรส อยู่ในความอุปการะบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรสนั้นต้องยังไม่ได้สมรสและอยู่อาศัยเป็นส่วนแห่งครัวเรือนนั้น และต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ มีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างชาติกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย กรณีเป็นคู่สมรสนั้นต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย วีซ่า Non-O (Retirement) คนต่างชาติต้องได้รับการตรวจลงตรา ประเภทคนอยู่ชั่วคราวมีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปมีหลักฐานการมีเงินได้ไม่น้อยกว่า เดือนละ 65,000 บาท ณ วันยื่นคำขอมีเงินฝากในธนาคารในประเทศไทย (ประเภทออมทรัพย์ธรรมดา / ประจำ) และเงินคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 60 วัน ไม่น้อยกว่า 800,000 บาท เฉพาะในปีแรกให้แสดงบัญชีเงินฝากโดยมีเงินจำนวนดังกล่าวฝากอยู่ในบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 วัน หรือ มีเงินได้ในรอบปี และมีเงินฝากธนาคาร คำนวณรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 800,000 บาท นับถึงวันยื่นคำขอ Work Permit ต้องมีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ และมีวีซ่าที่ถูกต้องสำหรับการทำงานในประเทศไทย เช่น วีซ่าประเภท B หรือวีซ่าประเภทอื่นที่สามารถทำงานได้มีสัญญาจ้างงานจากนายจ้างหรือสถานประกอบการในประเทศไทย พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างงานอย่างชัดเจนมีคุณสมบัติและประสบการณ์ตรงตามตำแหน่งที่จะทำงาน เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องมีใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลที่ทางการรับรอง รับรองว่าไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงไม่มีประวัติการกระทำความผิดอาญาร้ายแรงหรือผิดกฎหมายคนเข้าเมืองชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงานตามที่ทางการกำหนด วีซ่า Non-B ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานต้องมีวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่ขอบริษัทที่ต้องการจ้างชาวต่างชาติชาวต่างชาติต้องมีเงินเดือนตามที่กฎหมายกำหนดบริษัทท่ีต้องการจะจ้างต่างชาติต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ต่อการจ้างชาวต่างชาติ 1 คน บริษัทต้องมีความมั่นคงทางธุรกิจ และต้องมีการประกอบการจริงและต่อเนื่องอัตราส่วนจำนวนพนักงานคนไทยกับคนต่างด้าวในบริษัท ต้องมีพนักงานคนไทย 4 คนต่อการจ้างต่างชาติ 1 คนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ชาติ 1 คนหมายเหตุ:หลังจากได้รับวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa “B” (Non-B) 1 ปีแล้ว ชาวต่างชาติจะต้องไปรายงานตัวเพื่อแจ้งเกี่ยวกับที่พักอาศัยที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเขตพื้นที่ทุกๆ 90 วันในกรณีที่เดินทางออกนอกประเทศก่อนครบกำหนด เมื่อเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ต้องไปรายงานตัวแจ้งที่พักอาศัยครั้งต่อไปเมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งสุดท้ายแม้วีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B (Non-B) จะมีอายุ 1 ปี แต่ชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีกแบบครั้งเดียว (Single-entry)ควรพึงระวัง เพราะวีซ่าทำงาน Non-Immigrant Visa B (Non-B) ที่ได้นั้นจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ถือวีซ่าเดินทางออกนอกประเทศไทย⭐ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้วีซ่าถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ ผู้ถือวีซ่าจะต้องยื่นขอเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีกครั้งที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท้องที่ก่อนเดินทางออกนอกประเทศไทย วีซ่า Non-O (Marriage)  กรณีคนต่างชาติสมรสกับหญิงไทย สามีชาวต่างชาติต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่า เดือนละ 40,000 บาท หรือเงินฝากในธนาคารในประเทศไทยคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 2 เดือน ไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบปี กรณีคนต่างชาตินั้นเป็นบิดาหรือมารดา บิดาหรือมารดา คนต่างชาติต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่าเดือนละ 40,000 บาท หรือต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบ 1 ปี กรณีคนต่างชาติเป็นบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรส อยู่ในความอุปการะบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรสนั้นต้องยังไม่ได้สมรสและอยู่อาศัยเป็นส่วนแห่งครัวเรือนนั้น และต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ มีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างชาติกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย กรณีเป็นคู่สมรสนั้นต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย วีซ่า Non-O (Retirement) คนต่างชาติต้องได้รับการตรวจลงตรา ประเภทคนอยู่ชั่วคราวมีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปมีหลักฐานการมีเงินได้ไม่น้อยกว่า เดือนละ 65,000 บาท ณ วันยื่นคำขอมีเงินฝากในธนาคารในประเทศไทย (ประเภทออมทรัพย์ธรรมดา / ประจำ) และเงินคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 60 วัน ไม่น้อยกว่า 800,000 บาท เฉพาะในปีแรกให้แสดงบัญชีเงินฝากโดยมีเงินจำนวนดังกล่าวฝากอยู่ในบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 วัน หรือ มีเงินได้ในรอบปี และมีเงินฝากธนาคาร คำนวณรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 800,000 บาท นับถึงวันยื่นคำขอ Work Permit ต้องมีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ และมีวีซ่าที่ถูกต้องสำหรับการทำงานในประเทศไทย เช่น วีซ่าประเภท B หรือวีซ่าประเภทอื่นที่สามารถทำงานได้มีสัญญาจ้างงานจากนายจ้างหรือสถานประกอบการในประเทศไทย พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างงานอย่างชัดเจนมีคุณสมบัติและประสบการณ์ตรงตามตำแหน่งที่จะทำงาน เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องมีใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลที่ทางการรับรอง รับรองว่าไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงไม่มีประวัติการกระทำความผิดอาญาร้ายแรงหรือผิดกฎหมายคนเข้าเมืองชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงานตามที่ทางการกำหนด ### Digital Tranformation - New DigitalTranformation Visit Site Visit Site ### Accounting Service - New AccountingServices Accounting & Bookkeeping - Monthly/Annual accounting- Preparation of documents for closing financial statement- Submission of financial statements- Filing of Value Added Tax (VAT)- Filing of withholding tax- Filing of specific business tax- Filing of mid-year tax- Filing of year-end tax Outsource Accountant บริการพนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพที่พร้อมช่วยดำเนินงานยามที่บริษัทขาดบุคลากรบัญชีเพื่อให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจตำแหน่ง หัวหน้าแผนกตำแหน่ง ลูกหนี้ตำแหน่ง เจ้าหนี Audit & Assurance ตรวจสอบตามมาตรฐาน (TFRS)ตรวจสอบความถูกต้องของงบแสดงสถานะการเงินตรวจสอบความถูกต้องของงบกำไรขาดทุนเซ็นรับรองงบการเงินตรวจสอบตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไปประเมินความเหมาะสมของหลักการบัญชีที่กิจการใช้เสนอข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่พบให้ทางผู้บริหารได้ทราบยื่นงบการเงินที่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย Accounting SoftwareImplementation GreenproKSP Group มีประสบการณ์ด้านบัญชีโดยตรงผ่านระบบโปรแกรมบัญชีบริษัทใหญ่มาหลายแห่งสามารถใช้ Software บัญชีได้คล่อง Tax Advisory บริการการวางแผนภาษี ให้คำแนะนำการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจอย่างมั่นใจวิเคราะห์ภาระทางภาษีลูกค้าคำนวนค่าใช้จ่ายทางภาษีนำเสนอวิธีแก้ไขปัญหาติดตามและสรุปผลการทำงาน Merger and Acquisition การวางแผนและการกำหนดยุทธศาสตร์:การค้นหาและการประเมิน:การจัดการข้อตกลงและการเจรจา:การตรวจสอบละเอียด (Due Diligence):การจัดการการเปลี่ยนแปลงและการบูรณาการ:การบริหารและการติดตามผล: ### Business Service - New BusinessServices Business Registration Limited Partnership          ห้างหุ้นส่วนจำกัดLimited Company              บริษัทจำกัดRepresentative Office       สำนักงานตัวแทนAssociation                         สมาคมValue Added Tax                ภาษีมูลค่าเพิ่มSocial Security                   ประกันสังคมChanging Registration      เปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน Business License Commercial Registration CertificateFood LicenseAlcohol LicenseSpa LicenseTobacco LicenseTourism LicenseSecurity Guard LicensePICO Finance LicenseAnd more… Visa & Work Permit Working Visa (Non - B)Marriage Visa (Non - O)Retirement Visa (Non - O)Work PermitBOI (Single Window)And more… Thailand Localization Board of InvestmentForeign Business LicenseForeign Business Certificate Find right foryour business Work with us ### รับทำบัญชี รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน บริษัท หจก. ทำบัญชีภาษาอังกฤษ บัญชีภาษาไทย เราคือ สำนักงานบัญชี ให้บริการทำบัญชี เน้นคุณภาพ มากด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปี บัญชีภาษาอังกฤษรับทำบัญชี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ เพื่อใช้ในการสรุปยอดปิดงบการเงิน สามารถปรับแผนการทำบัญชีให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าต่างชาติได้ ความเชื่อมั่นด้วยประสบณ์การด้านบริการทำบัญชี ครบวงจรให้กับธุรกิจต่างๆ มามากกว่า 200 บริษัท รวดเร็ว มีประสิทธิภาพด้วยประสบการณ์รับทำบัญชีมามากกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในด้านงานบัญชีทุกประเภท ครบจบในที่เดียวเรามีบริการด้านบัญชีครบวงจรตั้งแต่รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี วางระบบบัญี และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับบัญชี เพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำ บริการรับทำบัญชี ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ปิดงบการเงิน บริษัทและห้างหุ้นส่วน เราคือ สำนักงานบัญชี ที่ให้บริการ ทำบัญชี ทุกประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิตสินค้า ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจคลินิก ไม่ว่าจะเป็น คลินิกศัลยกรรม คลินิกเสริมความงาม สมาคม มูลนิธิ ธุรกิจอื่นๆ การันตีคุณภาพงาน บริหารงานโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต และมีทีมงานนักบัญชีมืออาชีพ ประสบการณ์สูง พร้อมให้บริการแก่ท่าน ขอบเขตงานบริการ ให้คำแนะนำเรื่องบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารทางบัญชีที่ถูกต้องให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาด้านบัญชีที่เกิดขึ้นกับกิจการบริการรับ-ส่งเอกสารงานด้านบัญชีตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร งานรับทำบัญชีจัดทำและยื่นเงินสมทบประกันสังคมประจำเดือนบันทึกบัญชีโดยโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปจัดทำสมุดรายวันที่เกี่ยวข้องปิดบัญชี ส่งงบการเงินรายเดือนจัดทำรายละเอียด (Detail) ประกอบงบการเงินปิดบัญชีสิ้นปี จัดทำรายงานทางการเงินยื่นงบการเงิน, สบช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน), บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บอจ.5 งานภาษีจัดทำและยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เช่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53, ภ.ง.ด. 54จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ประจำเดือนจัดทำและยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 (VAT)จัดทำและยื่น ภ.พ.36จำทำและยื่นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40)จัดทำประมาณการและยื่น ภ.ง.ด.51(แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กลางปี)จัดทำและยื่น ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) บริการครบทุกขั้นตอน ทำบัญชี ยื่นภาษี ปิดงบ ตรวจสอบบัญชี นำส่งงบการเงิน จบในที่เดียวมีผู้ทำบัญชีขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัณชีให้มีผู้ตรวจสอบบัญชี ที่มีประสบการณ์สูงให้คำแนะนำ ปรึกษาช่วยแก้ปัญหา ด้านบัญชี และภาษีช่วยเป็นตัวแทนเข้าพบกรมสรรพากร (กรณีที่มีปัญหาด้านภาษี) 1. ทำบัญชี รับทำเอกสาร ตรวจสอบ ติดตามเอกสาร 2. ยื่นภาษี ภาษี หัก ณ ที่จ่าย, VAT ประกันสังคม 3. บันทึกบัญชี ปิดงบ รายเดือน รายไตรมาส รายปี จัดทำ Detail ประกอบงบ 4. ตรวจสอบบัญชี สิ้นรอบบัญชี เซ็นต์รับรองงบ 5. นำส่งงบ สบช.3, บอจ.5, ภ.ง.ด. 50 ยื่น e-Filing ค่าบริการทำบัญชีที่เหมาะสมประมาณเท่าไหร่ ? สำหรับ ค่าบริการทำบัญชี ที่เหมาะสมนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ ปริมาณรายการค้าความซับซ้อนของธุรกิจ โดยทั่วไปแล้ว ราคาทำบัญชี ของแต่ละที่จะแตกต่างกันไป โดยรวมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ราคาเริ่มต้น ประมาณ 2,500 บาท หากมีรายการค้าน้อยหรือไม่มีรายการค้าเลยราคาอาจรับเหมาเป็นรายปี สำหรับธุรกิจขนาดกลางราคาก็จะหลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ซึ่งขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างสำนักงานบัญชี กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถโทรสอบถามรายละเอียดเรื่องราคาก่อนได้อัตราค่าบริการทำบัญชีรายเดือนของเรา (รวมค่าทำและยื่นภาษี ประกันสังคม)*หมายเหตุ : ราคาในทำบัญชีขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของธุรกิจ**หมายเหตุ : รายการค้าที่เกิดขึ้น เช่น บิลใบเสร็จ, บิลซื้อ, บิลขาย เป็นต้น นับเป็น เอกสาร 1 บิล แพ็กเกจ ปริมาณเอกสาร/เดือน ค่าบริการ/บาท S 1 - 10 บิล 2,500 S 1 - 20 บิล 3,000 S 1 - 30 บิล 3,500 M 1 - 40 บิล 4,000 M 1 - 50 บิล 5,000 M 1 - 70 บิล 6,000 L 1 - 100 บิล 7,000 L 1 - 130 บิล 9,500 L 1 - 160 บิล 11,500 กรณีมีจำนวนบิลมากกว่านี้หรือ ทำบัญชีภาษาอังกฤษ ติดต่อเรา ติดต่อเรา คำถามที่พบบ่อย ประเมินราคาอย่างไร ? ราคาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ปริมาณเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ ทั้งนี้ลูกค้าทุกท่านจะได้รับราคาที่เหมาะสมกับปริมาณงาน มีบริการรับส่งเอกสารไหม ? ปกติแล้วลูกค้าจะเป็นคนส่งเอกสารทางไปรษณีย์มาให้สำนักงาน สำหรับในเขตกรุงเทพฯ ก็จะมีลูกค้าบางท่านนำเอกสารมาส่งที่ Office ในเขตกรุงเทพฯหากลูกค้าท่านไหนไม่สะดวกในการจัดส่งเอกสารสามารถแจ้งทางเราได้ เราสามารถจัดหาคนรับส่งเอกสารให้ได้สำหรับในต่างจังหวัดลูกค้าเป็นผู้ส่งเอกสารทางไปรษณีย์มาให้เรา นอกจากนี้แล้วเนื่องจากเรามีแฟรนไชส์ที่อยู่ในต่างจังหวัด จึงทำให้การรับส่งเอกสารสะดวกมากขึ้นด้วย รับตรวจสอบบัญชีด้วยไหม ? ใช่! นอกจากรับทำบัญชีแล้วเรายังให้บริการรับตรวจสอบบัญชีด้วย เนื่องจากบริษัทเรามีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต เป็นผู้บริหาร จึงทำให้ท่านไม่ต้องหาผู้ตรวจสอบบัญชีเมื่อถึงตอนสิ้นปี ท่านสามารถใช้บริการตรวจสอบบัญชีกับเราได้เลย รับวางระบบบัญชีด้วยไหม ? ใช่! เราให้บริการวางระบบบัญชีด้วย เรานำระบบบัญชีที่มีคุณภาพที่จะช่วยควบคุมข้อมูลภายในให้ถูกต้องครบถ้วน ทันต่อการบริหาร และเรายังมีโปรแกรมบัญชี ERP ใช้งานแบบ Online บน Cloud ทำงานได้ทุกที่ เป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาเหมาะสม เพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าใช้ในองค์กรของท่าน เพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรเพื่อก้าวนำคู่แข่งอย่างรวดเร็ว มีบริการเป็นตัวแทนเข้าพบกรมสรรพากรไหม ? สำหรับลูกค้าที่ทำบัญชีกับเรา เราเป็นตัวแทนช่วยเข้าพบกรมสรรพากร ในกรณีที่ท่านมีปัญหาด้านบัญชีภาษี เพื่อช่วยให้คำแนะนำเป็นตัวแทน เจรจาหาข้อยุติทางด้านภาษี ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้ประกอบการ ทำบัญชีกับเราปัญหาด้านภาษีจะหมดไปใช่ไหม ? ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานในด้านบัญชี ภาษี กว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญ เมื่อลูกค้าทำบัญชีกับเรา สิ่งที่ไม่ถูกต้องเราจะให้คำแนะนำพร้อมวิธีการแก้ปัญหา ทำให้ท่านมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านบัญชี ภาษี และค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ติดต่อสอบถาม - ขอใบเสนอราคา มีข้อสงสัย เกี่ยวกับการให้บริการ หรือประเภทธุรกิจโปรดติดต่อเรา หากต้องการร่วมงานกับเราโปรดกรอกใบเสนอราคา ติดต่อสอบถาม ขอใบเสนอราคา ### บริการ บัญชีและภาษี บริการบัญชีและภาษี บริการด้านบัญชีและภาษีพร้อมดูแลตั้งแต่เริ่มต้น จนจบขั้นตอนการทำงาน ติดต่อสอบถาม บริการบัญชีและภาษี บริการด้านบัญชีและภาษี พร้อมให้บริการตั้งแต่จนจบ รับวางระบบบัญชี วางแผนภาษี ปิดงบการเงิน ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี มั่นใจความรวดเร็วและแม่นยำในการทำข้อมูล บริการบัญชี Outsource สำหรับผู้ต้องการงานเร่งด่วน พนักงานขาด พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำด้านบัญชีแล้วภาษี จากมืออาชีพที่มีประสบการณ์กว่า 28 ปี ติดต่อเรา https://youtu.be/YaYjJ5DOx9shttps://youtu.be/tlHB5lnwOCA บริการด้านบัญชีและภาษี บริการครบจบในที่เดียว พร้อมดูแล และให้คำปรึกษาเรื่องบริการบัญชีและภาษี รับทำบัญชี บริการรับทำบัญชีภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ ยื่นภาษี ปิดงบการเงิน รวมถึงแนะนำแนวทางการปรับปรุงแก้ไขด้านบัญชีภาษีเพื่อให้การดำเนินงานภายในกิจการของท่านมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเพิ่มเติม บัญชี OUTSOURCE บริการพนักงานบัญชี Outsource รายวัน เข้าทำงานที่บริษัทลูกค้าหรือ WFH ได้ ในตำแหน่ง AR, AP, GL,ผู้จัดการฝ่ายบัญชี รวมถึงจัดระบบงานบัญชี เป็นต้น ข้อมูลเพิ่มเติม รับปิดงบการเงิน ปิดงบการเงินรายเดือน/รายปี บันทึกบัญชี จัดทำเอกสารประกอบ ตลอดจนนำส่งงบการเงินกับสรรพากร ข้อมูลเพิ่มเติม รับวางระบบบัญชี บริการวางระบบบัญชี ซื้อ/ขาย/จ่าย/รับ วิธีการบันทึกบัญชี การจัดเก็บข้อมูลการเงิน เพื่อกำหนดรูปแบบธุรกิจและวางแผนระบบงาน ข้อมูลเพิ่มเติม รับวางแผนภาษี บริการวางแผนภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ลดความเสี่ยง ธุรกิจดำเนินการด้านภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลเพิ่มเติม ที่ปรึกษาบัญชี บริการที่ปรึกษาด้านบัญชีทุกประเภทธุรกิจไม่ว่าจะมีความซับซ้อนมากเพียงใด เพื่อให้การจัดทำข้อมูลบัญชีเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง ข้อมูลเพิ่มเติม ที่ปรึกษาภาษี บริการที่ปรึกษาด้านภาษี ให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาด้านภาษีตามข้อกำหนดของกฎหมายและปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรอย่างถูกต้อง ข้อมูลเพิ่มเติม ทำไมต้องเลือก Greenpro KSP รวดเร็ว Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. แม่นยำ Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. ปลอดภัย Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. สะดวก Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. บริการประทับใจ ด้วยทีมงานมืออาชีพ ยินดีให้คำปรึกษา! ติดต่อเรา ขอใบเสนอราคา ลูกค้าที่ไว้วางใจ คำถามที่พบบ่อย ประเมินราคาอย่างไร ? ราคาจะแตกต่างกับไปขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ปริมาณเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ ทั้งนี้ลูกค้าทุกท่านจะได้รับราคาที่เหมาะสมกับปริมาณงาน มีบริการรับส่งเอกสารไหม ? ปกติแล้วลูกค้าจะเป็นคนส่งเอกสารทางไปรษณีย์มาให้สำนักงาน สำหรับในเขตกรุงเทพฯ ก็จะมีลูกค้าบางท่านนำเอกสารมาส่งที่ Office ในเขตกรุงเทพฯหากลูกค้าท่านไหนไม่สะดวกในการจัดส่งเอกสารสามารถแจ้งทางเราได้ เราสามารถจัดหาคนรับส่งเอกสารให้ได้สำหรับในต่างจังหวัดลูกค้าเป็นผู้ส่งเอกสารทางไปรษณีย์มาให้เรา นอกจากนี้แล้วเนื่องจากเรามีแฟรนไชส์ที่อยู่ในต่างจังหวัด จึงทำให้การรับส่งเอกสารสะดวกมากขึ้นด้วย รับตรวจสอบบัญชีด้วยไหม ? ใช่! นอกจากรับทำบัญชีแล้วเรายังให้บริการรับตรวจสอบบัญชีด้วย เนื่องจากบริษัทเรามีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต เป็นผู้บริหาร จึงทำให้ท่านไม่ต้องหาผู้ตรวจสอบบัญชีเมื่อถึงตอนสิ้นปี ท่านสามารถใช้บริการตรวจสอบบัญชีกับเราได้เลย รับวางระบบบัญชีด้วยไหม ? ใช่! เราให้บริการวางระบบบัญชีด้วย เรานำระบบบัญชีที่มีคุณภาพที่จะช่วยควบคุมข้อมูลภายในให้ถูกต้องครบถ้วน ทันต่อการบริหาร และเรายังมีโปรแกรมบัญชี ERP ใช้งานแบบ Online บน Cloud ทำงานได้ทุกที่ เป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาเหมาะสม เพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าใช้ในองค์กรของท่าน เพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรเพื่อก้าวนำคู่แข่งอย่างรวดเร็ว มีบริการเป็นตัวแทนเข้าพบกรมสรรพากรไหม ? สำหรับลูกค้าที่ทำบัญชีกับเรา เราเป็นตัวแทนช่วยเข้าพบกรมสรรพากร ในกรณีที่ท่านมีปัญหาด้านบัญชีภาษี เพื่อช่วยให้คำแนะนำเป็นตัวแทน เจรจาหาข้อยุติทางด้านภาษี ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้ประกอบการ ทำบัญชีกับเราปัญหาด้านภาษีจะหมดไปใช่ไหม ? ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานในด้านบัญชี ภาษี กว่า 25 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญ เมื่อลูกค้าทำบัญชีกับเรา สิ่งที่ไม่ถูกต้องเราจะให้คำแนะนำพร้อมวิธีการแก้ปัญหา ทำให้ท่านมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านบัญชี ภาษี และค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ### บทความ (ภาษี) ### บทความ (บัญชี) ### จดทะเบียนสมาคมการค้า รับจดทะเบียนสมาคมการค้า ก่อนจะอธิบายถึงรายละเอียการรับจดทะเบียนสมาคมการค้า ทางเราขออธิบายถึงความหมายของสมาคมการค้าก่อน คือ สถาบันที่บุคคลหลายคน ซึ่งทำธุรกิจทางการค้าหรืออุตสาหกรรมหรือการเงินหรือทางการประมงหรือทางเกษตรกรรมหรือธุรกิจด้านอื่นๆ ร่วมกันทำการจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมกันในการประกอบวิสาหกิจ ซึ่งไม่เป็นการแสวงหาผลกำไรหรือนำรายได้แบ่งปันกัน  โดยสมาชิกของสมาคมการค้า สามารถทำเรื่องยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อสมาคมการค้า ในการขอตรวจสอบกิจการและทรัพย์สินของสมาคมได้ รายละเอียดการจดทะเบียนสมาคมการค้า การรับจดทะเบียนทะเบียนสมาคมการค้าของเรา ลูกค้าต้องมีชื่อของสมาคมที่เป็นอักษรภาษาไทย แต่จะมีอักษรภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และต้องมีป้ายชื่อสมาคมซึ่งเห็นได้ชัดเจนติดไว้ที่สำนักงานที่ตั้งสมาคม ต้องมีผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคมอย่างน้อย 3 คน ร่วมกันจัดตั้งสมาคมการค้า โดยทั้งนี้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจประเภทเดียวกัน หรือ วิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกัน และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจประเภทเดียวกันนั้น สมาคมการค้าต้องมีข้อบังคับของสมาคม ซึ่งต้องมี ชื่อสมาคม วัตถุประสงค์ ที่ตั้งสำนักงาน วิธีรับสมาชิก สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก และการให้ออกจากสมาชิก การดำเนินกิจการของสมาคมการค้า การตั้งกรรมการ การออกจากตำแหน่งของกรรมการ การประชุมของกรรมการ และการประชุมใหญ่ สมาคมการค้าต้องมีคณะกรรมการทำหน้าที่ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนของสมาคมการค้าในการทำกิจการกับบุคคลภายนอก โดยทั้งนี้คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้ทำการแทนก็ได้ เอกสารที่ใช้ในการรับจดทะเบียนสมาคมการค้า แบบคำขออนุญาตจัดตั้งสมาคมการค้า รายการขออนุญาตและจดทะเบียน ข้อบังคับของสมาคมการค้า หนังสือรับรองความประพฤติของผู้เริ่มก่อการในการจัดตั้งสมาคม สำเนาหนังสือแสดงสิทธิการใช้สถานที่จัดตั้ง ได้แก่หนังสือยินยอมใช้สถานที่ สัญญาเช่า หลักฐานการเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจของผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคม ได้แก่หนังสือรับรองการจัดตั้งบริษัท แผนที่แสดงที่ตั้งสมาคม รูปถ่ายสมาคม หนังสือมอบอำนาจที่เราใช้ในการรับจดทะเบียนสมาคมการค้า โดยสมาคมการค้าที่ได้รับการจัดตั้งจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีสิทธิ และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะทำการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป หน้าที่ของสมาคมการค้า สมาคมการค้าต้องจัดทำทะเบียนสมาชิกเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของสมาคม และส่งมอบสำเนาทะเบียนสมาชิกให้แก่นายทะเบียนสมาคมการค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมการค้า โดย เมื่อสมาคมมีสมาชิกใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทะเบียนสมาชิก สมาคมการค้าต้องส่งสำเนาทะเบียนสมาชิกใหม่ให้แก่ นายทะเบียนสมาคมการค้า ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง สมาคมการค้าต้องมีการจัดประชุม เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดแรก เพื่อดำเนินกิจการและเป็นตัวแทนของสมาคม ในการทำกิจการที่กี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก โดยเมื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคมแล้ว ต้องดำเนินการไปยื่นจดทะเบียน ต่อนายทะเบียนสมาคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เลือกตั้งคณะกรรมการ ในกรณีที่มีการเลือกตั้งหรือเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่ จะต้องนำไปจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันตั้งหรือเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่ ในกรณีที่มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคม จะต้องนำไปยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน ทั้งนี้นับแต่วันที่ประชุมใหญ่ลงมติให้แก้ไขข้อบังคับของสมาคม สมาคมต้องดำเนินการจัดทำงบดุลอย่างน้อยจำนวนหนึ่งครั้งทุกรอบระยะเวลาสิบสองเดือน ซึ่งจะถือว่าเป็นรอบปีในทางบัญชี ซึ่งต้องทำการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และนำงบที่ตรวจสอบแล้วแล้วเสนอเพื่ออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่สิ้นปีทางบัญชี สมาคมต้องดำเนินการจัดทำรายงานประจำปีเพื่อแสดงผลการดำเนินกิจการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในคราวที่เสนองบดุล และจัดส่งสำเนารายงานกับงบดุลไปยังนายทะเบียนภายใน 30 วันทั้งนี้นับแต่วันที่มีการประชุมใหญ่ ในกรณีที่มีการเลิกสมาคมการค้า สมาคมจะต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เกิดมีเหตุที่ทำให้เลิก บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด 43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120 มือถือ : 085 067 4884 LINE ID : @greenproksp E-mail : info.th@greenproksp.com ### Add LINE Accounting service ### Home - ไทย ### Services "Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit sed." Rebecca Wood Marketing Director Bigger, Faster And More Profits Phasellus dignissim, tellus in pellentesque mollis, mauris orci dignissim nisl, id gravida nunc enim quis nibh. Maecenas convallis eros a ante dignissim, vitae elementum metus facilisis cras in maximus sem.Praesent libero augue ornare eget quam sed, volutpat suscipit arcu duis ut urna commodo commodo tellusac. Find out more What Services We Offer Maecenas interdum lorem eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse aliquet tincidunt enim viverra suspendisse. Development Maecenas interdum eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse. Learn More Corporate Strategy Habitasse porttitor dictumst vestibulum rhoncus pellentesque elit ullamcorper dignissim. Learn More Process Excellence Neque aliquam vestibulum morbi blandit cursus risus at ultrices turpis nunc eget lorem. Learn More Advanced Analytics Maecenas interdum eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse. Learn More Automation Habitasse porttitor dictumst vestibulum rhoncus pellentesque elit ullamcorper dignissim. Learn More Implementation Neque aliquam vestibulum morbi blandit cursus risus at ultrices turpis nunc eget lorem. Learn More Marketing Optimization Maecenas interdum eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse. Learn More Business Ventures Habitasse porttitor dictumst vestibulum rhoncus pellentesque elit ullamcorper dignissim. Learn More Business Strategy Neque aliquam vestibulum morbi blandit cursus risus at ultrices turpis nunc eget lorem. Learn More Best Reasons To Choose Our Services Nulla eleifend pulvinar purus, molestie euismod odio imperdiet amet erat nec nibh rhoncus varius in non lorem pretium viverra suspendisse. 0 + Years of Experience 0 k+ Happy Clients 0 % Satisfaction Laurel Miller Marketing Agency Director  5/5 Aenean sed nibh a magna posuere tempor. Nunc faucibus pellentesque nunc in aliquet donec congue nunc vel tempor congue. Randy Wallace Design Bureau Director  5/5 Donec congue, nunc vel tempor congue, enim sapien lobortis ipsumin volutpat sem ligula. Nunc purus est, consequat condimentum. We Can Inspire And Transform Your Business Maecenas interdum lorem eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse aliquet tincidunt enim. Project Management Tools Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit sedudo. Software Proposal Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit sedudo. Cloud Automation Architecture Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit sedudo. $999 Automation Business Strategy Corporate Strategy Advanced Analytics Marketing Optimization Get started Work Process Maecenas interdum lorem eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse aliquet tincidunt enim. Nunc Scelerisque ViverraQuisque sagittis purus sit amet. Neque aliquam vestibulum morbi blandit cursus risus at ultrices. Tincidunt Eget NullamQuisque sagittis purus sit amet. Neque aliquam vestibulum morbi blandit cursus risus. Libero Consequat InterdumQuisque sagittis purus sit amet. Neque aliquam vestibulum morbi blandit at ultrices. Have A Business Idea In Your Mind? Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. More information Let’s get started ### About Us Meet our Team Business Consulting Fusce at nisi eget dolor rhoncus facilisis. Mauris ante nisl consectetur et luctus porta dolor curabitur ultricies ultrices nulla mattis vulputate amet cursus.Cras eu elit congue, placerat dui tincidunt. Nulla leo elit, pharetra bibendum justo quis, cursus consectetur eratnec posuere. What You Need To Know About Our Company Praesent libero augue ornare eget quam sed, volutpat suscipit arcu duis ut urna commodo commodo tellusac.Phasellus dignissim, tellus in pellentesque mollis, mauris orci dignissim nisl, id gravida nunc enim quis nibh. Maecenas convallis eros a ante dignissim, vitae elementum metus facilisis cras in maximus sem. Find out more Align Costs With Strategy And Focus On Growth Phasellus dignissim, tellus in pellentesque mollis, mauris orci dignissim nisl, id gravida nunc enim quis nibh. Maecenas convallis eros a ante dignissim, vitae elementum metus facilisis cras in maximus sem. Learn More Why Choose Us Nulla eleifend pulvinar purus, molestie euismod odio imperdiet amet erat nec nibh rhoncus varius in non lorem pretium viverra suspendisse. 24/7 Customer Support Lorem ipsum dolor sit amet consectetur adipiscing elit nunc quis risusmi. 538 Projects Completed Lorem ipsum dolor sit amet consectetur adipiscing elit nunc quis risusmi. 40 Offices Worldwide Lorem ipsum dolor sit amet consectetur adipiscing elit nunc quis risusmi. Latest News Maecenas interdum lorem eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse aliquet tincidunt enim.บัญชีภาษี การทำธุรกิจ, บัญชีความผิดพลาดทางบัญชีที่พบบ่อยช่วงตรวจสอบสิ้นปีความผิดพลาดทางบัญชีที่มักเจอตอนตรวจสอบสิ้นปี การตรวจสอบบัญชีสิ้นปี เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกบริษัทต้องทำและต้องยื่นงบการเงินต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ กรมสรรพากร การตรวจสอบบัญชีจึงไม่ใช่แค่เพื่อให้ผู้สอบบัญชีลงนาม แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยยืนยันความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน แต่บ่อยครั้งในการตรวจสอบสิ้นปี ผู้สอบบัญชีมักพบ “ความผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งหากไม่แก้ไข อาจส่งผลให้ 1. ความผิดพลาดด้านรายได้  1.1 การบันทึกรายได้ก่อนเกิดขึ้นจริง ตัวอย่าง: บริษัทขายเครื่องจักร 1 ล้านบาท วันที่ 28 ธันวาคม แต่ยังไม่ส่งของให้ลูกค้า : แต่บันทึกรายได้ทันที จึงทำให้ยอดขายสูงเกินจริง 1.2 การไม่บันทึกรายได้ค้างรับ 2. ความผิดพลาดด้านค่าใช้จ่าย  2.1 การไม่บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued… Greenpro_KSP08/10/2025การทำธุรกิจ, บัญชีภาษี การทำธุรกิจถ้าใช้บ้านหรือที่ดินเป็นสถานประกอบการโดยไม่คิดค่าเช่าจะมีผลอะไรไหม?ใช้บ้านเป็นออฟฟิศโดยไม่คิดค่าเช่าได้ไหม? ได้ แต่บริษัทจะไม่มีค่าใช้จ่ายค่าเช่า และเจ้าของต้องเสียภาษีที่ดิน Greenpro_KSP07/10/2025การทำธุรกิจ, บัญชีภาษี การทำธุรกิจความรับผิดชอบทางกฎหมายของบริษัทและหจก.เปรียบเทียบความรับผิดชอบทางกฎหมายของ บจก. และ หจก. โดยเฉพาะความรับผิดต่อหนี้สินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Greenpro_KSP05/10/2025 Have A Business Idea In Your Mind? Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. More information Let’s get started ### Contact Us Contact Us "Integer at faucibus nullam condimentum leo id elit sagittis auctor. Curabitur elementum nunc." Brandon Fisher Financial Consultant Expert Book Appointment [wpforms id="359" title="false" description="false"] Frequently Asked Questions Praesent libero augue ornare eget quam sed, volutpat suscipit arcu duis ut urna commodo commodo tellusac. Find out more What does business consulting do? Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Id velit ut tortor pretium viverra suspendisse. What industries do you specialize in? Feugiat nisl pretium fusce id velit ut. Habitasse platea dictumst vestibulum rhoncus est pellentesque elit ullamcorper dignissim. Nunc scelerisque viverra mauris in aliquam sem fringilla ut morbi. Amet mattis vulputate enim nulla aliquet porttitor. How does the process work? Quisque sagittis purus sit amet. Neque aliquam vestibulum morbi blandit cursus risus at ultrices. Vel turpis nunc eget lorem. Senectus et netus et malesuada fames ac turpis. Nunc eget lorem dolor sed. Our Offices Maecenas interdum lorem eleifend orci aliquam mollis aliquam non rhoncus magna suspendisse aliquet tincidunt enim. Mohr Cliffs58118 Mohr Cliffs Port, Port Gerdafort, Anguilla (0123) 456-7890info@company.com Mireille Curve959 Mireille CurveLake West RudybergSlovenia (0123) 456-7890info@company.com Keeley Avenue989 Keeley AvenueNew NoemieburyMonaco (0123) 456-7890info@company.com Have A Business Idea In Your Mind? Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. More information Let’s get started ### นโยบายความเป็นส่วนตัว Greenpro KSP Group (บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด) เรามีความตระหนักถึงความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การได้มา การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการระบุตัวบุคคลไม่ว่าจะได้โดยตรง หรือโดยอ้อม เราตระหนักถึงความสำคัญและมีนโยบายการได้มา และการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ที่เคารพต่อกฎหมาย และสิทธิของเจ้าของข้อมูล เราได้มีการจัดทำนโยบายการใช้งานเว็บไซต์  www.greenproksp.com รวมถึงนโยบายนโยบายความเป็นส่วนตัว | นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร? “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม ข้อ 1.ข้อมูล: ชื่อ นาม สกุล ชื่อเล่น อายุ วัน/เดือน/ปีเกิด เลขประจำตัวประชาชนข้อ 2.ข้อมูล: ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เบอร์โทร อีเมล LINE ID, Facebook Profileข้อ 3.ข้อมูล: บัญชีผู้ใช้งาน บัญชีการสมัครสมาชิก ประวัติการใช้งาน ประวัติการสั่งซื้อ ข้อมูลการโอนเงิน (หลักฐานการโอนเงิน)ข้อ 4.ข้อมูล: IP address, Cookie ID, Browser Cache ประวัติการใช้งานเว็บไซต์ ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ (Location)ข้อ 5.ข้อมูล: รูปภาพ ภาพถ่าย Video และข้อมูลอื่นที่ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท ประเภทข้อมูลบ่งชี้ระบุตัวตน และข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคล เราใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมตามข้อ 1,2,3,และ 5 เช่น ข้อมูล ชื่อ นาม สกุล ชื่อเล่น อายุ วัน/เดือน/ปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน เป็นต้น ใช้เพื่อให้บริการ หรือเพื่อเป็นข้อมูลที่ใช้ภายในองค์กร และเป็นข้อมูลสำหรับการติดต่อ ส่งสินค้าหรือบริการ ประกอบกับการใช้เพื่อประสานงานด้านบริการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานราชการ และเอกชน ประเภทด้านเทคนิค (ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์) เราใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมตามข้อ 4 เช่น IP address, Cookie ID, Browser Cache เพื่อวิเคราะห์ (Analysis) เพื่อด้านการตลาด รวมถึงการนำเสนอสินค้าหรือบริการ การแสดงโฆษณาไปยังท่าน แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล • ผ่านการใช้แบบฟอร์มการส่งอีเมลผ่านหน้าเว็บไซต์ของเรา• ผ่านการกรอกข้อมูลในฟอร์มเอกสารต่างๆ ของเรา• ผ่านการส่งเอกสารข้อมูลระบุตัวตนให้กับเรา• ผ่านการกรอกแบบสอบถามของเรา• ผ่านการส่งข้อมูลในการซื้อสินค้า หรือใช้บริการกับเรา• ผ่านการติดต่อ ข้อความทาง LINE บนหน้าเว็บไซต์ของเรา• ผ่านการระบุการดึงตำแหน่ง location ผ่านเว็บไซต์ของเรา• ผ่านการใช้ปุ่มติดต่อบนเว็บไซต์ เช่น ปุ่มแชท/โทร/ส่งอีเมลผ่านหน้าเว็บไซต์ของเรา• ผ่านการใช้ปุ่มติดต่อบนเว็บไซต์ เช่น ปุ่มแชท Facebook• ผ่านการส่งอีเมลโดยตรงผ่านอีเมลที่ระบุไว้ของเรา• ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ ได้รับเป็นเอกสารถึงเรา• ผ่านทางการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ของเรา ผ่านทาง browser’s cookies ของท่าน การโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ ข้อมูลส่วนบุคคลที่เราได้รับผ่านการใช้งานหน้าเว็บไซต์ เมื่อมีการกดยอมรับในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีฐานการเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการบุคคลที่สามในต่างประเทศ ดังนี้ 1.การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในทางเทคนิค เรามีการใช้เครื่องมือ Google Analytics ในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งเป็นบริการจากทาง Google และ IP หรือคุกกี้เกี่ยวข้องกับการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ จะถูกส่งและจัดเก็บโดยเซิร์ฟเวอร์ Google ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ในการรวบรวมข้อมูลส่งไปยัง Google Analytics เรามีการรวบรวบแบบ IP Anonymization (การทำให้ที่อยู่ IP ไม่ระบุชื่อ) ซึ่งจะเป็นการทำให้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมนโยบายความเป็นส่วนตัวและข้อกำหนด วิธีที่ Google ใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หรือแอปที่ใช้บริการของเราเว็บไซต์หรือแอปที่ใช้บริการhttps://policies.google.com/technologies/partner-sites 2.การได้รับข้อมูลผ่านทางอีเมลผ่าน/แบบฟอร์มการส่งอีเมล เรามีการใช้บริการ Google Workspace จากผู้ให้บริการ Google / และระบบอีเมล Gmail จากทาง Google ข้อมูลส่วนตัวจะถูกส่งและจัดเก็บโดยเซิร์ฟเวอร์ Google ในต่างประเทศ โดยผู้ให้บริการ Google มีระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการป้องกันที่เพียงพอ และส่วนการเข้าถึงควบคุมอีเมลที่ใช้จะถูกจัดการโดยเราผู้ใช้งานบัญชีอีเมลนั้น สามารถศึกษาขอมูลนโยบายความเป็นส่วนตัวของ GOOGLE ได้ที่ https://policies.google.com/?hl=th สิทธิของเจ้าของข้อมูล ท่านมีสิทธิในการดำเนินการดังต่อไปนี้(1) สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ: การรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดจะเปิดเผยให้ใครบ้าง(2) สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล: ที่เกี่ยวกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม(3) สิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้(3.1) ขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ(3.2) ขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่โดยสภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้(4) สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน(5) สิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการลบ หรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้(6) สิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้(7) สิทธิร้องเรียน: คุณมีสิทธิร้องเรียนเกี่ยวกับการฝ่าฝืนไม่ปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่อหน่วยงานที่มีอำนาจในทางกฎหมาย นโยบาย Cookies และ Cache Cookies (คุกกี้) คุกกี้เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก มักเข้ารหัสไฟล์ข้อความ ซึ่งอยู่ใน browser directories ใช้เพื่อช่วยให้ผู้เข้าเว็บไซต์ใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำหน้าที่บางอย่างเพื่อช่วยในการทำงานของเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของ Cookies ได้จาก https://www.allaboutcookies.org เราใช้ Cookies อย่างไร? เราใช้ Cookies เพื่อการบันทึกจัดเก็บการเข้าชมเว็บไซต์ ผ่าน Cookies หรือ เทคโนโลยีที่ใกล้เคียง และเราใช้ Cookies เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประสิทธิ์ภาพในการเข้าถึงบริการ การนำเสนอสินค้าและบริการ รวมถึงนำการพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับการใช้งาน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเภทของ Cookies ที่เราใช้? คุกกี้พื้นฐานที่จำเป็น: ใช้ในการกำหนดค่าต่างๆ ให้เว็บไซต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อผู้ช้านงานเว็บไซต์ รวมถึงจดจำสิ่งที่ลูกค้าเลือก และเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เมื่อท่านเข้าเว็บไซต์อีกครั้งคุกกี้ด้านการวิเคราะห์ และ คุกกี้ด้านการตลาด: ใช้ในการจดจำสิ่งที่ลูกค้าเคยเยี่ยมชม การเข้าใช้งานหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ใช้เพื่อการรวบรวมความสนใจในสินค้าและบริการของท่าน และนำเสนอสินค้าบริการที่ท่านสินใจ หรือ สื่อโฆษณาที่เกี่ยวของเพื่อให้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้งาน Cache Cache คืออะไร? แคช (อังกฤษ: cache) คือส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการใช้งานครั้งต่อไปโดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากต้นแหล่งอีกครั้ง นิยมใช้เมื่อเรียกข้อมูลจากต้นแหล่งได้ยาก เมื่อแคชถูกสร้างขึ้น การเรียกใช้ข้อมูลในครั้งต่อไปจะถูกอ่านข้อมูลจากแคช แทนที่จะอ่านข้อมูลจากต้นฉบับหรือต้นแหล่งเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงการเพิ่มความเร็วในการเรียกใช้งาน แคชนิยมใช้เมื่อรูปแบบการใช้ข้อมูลมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันและมีการใช้ซ้ำบ่อยครั้ง เราใช้ Cache อย่างไร? 1.เราใช้ Cache System เพื่อเก็บข้อมูลในส่วนของเว็บไซต์ไว้ยัง เบราว์เซอร์ เมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ของเรา เพื่อให้การเข้าเว็บในครั้งต่อไปของท่านรวดเร็วขึ้นในข้อมูล Cache ไม่มีการเก็บข้อมูลระบุตัวตนของท่าน Cache จะถูกล้างออกจากโดยประมาณ 7 วัน หรือก่อนกำหนดตามการปรับปรุงเว็บไซต์เรา หรือท่านสามารถล้างแคชในเบราว์เซอร์ของท่านได้ ประเภทของ Cacheที่เราใช้?1.เราใช้ Cache System เพื่อเก็บข้อมูลในส่วนของเว็บไซต์ไว้ยัง เบราว์เซอร์ ของท่านเพื่อให้การเข้าเว็บในครั้งต่อไปรวดเร็วขึ้น ผู้เยาว์ เว็บไซต์นี้ออกแบบมาสำหรับบุคคลที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เราไม่มีเจตนาการเก็บข้อมูลบุคคลที่เป็นผู้เยาว์ การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้เยาว์ จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้มีอำนาจปกครอง แต่กรณีที่เรามีการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้เยาว์ ที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง สามารถแจ้งให้ลบ หรือ นำข้อมูลออกได้ตามขั้นตอนวิธีการ/ หรือและเมื่อเราทราบว่ามีการเก็บรวมรวมข้อมูล ผู้เยาว์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เราจะทำการลบ และนำออกข้อมูลดังกล่าว การรักษาความมั่งคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เรามีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึงใช้เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอานาจหรือโดยมิชอบ และมีทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ผู้ควบคุมทำการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ดังนี้ • มีการจัดเก็บข้อมูลที่ไว้ที่ผู้ให้บริการ Cloud Hosting หรือ Hosting ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลที่เพียงพอ• จัดเก็บข้อมูลไว้ที่ผู้ให้บริการ Google, Google Workspace ซึ่งมีระบบควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลที่เพียงพอ ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลระบุบ่งชี้ตัวตน และข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคล เรามีจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตามระยะเวลาที่จำเป็นระหว่างที่คุณเป็นลูกค้า ใช้บริการ หรือ มีความสัมพันธ์กับธุรกิจ ข้อมูลที่ระบุบ่งชี้ตัวตน และข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล ชื่นเล่น ที่อยู่ สถานที่ติดต่อ เบอร์โทร email เป็นต้น จัดเก็บในระยะเวลาประมวลผลที่เหมาะสม และจะทำการยกเลิกจัดเก็บข้อมูลนับแต่วันที่เลิกสัญญา/หรือนับแต่วันตามกำหนดแจ้งในการร้องขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการวิเคราะห์ ด้านเทคนิค คุกกี้ที่จำเป็น: เก็บไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือน/คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์: Google Analytics:Google Analytics: การเก็บรักษาข้อมูลผู้ใช้และเหตุการณ์ ระยะเวลา 26 เดือน Google Analytics 4: การเก็บรักษาข้อมูลเหตุการณ์ ระยะเวลา 2 เดือน รายละเอียดเพิ่มเติม https://support.google.com/analytics/answer/7667196?hl=th&utm_id=ad นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ website อื่น นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ใช้เฉพาะบริการและการใช้งานในเว็บไซต์เราเท่านั้น หากท่านได้กดลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น ท่านต้องศึกษานโยบายความเป็นส่วนตัว และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเว็บไซต์นั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัว นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใหม่เพิ่มเติม เป็นอย่างอื่น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเราจะมีการอัพเดทให้ทราบผ่านหน้าเว็บไซต์นโยบายความเป็นส่วนตัว นโยบายนี้แก้ไขและอัพเดทล่าสุด 28-05-2565 วิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ท่านสามารถร้องข้อในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ผ่านช่องทางการติดต่อเราในส่วนท้ายของ นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ เงื่อนไขที่จะใช้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ต้องเป็นตามข้อกำหนดของกฎหมายที่ได้ให้สิทธิของบุคคล หรือ ผู้ที่ได้รับสิทธิในการร้องขอการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูล “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รายละเอียดเกี่ยวกับเราผู้ควบคุมข้อมูล บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดสถานที่ติดต่อ: 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120Tel: 02 210 0281Mobile: 094 864 9799E-mail: info.th@greenproksp.comwebsite: www.greenprokspforsme.comช่องทางติดต่อ หรือ รับข่าวสารอื่นๆ: LINE ID :@greenproksp Facebook เพจ: Greenpro KSP for SME การร้องเรียนเมื่อการระเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิร้องเรียนในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ท่านสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ### Blog ### ร่วมงานกับเรา รับสมัครงาน🎉 กลุ่มบริษัท กรีนโปร เคเอสพีให้บริการด้านงานบัญชี ตรวจสอบบัญชี รับสมัครงาน ในตำแหน่งดังนี้ ตำแหน่งงานอัพเดท 16/12/2564 ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี 1 อัตรา ** สามารถเก็บ ชม. CPA ได้ **🌟ประสบการณ์ตรวจสอบบัญชี 6-10 ปี จบปริญญาตรีสาขาบัญชี สามารถใช้งาน Microsoft Office ได้ สามารถทำงานเป็นทีมได้ วางแผนงาน ดูแลทีมได้ สามารถประสานงานกับลูกค้าได้ มีความเป็นผู้นำ และมีบุคลิกภาพที่ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีทัศนคติในการทำงานที่ดี มีความรับผิดชอบ ดูแลและบริหารงานได้ทันเสร็จตามกำหนด สามารถทำงานช่วงวันหยุดหรือล่วงเวลาได้ อายุ 30-35 ปี หัวหน้าแผนกตรวจสอบบัญชี 1 อัตรา ** สามารถเก็บ ชม. CPA ได้ ** 🌟ประสบการณ์ตรวจสอบบัญชี 3-5 ปี จบปริญญาตรีสาขาบัญชี สามารถใช้งาน Microsoft Office ได้ สามารถทำงานเป็นทีมได้ ดูแลน้องในทีมได้ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีทัศนคติในการทำงานที่ดี มีความรับผิดชอบ ดูแลและบริหารงานได้ทันเสร็จตามกำหนด สามารถทำงานช่วงวันหยุดหรือล่วงเวลาได้ อายุ 26 - 30 ปี สนใจติดต่อ: พี่นก LINE ID: nokjibb88Tel: 081-5676938 ที่อยู่บริษัทฯ: 32/9 ซอยสุขาภิบาล5 ซ.73 แขวงออเงิน เขตสายไหม กทม. 10220MAP: https://goo.gl/maps/hDD2dASWwKZgAVW47เดินทาง : ปอ.1009, รถสองแถวสะพานใหม่-วงศกร, รถสองแถวกม.4-วงศกร ตำแหน่งงานอัพเดท 16/12/2564 เจ้าหน้าที่การเงิน 1 อัตรา จบปริญญาตรีสาขาการเงิน บัญชี การจัดการ สามารถใช้งาน Microsoft Office ได้ มีความรับผิดชอบทำงานให้เสร็จตามกำหนด มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีทัศนคติในการทำงานที่ดี สามารถทำงานช่วงวันหยุดหรือล่วงเวลาได้ สามารถใช้งานโปรแกรมบัญชี CD ได้ อายุ 26 - 30 ปี เจ้าหน้าที่บัญชี 1 อัตรา จบปริญญาตรี สาขาบัญชี ใช้ Microsoft Office ได้ มีมนุษย์สัมพันธ์ และมีทัศนคติที่ดี อายุ 22-30 ปี Marketing Accounting 1 อัตรา จบปริญญาตรีสาขาบัญชี การตลาด การจัดการ สามารถใช้งาน Microsoft Office ได้ ชอบพูดชอบคุย ชอบนำเสนองาน สื่อสารภาษาอังกฤษได้ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีทัศนคติในการทำงานที่ดี สามารถทำงานช่วงวันหยุด หรือล่วงเวลาได้ ขับรถได้ มีใบขับขี่ อายุ 26 - 30ปี 🌟ประสบการณ์ 1-2 ปี สนใจติดต่อ: พี่นก LINE ID: nokjibb88Tel: 081-5676938 สมัครตำแหน่ง Marketing Accounting ติดต่อ คุณเก่ง LINE ID: @greenprokspaccโทร: 081-648-7459 ที่อยู่บริษัทฯ: 32/9 ซอยสุขาภิบาล5 ซ.73 แขวงออเงิน เขตสายไหม กทม. 10220MAP: https://goo.gl/maps/hDD2dASWwKZgAVW47เดินทาง : ปอ.1009, รถสองแถวสะพานใหม่-วงศกร, รถสองแถวกม.4-วงศกร ### บริการจดทะเบียนนิติบุคคล รับจดทะเบียนนิติบุคคล จัดตั้งธุรกิจ จดกับเราดีอย่างไร รับจดทะเบียนนิติบุคคล จัดตั้งธุรกิจทุกประเภท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จดทะเบียนกับเรามีสิทธิพิเศษมากมาย ออกแบบตรายางฟรี 1 แบบ เริ่มต้น 1,790 บาท การจดทะเบียนนิติบุคคลหรือจดทะเบียนธุรกิจประเภทต่างๆ ผู้ประกอบการต้องเลือกประเภทการจดทะเบียนให้เหมาะสมกับการดำเนินกิจการที่จะทำ โดยผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านในการเริ่มต้นจัดตั้งธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ รายได้ต่อปี ประเภทของลูกค้า ทุนจดทะเบียน จำนวนผู้ร่วมลงทุน ผู้ถือหุ้น การระดมทุน ความคล่องตัวในการบริหารงาน ตลอดจนแผนการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต กรีนโปร เคเอสพี มีทีมงานที่มีประสบการณ์และความชำนาญ ในการให้บริการด้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือจดทะเบียนประเภทอื่นๆ เพื่อให้ท่านผู้ประกอบการสามารถจัดตั้งธุรกิจตามวัตถุประสงค์ ในราคาที่สมเหตุผล โดยท่านผู้ประกอบการจะไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกในการจดทะเบียนธุรกิจ เราจะช่วยลดภาระในการจดทะเบียนธุรกิจให้กับท่าน เพื่อให้จัดตั้งธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น และตรงตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ท่านผู้ประกอบการที่จดทะเบียนจัดตั้งเรียบร้อยแล้ว ต้องการ เพิ่มเติมแก้ไข เปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียน หรือเลิกกิจการ ทางเรามีบริการในการดำเนินการดังกล่าวให้กับท่านผู้ประกอบการ ให้เป็นไปตามระเบียบ และถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยความสะดวกรวดเร็ว รายละเอียดการให้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รับจดทะเบียนพาณิชย์ รับจดทะเบียนการค้า รับจดทะเบียนมูลนิธิ จดทะเบียนสมาคม รับขึ้นทะเบียนประกันสังคม ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รับจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จดทะเบียนเลิกกิจการ และชำระบัญชี ข้อมูลและเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนนิติบุคคล เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัท ชื่อบริษัท ไทย/อังกฤษ ที่ต้องการและมีสำรองไว้อีก สองชื่อ (รวม 3 ชื่อ) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เริ่มก่อการ (อย่างน้อย 3 ท่าน) พร้อมเบอร์โทรศัพท์ ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมเลขรหัสประจําบ้านของที่ตั้งสํานักงาน เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล์ (สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสำนักงาน) แผนที่ตั้งบริษัท วัตถุประสงค์ของบริษัทที่จะประกอบกิจการค้า สัดส่วนผู้ถือหุ้นแต่ละท่าน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท) เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ชื่อห้างหุ้นส่วน ไทย/อังกฤษ ที่ต้องการและมีสำรองไว้อีก สองชื่อ (รวม 3 ชื่อ) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เริ่มก่อการ (อย่างน้อย 2 ท่าน) พร้อมเบอร์โทร ระบุหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด กับหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมเลขรหัสประจําบ้านของที่ตั้งสํานักงาน เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล์ (สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสำนักงาน) แผนที่ตั้งห้างหุ้นส่วน วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนที่จะประกอบกิจการค้า สัดส่วนจำนวนเงินที่ลงของแต่ละท่าน หุ้นส่วนผู้จัดการที่มีอำนาจลงนาม (ต้องเป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบเท่านั้น) จดทะเบียนนิติบุคคล กับเราดีอย่างไร? ฟรีคอร์สสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก บริการรวดเร็ว ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา เราให้บริการลูกค้าเป็นจำนวนมากต่อปี ด้วยทีมงานมืออาชีพ! ข้อมูลถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานราชการ ลดระยะเวลาและขั้นตอนการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากซับซ้อน บริการรับ-ส่งเอกสารถึงบ้าน สามารถสอบถาม พร้อมคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ที่เป็นมืออาชีพ และชำนาญเฉพาะด้าน ราคาค่าบริการรับจดทะเบียนนิติบุคคลนี้รวมค่าธรรมเนียมของรัฐบาลแล้ว และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ สนใจบริการบริการจดทะเบียนนิติบุคคล ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 โทร: 094-864-9799 LINE ID: @greenproksp E-mail: info.th@greenproksp.com ### ขอใบอนุญาตร้านอาหาร ขอใบอนุญาตร้านอาหาร ในการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านอาหาร การประกอบธุรกิจร้านค้าที่มีการจำหน่ายอาหาร ซึ่งไม่ใช่เป็นการขายของในตลาด หรือการจำหน่ายอาหารในที่ หรือทางสาธารณะ นอกจากผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเรื่อง รายการอาหาร ผู้ประกอบอาหาร การตกแต่งร้าน การวางระบบการบริหารจัดการภายในร้าน และการบริการภายในร้านแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงในการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารก็คือการขอใบอนุญาตร้านอาหาร (ในทางกฎหมายเรียกว่าใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือ หนังสือรับรองการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร) โดยผู้ประกอบการต้องทำการยื่นขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งสามารถแบ่งการขอรับใบอนุญาตออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. ในกรณีสถานที่จำหน่ายอาหาร ที่มีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร จะต้องยื่นเรื่องขอรับใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร (ใบอนุญาตร้านอาหาร/ใบอนุญาตขายอาหาร)2. ในกรณีที่สถานที่จำหน่ายอาหาร ที่มีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร จะต้องยื่นเรื่องขอหนังสือรับรองการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร (ใบอนุญาตร้านอาหาร/ใบอนุญาตขายอาหาร) ความหมายสถานที่จำหน่ายอาหารและสะสมอาหาร “สถานที่จำหน่ายอาหาร” คือ อาคาร สถานที่หรือบริเวณใด ๆ ที่ไม่ใช่ทางสาธารณะจัดไว้เพื่อประกอบอาหารหรือปรุงอาหารจนสำเร็จ และจำหน่ายให้ผู้ซื้อสามารถบริโภคได้ทันที ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายโดยจัดให้มีบริเวณไว้สำหรับการบริโภค ณ ที่นั้น หรือนำไปบริโภคที่อื่นก็ตาม"สถานที่สะสมอาหาร" คือ อาคาร สถานที่หรือบริเวณใดๆ ที่ไม่ใช่ทางสาธารณะที่จัดไว้สำหรับเก็บอาหาร อันมีสภาพเป็นของสด หรือของแห้ง หรืออาหารในรูปลักษณะอื่น ๆ ซึ่งผู้ซื้อต้องนำไปทำ ประกอบ หรือปรุงเพื่อบริโภคในภายหลัง รายละเอียดการขอใบอนุญาตร้านอาหาร กรณีพื้นที่เกิน 200 เมตร คือใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร กรณีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร คือหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร) ก่อนดำเนินการขอใบอนุญาตขายอาหารดังนี้ ผู้ประกอบการต้องทราบว่าร้านอาหาร หรือสถานที่จำหน่ายอาหาร มีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตรหรือไม่ ตามที่กล่าวไว้ในขั้นต้น การจดทะเบียนร้านอาหาร สามารถยื่นขอได้ทั้งในรูปบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งนี้ในการขอในรูปบุคคลธรรมดาในบางสำนักงานเขตพื้นที่ผู้ประกอบการอาจต้องมีการจดทะเบียนพานิชย์ หรือที่เรียกว่าจดทะเบียนการค้า ก่อนที่จะไปยื่นเรื่องขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสะสมอาหารโดยมีวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนพานิชย์ว่าเป็นการประกอบกิจการร้านอาหาร หรือจำหน่ายอาหาร ซึ่งสำเนาใบทะเบียนพานิชย์จะเป็นเอกสารประกอบในการขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสะสมอาหารในกรณีบุคคลธรรมดาสำหรับผู้ประกอบการที่ขอใบอนุญาตในนามนิติบุคคล หนังสือรับรองนิติบุคคลต้องระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจต้องเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาหาร หรือประกอบธุรกิจร้านอาหาร หรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารโดยมีการจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่ม โดยที่เครื่องดื่มที่จำหน่ายนั้นเป็นเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์เช่นสุรา เบียร์ และ ไวน์ เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ดังกล่าวนั้นจำเป็นต้องมีการขอใบอนุญาตขายสุรากับกรมสรรพสามิตร ในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่เพิ่มเติมนอกจากใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสะสมอาหาร สถานที่ยื่นขอรับใบอนุญาตร้านอาหาร ในกรณีที่สถานประกอบการตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่สำนักงานเขตที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ส่วนในกรณีที่สถานประกอบการตั้งอยู่ในต่างจังหวัดต้องยื่นขอใบอนุญาตที่องค์การบริหารส่วนตำบลที่สถานประกอบการตั้งอยู่ พร้อมเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งค่าธรรมเนียมนั้นคำนวณตามขนาดพื้นที่สถานประกอบการดังนี้ ค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตร้านอาหาร การขอรับใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารในกรณีมีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร พื้นที่ขนาดไม่เกิน 300 ตรม. ค่าธรรมเนียม 2,800 บาท พื้นที่ขนาดเกิน 300 ตารางเมตร คิดเพิ่มตารางเมตรละ 1 บาท โดยให้คิดพื้นที่เป็นจำนวนเต็มปัดเศษทิ้งแต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 4,800 บาท การขอหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารในกรณีมีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร พื้นที่ขนาดไม่เกิน 10 ตรม. ค่าธรรมเนียม 200 บาท พื้นที่ขนาดเกิน 10 ตารางเมตร คิดเพิ่มตารางเมตรละ 10 บาท โดยให้คิดพื้นที่เป็นจำนวนเต็มปัดเศษทิ้งแต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 1,500 บาท 4. ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารมีอายุ 1ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต หน้าที่หลังได้รับใบอนุญาตร้านอาหาร ผู้จัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือสถานที่สะสมอาหาร ต้องจัดสถานที่ให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะและเงื่อนไขตามลักษณะของกิจการ ต้องแสดงใบรับอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งไว้โดยเปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการตลอดเวลาที่ประกอบกิจการ ต้องยื่นเรื่องขอต่ออายุใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารพร้อมเสียค่าธรรมเนียมภายใน 90 วันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ หากยื่นคำขอต่อใบอนุญาตเมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม กรณีเลิกกิจการ ที่ไม่ประสงค์จะประกอบกิจการต่อไปให้ยื่นคำขอเลิกการดำเนินกิจการต่อเจ้าพนักงาน หากผู้ประกอบการต้องการแก้ไขรายการในใบอนุญาตร้านอาหารให้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อแก้ไขรายการในใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้ง หากใบอนุญาตร้านอาหาร สูญหายถูกทำลายหรือชำรุดในสาระสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ภายใน 50 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย โดยต้องมีเอกสารแจ้งความต่อสถานีตำรวจในกรณีสูญหาย ในกรณีถูกทำลายหรือชำรุดในสาระสำคัญต้องมีใบอนุญาต หรือหนังสือรับรองการแจ้งฉบับเดิมมาแสดง โดยใบแทนมีอายุเท่ากับเวลาเหลือของใบอนุญาตฉบับเดิม ตามบทความที่กล่าวมาข้างต้น การขอใบอนุญาต หรือ จดทะเบียน นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหาร หรือร้านอาหาร กรีนโปร เคเอสพี มีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และใบอนุญาตขายสุราในกรณีที่ร้านค้ามีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่การยื่นขอจดทะเบียนพานิชย์ และจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ให้แก่ท่าน เพื่อให้การประกอบธุรกิจของท่านเป็นไปตามวัตถุประสงค์และถูกต้องตามกฎหมาย สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตร้านอาหาร ปรึกษาเราได้ฟรี! ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ขอใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ ไพ่ รับขอใบอนุญาตขายสุรา บุหรี่ และไพ่ รับขอใบอนุญาตขายสุรา บุหรี่ และไพ่ ในการประกอบธุรกิจขายสุรา ยาสูบ และไพ่นั้นกฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับอนุญาต ก่อนดำเนินธุรกิจผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตขายสุรา บุหรี่ และไพ่ ต่อกรมสรรพสามิตร และเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบและไพ่นั้น มีอายุหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต โดยสามารถต่อใบอนุญาต ขายสุรา บุหรี่ และไพ่ได้ล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตหมดอายุ 90 วัน ผู้ใดฝ่าฝืนขายสุรา ยาสูบ และไพ่ โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ใช้ใบอนุญาตไม่ตรงกับสถานที่ระบุ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ใบอนุญาตขายสุรา ขอใบอนุญาตขายสุรา มี 2 ประเภท ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังต่อไปนี้ - ประเภทที่ 1 เป็นการขายส่งสุราทุกชนิด โดยจำหน่ายครั้งละสิบลิตรขึ้นไป ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ปีละ 5,500 บาท- ประเภทที่ 2 เป็นการขายปลีกสุราทุกชนิด โดยจำหน่ายครั้งละต่ำกว่าสิบลิตร ซึ่งแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ(1) สถานที่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 2,200 บาท(2) สถานที่ที่ผู้จำหน่ายไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 330 บาท ผู้มีความประสงค์จะยื่นขอใบอนุญาต จะต้องรับรองคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตและสถานที่ดังต่อไปนี้ ผู้มีสิทธิยื่นขอใบอนุญาตขายสุรา ต้องไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายสุราเว้นแต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี สถานที่ขายสุราไม่เป็นสถานที่ดังนี้(1) ที่ตั้งสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(2) ที่ตั้งวัด มัสยิด วัดบาทหลวง หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจในนิกายหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(3) ที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(4) สถานที่ที่เคยเป็นสถานประกอบการขายสุราของผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่ได้พ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต (เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(5) สถานประกอบการขายเหล้าของผู้ที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตและอยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต(6) สถานที่ต้องห้ามขายเหล้าตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกฎหมายอื่น ข้อกำหนดในการขายสุรา ห้ามขายเหล้าบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือผู้มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ ห้ามขายเหล้าในวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันอาสาฬหบูชา วันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา เวลาในการขายเหล้า จะเป็นเวลาตั้งแต่ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น. ห้ามขายเหล้าโดยการใช้เครื่องขายแบบอัตโนมัติ เร่ขาย ลดราคา หรือทำการส่งเสริมการขาย สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรา(เหล้า) ยาสูบ(บุหรี่) และไพ่ปรึกษาทางเราได้ตามช่องทางด้านล่างค่ะ ใบอนุญาตขายยาสูบ/บุหรี่ ยาสูบ หมายถึง บุหรี่ซิกาแรต บุหรี่ซิการ์ บุหรี่อื่น ยาเส้น ยาเส้นปรุง ยาเคี้ยวและให้หมายความรวมถึง ผลิตภัณฑ์อื่นใดที่บริโภคได้เช่นเดียวกับยาสูบ รวมถึงยาสูบพันธุ์พื้นเมือง ใบอนุญาตขายยาสูบ/บุหรี่ มี 3 ประเภท ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังต่อไปนี้ ประเภทที่ 1 เป็นการขายส่งยาสูบ ครั้งละตั้งแต่ 1,000 มวนขึ้นไป ถ้าเป็นยาเส้นครั้งละตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ยาเส้นปรุงหรือยาเคี้ยวครั้งละตั้งแต่ 200 กรัมขึ้นไป สำหรับผู้ขายบุหรี่ ซิกาแรต และบุหรี่ซิการ์ ใบอนุญาต ปีละ 1,200 บาท สำหรับผู้ขายยาเคี้ยว ยาเส้นปรุง ยาเส้น และบุหรี่อื่น(ก) สำหรับผู้ขายยาเส้นที่ผู้ขายเป็นผู้เพาะปลูกต้นยาสูบและผลิตเอง ใบอนุญาต ปีละ 100 บาท(ข) สำหรับผู้ขายยาเส้นอื่น นอกจาก (ก) ใบอนุญาตปีละ 500 บาท ประเภทที่ 2 เป็นการขายปลีกยาสูบ ครั้งละต่ำว่า 1,000 มวนขึ้นไปถ้าเป็นยาเส้นครั้งละต่ำว่า 2 กิโลกรัมขึ้นไป ยาเส้นปรุงหรือยาเคี้ยวครั้งละต่ำกว่า 200 กรัมขึ้นไป สำหรับผู้ขายบุหรี่ ซิกาแรต และบุหรี่ซิการ์ ใน(ก) คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายศุลกากร ใบอนุญาต ปีละ 500 บาท(ข) สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 500 บาท(ค) สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 100 บาท สำหรับผู้ขายยาเคี้ยว ยาเส้นปรุง ยาเส้น และบุหรี่อื่น ใบอนุญาตปีละ 100 บาท ประเภทที่ 3 เป็นการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่น ใบอนุญาตปีละ 1,200 บาท ผู้มีความประสงค์จะยื่นขอใบอนุญาตยาสูบ/บุหรี่ จะต้องรับรองคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตและ สถานที่ดังต่อไปนี้ ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายยาสูบเว้นแต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี สถานที่ขายยาสูบ ไม่เป็นสถานที่ ดังนี้(1) สถานที่หรือบริเวณห้ามขายยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ(2) ที่ตั้งสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งบริเวณต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายยาสูบประเภทที่ 2 บุหรี่ซิกาแรต)(3) ที่ตั้งวัด มัสยิด วัดบาทหลวง หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจในนิกาย หรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รวมทั้งบริเวณต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (เฉพาะการขายยาสูบประเภทที่ 2 บุหรี่ซิกาแรต)(4) สถานที่ที่ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายยาสูบเคยใช้ในการขายยาสูบ เว้นแต่เวลา ได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี(5) สถานที่ที่ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตขายยาสูบใช้ในการขายยาสูบ ข้อกำหนดในการจำหน่ายยาสูบ ห้ามขายยาสูบ บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และห้ามใช้บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ขายยาสูบ การขายยาสูบต้องขายตามขนาดซองที่ได้เสียภาษีแล้วห้ามแบ่งขาย ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ห้ามขายยาสูบ โดยใช้เครื่องขายอัตโนมัติ ห้ามเร่ขาย ห้ามขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ห้ามใช้รายการส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถมให้หรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น ใบอนุญาตขายไพ่ ไพ่หมายถึงสิ่งที่สามารถใช่เล่นการพนันมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ มีเครื่องหมายแสงแต้มต่างๆ ซึ่งทำด้วยกระดาษ พลาสติก หนัง หรือวัตถุเทียมหนัง หรือวัตถุอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง ใบอนุญาตขายไพ่มี 2 ประเภท ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังต่อไปนี้ ประเภทที 1 ขายส่ง ขายครั้งละตั้งแต่ 40 สำรับขึ้นไป ใบอนุญาตปีละ 1,200 บาท ประเภทที่ 2 ขายปลีก ขายครั้งละต่ำกว่า 40 สำรับขึ้นไป1. คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายศุลกากร ใบอนุญาต ปีละ 500 บาท2. สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 500 บาท3. สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 100 บาท สิ่งที่ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตขายสุรา เหล้า ยาสูบ และไพ่ ต้องทราบ การเปลี่ยนแปลงสถานที่หรือโอนใบอนุญาตนั้นต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต กรณีผู้ได้รับบอนุญาตนั้นไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อกำหนดในใบอนุญาตจะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 6 เดือน การเพิกถอนใบอนุญาต ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตสองครั้งขึ้น และมีเหตุที่จะต้องถูกพักใบอนุญาตอีก หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย กฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อกำหนดในใบอนุญาต ซึ่งการไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องนั้นก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กรณีที่ผู้ประกอบการถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะต้องพ้น หนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต จึงจะขอใบอนุญาตใหม่ได้ ท่านสนใจประกอบธุรกิจขายสุรา ยาสูบ/บุหรี่ และไพ่ กรีนโปร เคเอสพี มีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจขายสุรา เหล้า ยาสูบ/บุหรี่ และไพ่ ให้แก่ท่าน เพื่อให้การประกอบธุรกิจของท่านเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สนใจติดต่อเรา เบอร์โทร 02 210 0280 ถึง 2, 094 8649799หรือ แอดไลน์มาที่ @greenproksp สนใจบริการขอใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ ไพ่ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### บริการจดทะเบียนบริษัท ส่งงานตรงเวลา ราคามิตรภาพ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์กว่า 28 ปี ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า ถึงแม้กระบวนการจดทะเบียนบริษัทจะมีความซับซ้อน แต่เราจะดำเนินงานอย่างมีคุณภาพตามวัตถุประสงค์ได้อย่างแน่นอน ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ไม่ต้องวุ่นวายกับการติดต่อหน่วยงานราชการ และเสียเวลาดำเนินการด้วยตนเอง สนใจรับบริการหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ 0843604656, 0948649799  หรือ Line OA: @Greenproksp รายละเอียดของเนื้อหาเกี่ยวกับจดทะเบียนบริษัท การจดทะเบียนบริษัทโดย Greenpro KSP ข้อดีของการใช้บริการจดทะเบียนบริษัทกับเรา รายละเอียดบริการจดทะเบียนบริษัท ข้อดีของการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล (จดทะเบียนบริษัท) ทำไมต้องใช้บริการรับจดทะเบียนบริษัทกับเรา ? ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท แพ็กเกจบริการจดทะเบียนบริษัท แพ็กเกจบริการจดทะเบียน VAT & SSO VAT SSO รายละเอียดข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัท บริการจดทะเบียนบริษัทของเราให้อะไรกับลูกค้าบ้าง ? คำถามที่พบบ่อย (FAQ) สำหรับผู้ที่สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท การจดทะเบียนบริษัทโดย Greenpro KSP ในปัจจุบันหากผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาและต้องการจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจหรือในการขยายธุรกิจ รวมถึงผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจและต้องการจ้างจดทะเบียนบริษัทเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น บริการจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง จดทะเบียนเลิกกิจการ จดทะเบียนแปรสภาพ จดทะเบียนพาณิชย์ ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่าง ๆ พร้อมบริการรับทำบัญชี ปิดงบการเงิน ตรวจสอบบัญชีและบริการอื่น ๆ อีกมากมาย Greenpro KSP มีทีมงานมืออาชีพมากประสบการณ์ที่ให้บริการรับจดทะเบียนบริษัทมากว่า 28 ปี รวมถึงมีสำนักงานตั้งอย่างเป็นหลักแหล่ง จึงมีความน่าเชื่อถือ ได้รับความไว้วางใจให้บริการรับจ้างจดบริษัทแก่ลูกค้ามาแล้วเป็นจำนวนมาก พร้อมด้วยการเอาใจใส่ในการให้ข้อมูล และให้คำแนะนำแก่ลูกค้าอย่างครบถ้วน บริการรับจดทะเบียนบริษัทราคาสมเหตุสมผลของ Greenpro KSP ยังครอบคลุมถึงการให้คำแนะนำเรื่องแพ็กเกจ แสดงราคาค่าบริการจดทะเบียนบริษัทที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ อีกทั้งยังให้บริการที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และจัดทำเอกสารจดทะเบียนบริษัทถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการในภายหลัง นอกจากนี้ เรายังมีเอกสารแนะนำถึงหน้าที่หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรับเปิดบริษัทให้ผู้ประกอบการอีกด้วย ข้อดีของการใช้บริการจดทะเบียนบริษัทกับเรา • ไม่ต้องเสียเวลาในการจดทะเบียนด้วยตัวเอง• เรามีทีมงานมืออาชีพในด้านงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท• มีประสบการณ์โดยตรงในงานจดทะเบียนบริษัท• มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า• ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องดำเนินเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง• จัดทำเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย• ค่าบริการเหมาะสมคุ้มค่า รายละเอียดบริการจดทะเบียนบริษัท นอกจากงานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว เรายังมีบริการรับจดทะเบียนบริษัทที่เกี่ยวข้องหลากหลายไว้ให้บริการลูกค้า โดยมีราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะงาน โดยลักษณะบริการของเราสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ • จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ• แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนจัดตั้งบริษัทจำกัด• จดจัดตั้งบริษัทจำกัด• แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการ• แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานของบริษัทจำกัด (ย้ายภายในจังหวัดเดียวกัน, ย้ายข้ามจังหวัด)• แก้ไขเพิ่มเติมชื่อและดวงตราสำคัญ• แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุที่ประสงค์• แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ• แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ (แปลงมูลค่าหุ้น)• แก้ไขเพิ่มเติมมติพิเศษให้เพิ่มทุน, เพิ่มทุนและหนังสือบริคณห์สนธิ• แก้ไขเพิ่มเติมลดทุนบริษัท• แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ• จดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด• จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ตั้ง/เปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี/อำนาจของผู้ชำระบัญชี/ที่ตั้งสำนักงานของผู้ชำระบัญชี• การชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท• จดทะเบียนควบบริษัทจำกัด การจดทะเบียนบริษัทเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเริ่มต้นทำธุรกิจ อีกทั้งการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยต้องไปจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) มีจำนวนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอย่างน้อย 2 คน และชื่อที่จะจดขึ้นทะเบียนนั้น ต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น ทั้งนี้ต้องมีคำนำหน้าว่า "บริษัท" และคำลงท้ายว่า "จำกัด" เราเข้าใจถึงความสำคัญและความซับซ้อนของกระบวนการจดทะเบียนเปิดบริษัท ดังนั้น บริษัทรับจดทะเบียนบริษัทของเราจึงพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการจดทะเบียนบริษัท ดำเนินงานเป็นระบบ ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ข้อดีของการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล (จดทะเบียนบริษัท) การทำธุรกิจในรูปบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากว่าการทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะต้องการทำธุรกิจกับนิติบุคคลมากกว่าบุคคลธรรมดาเพราะสามารถตรวจสอบสถานะได้ โดยเฉพาะรายละเอียดดังต่อไปนี้• บริษัทมีทุนจดทะเบียนเท่าใด• รายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท• กรรมการบริษัทเป็นใครรวมถึงสถานะทางการเงินของบริษัทจากงบการเงินที่บริษัทนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทมีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าผู้ประกอบการที่ธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา การหาเงินทุนทำธุรกิจในรูปบริษัทจะทำได้ง่ายกว่าในรูปแบบบุคคลธรรมดา ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการขยายกิจการก็จะสามารถหาผู้ลงทุนมาลงทุนได้สะดวกกว่า รวมถึงการพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้แก่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปบริษัทก็จะอนุมัติได้ง่ายกว่า ลูกจ้างหรือพนักงานโดยส่วนใหญ่ย่อมต้องการความมั่นคงในชีวิต ทำให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนบริษัทมีโอกาสได้พนักงานที่มีความรู้ ความสามารถ มาทำงานกับบริษัทมากกว่า เพราะดูมีความน่าเชื่อถือในการจัดตั้งบริษัท การประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลมีข้อได้เปรียบทางภาษีที่สำคัญ เมื่อเทียบกับการดำเนินธุรกิจในฐานะบุคคลธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอัตราภาษีที่มีความแน่นอนและอาจต่ำกว่า กล่าวคือ นิติบุคคลเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ ขณะที่บุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าซึ่งอาจสูงถึง 35% นอกจากนี้ นิติบุคคลยังมีสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ทั้งในแง่ของประเภทและจำนวน เช่น ค่าเสื่อมราคา เงินเดือนกรรมการ และค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน เช่น BOI มากกว่าบุคคลธรรมดา รวมถึงมีช่องทางในการวางแผนภาษีที่หลากหลายและซับซ้อนกว่า อาทิ การจ่ายเงินปันผล หรือการแยกกิจการ นอกเหนือจากประโยชน์ทางภาษีโดยตรง การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ขนาดของธุรกิจ ลักษณะการดำเนินงาน ต้นทุนในการจัดตั้งและบริหารจัดการ ตลอดจนเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจ เพื่อให้การเลือกรูปแบบธุรกิจสอดคล้องกับความต้องการและเอื้อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ ทำไมต้องใช้บริการรับจดทะเบียนบริษัทกับเรา ? ด้วยบริการรับจ้างจดบริษัทครบวงจรของเราทำให้ท่านไม่ต้องเสียเวลาในการไปศึกษาระเบียบการจดทะเบียนบริษัทด้วยตัวเอง เพราะการหาข้อมูลเองทั้งยุ่งยากและอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทำให้การจดทะเบียนบริษัทล่าช้า ใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ หรือเมื่อจัดตั้งไปแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาในภายหลัง เนื่องจากความไม่เข้าใจในเอกสารและหลักกฎหมายทำให้การจดทะเบียนบริษัทนั้นไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้จัดตั้ง บริการจดทะเบียนบริษัทโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ เรายึดมั่นในการให้บริการที่ดี ให้คำปรึกษา ให้ข้อมูลด้านการจัดตั้งบริษัท และคำแนะนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยความถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว ในราคามิตรภาพ บริษัทรับจดทะเบียนบริษัท Greenpro KSP ได้ให้บริการรับจดทะเบียนบริษัทแก่ลูกค้ามาแล้วเป็นจำนวนมาก ได้รับความเชื่อถือ รวมถึงมีลูกค้ารายใหม่ที่มาใช้บริการจากคำแนะนำของลูกค้ารายเดิมที่เคยใช้บริการจดทะเบียนบริษัทกับทางเรา ให้บริการรับจดทะเบียนบริษัทอย่างรวดเร็ว ตรงต่อเวลา ช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าของท่าน ให้สามารถนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจแทน กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ยินดีให้คำปรึกษา คำแนะนำที่ถูกต้อง และให้ข้อมูลอย่างละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัทแก่ผู้ประกอบการที่สนใจในการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล และต้องการจัดตั้งบริษัท ผู้ประกอบการท่านใดตัดสินใจใช้บริการของเรา สามารถมั่นใจได้ว่าเราจะช่วยดำเนินการจดทะเบียนบริษัท โดยให้ความสำคัญแก่ความถูกต้อง แม่นยำ ตามหลักกฎหมายและตรงตามวัตถุประสงค์ที่คุณต้องการ ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท จองชื่อบริษัทกับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าการจองชื่อ ต้องใช้ชื่อและเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัท โดยชื่อที่จองต้องตรงกับข้อกำหนดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชื่อที่จองได้รับการอนุมัติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเรียบร้อย จัดเตรียมเอกสารต่างๆ และกรอกแบบฟอร์มไปยื่นจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายละเอียดการจดบริษัท โดยถ้าเอกสารที่จัดเตรียมมีความผิดพลาดแม้เพียงจุดเดียว ผู้ยื่นจะต้องนำเอกสารดังกล่าวกลับไปแก้ไขให้ถูกต้อง และอาจจะต้องนำเอกสารไปยื่นใหม่อีกครั้งในวันถัดไป*** เนื่องจากในแต่ละวันมีการยื่นจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น คิวในการจดทะเบียนแต่ละวันจึงค่อนข้างยาว และใช้เวลารอนานพอสมควร ด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ที่ยุ่งยาก และให้เวลานาน บริษัทรับจดทะเบียนบริษัท Greenpro KSP จึงเป็นตัวเลือกที่จะทำให้ผู้ประกอบที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ และต้องการจะจัดตั้งบริษัท หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในรูปบุคคลธรรมดา และต้องการที่จะดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเราจะช่วยดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ แทนท่าน ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาดำเนินการที่ยุ่งยาก และใช้เวลาอันมีค่าในการวางแผนธุรกิจ รวมถึงพัฒนาธุรกิจให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นแทน แพ็กเกจบริการจดทะเบียนบริษัท แพ็กเกจ – ค่าบริการเริ่มต้น 9,990 บาท บริการจดทะเบียนบริษัทแบบออนไลน์ ทางเราจะดำเนินการจัดการเตรียมแบบฟอร์ม รวมทั้งเอกสารสำหรับจดทะเบียนให้กับลูกค้า และทำการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแบบออนไลน์ พร้อมทั้งมีการจัดทำตราประทับ และคอร์สเรียนออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการใหม่ฟรี*กรณีใช้บริการทำบัญชีกับ GreenproKSP ทางเราจะขอ Username & Password จากกรมสรรพากรให้แทนลูกค้า แพ็กเกจบริการจดทะเบียน VAT & SSO VAT แพ็คเกจที่ 1 – บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบออนไลน์ ทางเราจะจัดเตรียมชุดเอกสารสำหรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม “ราคา 3,000 บาท” แพ็คเกจที่ 2 – บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางเราจะจัดเตรียมชุดเอกสารสำหรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม “ราคา 4,000 บาท” SSO แพ็คเกจที่ 3 – บริการ จดขึ้นทะเบียน นายจ้าง – ลูกจ้าง (SSO) ทางเราจัดเตรียมเอกสารสำหรับขึ้นทะเบียน ประกันสังคม “ราคา 5,000 บาท” บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด รับจดทะเบียนบริษัทราคาไม่แพง ครอบคลุมทุกประเภท (ผู้ที่สนใจรบกวนกรอกแบบฟอร์มข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัทได้เลย) รายละเอียดข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัท ในการจดทะเบียนบริษัทนั้น จะต้องมีผู้ร่วมก่อการในการจัดตั้งบริษัทอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป โดยต้องไปดำเนินจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งนี้ในการจดทะเบียนบริษัทต้องมีข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัทดังนี้ ชื่อของบริษัท – ข้อมูลที่ใช้ในการรับจ้างจดบริษัทอันดับแรกคือชื่อบริษัท โดยต้องมีชื่อภาษาไทยและอังกฤษ และต้องทำการจองชื่อบริษัทผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน ทั้งนี้ชื่อบริษัทที่ผู้ประกอบการต้องการจะจดทะเบียนนั้นต้องไม่ซ้ำกับชื่อของบริษัทอื่นที่ได้จดทะเบียนบริษัทไปแล้ว โดยท่านสามารถส่งชื่อภาษาไทยและอังกฤษพร้อมสำเนาบัตรประชาชนกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จะจดทะเบียนเพื่อใช้ในการจองชื่อ ให้ทาง Greenpro KSP ดำเนินการจองชื่อว่าชื่อนั้นสามารถจองได้หรือไม่ เมื่อชื่อของบริษัทที่จองไปในระบบได้รับการอนุมัติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็จะสามารถพิมพ์ใบรับอนุมัติการจองชื่อเพื่อใช้ประกอบในการจดทะเบียนบริษัทต่อไป ที่ตั้งกิจการ – ในการจดทะเบียนบริษัท ต้องมีสถานที่ตั้งของกิจการที่จะจดทะเบียน และมีสำเนาทะเบียนบ้าน แสดงรหัสประจำบ้าน 13 หลักที่ใช้เป็นสถานที่ตั้งบริษัทที่จะจดทะเบียน รวมถึงมีรูปแผนที่แสดงที่ตั้งกิจการ ในกรณีถ้าบริษัทที่จะจัดตั้งมีสำนักงานสาขา ก็ต้องมีสำเนาทะเบียนบ้านและแผนที่ของสำนักงานสาขา โดยนำข้อมูลนี้มาจดทะเบียนแจ้งการมีสำนักงานสาขาต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในตอนจดทะเบียนจัดตั้งพร้อมกัน อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ – อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์เป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องมีในการจ้างจดทะเบียนบริษัท เนื่องจากทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งรหัส E-filing เพื่อใช้ในการยื่นงบการเงินของบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้แก่บริษัทผ่านทางอีเมลที่จดแจ้งตอนยื่นจดทะเบียนบริษัทนี้ ส่วนในกรณีเบอร์โทรศัพท์ ถ้าไม่มีเบอร์พื้นฐาน ก็สามารถใช้เบอร์มือถือแทนได้ ทั้งนี้ถ้ามีเว็บไซต์ของบริษัทที่จะจดทะเบียนก็ควรให้ข้อมูล URL ของเว็บไซต์เพื่อระบุในแบบฟอร์มจดทะเบียน แต่ถ้าไม่มีทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ได้บังคับแต่อย่างใด ทุนจดทะเบียน – ต้องมีการกำหนดว่าทุนจดทะเบียนของบริษัทเป็นจำนวนเงินเท่าใด ซึ่งทุนจดทะเบียนนี้คือทุนที่ใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท โดยต้องประมาณการว่าบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นนั้นจะใช้ทุนเป็นจำนวนเท่าใดในการดำเนินธุรกิจ แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ที่จัดตั้งบริษัทจะจดทะเบียนบริษัทด้วยทุนอย่างน้อย 1 ล้านบาท เพื่อต้องการความน่าเชื่อถือให้แก่บริษัทตนเองในสายตาของคู่ค้า บริการจดทะเบียนบริษัทของเราให้อะไรกับลูกค้าบ้าง ? จองชื่อบริษัท จัดทำชุดเอกสารจดทะเบียน จัดทำตรายาง (ตราประทับ) จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ขอรหัส E-Filing จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า Username & Passwords จากกรมสรรพากร เป็นต้น นอกจากนี้เรายังมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้กับบริษัทที่มาจดทะเบียนกับเราด้วย “บริการรับทำบัญชีเหมาะสม” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม ทางเรายังให้บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าถ้าผู้ประกอบการมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่เป็นปกติและเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการ โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องนำส่งสรรพากรทุกเดือน ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังจากจดทะเบียนบริษัทในตอนแรกได้เลย หรือผู้ประกอบการจะดำเนินธุรกิจไปก่อน แล้วค่อยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในภายหลังก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนรายได้ถึง 1.8 ล้านบาท (คลิกอ่าน ข้อพิจารณาของผู้ประกอบการที่ต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนรายรับถึง 1.8 ล้านบาทตามที่กฎหมายกำหนด) คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ประเมินราคาอย่างไร? เรามีแพ็กเกจให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้ตามที่ต้องการ และราคาเหมาะสมกับคุณภาพของงานอย่างแน่นอน รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนด้วยไหม? ใช่ เรามีบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รับจดทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงจดทะเบียนอื่น ๆ อีกมากมาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.greenprokspforsme.com/ ชื่อบริษัทควรตั้งอย่างไร? การเลือกชื่อบริษัทนั้นต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น และตรงตามข้อกำหนดของกฎหมาย หากใช้บริการจดทะเบียนบริษัทกับเรา ปัญหายุ่งยากจะหมดไปใช่ไหม ? ใช่ ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญด้านการรับจดทะเบียนบริษัทโดยตรง ท่านจึงมั่นใจได้ว่าเราจะดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีปัญหายุ่งยากแน่นอน นอกจากงานจดทะเบียนแล้วมีบริการอย่างอื่นอีกไหม ? นอกจากเราจะให้บริการจดทะเบียนบริษัทอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชี ปิดงบการเงิน ตรวจสอบบัญชี และบริการอื่น ๆ อีกมากมาย ดูรายละเอียด คลิก>> https://www.greenproksp.co.th/ สนใจบริการรับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE Official Account : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### รับจัดตั้งมูลนิธิ รับจัดตั้งมูลนิธิ ปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะจัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะที่แตกต่างกันออกไป หากท่านยังไม่มีความเข้าใจในความหมายของมูลนิธิตามกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดของกฎหมาย การเตรียมเอกสาร รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ เราจึงขอสรุปเพื่อให้ผู้สนใจมีความเข้าใจมากขึ้นดังนี้ รับจดทะเบียนมูลนิธิ รับจดทะเบียนมูลนิธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 ได้บัญญัติความหมายของมูลนิธิดังนี้ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์ เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างอื่นโดยมิได้มุ่งหาประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ โดยทั้งนี้การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นมาซึ่งสรุปได้ว่า ความหมายของมูลนิธิตามข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้ความสำคัญอยู่ที่ทรัพย์สินคือ เป็นการนำเอาเงินสด และอสังหาริมทรัพย์มารวมกันเข้าเป็นกองทุน เพื่อทำกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ของการรับจัดตั้งมูลนิธิ ต้องมีกองทุนที่เป็นเงินสดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ในกรณีที่มีทรัพย์สินอย่างอื่น ในจำนวนนั้นต้องมีเงินสดเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 250,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมเงินสดและทรัพย์สินอย่างอื่นแล้วต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ในกรณีที่มูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นมานั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อการสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการศึกษา การกีฬา ศาสนา สาธารณภัย และเพื่อการบำบัดรักษา ค้นคว้า ป้องกันผู้ป่วยจากยาเสพติด เอดส์ หรือมูลนิธิที่ก่อตั้งโดยหน่วยงานของรัฐจะได้รับการผ่อนผันให้มีทรัพย์สินเป็น กองทุนไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ซึ่งในกรณีที่มีทรัพย์สินอย่างอื่นอยู่ด้วยจะต้องมีเงินสดไม่น้อยกว่า 100,000 บาทซึ่งเมื่อรวมเงินสดและทรัพย์สินอย่างอื่นแล้วต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 200,000 บาท การดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ ต้องมีคณะกรรมการอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป เป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิโดยจัดเตรียม รายชื่อ อายุ ที่อยู่ อาชีพ หมายเลขโทรศัพท์ ตำหน่งของกรรมการทุกคน พร้อมสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านกรรมการทุกท่าน ต้องมีการทำรายการทรัพย์สิน และรายละเอียดชื่อและที่อยู่เจ้าของทรัพย์สินที่จะจัดสรรในการจัดตั้งมูลนิธิ และรายการทรัพย์สินที่ยกให้มูลนิธิ โดยมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลเจ้าของทรัพย์สินประกอบ มีการจัดทำหนังสือคำมั่นสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินแก่มูลนิธิ (ถ้าเป็นเงินต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารว่าผู้ให้มีเงินฝากในบัญชีของธนาคารตามจำนวนที่จะให้กับมูลนิธิ โดยผู้รับคำมั่น และผู้ให้คำมั่นจะต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกัน มีสำเนาพินัยกรรม ในกรณีที่การขอจดทะเบียนมูลนิธิหรือจัดสรรทรัพย์สินสำหรับมูลนิธิ เกิดขึ้นโดยผลของพินัยกรรม มีการจัดทำข้อบังคับของมูลนิธิ ซึ่งต้องประกอบไปด้วย ชื่อมูลนิธิ วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ที่ตั้งมูลนิธิ และสาขาของมูลนิธิ (ในกรณีถ้ามีสาขา) ทรัพย์สินของมูลนิธิเมื่อจัดตั้ง ข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมการ ได้แก่ จำนวนของกรรมการ กำหนดตำแหน่งกรรมการ (ยกตัวอย่าง เช่น ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ และเลขานุการ เป็นต้น) การแต่งตั้งกรรมการ วาระในการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ และการประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน และบัญชีของมูลนิธิ แผนผังโดยสังเขปแสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่และที่ตั้งสำนักงานสาขา (ถ้ามี) มีการจัดทำรายงานการประชุมจัดตั้งมูลนิธิ (โดยระบุ ชื่อมูลนิธิ วัตถุประสงค์ รายชื่อกรรมการ ผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ) หนังสืออนุญาตให้ใช้สถานที่เป็นที่ตั้งมูลนิธิ จากเจ้าของหรือผู้ครอบครอง พร้อมแนบเอกสารหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการครอบครองของผู้อนุญาต ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน ใบอนุญาตก่อสร้าง โฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขายที่ระบุหมายเลขประจำบ้าน เป็นต้น มีการแต่งตั้งผู้ดำเนินการในการยื่นเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิ แบบคำรับรองของบุคคลผู้จะเป็นกรรมการมูลนิธิ ขั้นตอนการรับจัดตั้งมูลนิธิ ดำเนินการยื่นแบบคำขอ พร้อมเอกสารประกอบตามที่ราชการกำหนด- ในกรณีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานเขต- ในกรณีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ต่างจังหวัดยื่นที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ เมื่อสำนักเขต หรืออำเภอ/กิ่งอำเภอ ได้รับคำขอการจัดตั้ง จะดำเนินการตรวจสอบดังต่อไปนี้2.1 ตรวจสอบคำขอและข้อบังคับว่าถูกต้องหรือไม่2.2 ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ โดยวัตถุประสงค์ต้องไม่ขัดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่เป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน หรือต่อความมั่นคงของรัฐ2.3 ตรวจสอบรายการในคำขอหรือข้อบังคับ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ2.4 ตรวจสอบประวัติผู้จะเป็นกรรมการของมูลนิธิ ต้องมีฐานะและความประพฤติเหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ สำนักงานเขต หรืออำเภอ/กิ่งอำเภอ จะพิจารณาความถูกต้องและความครบถ้วนของเอกสารก่อน หลังจากนั้นจะเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อนายทะเบียน ซึ่งนายทะเบียนมูลนิธิในกรุงเทพมหานคร คือปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายทะเบียนมูลนิธิในต่างจังหวัดคือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อนายทะเบียนที่รับผิดชอบรับจดทะเบียนแล้ว จะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนมูลนิธิ (ม.น.3) และส่งประกาศรับจดทะเบียนมูลนิธิ ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วส่งเรื่องคืนไปยังสำนักงานเขต หรืออำเภอ/กิ่งอำเภอ และแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบเพื่อขอรับใบสำคัญฯ และชำระค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวงฯ ติดต่อบริการรับจัดตั้งมูลนิธิ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว ประเทศไทยถือเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ และดึงดูด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ วัดวา อาราม เมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และอุทยานต่างๆ รวมถึงมาตราการส่งเสริมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจากรัฐบาล ในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุด ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวมีมูลค่ามหาศาล และเติบโตมากขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงมีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากมีความสนใจที่จะประกอบธุรกิจทางด้านนำเที่ยว การประกอบกิจการทางด้านนำเที่ยวนั้น กฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยวเสียก่อน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มครองจากการซื้อรายการนำเที่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งถ้าผู้ประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยวใด ฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท การประกอบธุรกิจที่ถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการหรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ หรือบริการอย่างอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งทั้งนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎกระทรวงเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในนามบุคคลธรรม หรือนิติบุคคลก็ได้ 💚 โดยบริษัทกรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ให้บริการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ลูกค้าสามารถคลิกเพื่อดูข้อมูลการขอใบอนุญาต แต่ละจังหวัดที่ต้องการ ได้ดังนี้ คุณสมบัติการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยว กรณีบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย  ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์ ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ  ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว กรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย มีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้3.1 มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว3.2 มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3.3 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์3.4 ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว  โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ประเภทการวางเงินประกัน โดยกฎกระทรวง ออก ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดจำนวนเงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ดังนี้ผู้ประกอบการนำเที่ยว ต้องมีการจดทะเบียนและวางเงินประกันกับสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยแยกเป็น 4 ประเภทดังนี้ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่ ต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกัน จำนวน 3,000 บาท โดยสามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้เฉพาะในจังหวัดที่จดทะเบียนและจังหวัดข้างเคียงที่ระบุไว้ แต่ไม่สามารถขายนำเที่ยวออนไลน์ได้ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ (Domestic) ต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 15,000 บาท โดยสามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ทุกจังหวัด แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเที่ยวไปยังต่างประเทศ  โดยสามารถให้บริการได้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แต่ไม่สามารถขายนำเที่ยวออนไลน์ได้ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากต่างประเทศ (Inbound) ต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 30,000 บาท โดยการนำนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย สามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ทุกจังหวัด โดยไม่ได้รับอนุญาตให้นำเที่ยวไปยังต่างประเทศ โดยสามารถให้บริการได้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติ และสามารถขายนำเที่ยวออนไลน์ได้ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศ (Outbound) ต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 60,000 บาท โดยสามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ  ให้บริการได้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สามารถขายนำเที่ยวออนไลน์ได้ ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาต ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2,000 บาท ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบบริษัท ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 1,000 บาท ทุกๆ 2 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรายการประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างๆ เช่นเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานสาขา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน การเริ่มต้นประกอบธุรกิจนำเที่ยว จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หากท่านต้องการประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคลต้องเริ่มจากจดทะเบียนบริษัท หรือ บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทว่า ให้บริการการนำเที่ยว และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถนำธุรกิจไปจดทะเบียนขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้ จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันการประกอบธุรกิจมักมีการเปิดเว็บไซต์ หรือการทำสื่อบนอินเตอร์เน็ตต่าง ๆ เพื่อเป็นการโปรโมทโพสต์ธุรกิจของตน ดังนั้นหากผู้ประกอบการมีการจำหน่ายโปรแกรมท่องเที่ยวผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ต เช่น มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง จะต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม การทำกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวและไกด์นำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจทำประกันอุบัติเหตุในระหว่างนำเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวและไกด์นำเที่ยวของตน โดยสามารถติดต่อทำกรมธรรม์ดังกล่าวได้กับบริษัทรับทำประกันภัยได้โดยมีเงื่อนไขกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคน และกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เมื่อดำเนินการจดทะเบียนบริษัทโดยระบุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้บริการนำเที่ยวแล้ว จดทะเบียนพานิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (กรณีมีเว็บไซต์) และทำกรรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวและไกด์นำเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการต้องยื่นขอใขอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวกับกรมการท่องเที่ยว ถ้าท่านสนใจในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และต้องการขอใบอนุญาตนำเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ติดต่อเรา กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง เรามีผู้ชำนาญในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ช่วยเหลือคุณในการขอใบอนุญาตให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฏหมาย สนใจบริการ รับขอใบอนุญาตนำเที่ยว ปรึกษาเราได้ฟรี! ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### ขอใบอนุญาตค้าของเก่า รับขอใบอนุญาตค้าของเก่า ปัจจุบันในทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญและรณรงค์ในการนำเศษวัสดุ หรือของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ หรือที่เรียกว่ารีไซเคิล เพื่อลดปัญหาโลกร้อนและขยะที่จะล้นโลกในอนาคต ผู้ประกอบการค้าของเก่าก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ถือว่ามีความสำคัญมากในการส่งเสริมการนำวัสดุที่ใช้แล้ว ปัจจุบันเรารับขอใบอนุญาตค้าของเก่าเพราะมีผู้สนใจมาทำธุรกิจค้าของเก่าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากธุรกิจค้าของเก่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมาก ในการทำธุรกิจค้าของเก่า ผู้ประกอบการค้าของเก่าจำเป็นต้องศึกษาไม่ว่าจะเป็นการรับซื้อของเก่าวัสดุที่ใช้แล้ว การนำมาคัดแยก การบริหารจัดการ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจค้าของเก่าต้องทราบ และดำเนินการก่อนการประกอบธุรกิจคือการขอใบอนุญาตค้าของเก่า ซึ่งใบค้าของเก่านอกจากจะหมายถึงค้าของเก่าจำพวก วัสดุ หรือสิ่งของที่ใช้แล้ว ยังหมายรวมถึง รถยนต์เก่า และของโบราณ อีกด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจค้าของเก่าและขายทอดตลาดต้องขออนุญาต จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนประกอบธุรกิจ ซึ่งใบอนุญาตค้าของเก่านั้นจะเป็นใบอนุญาตเฉพาะตัว จะโอนกันไม่ได้ยกเว้นในกรณีนิติบุคคลจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานพิจารณาตามที่เห็นสมควร ซึ่งใบอนุญาตค้าของเก่าและขายทอดตลาดจะหมดอายุเหมือนกันในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี โดยผู้ได้รับใบอนุญาตต้องมาขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตเดิมจะสิ้นอายุ โดยสามารถยื่นต่ออายุได้ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ 90 วัน สำหรับการค้าของเก่านั้นต้องทำการค้าของเก่าในสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ซึ่งหนึ่งใบอนุญาตค้าของเก่าใช้ได้เฉพาะหนึ่งร้านค้า โดยผู้ประกอบการธุรกิจค้าของเก่าและขายทอดตลาดที่ไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษตามกฎหมาย ค้าของเก่า คือ ทรัพย์ที่ทำการเสนอขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยประการอื่นอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้ว โดยรวมถึงของโบราณด้วย  โดยขยายความดังนี้ ทรัพย์ คือวัตถุที่มีรูปร่างซึ่งเมื่อนำไปเสนอขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้วถือว่าเป็นการค้าของเก่า ทั้งนี้รวมถึงของใหม่ที่ทิ้งไว้นานๆ ด้วย โบราณวัตถุ คือทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งประดิษฐ์รวมทั้ง สิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติด้วย ขายทอดตลาด คือ การที่ผู้ขายนำทรัพย์สินออกเสนอขายโดยให้ผู้ซื้อสู้ราคากัน เป็นการขายโดยเปิดเผย คือคนขายไม่ได้ติดต่อกับคนซื้อเป็นรายตัว แต่ได้เปิดการขายโดยขายให้หลายคนแข่งขันกันประมูลราคา ถ้าใครให้ราคาสูงกว่าก็ขายให้ผู้นั้น ผู้ค้าของเก่าและขายทอดตลาดต้องจดทะเบียนต้องขออนุญาตจากกรมการปกครองส่วน แต่ถ้าเป็นการค้าของเก่าประเภทวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ ต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมศิลปากรด้วย ประเภทที่รับขอใบอนุญาตค้าของเก่า ประเภทของเก่าที่เป็นโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ ทั้งนี้ความหมายของนิยามเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพธภัณฑสถานแห่งชาติ ประเภทของเก่าที่เป็น เงิน ทอง นาก เพชรพลอย หรืออัญมณี ประเภทของเก่าที่เป็น รถยนต์ ทั้งนี้ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทของเก่าอื่นๆ ได้แก่ พระเครื่อง นาฬิกา คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง เครื่องดนตรี เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม้เรือนเก่า เครื่องจักรเก่า จักรเย็บผ้า รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์ กระทะล้อรถยนต์ แสตมป์ เหรียญ ธนบัตร ของหลุดจำนำ กระดาษ เศษเหล็ก แสตนเลส ถัง และพลาสติก เป็นต้น เงื่อนไขในการรับขอใบอนุญาตค้าของเก่า ต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ทั้งนี้นับถึงวันที่ยื่นคำขออนุญาตค้าของเก่า มีความรู้หนังสือไทยพออ่านออกเขียนได้ ต้องเป็นผู้ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋ว ความผิดเกี่ยวกับการค้า ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ลักทรัพย์ รีดเอาทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ และรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา หน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าและขายทอดตลาด อำนวยความสะดวกแก่นายตรวจที่ทำการตรวจตามหน้าที่ เมื่อใบอนุญาตค้าของเก่าสูญหายต้องยื่นคำร้องภายใน 7 วัน เพื่อขอรับใบแทน ยื่นคำร้องขออนุญาตย้ายสถานที่ประกอบการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วันต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเหมือนกับการขออนุญาตค้าของเก่าครั้งใหม่ หากประสงค์จะเลิกประกอบอาชีพค้าของเก่า ต้องแจ้งเลิกก่อนวันที่ใบอนุญาตค้าของเก่าสิ้นอายุ พร้อมทั้งนำใบอนุญาตค้าของเก่าเดิมส่งคืนด้วย ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ แสดงชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่า และคำว่าผู้ค้าของเก่า ไว้ ณ ที่ทำการค้าของตนและแสดงใบอนุญาตค้าของเก่าไว้ในที่เห็นได้ชัดแจ้ง ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ค้าของเก่า ต้องมีสมุดบัญชีสำหรับการค้าของตนและจดรายการทรัพย์ที่ซื้อ-ขาย ทุกชิ้นทุกรายโดยละเอียด โดยมีเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตค้าของเก่าลงนามและประทับตราประจำตำแหน่งในสมุด ให้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือนายตรวจทันที เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์ที่มีผู้นำเสนอหรือโอนให้นั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทุจริต ทำเลขลำดับเป็นเครื่องหมายปิดไว้ที่ของให้ตรงกับเลขลำดับในสมุดบัญชี เพื่อความสะดวกในการสำรวจตรวจสอบ อย่าเอาเปรียบลูกค้าในเรื่องราคา และปกปิดความจริงประวัติของทรัพย์ที่ขาย ผู้ได้รับใบอนุญาตขายทอดตลาดต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ ปิดประกาศโฆษณาเงื่อนไขและบัญชีทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดไว้ ณ สถานที่ขายให้เห็นโดยชัดเจน ให้อยู่ ณ ที่ขายทอดตลาดและเตรียมใบอนุญาตขายทอดตลาดตัวจริงไว้แสดงให้นายตรวจดู ต้องมีสมุดบัญชีสำหรับการขายทอดตลาด และจดรายการของทรัพย์ที่ได้มาและขายไปโดยละเอียด โดยมีเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตลงนามและประทับตราประจำตำแหน่งในสมุด ให้แจ้งวันสถานที่ขายให้นายตรวจทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน แสดงชื่อของผู้ทอดตลาด และคำว่า “ผู้ทอดตลาด” ไว้ที่ประตูชั้นบนนอกสำนักงาน ให้ความร่วมมือกับนายตรวจ เมื่อนายตรวจประสงค์จะทราบรายการข้อสำคัญอื่นเกี่ยวกับทรัพย์ที่ขายทอดตลาด เมื่อมีเหตุสงสัยว่าทรัพย์ที่มีผู้มาเสนอหรือโอนนั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทุจริตต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือนายตรวจทันที ให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องให้แก่ผู้ประมูลทรัพย์สินได้ด้วย อัตราค่าธรรมเนียมรัฐบาล ค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด                                                   ปีละ 15,000 บาท ค่าธรรมเนียมการค้าของเก่า 2.1 ของเก่าประเภทโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ                             ปีละ 12,500 บาท 2.2 ของเก่าประเภทเพชร พลอย ทอง นาก เงิน หรืออัญมณี        ปีละ 10,000 บาท 2.3 ประเภทรถยนต์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์                          ปีละ  7,500  บาท 2.4 ประเภทอื่นๆ 1(ไม่อยู่ใน (ก) (ข) และ (ค)                                ปีละ  5,000  บาท อายุใบอนุญาต ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี  จะหมดอายุภายในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี แนะนำบริการที่น่าสนใจ : ขอใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ ข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับค้าของเก่าไม่มีใบอนุญาต สนใจบริการขอใบอนุญาตค้าของเก่า ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### จดทะเบียนสมาคม รับจดทะเบียนสมาคม และสมาคมการค้า พร้อมเตรียมเอกสารสำหรับไปยื่นจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจและจดที่สำนักงานเขตกรมการปกครอง ให้ท่านทุกขั้นตอน รับจดทะเบียนสมาคม มีรายละเอียดข้อบังคับต่างๆ ดังนี้ การจัดตั้งสมาคมเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคล โดยต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 13 คนขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 3 คน เพื่อทำการใดๆต่อเนื่องร่วมกัน โดยไม่ใช่เป็นการแสวงหากำไร หรือรายได้มาแบ่งกัน รายได้ของสมาคมจะมาจากค่าลงทะเบียน ค่าสมาชิกรายปี และรายได้จากการจัดกิจกรรมของสมาคม เพื่อใช้จ่ายในกิจการตามวัตถุประสงค์ของสมาคม สมาคมต้องมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการจัดตั้งสมาคมขึ้นมา อย่างเช่น  วัตถุประสงค์เกี่ยวกับศาสนาต้องมีหนังสือรับรองสนับสนุนจากกรมศาสนา หรือถ้าวัตถุประสงค์เป็นเรื่องอื่นๆ ต้องมีหนังสือรับรองสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นๆ กิจการใดของสมาคมที่ต้องทำนิติสัมพันธ์หรือติดต่อบุคคลภายนอก ต้องทำโดยคณะกรรมการสมาคม ในฐานะผู้แทนสมาคม ถ้าติดต่อกับสมาชิกของสมาคมเท่านั้นจะไม่มีผลผูกพันตามกฏหมายแต่อย่างใด สมาชิกมีสิทธิตรวจตรากิจการของสมาคมและมีอำนาจเรียกประชุมใหญ่ได้ แต่ต้องมีเหตุผลสมควรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ โดยต้องส่งเป็นหนังสือนัดประชุมไปยังสมาชิกทุกคนหรือลงประกาศหนังสือพิมพ์ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ล่วงหน้า 7 วันก่อนวันนัดประชุม คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมทุกปี โดยจะระบุวันเดือนใดของปีก็ได้ การยื่นคำร้องขอจัดตั้งสมาคม 1. ในกรุงเทพมหานคร ยื่นขอจัดตั้งที่สำนักงานเขตแต่ละเขตที่สมาคมจัดตั้งอยู่2. ในต่างจังหวัด ยื่นที่ว่าการอำเภอ หรือที่ทำการปกครองจังหวัด รายละเอียดการรับจดทะเบียนสมาคม ก่อนที่ใช้บริการจดทะเบียนสมาคมต้องมีการจัดประชุมเพื่อก่อตั้งสมาคม โดยต้องมีผู้เป็นสมาชิกอย่างน้อย 3 คนขึ้นไปร่วมกันยื่นคำขอจัดตั้งสมาคม (ระบุชื่อในคำขอจดทะเบียน) ต้องมีการจัดทำข้อบังคับของสมาคม โดยข้อบังคับต้องไม่แตกต่างไปจากบทกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และต้องร่างขึ้นก่อนขอจัดตั้งสมาคม โดยจะร่างข้อบังคับภายหลังที่จัดตั้งสมาคมแล้วไม่ได้ ต้องมีการกำหนดสถานที่ตั้งของสมาคม สำนักงานใหญ่ หรือสาขา (ถ้ามี) ต้องมีการแต่งตั้งและกำหนดตำแหน่งกรรมการสมาคม เช่น นายกสมาคม อุปนายก สมาคม เหรัญญิก ปฎิคม นายทะเบียนประชาสัมพันธ์ และเลขานุการเป็นต้น รายละเอียดการจดทะเบียนสมาคมการค้า การรับจดทะเบียนทะเบียนสมาคมการค้าของเรา ลูกค้าต้องมีชื่อของสมาคมที่เป็นอักษรภาษาไทย แต่จะมีอักษรภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และต้องมีป้ายชื่อสมาคมซึ่งเห็นได้ชัดเจนติดไว้ที่สำนักงานที่ตั้งสมาคม ต้องมีผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคมอย่างน้อย 3 คน ร่วมกันจัดตั้งสมาคมการค้า โดยทั้งนี้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจประเภทเดียวกัน หรือ วิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกัน และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจประเภทเดียวกันนั้น สมาคมการค้าต้องมีข้อบังคับของสมาคม ซึ่งต้องมี ชื่อสมาคม วัตถุประสงค์ ที่ตั้งสำนักงาน วิธีรับสมาชิก สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก และการให้ออกจากสมาชิก การดำเนินกิจการของสมาคมการค้า การตั้งกรรมการ การออกจากตำแหน่งของกรรมการ การประชุมของกรรมการ และการประชุมใหญ่ สมาคมการค้าต้องมีคณะกรรมการทำหน้าที่ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนของสมาคมการค้าในการทำกิจการกับบุคคลภายนอก โดยทั้งนี้คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้ทำการแทนก็ได้ สมาคมการค้า รับจดทะเบียนสมาคมการค้า  สถาบันที่บุคคลหลายคนทำธุรกิจทางการค้า อุตสาหกรรม การเงิน การประมง เกษตรกรรมหรือธุรกิจด้านอื่นๆ ร่วมกันจัดตั้งเพื่อส่งเสริมกันในการประกอบวิสาหกิจ ซึ่งไม่เป็นการแสวงหาผลกำไรหรือนำรายได้แบ่งปันกัน  โดยสมาชิกของสมาคมการค้า สามารถทำเรื่องยื่นคำขอเป็นหนังสือในการขอตรวจสอบกิจการและทรัพย์สินของสมาคมได้ หน้าที่ของสมาคมการค้า สมาคมการค้าต้องจัดทำทะเบียนสมาชิกเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของสมาคม และส่งมอบสำเนาทะเบียนสมาชิกให้แก่นายทะเบียนสมาคมการค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมการค้า โดย เมื่อสมาคมมีสมาชิกใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทะเบียนสมาชิก สมาคมการค้าต้องส่งสำเนาทะเบียนสมาชิกใหม่ให้แก่ นายทะเบียนสมาคมการค้า ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง สมาคมการค้าต้องมีการจัดประชุม เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดแรก เพื่อดำเนินกิจการและเป็นตัวแทนของสมาคม ในการทำกิจการที่กี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก โดยเมื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคมแล้ว ต้องดำเนินการไปยื่นจดทะเบียน ต่อนายทะเบียนสมาคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เลือกตั้งคณะกรรมการ ในกรณีที่มีการเลือกตั้งหรือเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่ จะต้องนำไปจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันตั้งหรือเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่ ในกรณีที่มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคม จะต้องนำไปยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน ทั้งนี้นับแต่วันที่ประชุมใหญ่ลงมติให้แก้ไขข้อบังคับของสมาคม สมาคมต้องดำเนินการจัดทำงบดุลอย่างน้อยจำนวนหนึ่งครั้งทุกรอบระยะเวลาสิบสองเดือน ซึ่งจะถือว่าเป็นรอบปีในทางบัญชี ซึ่งต้องทำการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และนำงบที่ตรวจสอบแล้วแล้วเสนอเพื่ออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่สิ้นปีทางบัญชี สมาคมต้องดำเนินการจัดทำรายงานประจำปีเพื่อแสดงผลการดำเนินกิจการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในคราวที่เสนองบดุล และจัดส่งสำเนารายงานกับงบดุลไปยังนายทะเบียนภายใน 30 วันทั้งนี้นับแต่วันที่มีการประชุมใหญ่ ในกรณีที่มีการเลิกสมาคมการค้า สมาคมจะต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เกิดมีเหตุที่ทำให้เลิก สนใจบริการรับจดจัดตั้งสมาคมและสมาคมการค้า บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120มือถือ : 094 864 9799LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### เข้าตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แหล่งเงินทุนธุรกิจที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งก็คือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Public Listing) โดยบริษัทสามารถระดมทุนเพื่อใช้ในการพัฒนา และขยายกิจการผ่านการนำหลักทรัพย์เสนอขายต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ทำไมต้องนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ประโยชน์ในระยะยาวในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์มีหลายประการดังต่อไปนี้ ความสามารถในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาบริษัท ทำให้การควบรวมกิจการ และซื้อกิจการเพื่อการเติบโตนั้นง่ายขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งให้แก่เจ้าของกิจการ เพิ่มสภาพคล่องของสินทรัพย์ ความสามารถในการดึงดูด และรักษาคนที่มีความสามารถ ทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือ เพิ่มคุณค่าขององค์กร เพิ่มความสามารถในการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่พิเศษ ลดต้นทุนทางการเงินในอนาคต การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว Greenpro ให้คำแนะนำในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ และช่วยเหลือลูกค้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ตลาดหลักทรัพย์แนสแดก (Nasdaq Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์ OTC (OTC Market) การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เป็นอันดับ 1 การระดมทุนจากทั่วโลกผ่าน IPO ในระยะเวลาห้าปีจากเก้าปีที่ผ่านมา การระดมทุนใน IPO มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง โดยผู้ออกหลักทรัพย์ตลอดระยะเวลาเก้าปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มากกว่า 2,100 บริษัท รวมถึงบริษัทจากต่างประเทศ และบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีการลงทุนมากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ลงทุนในฮ่องกงผ่านการซื้อขายแบบ Southbound (นักลงทุนจีนสามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงได้โดยตรง) ภายใต้โครงการ Stock Connect ข้อดีของการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 1. เป็นโอกาสดีที่สู่การได้พันธมิตรระหว่างประเทศสู่จีนแผ่นดินใหญ่2. มีฐานนักลงทุนที่หลากหลายจากทั่วโลก 3. เป็นตลาดรองที่แข็งแกร่ง 4. เป็นกรอบนักลงทุนหลักที่เป็นนักลงทุนสถาบัน 5. มีขั้นตอนที่โปร่งใส 6. บริษัทสามารถเข้าถึงนักลงทุนจากจีน ด้วยโครงการ Stock Connect7. เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสามารถระดมทุนจาก IPO ได้เป็นจำนวนมาก8. เป็นไปตามมาตราฐานสากลการกำกับดูแลกิจการที่ดี9. มีระบบการกำกับดูแลที่ดี10. มีระบบกฎหมายที่ดี หลักเกณฑ์ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลัก Main Board ตลาด GEM ตลาดสำหรับบริษัท กลุ่มบริษัท ธนาคาร และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงบริษัท ผู้ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ต และบริษัทด้านการดูแลสุขภาพตลาดสำหรับบริษัทตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ข้อกำหนดทางด้านการเงิน (เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งด้านล่างนี้) ข้อกำหนดทางด้านการเงิน เกณฑ์กำไร เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้ เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้/กระแสเงินสด กำไรสะสม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 3 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 2 ปี ไม่น้อยกว่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap.ไม่น้อยกว่า150 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เกณฑ์กำไร เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้ เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้/กระแสเงินสด กำไรสะสม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 3 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 2 ปี ไม่น้อยกว่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap.ไม่น้อยกว่า150 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เกณฑ์กำไร เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้ เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้/กระแสเงินสด กำไรสะสม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 3 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 2 ปี ไม่น้อยกว่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap.ไม่น้อยกว่า150 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง การกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยขั้นต่ำ 25% (อาจลดลงเหลือ 15% หาก Market Cap. มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 300 คน อยู่ภายใต้การบริหารงานของฝ่ายบริหารกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นเจ้าของเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี มีกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมอย่างน้อย 1 ใน 3 ของคณะกรรมการ รายงานทางการเงินทุกครึ่งปี การกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยขั้นต่ำ 25% (อาจลดลงเหลือ 15% หาก Market Cap. มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 100 คน อยู่ภายใต้การบริหารงานของฝ่ายบริหารกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เป็นเจ้าของเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี มีกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมอย่างน้อย 1 ใน 3 ของคณะกรรมการ รายงานทางการเงินทุกไตรมาส ตลาดหลัก Main Board ตลาด GEM ตลาดสำหรับบริษัท กลุ่มบริษัท ธนาคาร และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงบริษัท ผู้ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ต และบริษัทด้านการดูแลสุขภาพตลาดสำหรับบริษัทตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ข้อกำหนดทางด้านการเงิน (เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งด้านล่างนี้) ข้อกำหนดทางด้านการเงิน เกณฑ์กำไร เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้ เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตาม Market Cap./รายได้/กระแสเงินสด กำไรสะสม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง รายได้ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap. ไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 3 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF) ในช่วง 2 ปี ไม่น้อยกว่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Market Cap.ไม่น้อยกว่า150 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง การกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยขั้นต่ำ 25% (อาจลดลงเหลือ 15% หาก Market Cap. มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 300 คน อยู่ภายใต้การบริหารงานของฝ่ายบริหารกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นเจ้าของเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี มีกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมอย่างน้อย 1 ใน 3 ของคณะกรรมการ รายงานทางการเงินทุกครึ่งปี การกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยขั้นต่ำ 25% (อาจลดลงเหลือ 15% หาก Market Cap. มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 100 คน อยู่ภายใต้การบริหารงานของฝ่ายบริหารกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เป็นเจ้าของเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี มีกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมอย่างน้อย 1 ใน 3 ของคณะกรรมการ รายงานทางการเงินทุกไตรมาส ขั้นตอนการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Main Board และ GEM) การแต่งตั้งที่ปรึกษามืออาชีพมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการเสนอขายหุ้น IPO ที่ปรึกษา ได้แก่ ผู้สนับสนุน และผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์, นักกฎหมายต่างประเทศและในประเทศ, นักบัญชี ฯลฯ ซึ่งจะต้องแต่งตั้งผู้สนับสนุนอย่างน้อย 2 เดือนก่อนยื่นใบสมัคร IPO และแจ้ง HKEX เป็นลายลักษณ์อักษรภายในห้าวันทำการที่บริษัทได้แต่งตั้ง ทั้งนี้ควรหารือกับที่ปรึกษามืออาชีพว่าการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นเหมาะกับสถานะของบริษัทหรือไม่ ได้แก่ เวลา ค่าใช้จ่ายและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ความท้าทาย และภาระผูกพันที่ บริษัทอาจเผชิญเมื่อจดทะเบียนไปแล้ว ขั้นตอนการเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ปรึกษามืออาชีพจะทำการตรวจสอบสถานะบริษัท (Due diligence) ภายในบริษัท และช่วยเหลือในการร่างหนังสือชี้ชวน หนังสือชี้ชวนจะต้องมีข้อมูลทั้งหมดที่นักลงทุนต้องใช้ในการตัดสินใจลงทุน ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อหน่วยงานจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แบบฟอร์มในการยื่นขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงหนังสือชี้ชวนจะถูกยื่นต่อหน่วยงาน จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะถือว่าแบบฟอร์มนั้นสมบูรณ์แล้ว แผนกจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะยืนยันการรับและเผยแพร่หนังสือชี้ชวนทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษในระบบออนไลน์ การตรวจโดยหน่วยงานจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แผนกจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดใบสมัครโดยละเอียดตามคุณสมบัติ ความเหมาะสม ความยั่งยืน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอ การแสดงความเห็นในรอบแรกจะมีขึ้นภายใน 10 วันทำการหลังจากได้รับใบสมัคร ไม่มีกรอบเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับตารางเวลา สิ่งนี้จะขึ้นอยู่กับการตอบคำถามของบริษัทที่จะจดทะเบียน และคุณภาพของคำตอบ การพิจารณาโดยคณะกรรมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คณะกรรมการการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำการตรวจสอบใบสมัคร และพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะดำเนินการเสนอขายหุ้น IPO หรือไม่ ระยะเวลาการทำการตลาดโดยทั่วไป ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriters) จะช่วยเตรียมขั้นตอนการทางการตลาดให้กับบริษัท ขั้นตอนทางการตลาดอาจรวมถึงการให้ความรู้กับนักลงทุน และการจัดกิจกรรมโรดโชว์เสนอขายหุ้น IPO การอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงหลังจากกำหนดราคา และจัดสรรหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะถูกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพื่อซื้อเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ แหล่งที่มา: HKEX ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE AMERICAN INITIAL LISTING STANDARDS หลักเกณฑ์ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) จะต้องเป็นไปตามข้อใดข้อหนึ่งดังนี้ คือปีบัญชีล่าสุด หรือ 2 ใน 3 ของปีบัญชีล่าสุด(2) ผู้ถือหุ้นสาธารณะ และผู้ถือหุ้นรายย่อย ไม่รวมถึงผู้ถือหุ้น หรือหุ้นที่ถือโดยทางตรง หรือทางอ้อมโดยกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมบริษัท ผู้ถือหุ้นแบบกระจุกตัว 10% หรือมากกว่า บริษัทในเครือ หรือครอบครัวของผู้ถือหุ้น แหล่งที่มา: NYSE ตลาดหลักทรัพย์แนสแดก Nasdaq Global Select Market: ข้อกำหนดทางการเงิน บริษัทจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ทุกข้อภายใต้มาตรฐานทางการเงินอย่างน้อย 1 ใน 4 ในมาตรฐานตามตารางด้านล่างนี้ และจะต้องเข้าข้อกำหนดเพิ่มเติมทางด้านสภาพคล่อง ข้อกำหนดเหล่านี้จะใช้บังคับกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในหลักทรัพย์ประเภทแรก อ้างถึงข้อกำหนดการจดทะเบียนหลักทรัพย์ที่ระบุเฉพาะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทุนปิด หุ้นกู้อนุพันธ์ ตราสารหนี้ และหลักทรัพย์ประเภทรอง Nasdaq Global Select Market: ข้อกำหนดทางด้านสภาพคล่อง * บริษัทจะต้องมีผู้ดูแลสภาพคล่องการซื้อขายที่ได้รับการจดทะเบียนและยังมีผลอยู่จำนวน 4 คน เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อกำหนดของ Nasdaq Global Market Income Standard หรือ Equity Standard ตามที่ระบุไว้ในตารางถัดไป ซึ่งในกรณีนี้จะต้องมีผู้ดูแลสภาพคล่องการซื้อขายที่ได้รับการจดทะเบียนและมีผลอยู่จำนวน 3 คน Nasdaq Global Select Market: ข้อกำหนดทางด้านการเงินและสภาพคล่อง บริษัทจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ทุกข้อภายใต้มาตรฐานทางการเงินอย่างน้อย 1 ใน 4 มาตรฐานตามตารางด้านล่างนี้ * บริษัทที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดในปัจจุบัน ที่มีคุณสมบัติภายใต้ มาตรฐานมูลค่าตลาด เพียงอย่างเดียว จะต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์จดทะเบียนตามราคาตลาด $75 ล้าน และต้องมีราคาตลาด $4 โดยทำการซื้อขายติดต่อกันเป็นระยะเวลา 90 วันทำการก่อนที่จะสมัคร Nasdaq Global Select Market: ข้อกำหนดทางด้านการเงินและสภาพคล่อง บริษัทจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ทุกข้อภายใต้มาตรฐานทางการเงินอย่างน้อยหนึ่งในสามมาตรฐานด้านล่างนี้ * บริษัทที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดในปัจจุบัน ที่มีคุณสมบัติภายใต้ มาตรฐานมูลค่าตลาด เพียงอย่างเดียว จะต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์จดทะเบียนตามราคาตลาด $50 ล้าน และต้องมีราคาตลาดที่เหมาะสม โดยทำการซื้อขายติดต่อกันเป็นระยะเวลา 90 วันทำการก่อนที่จะสมัคร ** เพื่อให้มีคุณสมบัติภายใต้ทางเลือกราคาปิด บริษัทจะต้อง: (i) มีรายได้ประจำปีเฉลี่ย $6 ล้าน เป็นเวลาสามปีหรือ (ii) มีสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ $5 ล้าน หรือ (iii) มีสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ $2 ล้าน และมีประวัติการดำเนินงานมาแล้ว 3 ปีนอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางด้านการเงินและสภาพคล่องอื่นๆ ที่ระบุไว้ข้างต้น ข้อกำหนดการกำกับดูแลกิจการ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq จำเป็นต้องมีมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์การจดทะเบียนหลักทรัพย์ข้อที่ 5600 ข้อกำหนดเหล่านี้บางส่วนจะได้รับการยกเว้น เมื่อถูกนำไปใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ออกหุ้นเอกชนจากต่างประเทศ บริษัทที่ควบคุมและเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ### Public listing PUBLIC LISTING HONG KONG Stock Exchange WHY LISING IN HONG KONG? No.1 globally in IPO fundraising in five of the past nine yearsOver 2 trillion Hong Kong Dollars in IPO fund raising by issuers over the past nine yearsMore than 2,100 listed companies, including international and Mainland Chinese firmsOver 800 billion Hong Kong Dollars invested in Hong Kong via Southbound Trading under Stock Connect to date KEY ADVANTAGES - Partner of choice for opportunities related to China’s internationalisation- Diverse and global investor base- Healthy and robust secondary market- Framework for cornerstone investors- Transparent process- Stock Connect with access to investors in Mainland China- Deep and liquid market that funds jumbo IPOs- International corporate governance standards- Sound regulatory regime- Well established legal system Listing requirement Main Board GEM Market for more established companies, Listing rang from conglomerates, bank and property developers to internet companies and healthcare providersMarket for small to mid-sized companies Financial Requirements (Satisfy one of the below tests) Financial Requirement Profit test Market Capitalization/ Revenue test Market Capitalization/ Revenue/Cash Flow Test 3-year aggregate profit not less than HK$ 30M. Market Cap. Not less than HK$500M At the time of listing. Latest year revenue not less than HK$500M. Market Cap. not less than HK$4Billion at the time of listing.Latest year revenue not less than HK$500M. Market Cap. not less than 2Billion at the time of listing Positive 3 years aggregate Operating cash flow (OCF) Not less than HK$100M.Positive 2-year aggregate OCF not less than HK$30M.Market Capitalization not less than HK$150M. at the time of listing Profit test Market Capitalization/ Revenue test Market Capitalization/ Revenue/Cash Flow Test 3-year aggregate profit not less than HK$ 30M. Market Cap. Not less than HK$500M At the time of listing. Latest year revenue not less than HK$500M. Market Cap. not less than HK$4Billion at the time of listing. Latest year revenue not less than HK$ Market Cap. not less than 2Billion at the time of listing Positive 3 years aggregate Operating cash flow (OCF) Not less than HK$100M.Positive 2-year aggregate OCF not less than HK$30M.Market Capitalization not less than HK$150M. at the time of listing Profit test Market Capitalization/ Revenue test Market Capitalization/ Revenue/Cash Flow Test 3-year aggregate profit not less than HK$ 30M. Market Cap. Not less than HK$500M At the time of listing. Latest year revenue not less than HK$500M. Market Cap. not less than HK$4Billion at the time of listing. Latest year revenue not less than HK$ Market Cap. not less than 2Billion at the time of listing Positive 3 years aggregate Operating cash flow (OCF) Not less than HK$100M.Positive 2-year aggregate OCF not less than HK$30M.Market Capitalization not less than HK$150M. at the time of listing At least 25% free float (Can reduce to 15% if the Market Cap. more than HK$10Billion At least 300 shareholders 3 years same management 1 year same ownership At lest 3 independent directors and control representing not less than one-third of the board Semi-annual financial reporting At least 25% free float which can reduce to 15%, if Market Cap not less than HKS$10Billion At least 100 shareholders 2 years same management 1 year same ownership At least 3 independent directors and control representing at least one-third of the board Main Board GEM Market for more established companies, Listing rang from conglomerates, bank and property developers to internet companies and healthcare providersMarket for small to mid-sized companies Financial Requirements (Satisfy one of the below tests) Financial Requirement Profit test Market Capitalization/ Revenue test Market Capitalization/ Revenue/Cash Flow Test 3-year aggregate profit not less than HK$ 30M. Market Cap. Not less than HK$500M At the time of listing. Latest year revenue not less than HK$500M. Market Cap. not less than HK$4Billion at the time of listing. Latest year revenue not less than HK$ Market Cap. not less than 2Billion at the time of listing Positive 3 years aggregate Operating cash flow (OCF) Not less than HK$100M.Positive 2-year aggregate OCF not less than HK$30M.Market Capitalization not less than HK$150M. at the time of listing At least 25% free float (Can reduce to 15% if the Market Cap. more than HK$10Billion At least 300 shareholders 3 years same management 1 year same ownership At lest 3 independent directors and control representing not less than one-third of the board Semi-annual financial reporting At least 25% free float which can reduce to 15%, if Market Cap not less than HKS$10Billion At least 100 shareholders 2 years same management 1 year same ownership At least 3 independent directors and control representing at least one-third of the board Listing process on Main board and GEM Appointing professional advisors is crucial for the success of the IPO. Professional advisors include Sponsor(s) and Underwriter(s), foreign and domestic lawyers, accountants, etc. It is required to appoint a Sponsor at least 2 months before submission of an IPO application and to notify HKEX in writing within five business days of its appointment. The Company should discuss with professional advisors whether a listing is right for the Company, the time and cost, and the potential issues, challenges and obligations the Company may face once listed. Listing Preparation Process Professional advisors conduct due diligence on the Company and assist in the drafting of the prospectus. The prospectus must contain all the information that an investor reasonably requires to make an informed investment decision Submitting Listing Application to Listing Department The Listing Application which includes the prospectus is submitted to the Listing Department Assuming the Listing Application is substantially complete, Listing Department will confirm receipt and publish both Chinese and English versions of the prospectus online. Vetting by the Listing Department Listing Department will subsequently conduct detailed vetting of the Listing Application based on eligibility, suitability, sustainability, compliance of rules and sufficient disclosure. First round of comments will be provided within 10 business days from receipt of application. There is no pre-set time frame for a listing timetable. This will depend on the Company’s response time and quality of response. Hearing by Listing Committee Listing Committee will review the application and determine if it is suitable to proceed with its IPO. Marketing Period Underwriters typically help prepare a marketing process for the Company. The marketing process can include an investor education portion and an IPO roadshow. List on Stock Exchange of Hong Kong After successfully pricing and allocating the shares to institutional investors and retail investors, the Company will be listed on the Stock Exchange of Hong Kong for trading. Source: HKEX New York Stock Exchange NYSE AMERICAN INITIAL LISTING STANDARDS (1) Requirement must be satisfied in either the last fiscal year or 2 out 3 most recent fiscal year.(2) Public shareholder and public float do not include shareholders or shares held directly or indirectly by any officer director controlling shareholder or other concentrated (10% or greater) affiliated or family holding.Source: NYSE Nasdaq Stock Exchange Nasdaq Market Tiers The Nasdaq Stock Market has three distinctive tiers: The Nasdaq Global Select Market®, The Nasdaq Global Market® and The Nasdaq Capital Market®. Applicants must satisfy certain financial, liquidity and corporate governance requirements to be approved for listing on any of these market tiers. As illustrated in the following tables, the initial financial and liquidity requirements for the Nasdaq Global Select Market are more stringent than those for the Nasdaq Global Market and likewise, the initial listing requirements for the Nasdaq Global Market are more stringent than those for the Nasdaq Capital Market. Corporate governance requirements are the same across all Nasdaq market tiers.It is important to note that even though a company’s securities meet all enumerated criteria for initial inclusion, Nasdaq may deny initial listing, or apply additional conditions, if necessary to protect investors and the public interest. Overview of Initial Listing Requirements The following charts provide an overview of the criteria companies must satisfy in order to list common stock or common stock equivalents on Nasdaq. For a more detailed presentation of our listing requirements, including listing requirements for other types of securities, please refer to our Listing Rules and consult our comprehensive list of frequently asked questions. Nasdaq Global Select Market: Financial Requirements Companies must meet all of the criteria under at least one of the four financial standards below and the applicable liquidity requirements on the next page. These requirements apply to listing the primary class of securities for an operating company. Refer to our Listing Rules for specific requirements as they pertain to closed end funds, structured products, debt securities and secondary classes. Nasdaq Global Select Market: Liquidity Requirements * The Company must also have four registered and active Market Makers unless it satisfies the requirements of the Nasdaq Global Market Income Standard or Equity Standard as set forth on the next page, in which case it must have three registered and active Market Makers. Nasdaq Global Market: Financial and Liquidity Requirements Companies must meet all of the criteria under at least one of the four standards below. * Currently traded companies qualifying solely under the Market Value Standard must meet the $75 million Market Value of Listed Securities and the $4 bid price requirement for 90 consecutive trading days before applying. Nasdaq Capital Market: Financial and Liquidity Requirements Companies must meet all of the criteria under at least one of the three standards below. * Currently traded companies qualifying solely under the Market Value Standard must meet the $50 million Market Value of Listed Securities and the applicable bid price requirement for 90 consecutive trading days before applying.** To qualify under the closing price alternative, a company must have: (i) average annual revenues of $6 million for three years, or (ii) net tangible assets of $5 million, or (iii) net tangible assets of $2 million and a 3 year operating history, in addition to satisfying the other financial and liquidity requirements listed above. Corporate Governance Requirements Companies listed on The Nasdaq Stock Market are required to meet high standards of corporate governance, as set forth in the Listing Rule 5600 Series. Certain exemptions and phase-ins from these requirements apply to limited partnerships, foreign private issuers, initial public offerings and controlled companies.The following chart provides an overview of Nasdaq’s corporate governance requirements. For a more detailed discussion, please refer to our Listing Rules or consult our comprehensive list of frequently asked questions. If you would like to speak with Listing Qualifications Staff at any time, please call us at +1 301 978 8008. While such conversations are generally sufficient to answer your questions, we also provide definitive written guidance, which can be requested through the Listing Center. Source: Nasdaq ### ติดต่อเรา ติดต่อเราวันนี้เพื่อดูว่าเราสามารถช่วยคุณอย่างไรได้บ้าง ติดต่อบริการด้านบัญชี ภาษี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด โทร : 085-067-4884 ที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย73 (พรกุลวัฒน์) แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร อีเมล info@greenproksp.com ติดต่อบริการด้านธุรกิจ วีซ่า ใบอนุญาต บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด โทร : 094-864-9799 ที่อยู่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้นที่ 11 ห้องเลขที่ 111 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร อีเมล info.th@greenproksp.com กรอกข้อมูล ติดต่อเรา Contact Us - TH ชื่อ * นามสกุล * เบอร์โทรศัพท์ * อีเมล * เลือกบริการที่สนใจ * ทำบัญชีและภาษีบัญชี Outsourceรับตรวจสอบบัญชีบริการทางการเงินบริการจดทะเบียนนิติบุคคลบริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียน หจกรับจดทะเบียนพาณิชย์ (รับจดทะเบียนการค้า)รับขึ้นทะเบียนประกันสังคมรับทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงานรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)รับวางแผนภาษีรับวางระบบบัญชีที่ปรึกษาบัญชีที่ปรึกษาภาษีบัญชีแฟรนไชส์วิทยากรบรรยาย บัญชี ภาษี สอบบัญชี รายละเอียดเพิ่มเติม นโยบายความเป็นส่วนตัว * ยอมรับ เมื่อทำการส่งแบบฟอร์มนี้ คุณได้ยอมรับข้อกำหนดนโยบายความเป็นส่วนตัว และข้อมูลส่วนบุคคลของเรา อ่านรายละเอียดคลิก>>นโยบายความเป็นส่วนตัว ส่งข้อมูล If you are human, leave this field blank. Δ ### บริการอื่นๆ บริการด้านอื่น ๆ ในฐานะที่เป็นบริษัทที่ให้บริการแบบครบวงจร GreenPro KSP มีทีมที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย และที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจที่พร้อมช่วยเหลือคุณในเรื่องดังต่อไปนี้ บริการร่างสัญญาทางกฎหมาย สัญญาก่อนสมรส พินัยกรรม สัญญาโอนหุ้น สัญญาเงินกู้ สัญญาเช่า สัญญาซื้อขาย สัญญาอื่น ๆ บริการรับรองเอกสารโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notary Public) รับรองเอกสารเพื่อใช้ในต่างประเทศ รับรองเอกสาร รับรองใบสมัคร เพื่อเรียนต่อต่างประเทศ รับรองสำเนาเอกสาร รับรองสถานะการเงิน รับรองคำแปล แปลเอกสาร รับรองลายมือชื่อ รับรองบุคคล กรรมการนิติบุคคล บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน รับรองข้อเท็จจริง รับรองความมีอยู่จริงของเอกสาร รับรองการทำสัญญาระหว่างเอกชน รับรองคำสาบาน รับรองคำให้การ รับรองหนังสืออนุญาตจากผู้ปกครอง อื่น ๆ ตามที่กฏหมายกำหนด บริการในการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย บริการในการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย ชาวต่างชาติได้รับอนุญาตให้ซื้อคอนโดมิเนียมในชื่อของตนเองได้ โดยสามารถเป็นเจ้าของคอนโดได้ 100% แต่ทั้งนี้มีเงื่อนไขบางประการตามกฎหมายไทย (พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522) ที่คนต่างชาติต้องคำนึงถึง ดังนี้ กรรมสิทธิ์ของห้องชุดที่ถือโดยชาวต่างชาติในแต่ละโครงการอาคารชุดจะต้องไม่เกิน 49% ของพื้นที่ทั้งหมดของทุกยูนิตในโครงการนั้น ๆ (ตัวอย่างเช่น หากคอนโดมิเนียมโครงการหนึ่งมีจำนวนห้อง 100 ห้อง (โดยทั้งนี้แต่ละห้องมีขนาดเท่ากัน) ชาวต่างชาติสามารถถือครองเป็นเจ้าของคอนโดในโครงการนั้นได้เพียง 49 ห้อง) เงินสำหรับซื้อคอนโดมิเนียมจะต้องเป็นเงินโอนมาจากต่างประเทศ และเป็นสกุลเงินต่างประเทศ โดยระบุวัตถุประสงค์ในการโอนเงินเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย นอกจากนี้คอนโดมิเนียมดังกล่าวจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด หลังจากซื้อคอนโดมิเนียมแล้ว คุณจะได้รับโฉนดที่ดินเป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้เงินกองทุน และค่าธรรมเนียมในการบำรุงรักษาคอนโดก็เป็นอีกสิ่งที่คุณควรรู้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของแต่ละยูนิต คิดเป็นต่อตารางเมตร และมียังการเรียกเก็บเงินเป็นค่าบำรุงรักษา และบริหารจัดการคอนโดมิเนียมแม้ว่าการซื้อคอนโดในประเทศไทยนั้นจะฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ก็มีบางสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงในการหาผู้ช่วยเหลือ ในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบประวัติผู้ขาย หรือประวัติของอาคาร หรือการหาทนายความเพื่อช่วยดำเนินการในด้านเอกสารต่างๆ เช่น สัญญาซื้อขาย และการโอนเงิน สิ่งเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่คุณไม่ควรมองข้ามในการที่จะทำให้การซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น และปลอดภัย บริการของเรา บริษัทของเราให้บริการทำรายงานการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due diligence) ของคอนโด โดยทางเราจะตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้าง ประวัติเจ้าของโครงการก่อสร้าง และลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ นอกจากนี้เรายังมีทนายความที่ผ่านการรับรองคอยช่วยคุณตรวจสอบสัญญาซื้อขายก่อนที่คุณจะลงนามในสัญญา ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการในการซื้อคอนโดมิเนียมของคุณนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปลอดภัยติดต่อเรา GreenPro KSP เรามีทีมงานมืออาชีพคอยช่วยเหลือคุณเพื่อให้คุณมั่นใจว่าการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น ถูกต้องตามกฏหมาย และปลอดภัย การจัดตั้งบริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) ทำไมถึงต้องจัดตั้งบริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) เราจัดตั้งบริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ การจัดตั้งสำนักงานสาขาสำหรับธุรกิจที่มีอยู่แล้วในประเทศอื่น การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในประเทศที่อนุญาตให้จัดตั้งบริษัท และเสนอสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี การเก็บรักษาความลับ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้กับเจ้าของธุรกิจ เราสามารถแบ่งบริษัท (Offshore Company) การค้านอกประเทศตามเกณฑ์สิทธิประโยชน์ทางภาษี ออกเป็นสองกลุ่ม ดังนี้1. บริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) ที่ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศที่จดทะเบียน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ “International Business Companies” (IBC) การจัดตั้งบริษัทประเภทนี้มีภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีให้กับหน่วยงานรัฐบาลในประเทศดังกล่าว ถือเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยแลกกับการที่ไม่ต้องเสียภาษี 2. บริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) ที่ต้องเสียภาษีในประเทศที่จดทะเบียน แต่ทั้งนี้อัตราภาษีที่เสียจะต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ หรือเป็นประเทศที่บริษัทสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศเหล่านั้นลงนามร่วมกับประเทศอื่น ๆ ได้ หรือมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านอื่น ๆทั้งนี้ข้อกำหนด และเงื่อนไขในจะเปลี่ยนแปลงไปตามกฎหมาย และข้อบังคับของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่คุณต้องการจัดตั้งบริษัทการค้านอกประเทศ ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษี หรือเพื่อขยายธุรกิจของคุณไปยังต่างประเทศ Greenpro KSP มีทีมงานมืออาชีพที่จะให้บริการจดทะเบียนบริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) ในประเทศต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ฮ่องกง - บริษัทจำกัด จีน – บริษัทจำกัด มาเลเซีย - บริษัทจำกัด ไทย - บริษัทจำกัด สิงคโปร์ - บริษัทจำกัด รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา – บริษัทจำกัด รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา – บริษัทจำกัด เซเชลส์ – ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ เกาะเคย์แมน - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ เบอร์มิวดา - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ เบลีซ - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ แองกวิลลา - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซามัว - ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน – ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ สำหรับท่านใดที่ต้องการนำบริษัทเข้า จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ  คลิกดูรายละเอียดได้เลย เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเราตลอดกระบวนการจัดตั้งทั้งหมด ทีมงานมืออาชีพของเราจะคอยให้คำแนะนำ และให้ข้อมูล และดำเนินการเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทการค้านอกประเทศให้กับคุณ ในฐานะที่เราเป็นบริษัทที่ให้บริการอย่างครบวงจร เรายังมีบริการเปิดบัญชีธนาคารในต่างประเทศ และบริการรับทำบัญชีให้ด้วย กรุณาติดต่อ Greenpro KSP หากคุณสนใจที่จะจัดตั้งบริษัทการค้านอกประเทศ (Offshore Company) ### บริการทางการเงิน บริการทางเงิน บริการที่ปรึกษา “ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และสร้างประโยชน์สูงสุดในระดับสากล” คือภารกิจของเราในการช่วยเหลือบริษัทที่กำลังจะเจริญเติบโตรวมถึงนักลงทุนของบริษัทดังกล่าวเราสร้างภูมิปัญญา ความมีไหวพริบทางการตลาด เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของธุรกิจของลูกค้าในทั่วโลก พร้อมกับจัดเตรียมโซลูชั่นที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และสร้างประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าของธุรกิจ”GreenPro KSP ประกอบด้วยที่ปรึกษาที่มีทักษะ และเป็นที่ต้องการในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความสามารถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาขององค์กรที่ซับซ้อนที่สุด เรามุ่งหวังที่จะสนับสนุนช่วยเหลือลูกค้าของเราในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตให้แก่กิจการ โดยการให้คำแนะนำที่เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มมูลค่ากิจการของลูกค้าให้สูงสุดเรามีความเชี่ยวชาญบริการให้คำปรึกษาของเรา ดังต่อไปนี้ การควบรวมกิจการ (M&A) การควบรวม และการครอบครองกิจการ (M&A) เป็นปัจจัยสำคัญของกลยุทธ์ของบริษัทหลายแห่งในการเพิ่มความสามารถของธุรกิจ การขยายธุรกิจ การทำให้ธุรกิจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้การขยายธุรกิจง่ายขี้น เพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนกิจการของคุณไปข้างหน้าการควบรวมกิจการ และครอบครองกิจการสามารถเริ่มต้นได้หลายวิธี แต่ส่วนที่ซับซ้อนคือการประเมินมูลค่ากิจการ การประเมินกิจการไม่เพียงแต่ต้องพิจารณาทั้งปัจจัยภายกิจการ ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยภายนอกกิจการด้วย ในการการประเมินกิจการที่ถูกต้อง และแม่นยำ คุณต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการประเมินกิจการเพื่อดำเนินการทำรายงานประเมินมูลค่ากิจการให้แก่คุณ และช่วยเหลือคุณในทุกขั้นตอนของการประเมินกิจการGreenPro KSP เสนอบริการให้คำปรึกษาแบบครบวงจรสำหรับ การควบรวมกิจการ และการครอบครองกิจการ (M&A) เราพยายามอย่างดีที่สุดในการสนับสนุน และช่วยเหลือลูกค้าของเราไม่ว่าจะเป็นผู้ขายหรือผู้ซื้อในกระบวนการทั้งหมดของ M&A จนกว่าการซื้อขายจะลงเอย ซึ่งบริการของเรามีดังต่อไปนี้ การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะกิจการ (DUE DELIGENCE) การประเมินมูลค่าธุรกิจ การเจรจาต่อรอง การเตรียมสัญญาการควบรวมกิจการมีหลายรูปแบบ และหลายขนาด โดยคุณต้องพิจารณาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการ ติดต่อเรา GreenPro KSP เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม เราจะช่วยทำให้คุณมั่นใจว่าคุณพร้อมสำหรับการดำเนินการ M&A การร่วมลงทุนและการลงทุนภาคเอกชน ธุรกิจของคุณอาจเข้าสู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย เมื่อเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจของคุณเป็นสิ่งที่จำเป็น ประสบการณ์ และการบริการระดับมืออาชีพของเรา เราจะช่วยคุณในการระดมทุนในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน จากนักลงทุนทั้งสาธารณะ และนักลงทุนส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ย่างใกล้ชิด และการมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ กับเครือข่ายของบริษัท ร่วมลงทุนในภุมิภาคเอเชียทำให้เราสามารถให้บริการทางการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการในการขยายธุรกิจของคุณ หน้าที่ของเรานั้นรวมถึงการวิเคราะห์เป้าหมายทางธุรกิจ และสถานะทางการเงิน การหาบริษัทร่วมลงทุนและนักลงทุนที่เหมาะสม ให้เหมาะกับคุณ และธุรกิจของคุณ และช่วยเหลือในการเจรจาต่อรอง และปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจของคุณให้เกิดมูลค่าสูงสุดเรามีทีมที่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการดำเนินงาน ของบริษัทร่วมทุน และสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ และเจ้าของธุรกิจ เราพยายามทำความเข้าใจกับธุรกิจของลูกค้า และจัดหากลยุทธ์ในการดำเนินการ ที่มีความยืดหยุ่น ตอบสนองอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่จำกัด ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายหลักของเราคือสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และสร้างประโยชน์สูงสุดในระดับสากลแก่ลูกค้า เพื่อให้มีโซลูชั่น และเครื่องมือในการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับกิจการและเจ้าของธุรกิจ การประเมินธุรกิจ มีหลายเหตุผลในการประเมินมูลค่าธุรกิจ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจำเป็นต้องขาย หรือซื้อธุรกิจเพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าธุรกิจมีมูลค่ามากน้อยเพียงใด หรือเพื่อขยายธุรกิจของคุณเป็นต้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ธุรกิจของคุณจะมีมูลค่าจำนวนเท่าไร นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ใช่เพียงแต่งบดุลของกิจการของคุณ ยังมีปัจจัยภายนอกเช่นสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย ศักยภาพของธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่มีความคล้ายคลึงกันในตลาด ปัจจัยต่างเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของธุรกิจของคุณ ดังนั้นเพื่อให้ได้การประเมินค่ากิจการที่ถูกต้อง และแม่นยำ จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดGreenPro KSP Consulting ให้บริการประเมินมูลค่าทางธุรกิจสำหรับบริษัท ทุกขนาด และในหลากหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น การควบรวมกิจการ การตกลงซื้อขายกิจการ การวางแผนธุรกิจทีมงานในการประเมินมูลค่าธุรกิจของเราจะวิเคราะห์ธุรกิจของคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ภาพรวมของมูลค่าธุรกิจของคุณ และส่งมอบรายงานการประเมินมูลค่าธุรกิจที่มีความละเอียด แม่นยำที่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานการบัญชี และกฎหมาย ติดต่อ GreenPro KSP เพื่อประเมินมูลค่าธุรกิจของคุณ ### รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร นำเที่ยว ใบอนุญาตขาย ไพ่ ใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หลังจากจัดตั้งนิติบุคคลแล้ว ในการเริ่มต้นธุรกิจบางประเภทต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องและได้รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากหน่วยงานนั้นเสียก่อนจึงจะสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ ในแต่ละประเภทธุรกิจหน่วยงานที่ดูแลและออกใบอนุญาตก็จะแตกต่างกันออกไปตามประเภทธุรกิจนั้น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย การขอรับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ ให้การเริ่มต้นธุรกิจนั้นถูกต้อง ตามข้อกำหนดของกฏหมาย ไม่มีปัญหาในภายหลัง กรีนโปร เคเอสพี ประกอบด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ ความรู้ และชำนาญในการรับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการดำเนินการขอรับใบอนุญาตเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ และข้อกำหนดของกฏหมายด้วยความสะดวกรวดเร็วในราคายุติธรรม ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น ขอบเขตการให้บริการรับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ • รวบรวมข้อมูล และเอกสารเพื่อจัดเตรียมแบบฟอร์ม และเอกสารประกอบรับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ• ดำเนินการยื่นขอจดทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง• นำใบอนุญาตการประกอบธุรกิจจัดส่งให้ลูกค้าผู้ประกอบการ ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจต่าง ๆ รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ร้านอาหารและจำหน่ายอาหาร (ขายอาหาร) ผู้ประกอบการที่จะเปิดร้านอาหาร หรือขายอาหาร จะต้องมีการขออนุญาตใช้สถานที่เพื่อขาย ทำ ประกอบ ปรุง สะสมอาหาร ในสถานที่เอกชนหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตใช้สถานที่เพื่อขาย ทำ ประกอบ ปรุง สะสมอาหาร ในสถานที่เอกชน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้1. ในกรณีที่มีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ซึ่งมิใช่เป็นการขายของในตลาดหรือการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร2. ในกรณีที่มีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ซึ่งมิใช่เป็นการขายของในตลาดหรือการจำหน่ายสินค้าในที่ หรือทางสาธารณะ จะต้องขอหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร รูปแบบการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหาร (ขายอาหาร) ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหาร สามารถยื่นขอใบอนุญาตร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหารได้ 2 กรณี ดังนี้ 1. ยื่นขอในรูปแบบบุคคลธรรมดา โดยในกรณีนี้ผู้ประกอบการต้องมีการจดทะเบียนพาณิชย์หรือที่เรียกว่าจดทะเบียนการค้าเสียก่อน โดยทั้งนี้วัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนพาณิชย์ต้องระบุว่าเป็นการประกอบกิจการร้านอาหาร หรือจำหน่ายอาหาร โดยสำเนาของใบทะเบียนพาณิชย์ จะเป็นเอกสารประกอบในการยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหาร 2. ยื่นขอในรูปแบบนิติบุคคล  ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหารในรูปนิติบุคคล หนังสือรับรองนิติบุคคลต้องระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาหาร หรือประกอบธุรกิจร้านอาหาร ในกรณีที่ร้านอาหารหรือสถานที่จำหน่ายอาหารมีการจำหน่ายเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ สุรา เบียร์ และ ไวน์ นั้น ผู้ประกอบการต้องมีการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรา (ใบอนุญาตขายสุรา) เพิ่มเติมด้วย สถานที่ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหาร (ขายอาหาร)โดยต้องยื่นขออนุญาตจัดตั้งร้านอาหารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตามแบบฟอร์ม พร้อมเอกสารประกอบการขออนุญาตตามข้อกำหนดของหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบ 1. ในกรณีสถานที่ตั้งอยู่ที่ กรุงเทพมหานคร ยื่นขอรับใบอนุญาตได้ที่สำนักงานเขตที่ร้านอาหารหรือสถานที่ขายอาหารตั้งอยู่ 2. ในกรณีต่างจังหวัด ยื่นขอใบอนุญาตได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลที่ร้านอาหารหรือสถานที่ขายอาหารตั้งอยู่ ค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตร้านอาหารหรือจำหน่ายอาหาร ค่าธรรมเนียมรัฐบาลในกรณีสถานที่จำหน่ายอาหารมีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ในการขอรับใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร – พื้นที่ขนาดไม่เกิน 300 ตรม. ค่าธรรมเนียม 2,800 บาท– พื้นที่ขนาดเกิน 300 ตารางเมตร คิดเพิ่มตารางเมตรละ 1 บาท โดยให้คิดพื้นที่เป็นจำนวนเต็มปัดเศษทิ้งแต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 4,800 บาท ค่าธรรมเนียมรัฐบาลในกรณีสถานที่จำหน่ายอาหารมีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ในการขอหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร – พื้นที่ขนาดไม่เกิน 10 ตรม. ค่าธรรมเนียม 200 บาท– พื้นที่ขนาดเกิน 10 ตารางเมตร คิดเพิ่มตารางเมตรละ 10 บาท โดยให้คิดพื้นที่เป็นจำนวนเต็มปัดเศษทิ้งแต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 1,500 บาท**ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารมีอายุ 1ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ขาย สุรา ยาสูบ ไพ่ ในการประกอบธุรกิจขายสุรา ยาสูบ และไพ่นั้น ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตต่อกรมสรรพสามิตร รับใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต ก่อนประกอบธุรกิจดังกล่าว  ทั้งนี้ใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบและไพ่  จะมีอายุ 1 ปี โดยนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต และสามารถต่อใบอนุญาต ขายสุรา ยาสูบ และไพ่ ได้ก่อนล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตนั้นหมดอายุ 90 วัน  กฎหมายกำหนดโทษของการประกอบธุรกิจขายสุรา ยาสูบ และไพ่ โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย หรือใช้ใบอนุญาตไม่ตรงกับสถานที่ระบุไว้ในใบอนุญาตนั้น  ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท. ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา มี 2 ประเภท 1. ใบอนุญาตประเภทที่ 1 เป็นใบอนุญาตสำหรับการขายส่งสุราทุกชนิด โดยมีจำหน่ายเป็นจำนวนครั้งละ 10 ลิตรขึ้นไป โดยจะเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับใบอนุญาตประเภทที่ 1  ปีละ 5,500 บาท2. ใบอนุญาตประเภทที่ 2 เป็นใบอนุญาตสำหรับการขายปลีกสุราทุกชนิด โดยจำหน่ายครั้งละต่ำกว่า 10ลิตร ซึ่งใบอนุญาตขายปลีกสุรา จะแยกออกเป็น 2 ประเภทดังนี้(1) สถานที่ที่ผู้ประกอบการขายปลีกสุรา มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียค่าธรรมเนียม ปีละ 2,200 บาท(2) สถานที่ที่ผู้ประกอบการขายปลีกสุรา ไม่ได้มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียค่าธรรมเนียม ปีละ 330 บาท รูปแบบการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจจำหน่ายสุรา (ใบอนุญาตขายเหล้า) แบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้1. รูปแบบบุคคลธรรมดา2. รูปแบบนิติบุคคล   ผู้ประกอบการขายสุราที่จะยื่นขอใบอนุญาตขายสุรานั้น ต้องไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายสุราเว้นแต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ข้อกำหนดในการจำหน่ายสุรา- เวลาในการขายสุราหรือขายเหล้า จะจำหน่ายได้ในเวลาตั้งแต่ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น.- ห้ามขายสุราหรือขายเหล้า ในวันดังนี้ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันอาสาฬหบูชา วันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา- ห้ามขายสุราหรือขายเหล้าให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือผู้ที่มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถครองสติได้- ห้ามขายสุราหรือขายเหล้าโดยการใช้เครื่องขายแบบอัตโนมัติ เร่ขาย ลดราคา หรือทำการส่งเสริมการขาย สถานที่จำหน่ายสุราต้องไม่เป็นสถานที่ดังต่อไปนี้(1) ที่ตั้งสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว(2) ที่ตั้งวัด มัสยิด วัดบาทหลวง หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจในนิกายหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (3) ที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งบริเวณที่ต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว(4) สถานที่ที่เคยเป็นสถานประกอบการขายสุราของผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่ได้พ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต(ข้อ 1-4 เฉพาะการขายสุราประเภทที่ 2)(5) สถานประกอบการขายเหล้าของผู้ที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตและอยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต(6) สถานที่ต้องห้ามขายเหล้าตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกฎหมายอื่น ใบอนุญาตจำหน่ายยาสูบหรือยาเส้น ใบอนุญาตจำหน่ายยาสูบหรือยาเส้น มี 3 ประเภทดังนี้ ประเภท 1 สำหรับการขายยาสูบ ครั้งละตั้งแต่ 1,000 มวนขึ้นไป โดยถ้าเป็นการขายยาเส้นครั้งละตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป สำหรับยาเส้นปรุงหรือยาเคี้ยวครั้งละตั้งแต่ 200 กรัมขึ้นไปประเภท 2 สำหรับการขายปลีกยาสูบครั้งละไม่เกิน 1,000 มวน โดยถ้าเป็นการขายยาเส้นครั้งละไม่เกิน 2 กิโลกรัม สำหรับยาเส้นปรุงหรือยาเคี้ยวครั้งละไม่เกิน 200 กรัมประเภท 3 สำหรับการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจำหน่ายยาสูบหรือยาเส้น มีอัตราดังต่อไปนี้ประเภทที่ 1  - สำหรับผู้ขายบุหรี่ ซิกาแรต และบุหรี่ซิการ์ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ปีละ 1,200 บาท- สำหรับผู้ขายยาเคี้ยว ยาเส้นปรุง ยาเส้น และบุหรี่อื่น (ก) สำหรับผู้ขายยาเส้นที่ผู้ขายเป็นผู้เพาะปลูกต้นยาสูบและผลิตเอง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ปีละ 100 บาท(ข) สำหรับผู้ขายยาเส้นอื่น นอกจาก (ก) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปีละ 500 บาทประเภทที่ 2  - สำหรับผู้ขายบุหรี่ ซิกาแรต และบุหรี่ซิการ์ ในสถานที่ดังต่อไปนี้(ก) คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฏหมายศุลกากร ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ปีละ 500 บาท(ข) สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 500 บาท(ค) สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 100 บาท- สำหรับผู้ขายยาเคี้ยว ยาเส้นปรุง ยาเส้น และบุหรี่อื่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปีละ 100 บาทประเภทที่ 3 เป็นการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่น ใบอนุญาตปีละ 1,200 บาท ข้อกำหนดในการจำหน่ายยาสูบ (ขายบุหรี่)- การขายยาสูบต้องขายตามขนาดซองที่ได้เสียภาษีแล้ว โดยห้ามทำการแบ่งขาย ถ้าฝ่าฝืนต้องระวางโทษ โดยปรับไม่เกิน 5,000 บาท- กำหนดให้ห้ามขายยาสูบให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และห้ามใช้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ขายยาสูบ- กำหนดให้ห้ามขายยาสูบ โดยใช้เครื่องขายอัตโนมัติ ห้ามเร่ขาย ห้ามขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์- ห้ามจำหน่ายยาสูบโดยมีรายการส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถมให้หรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น สถานที่จำหน่ายยาสูบหรือขายยาสูบ ต้องไม่เป็นสถานที่ ดังต่อไปนี้ (1) เป็นสถานที่หรือบริเวณที่ห้ามขายยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ(2) เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งบริเวณต่อเนื่องและติดกับสถานศึกษาดังกล่าว (3) เป็นที่ตั้งวัด มัสยิด วัดบาทหลวง หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจในนิกาย หรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รวมทั้งบริเวณต่อเนื่องและติดกับสถานที่ดังกล่าว (สำหรับข้อ 2 และข้อ 3 เฉพาะการขายยาสูบประเภทที่ 2 บุหรี่ซิกาแรต)(4) เป็นสถานที่ที่ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายยาสูบเคยใช้ในการขายยาสูบ เว้นแต่เวลา ได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี(5) เป็นสถานที่ที่ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตขายยาสูบใช้ในการขายยาสูบ ผู้ประกอบการที่ต้องการขออนุญาตจำหน่ายยาสูบหรือขายบุหรี่ ต้องไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายยาสูบ/ขายบุหรี่ เว้นเสียแต่ว่าเวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ใบอนุญาตขายไพ่ ใบอนุญาตขายไพ่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ ประเภท 1 การขายไพ่ ครั้งหนึ่งจำนวนตั้งแต่ 40 สำรับขึ้นไป โดยมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปีละ 1,200 บาทประเภท 2 การขายไพ่ ครั้งหนึ่งต่ำกว่า 40 สำรับ โดยมีค่าธรรมเนียมแบ่งเป็น 3 ประเภทดังต่อไปนี้1. คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฏหมายศุลกากร ใบอนุญาต ปีละ 500 บาท2. สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 500 บาท3. สถานที่ขายที่ผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตปีละ 100 บาท ข้อควรรู้สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตขายสุรา เหล้า ยาสูบ และไพ่  - ในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้ง หรือมีการโอนใบอนุญาตนั้นต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้มีอำนาจในการออกใบอนุญาต- ในกรณีผู้ได้รับอนุญาตนั้นไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฏหมาย กฏกระทรวง ประกาศ หรือข้อกำหนดในใบอนุญาต ผู้ได้รับใบอนุญาตจะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 6 เดือน- จะมีการเพิกถอนใบอนุญาต ถ้าหากเกิดกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตสองครั้งขึ้นไป และมีเหตุที่จะต้องถูกพักใบอนุญาตอีก หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฏหมาย กฏกระทรวง ประกาศ หรือข้อกำหนดในใบอนุญาต ซึ่งการไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องนั้นก่อให้เกิดความเสียหายที่ร้ายแรง- ในกรณีที่ผู้ประกอบการถูกเพิกถอนใบอนุญาต เวลาจะต้องล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต จึงจะขอใบอนุญาตใหม่ได้ รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ นำเที่ยว ธุรกิจนำเที่ยว คือ ธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการ หรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง อันได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะทำธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจึงจะสามารถประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยวได้ ในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนั้นแบ่งผู้ขอรับใบอนุญาตเป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่เป็นบุคคลธรรมดา2. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่เป็นนิติบุคคล โดยหนังสือรับรองนิติบุคคลจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการนำเที่ยว  คุณสมบัติผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว1. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวกรณีบุคคลธรรมดา- ต้องมีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว- ต้องมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย- ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์- ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ- ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว2. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวกรณีนิติบุคคล- ต้องมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเพื่อประกอบกิจการด้านการนำเที่ยว โดยถ้าเป็นห้างหุ้นส่วน กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องมีสัญชาติไทย กรณีเป็นบริษัทจำกัด ทุนจดทะเบียนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และ กรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย- ต้องมีสำนักงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย-  กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้1.  มีสัญชาติไทย และอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว2.  มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย3. ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์4. ต้องไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ5. ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ และไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบอนุญาตมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยว ต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจะต้องวางเงินหลักประกันในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว ทั้งนี้ธุรกิจนำเที่ยวแต่ละประเภทจะมีอัตราเงินหลักประกันแตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้1. วางเงินหลักประกัน 3,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ เฉพาะในจังหวัดที่จดทะเบียน และจังหวัดข้างเคียง ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันเท่านั้น (นำเที่ยวประเภทนี้ไม่สามารถขายทัวร์ออนไลน์ได้)2.วางเงินหลักประกัน 15,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวภายในประเทศ โดยสามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศได้ทุกจังหวัด แต่จำกัดไม่ให้นำเที่ยวไปยังต่างประเทศ (นำเที่ยวประเภทนี้ไม่สามารถขายทัวร์ออนไลน์ได้)3. วางเงินหลักประกัน 30,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ โดยสามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศได้ทุกจังหวัด แต่จำกัดไม่ให้นำเที่ยวไปยังต่างประเทศ (นำเที่ยวประเภทนี้สามารถขายทัวร์ออนไลน์ได้)4. วางเงินหลักประกัน 60,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภททั่วไป โดยสามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ (นำเที่ยวประเภทนี้สามารถขายทัวร์ออนไลน์ได้) ในการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีการทำประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุ ให้แก่นักท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ และผู้นำเที่ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพลลภาพไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทต่อคนและกรณีบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อคน และต้องมีอายุกรมธรรม์ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เปิดสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ขอใบอนุญาตร้านนวด/ขอใบอนุญาตร้านสปา) “สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” ตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 นั้นหมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการ ดังต่อไปนี้1. กิจการสปาบริการที่เกี่ยวกับการดูแล และเสริมสร้างสุขภาพโดยวิธีการบำบัดด้วยน้ำ และการนวดร่างกายเป็นหลัก ประกอบกับบริการอื่น2. กิจการนวดเพื่อสุขภาพ3. กิจการนวดเพื่อเสริมความงามผู้ประกอบกิจการเพื่อสุขภาพดังกล่าวข้างต้นจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขก่อนเปิดกิจการ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต โดยสถานประกอบการต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพไว้ในที่เปิดเผย และเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ระบุไว้ในใบอนุญาต การขอต่อใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ต้องยื่นคำขอก่อนวันที่ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพจะหมดอายุ ทั้งนี้ผู้จัดการหรือผู้ดำเนินงาน และผู้ให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพจะต้องขอใบอนุญาตเป็นผู้ดำเนินการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกัน การขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ขอใบอนุญาตร้านนวด หรือขอใบอนุญาตร้านสปา)หลักเกณฑ์ข้อกำหนดเบื้องต้นในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ขอใบอนุญาตร้านนวด หรือขอใบอนุญาตร้านสปา)1. ผู้ขอรับใบอนุญาตจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นนิติบุคคลก็ได้ 2. ผู้ขอรับใบอนุญาต หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล (ในกรณีนิติบุคคล) ในการประกอบกิจการร้านนวดหรือร้านสปา ซึ่งถือว่าเป็นสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ต้องมีคุณสมบัติด้งต่อไปนี้2.1 ต้องเป็นผู้มีอายุ ไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์2.2 ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย2.3 ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ2.4 ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวล กฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี2.5 ต้องไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่ออันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ2.6 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ2.7 ต้องไม่เป็นผู้เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ และยังไม่พ้นกําหนดสองปีนับถึงวันยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ 3. ในกรณีเป็นกิจการสปา ต้องมีผู้ดำเนินการที่มีใบอนุญาต โดยคุณสมบัติผู้ดำเนินการมีดังต่อนี้3.1 มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์3.2 ได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ3.3 ผ่านการทดสอบและประเมินความรู้ความสามารถจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ3.4 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ3.5 ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่ออันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ3.6 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นผู้ดําเนินการ3.7 ต้องไม่เป็นผู้เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ดําเนินการและยังไม่พ้นกําหนดหนึ่งปีนับถึงวันยื่นคําขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ดําเนินการ 4. ต้องมีผู้ให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนต่อผู้อนุญาตคือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยทั้งนี้คุณสมบัติของผู้ให้บริการมีดังต่อไปนี้4.1 ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์4.2 ต้องได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้านการบริการเพื่อสุขภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ4.3 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือเป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถและเป็นผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เว้นแต่ได้พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันยื่นคําขอขึ้นทะเบียน4.4 ต้องไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่ออันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ 5. สถานประกอบการนั้นต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฏหมายกำหนดครบถ้วนทุกประการ ค่าธรรมเนียมรัฐบาลของใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพมี ดังต่อไปนี้ 1. ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการสปา (ร้านสปา) แบ่งตามพื้นที่การให้บริการดังต่อไปนี้– กรณีพื้นที่การให้บริการไม่เกิน 100 ตารางเมตร ฉบับละ 1,000 บาท– กรณีพื้นที่การให้บริการเกิน 100 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ฉบับละ 3,000 บาท– กรณีพื้นที่การให้บริการเกิน 200 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 6,000 บาท– กรณีพื้นที่การให้บริการเกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 10,000 บาท 2. ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการนวดเพื่อสุขภาพ (ร้านนวด) หรือเพื่อเสริมความงาม– กรณีพื้นที่การให้บริการไม่เกิน 100 ตารางเมตร ฉบับละ 500 บาท– กรณีพื้นที่การให้บริการเกิน 100 ตารางเมตรแต่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ฉบับละ 1,500 บาท– กรณีพื้นที่การให้บริการเกิน 200 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 3,000 บาท– กรณีพื้นที่การให้บริการเกิน 400 ตารางเมตร ฉบับละ 5,000 บาท 3. ค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีสําหรับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการสปา ปีละ 1,000 บาท4. ค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีสําหรับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงามปีละ 500 บาทผู้ประกอบการต้องชําระค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีในปีแรก พร้อมกับชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามประเภทกิจการ โดยถือว่าวันที่ชําระค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นวันครบกําหนดชําระค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการ และให้ชำระรายปีในปีต่อ ๆ ไปตลอดระยะเวลาที่ยังประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพอยู่ อายุใบอนุญาต  อายุของใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทร้านสปา และร้านนวดมีอายุ 5 ปี รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ค้าของเก่า ความหมายของการค้าของเก่า มีความหมายคือทรัพย์ที่ทำการเสนอขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยประการอื่นอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้ว โดยรวมถึงของโบราณด้วย  โดยขยายความดังต่อไปนี้- ทรัพย์ คือวัตถุที่มีรูปร่างซึ่งเมื่อนำไปเสนอขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้วถือว่าเป็นการค้าของเก่า ทั้งนี้รวมถึงของใหม่ที่ทิ้งไว้นานๆ ด้วย- โบราณวัตถุ คือทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งประดิษฐ์รวมทั้ง สิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติด้วย สถานที่ที่ยื่นขอใบอนุญาตค้าของเก่า- กรณีที่ตั้งสถานประกอบกิจการค้าของเก่าอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ยื่นที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย - กรณีที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัด ยื่นขอใบอนุญาตที่องค์การบริการส่วนตำบลที่สถานประกอบการตั้งอยู่ สิ่งที่ผู้ประกอบกิจการค้าของเก่าต้องทราบในการประกอบธุรกิจค้าของเก่า- ผู้ที่ประกอบกิจการค้าของเก่าต้องขออนุญาต จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินธุรกิจ- ใบอนุญาตค้าของเก่านั้นจะไม่สามารถโอนเปลี่ยนมือผู้ได้รับอนุญาตได้ ใบอนุญาตค้าของเก่านั้นจะเป็นใบอนุญาตเฉพาะตัว ยกเว้นในกรณีนิติบุคคลจะสามารถโอนได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานพิจารณาตามที่เห็นสมควร - ใบอนุญาตค้าของเก่าจะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี โดยผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุ โดยผู้ได้รับใบอนุญาตสามารถยื่นต่ออายุได้ก่อนใบอนุญาตหมดอายุล่วงหน้า 90 วัน- การค้าของเก่านั้นต้องทำการค้าของเก่าในสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตค้าของเก่าเท่านั้น ซึ่งใบอนุญาตค้าของเก่าหนึ่งใบจะใช้ได้เฉพาะร้านค้าของเก่าหนึ่งร้านค้าเท่านั้น - ผู้ประกอบการธุรกิจค้าของเก่าที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการค้าของเก่าจะมีโทษตามกฎหมาย ประเภทของใบอนุญาตค้าของเก่า ค้าของเก่าประเภทที่เป็นโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ โดยความหมายของนิยามเป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ค้าของเก่าประเภทที่เป็น เงิน ทอง นาก เพชรพลอย หรืออัญมณี ค้าของเก่าประเภทที่เป็น รถยนต์ ทั้งนี้ตามกฏหมายว่าด้วยรถยนต์ ค้าของเก่าประเภทอื่นๆ ได้แก่ พระเครื่อง นาฬิกา  โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องดนตรี เครื่องเสียง  ไม้เรือนเก่า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง เครื่องจักรเก่า จักรเย็บผ้า รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์ กระทะล้อรถยต์ แสตมป์ เหรียญ ธนบัตร ของหลุดจำนำ กระดาษ เศษเหล็ก แสตนเลส ถัง และพลาสติก เป็นต้น เงื่อนไขในการรับขอใบอนุญาตค้าของเก่า ผู้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการค้าของเก่า ต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยนับถึงวันที่ยื่นคำขอใบอนุญาตค้าของเก่า ผู้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการค้าของเก่าต้องมีความรู้หนังสือไทยพออ่านออกเขียนได้ ผู้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการค้าของเก่าต้องเป็นผู้ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋วความผิดเกี่ยวกับการค้า ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ลักทรัพย์ รีดเอาทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ และรับของโจรตามประมวลกฏหมายอาญา หน้าที่และสิ่งที่ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องปฎิบัติ ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องอำนวยความสะดวกแก่นายตรวจที่ทำการตรวจตามหน้าที่ เมื่อใบอนุญาตค้าของเก่าสูญหายต้องยื่นคำร้องภายใน 7 วัน เพื่อขอรับใบแทนใบเดิมที่สูญหาย ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องยื่นคำร้องขออนุญาตย้ายสถานที่ประกอบการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วันต่อเจ้าหน้าที่ โดยจะเหมือนกับการขออนุญาตค้าของเก่าครั้งใหม่ หากผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าประสงค์จะเลิกประกอบอาชีพค้าของเก่า ต้องแจ้งเลิกก่อนวันที่ใบอนุญาตค้าของเก่าจะหมดอายุ พร้อมทั้งนำใบอนุญาตค้าของเก่าเดิมส่งคืนแก่เจ้าหน้าที่ด้วย ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องแสดงชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่า และคำว่าผู้ค้าของเก่า ไว้ ณ ที่ทำการค้าของตนและแสดงใบอนุญาตค้าของเก่าไว้ในที่เห็นได้ชัดแจ้ง ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่า ต้องมีสมุดบัญชีสำหรับการค้าของตนและจดรายการทรัพย์ที่ซื้อ-ขาย ทุกชิ้นทุกรายโดยละเอียด โดยมีเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตค้าของเก่าลงนามและประทับตราประจำตำแหน่งในสมุด ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือนายตรวจทันที เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์ที่มีผู้นำเสนอหรือโอนให้นั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทุจริต ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องทำเลขลำดับเป็นเครื่องหมายปิดไว้ที่ของให้ตรงกับเลขลำดับในสมุดบัญชี เพื่อความสะดวกในการสำรวจตรวจสอบ ผู้ได้รับใบอนุญาตค้าของเก่าต้องอย่าเอาเปรียบลูกค้าในเรื่องราคา และปกปิดความจริงประวัติของทรัพย์ที่ขาย อัตราค่าธรรมเนียมรัฐบาลในการขอใบอนุญาตค้าของเก่า โดยแบ่งตามประเภทของเก่าดังนี้  1.  ค่าธรรมเนียมค้าของเก่าประเภทโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ                          ปีละ 12,500 บาท2.  ค่าธรรมเนียมค้าของเก่าประเภทเพชร พลอย ทอง นาก เงิน หรือ อัญมณี    ปีละ 10,000 บาท3. ค่าธรรมเนียมค้าของเก่าประเภทรถยนต์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์            ปีละ    7,500 บาท4. ค่าธรรมเนียมค้าของเก่าประเภทอื่นๆ ไม่อยู่ใน (1) (2) และ (3)                        ปีละ    5,000 บาท อายุใบอนุญาตค้าของเก่า ใบอนุญาตค้าของเก่ามีอายุ 1 ปี  จะหมดอายุภายในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ตลาดแบบตรง (จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับสคบ.) จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ.ผู้ประกอบการที่มีการจำหน่ายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตหรือออนไลน์ (E-commerce)  ในกรณีบุคคลธรรมดานอกจากจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเลกทรอนิกส์แล้ว ถ้ารายได้เกินกว่าปีละ 1.8 ล้านบาท จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นผู้ทำการตลาดแบบตรงและวางหลักประกันกับทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ส่วนในกรณีนิติบุคคลถึงแม้ยอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทก็ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ทำการตลาดแบบตรงและวางหลักประกันกับทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยทันที ความหมายของ "การตลาดแบบตรง" ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2560 หมายถึงการทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเพื่อเสนอ ขายสินค้าหรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดแบบตรงนั้นลักษณะของการขายที่ถือว่าเป็นการตลาดแบบตรง1. มีเว็บไซต์ขายสินค้า ซึ่งสินค้านั้นอาจจะเป็นสินค้าของเจ้าของเว็บไซต์เอง หรือขายสินค้าของบุคคลอื่นผ่านเว็บไซต์2. ขายผ่านสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม และมีการให้สั่งซื้อสินค้าผ่านรายการ โดยโทรศัพท์เข้าไปสั่งซื้อ3. ขายของออนไลน์ ทั้งที่ขายผ่านช่องทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆธุรกิจรูปแบบการขายสินค้าและบริการที่ไม่ถือว่าเป็นการตลาดแบบตรง1. ผู้ที่ขายสินค้าและบริการบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เกิน 1 ล้าน 8 แสนบาทต่อปี2. ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม3. การขายสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน4. การขายสินค้าและบริการของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์การวางหลักประกันในการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ. มีการกำหนดวงเงินหลักประกันดังต่อไปนี้1. ยื่นคำขอรายใหม่1.1 กรณีบุคคลธรรมดา ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 5,000 บาท1.2 กรณีนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 25,000 บาท2. ผู้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ.แล้ว2.1 กรณีมีรายได้ไม่เกิน 25 ล้านบาทต่อปี     – ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 5,000 บาท     – ถ้าเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 25,000 บาท2.2 กรณีมีรายได้เกิน 25 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 50,000 บาท2.3 กรณีมีรายได้เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 100,000 บาท2.4 กรณีมีรายได้เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ต้องวางหลักประกัน จำนวนเงิน 200,000 บาท บทกำหนดโทษหากผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าออนไลน์แล้วเข้าข่ายเป็นผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ไม่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับทางสคบ. จะมีโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีการปรับเพิ่มอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน  บริการรับขอ อย. บริการยื่นคำขออนุญาตด้านอาหาร ผู้ประกอบกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการได้มีดังนี้- ผู้ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย- ผู้นำเข้าอาหารเพื่อจำหน่าย- ผู้ประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณอาหาร ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนต์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อประโยชน์ในทางการค้าประเภทผลิตภัณฑ์อาหารแบ่งเป็น 10 กลุ่มดังนี้1. กล่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร2. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็ก3. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก4. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ5. กลุ่มผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงสำหรับทารก นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารทารก และอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารก และเด็กเล็ก6. กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร7. กลุ่มวัตถุที่ใช้รักษาคุณภาพของอาหาร8. กลุ่มวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล(อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก)9. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร 7 ประเภท ได้แก่ นมโค นมปรุงแต่ง นมเปรี้ยว ผลิตภัณฑ์ของนม ไอศกรีม เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท และอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท10. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารประเภทอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากอาหารที่กล่าวข้างต้น สนใจบริการรับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง กับกรมพัฒนาธุรกิจและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับสรรพากร เช่น เพิ่มทุน เปลี่ยนกรรมการ เปลี่ยนชื่อบริษัท จดทะเบียนเลิกกิจการ เป็นต้น เนื้อหารับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจดทะเบียนเพิ่มทุนจดทะเบียนลดทุนจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนชื่อบริษัทและตราสําคัญบริษัทจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานของบริษัทจํากัดจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมดวงตราสําคัญจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มวัตถุประสงค์จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นจดทะเบียนควบบริษัทจำกัดจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัดจดทะเบียนตั้ง/เปลี่ยนแปลงตัวผู้ชําระบัญชีเหตุผลที่ท่านควรใช้บริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับเรา💚จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัดจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัดให้บริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขกับกรมสรรพากรขอบเขตการให้บริการคำถามที่พบบ่อยสนใจบริการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ให้บริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลในสถานะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนของนิติบุคคลนั้น เพื่อให้สถานะของนิติบุคคลมีความถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ให้กับธุรกิจทุกประเภท โดยทีมงานมืออาชีพที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรงในด้านการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงธุรกิจมากกว่า 28 ปี ให้บริการอย่างถูกต้อง ข้อมูลแม่นยำ รวดเร็ว พร้อมให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  https://youtu.be/IWHDi3_piRo จดทะเบียนเพิ่มทุน จดทะเบียนเพิ่มทุน ของบริษัทจะกระทําได้โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยหุ้นใหม่ในมูลค่าที่จดทะเบียนเดิมไว้และต้องเสนอให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหลายตามสัดส่วนจํานวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นนั้นๆถืออยู่ โดยทําเป็นหนังสือแจ้งไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน ระบุจํานวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิจะซื้อได้ กําหนดวันที่จะต้องแจ้ง หากพ้นวันดังกล่าวแล้วยังไม่ตอบรับการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนจะถือว่าผู้ถือหุ้นไม่ซื้อหรือผู้ถือหุ้นปฏิเสธไม่ซื้อหุ้น ที่ทำการเพิ่มทุน ให้ขายหุ้นนั้นแก่ผู้ถือหุ้นคนอื่น หรือกรรมการรับซื้อไว้เองก็ได้โดยหุ้นที่ออกใหม่จะขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ได้และถ้าหุ้นที่ออกใหม่ชําระด้วยสิ่งอื่นนอกจากตัวเงินต้องมีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยต้องระบุรายละเอียดของสิ่งที่นํามาชําระค่าหุ้นให้ชัดเจน จดทะเบียนลดทุน บริษัทจะจดทะเบียนลดทุน ด้วยการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลง แต่ทั้งนี้มูลค่าหุ้นต้องคงเหลือไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท หรืออาจลดจํานวนหุ้นให้น้อยลงก็ได้ โดยอาศัยมติพิเศษของที่ประชุม ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้จะลดทุนของบริษัทให้เหลือต่ำกว่าจํานวนหนึ่งในสี่ของทุนทั้งหมดไม่ได้ จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนชื่อบริษัทและตราสําคัญบริษัท กรณีที่บริษัทประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท บริษัทจะต้องดําเนินการแก้ไขชื่อบริษัท โดยจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อมีมติพิเศษให้แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 1. (ชื่อ) แล้วยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานของบริษัทจํากัด การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานของบริษัทจํากัดมีหลายกรณี ได้แก่ การแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานแห่งใหญ่ การแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานสาขา โดยแบ่งได้ 2 ประเภท คือ1. แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานแห่งใหญ่โดยที่ตั้งแห่งใหม่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน2. แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานแห่งใหญ่โดยที่ตั้งแห่งใหม่ย้ายไปตั้งอยู่จังหวัดอื่น จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการ ในกรณีที่กรรมการของบริษัทต้องการออกจากตําแหน่งและบริษัทแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน พร้อมทั้งประสงค์จะแก้ไขอํานาจกรรมการผู้มีอํานาจลงนามกระทําการแทนบริษัทนั้น บริษัทจะต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นหรือประชุมคณะกรรมการของบริษัท เพื่อมีมติให้กรรมการออกจากตําแหน่งและแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนคนที่ลาออกพร้อมทั้งมีมติให้แก้ไขอํานาจกรรมการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงกรรมการด้วย โดยต้องให้กรรมการผู้มีอํานาจตามที่จดทะเบียนไว้เดิม เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน การยื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนกรรมการ จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมดวงตราสําคัญ กรณีที่ดวงตราสําคัญของบริษัทสูญหาย / ชํารุด หรือมีความประสงค์จะเปลี่ยนแบบตราสําคัญใหม่บริษัทจะต้องยื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงดวงตราด้วย สําหรับกรณีที่ดวงตราสําคัญสูญหาย ให้ระบุ คําว่า “ตราหาย” แทนที่การประทับตราในแบบคําขอจดทะเบียนและหนังสือมอบอํานาจ และกรณีที่ตราชํารุดไม่สามารถประทับได้ก็ให้ระบุ ไว้ว่า “ตราชํารุด” ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นจดทะเบียนขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงดวงตราสําคัญ คือ กรรมการผู้มีอํานาจตามที่จดทะเบียนไว้เป็นผู้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขดวงตราสำคัญ หรือที่เรียกว่าจดทะเบียนแก้ไขตราประทับ จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มวัตถุประสงค์ เมื่อบริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้งแล้ว ต่อมาบริษัทต้องการประกอบกิจการค้าเพิ่มวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ หรือต้องการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ที่ประกอบกิจการบางอย่าง บริษัทจะต้องดําเนินการแก้ไขวัตถุประสงค์ โดยจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อมีมติพิเศษให้แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 3. (วัตถุที่ประสงค์) แล้วยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัทนั้น จะทําได้โดยอาศัยมติพิเศษของผู้ถือหุ้นให้แก้ไขข้อบังคับ ซึ่งจะแก้ไขเป็นข้อๆ ไปหรือยกเลิก ข้อบังคับเดิมทั้งหมดแล้วกําหนดข้อบังคับขึ้นมาใหม่ก็ได้ จดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้น ต้องมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติพิเศษ ในการลงมติให้แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ํากว่าสามในสี่ของจํานวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น กรรมการต้องดำเนินการแก้ไขรายการในสมุดทะเบียนหุ้นของบริษัทแล้ว และยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับใหม่พร้อมหนังสือนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นมาแจ้งยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จดทะเบียนควบบริษัทจำกัด การควบบริษัทจํากัด คือการที่บริษัทจํากัดตั้งแต่ 2 บริษัท ขึ้นไปมารวมกันเป็นบริษัทเดียวเพื่อลดการแข่งขันทางการค้า ขยายกิจการค้าลดค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน โดยบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่เกิดจากการจะใช้ชื่อบริษัทเดิมที่ควบเข้ากัน หรือจะตั้งชื่อใหม่ก็ได้ บริษัทจํากัด เมื่อควบเข้ากันแล้วจะมีผลทําให้บริษัทเดิมสิ้นสภาพไป เกิดบริษัทใหม่ขึ้นมาแทนสิทธิ หน้าที่และความรับผิดที่บริษัทเดิมมีอยู่ บริษัทใหม่ต้องรับโอนมาทั้งหมด ผู้ถือหุ้นของบริษัทเดิมที่ควบเข้ากันก็จะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทใหม่ ทุนของบริษัทเดิมก็รวมกันเป็นทุนของบริษัทใหม่ จดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด 1. บริษัทจะเลิกกันได้ด้วยเหตุเลิกโดยผลของกฎหมายกรณีข้อบังคับกําหนดเหตุเลิกไว้และเมื่อมีเหตุนั้นเกิดขึ้น หรือ ตั้งบริษัทโดยกําหนดระยะเวลาไว้และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลานั้น หรือ ตั้งบริษัทเพื่อทํากิจการอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทํากิจการนั้นเสร็จแล้ว หรือ บริษัทล้มละลาย2. โดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้นในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้ลงมติพิเศษให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจํานวนหุ้นที่เข้าประชุม3. เลิกโดยคําสั่งศาล เหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัท ได้แก่ ทําผิดในการยื่นรายงานประชุมตั้งบริษัท หรือทําผิดในการประชุมตั้งบริษัท หรือบริษัทไม่เริ่มประกอบการภายใน 1 ปีนับแต่จดทะเบียน คําขอจดทะเบียนเลิก และอํานาจของผู้ชําระบัญชีของบริษัท จะต้องลงลายมือชื่อโดยผู้ชําระบัญชี ซึ่งได้แก่กรรมการที่ลงชื่อผูกพันบริษัทตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนเลิก จดทะเบียนตั้ง/เปลี่ยนแปลงตัวผู้ชําระบัญชี เมื่อบริษัทได้เลิกกันและได้ตั้งผู้ชําระบัญชีเพื่อชําระสะสางทรัพย์สิน / หนี้สินของบริษัท ต่อมาต้องการ แต่งตั้ง - เปลี่ยนตัวผู้ชําระบัญชี แก้ไขอํานาจผู้ชําระบัญชีใหม่ จะต้องให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติตั้ง เปลี่ยนตัวผู้ชําระบัญชีหรือกําหนดอํานาจผู้ชําระบัญชีใหม่ ศาลมีคําพิพากษาหรือมีคําสั่งให้เปลี่ยนตัวผู้ชําระบัญชี เปลี่ยนอํานาจผู้ชําระบัญชี แล้วนํามติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือคําพิพากษาหรือคําสั่งศาล ไปยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โดยให้ผู้ชําระบัญชีที่ได้จดทะเบียนไว้เดิมเป็นผู้ขอจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ประชุมมีมติ วันที่ศาลมีคําพิพากษา หรือคําสั่งสําหรับการแก้ไขที่ตั้ง สํานักงานผู้ชําระบัญชีนั้น บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด ให้บริการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ ให้บริการถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลแม่นยำ รวดเร็ว ยินดีให้บริการค่ะ   เหตุผลที่ท่านควรใช้บริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับเรา💚 รับจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างครบวงจร บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดให้บริการรับจดทะเบียนแก้ไข-เปลี่ยนแปลงบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร อย่างครบวงจร ทีมงานมีความรู้ความเชี่วชาญ ทีมงานมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากประสบการณ์โดยตรงในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้องบนมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ความเชื่อมั่น เราให้บริการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ บริษัทรับจดทะเบียนที่มีประสบการณ์ให้บริการแก่ธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้ประกอบการต่างเชื่อมั่นได้ว่าจะให้บริการงานจดทะเบียนแก่ท่านได้อย่างไม่มีปัญหา รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบริษัทที่ยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพพร้อมให้ข้อมูลด้านจดทะเบียนที่ถูกต้องแก่ท่านเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด - จดทะเบียนเพิ่มทุน/รับจดทะเบียนลดทุน- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานบริษัท/รับจดทะเบียนเพิ่มเติมสำนักงานสาขา- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท และ ตราประทับบริษัท- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มดวงตราสำคัญบริษัท/เพิ่มตราประทับบริษัท- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น/เพิ่มรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการ/เพิ่มกรรมการ/กรรมการเข้า-ออก- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการบริษัทจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มวัตถุประสงค์บริษัทจำกัด- จดทะเบียนเลิกบริษัท/รับจดทะเบียนทะเบียนปิดกิจการ- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น- จดทะเบียนควบบริษัทจำกัด- จดทะเบียนแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี/ผู้ชำระบัญชี จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด - จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ/ตราประทับห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมตราให้มีมากกว่า 1 ดวง ห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด (ลดทุน-เพิ่มทุน/เปลี่ยนจำพวก/ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ)- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด (เข้า-ออก) และหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีผู้จัดการเดิมถึงแก่กรรม)- จดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด- จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตัวผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด- จดทะเบียนรายการอื่นๆ ที่เห็นสมควรให้ประชาชนทราบ ให้บริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขกับกรมสรรพากร การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ต้องจดกับกรมสรรพากรมีดังนี้- สาระสำคัญที่ได้จดทะเบียน เช่น ชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนใหญ่-  เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม- ปิดสถานประกอบการบางแห่ง- ย้ายสถานประกอบการ- หยุดกิจการชั่วคราวเกิน 30 วัน- โอนกิจการบางส่วนหรือทั้งหมด- นิติบุคคลควบเข้ากัน- เลิกประกอบกิจการ- ผู้จดบุคคลธรรมดาถึงแก่ความตาย- เปลี่ยนประเภทการประกอบกิจการ ฯลฯ ขอบเขตการให้บริการ • จัดเตรียมเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง• ยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ/หรือกรมสรรพากร คำถามที่พบบ่อย ประเมินราคาอย่างไร? เรามีแพ็กเกจให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้ตามใจชอบ และราคาเหมาะสมกับคุณภาพของงานอย่างแน่นอน รับจดทะเบียนบริษัทด้วยไหม? ใช่! เราบริการรับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงจดทะเบียนอื่นๆ อีกมากมาย >> https://www.greenprokspforsme.com/ พื้นที่ให้บริการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง งานจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทย สำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อน นอกจากงานจดทะเบียน มีบริการอย่างอื่นอีกไหม? ใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมายดูรายละเอียด คลิก>> https://www.greenproksp.co.th/ ใช้บริการจดทะเบียนกับเราปัญหาจะหมดไปใช่ไหม? ใช่! ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญด้านการรับจดทะเบียนโดยตรง ท่านจึงมั่นใจได้ว่าเราจะดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สนใจบริการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenproksp ### รับจดทะเบียนนิติบุคคล รับจดทะเบียนนิติบุคคล รับจดทะเบียนบริษัท จัดตั้งธุรกิจทุกประเภท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ออกแบบตรายางฟรีและคอร์สเรียนภาษี เนื้อหารับจดทะเบียนนิติบุคคลรายละเอียดการให้บริการข้อมูลและเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคลขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคล กับเราดีอย่างไร?ข้อดีของการทำธุรกิจในรูปนิติบุคคล (จดทะเบียนบริษัท)เกี่ยวกับเรา💚คำถามที่พบบ่อย (FAQ)สนใจบริการรับจดทะเบียนนิติบุคคล รับจดทะเบียนนิติบุคคล จดทะเบียนบริษัท หรือจดทะเบียนธุรกิจประเภทต่างๆ ผู้ประกอบการต้องเลือกประเภทการจดทะเบียนให้เหมาะสมกับการดำเนินกิจการที่จะทำ โดยจำเป็นจะต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน การเริ่มต้นจัดตั้งธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความน่าเชื่อถือ รายได้ต่อปี ประเภทของลูกค้า ทุนจดทะเบียน จำนวนผู้ร่วมลงทุน ผู้ถือหุ้น การระดมทุน ความคล่องตัวในการบริหารงาน ตลอดจนแผนการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด พร้อมทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ในการให้บริการด้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนนิติบุคคล หรือจดทะเบียนประเภทอื่นๆ เพื่อให้ท่านผู้ประกอบการสามารถจัดตั้งธุรกิจตามวัตถุประสงค์ ในราคาที่สมเหตุผล โดยท่านผู้ประกอบการจะไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกในการจดทะเบียนธุรกิจ เราจะช่วยลดภาระในการจดทะเบียนธุรกิจให้กับท่าน เพื่อให้จัดตั้งธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น และตรงตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ท่านผู้ประกอบการที่จดทะเบียนจัดตั้งเรียบร้อยแล้ว ต้องการ เพิ่มเติมแก้ไข เปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียน หรือเลิกกิจการ ทางเรามีบริการในการดำเนินการดังกล่าวให้กับท่านผู้ประกอบการ ให้เป็นไปตามระเบียบ และถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยความสะดวกรวดเร็ว รายละเอียดการให้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รับจดทะเบียนพาณิชย์ รับจดทะเบียนการค้า รับจดทะเบียนมูลนิธิ จดทะเบียนสมาคม รับขึ้นทะเบียนประกันสังคม รับจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จดทะเบียนเลิกกิจการ และชำระบัญชี ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ข้อมูลและเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัท ชื่อบริษัท ไทย/อังกฤษ ที่ต้องการและมีสำรองไว้อีก สองชื่อ (รวม 3 ชื่อ) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เริ่มก่อการ (อย่างน้อย 3 ท่าน) พร้อมเบอร์โทรศัพท์ ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมเลขรหัสประจําบ้านของที่ตั้งสํานักงาน เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล์(สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสำนักงาน) แผนที่ตั้งบริษัท วัตถุประสงค์ของบริษัทที่จะประกอบกิจการค้า สัดส่วนผู้ถือหุ้นแต่ละท่าน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท) เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ชื่อห้างหุ้นส่วน ไทย/อังกฤษ ที่ต้องการและมีสำรองไว้อีก สองชื่อ (รวม 3 ชื่อ) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เริ่มก่อการ (อย่างน้อย 2 ท่าน) พร้อมเบอร์โทร ระบุหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด กับหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมเลขรหัสประจําบ้านของที่ตั้งสํานักงาน เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล์ (สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสำนักงาน) แผนที่ตั้งห้างหุ้นส่วน วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนที่จะประกอบกิจการค้า สัดส่วนจำนวนเงินที่ลงของแต่ละท่าน หุ้นส่วนผู้จัดการที่มีอำนาจลงนาม (ต้องเป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบเท่านั้น) ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท ด้วยขั้นตอนต่างๆที่ยุ่งยาก และให้เวลาค่อนข้างนาน ทางบริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัดจึงได้ รับจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เริ่มต้นธุรกิจและต้องการจะจัดตั้งบริษัท หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในรูปแบบบุคคลธรรมดา และต้องการที่จะดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัท โดยเราจะช่วยดำเนินการขั้นตอนต่างๆ แทนท่าน ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาในขั้นตอนต่างๆที่ยุ่งยาก จดทะเบียนนิติบุคคล กับเราดีอย่างไร? ฟรีคอร์สสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก บริการรวดเร็ว ประหยัดเวลา เราให้บริการลูกค้าเป็นจำนวนมากต่อปี ด้วยทีมงานมืออาชีพ! ข้อมูลถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานราชการ ลดระยะเวลาและขั้นตอนการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากซับซ้อน บริการรับ-ส่งเอกสารถึงบ้าน สามารถสอบถาม พร้อมคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ที่เป็นมืออาชีพ และชำนาญเฉพาะด้าน ราคาค่าบริการรับจดทะเบียนนิติบุคคลนี้รวมค่าธรรมเนียมของรัฐบาลแล้ว และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ข้อดีของการทำธุรกิจในรูปนิติบุคคล (จดทะเบียนบริษัท) การทำธุรกิจในรูปบริษัทนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้า จะต้องการทำธุรกิจกับนิติบุคคล คือรูปแบบบริษัทมากกว่าบุคคลธรรมดาเพราะสามารถตรวจสอบสถานะได้ อย่างเช่น– บริษัทมีทุนจดทะเบียนเท่าใด– รายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท– กรรมการบริษัทเป็นใครรวมถึงสถานะทางการเงินของบริษัทจากงบการเงินที่บริษัทนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทนั้นมีโอกาสทางธุรกิจมากกว่า การทำธุรกิจในรูปบริษัทจะมีความมั่นคงกว่าการทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา การระดมทุนก็สามารถทำได้ง่ายกว่า อย่างเช่น เมื่อต้องการขยายกิจการก็จะสามารถหาผู้ลงทุนมาลงทุนได้ง่ายกว่ารวมถึงการพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้แก่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปบริษัทก็จะมากกว่าบุคคลธรรมดา การสรรหาพนักงาน เพราะลูกจ้างหรือพนักงานโดยส่วนใหญ่ก็ต้องการความมั่นคงในชีวิต ทำให้ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนบริษัท มีโอกาสได้พนักงานที่มีความรู้ ความสามารถ มาทำงานกับบริษัทมากกว่า การประกอบกิจการในรูปบริษัทจำกัดนั้นมีข้อได้เปรียบทางด้านภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดา กล่าวคือ– บุคคลธรรมดา มักใช้อัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย โดยหักได้ 10-60% ตามประเภทของเงินได้– นิติบุคคล คือ บริษัทนั้นเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ โดยการคำนวนภาษีของบริษัทจำกัดสามารถนำค่าใช้จ่ายของกิจการมาหักออกจากรายได้ เมื่อมีผลกำไรสุทธิเกินกว่าจำนวนที่ได้รับการยกเว้นภาษี แล้วจึงเสียภาษี– ขาดทุนสุทธิ นิติบุคคลนั้นก็ไม่ต้องเสียภาษี กล่าวคือการทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาถึงแม้ว่ากิจการที่ทำในปีนั้นผลประกอบการมีผลขาดทุนก็ยังคงต้องเสียภาษี ในขณะที่นิติบุคคลคือบริษัทจำกัดถ้าผลประกอบการขาดทุนสุทธิก็ไม่ต้องเสียภาษีนอกจากนี้บริษัทยังสามารถยกยอดผลขาดทุนสุทธิไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีในปีต่อๆ ไปได้อีกไม่เกิน 5 ปี (ตามข้อกำหนดของสรรพากร) โดยนิติบุคคลได้รับการยกเว้นภาษี 300,000 บาทแรกจากกำไรสุทธิ (ในกรณีที่ทุนจดทะเบียนที่ชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ในขณะที่บุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษี 150,000 บาทจากเงินได้สุทธิ โดยทั้งนี้อัตราภาษีของนิติบุคคลสูงสุดไม่เกิน 20% ในขณะที่อัตราภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 35% เกี่ยวกับเรา💚 บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด เราคือผู้ให้บริการอย่างครบวงจร ได้แก่ จดทะเบียนธุรกิจทุกประเภท จดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนนิติบุคคล จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ให้บริการทางด้านบัญชี ทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ปิดงบการเงิน ตรวจสอบภายใน วางแผนภาษี วางระบบบัญชี ที่ปรึกษาบัญชีและภาษี คอร์สเรียนบัญชีและภาษี รับเป็นวิทยากรบรรยายบัญชีและภาษี ขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจต่างๆ ร่างเอกสารทางกฎหมาย รวมถึงการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้แก่ชาวต่างชาติ และเรายังเป็นผู้เชี่ยวชาญให้บริการรับจดทะเบียนบริษัทในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น• ธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้า• ธุรกิจบริการ• ธุรกิจซื้อมาขายไป• ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง• ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์• ธุรกิจการเงิน• ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์• ธุรกิจสุขภาพและความงาม• ธุรกิจการแพทย์• ธุรกิจบริการขนส่ง>>และธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ทั้งองค์กรธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (SMEs) หรือขนาดใหญ่ โดยมีทีมงานจดทะเบียนบริษัทที่มีประสบการณ์ ให้บริการในราคาที่เหมาะสม ทีมงานของเราประกอบด้วย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต นักบัญชี ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 28 ปี เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านในแต่ละบริการ ด้วยบริการที่ประทับใจ รวดเร็ว ตรงเวลา ในราคาที่สมเหตุสมผล จึงทำให้ลูกค้าผู้รับบริการเชื่อมั่นและไว้วางใจในบริการของเรา เรายินดีให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผู้เริ่มต้นธุรกิจ (Start-up) ทุกท่าน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ประเมินราคาอย่างไร? เรามีแพ็กเกจให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้ตามใจชอบ และราคาเหมาะสมกับคุณภาพของงานอย่างแน่นอน รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนด้วยไหม? ใช่! เราบริการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รับจดทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงจดทะเบียนอื่นๆ อีกมากมาย >> https://www.greenprokspforsme.com/ ใช้บริการจดทะเบียนกับเราปัญหาจะหมดไปใช่ไหม? ใช่! ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 28 ปี ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญด้านการรับจดทะเบียนบริษัทโดยตรง ท่านจึงมั่นใจได้ว่าเราจะดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พื้นที่ให้บริการรับจดทะเบียนนิติบุคคล? สำหรับงานจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลนั้นเราให้บริการทั่วประเทศไทยสำหรับงานจดทะเบียนอื่นๆนั้น ลูกค้าโปรดโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อน นอกจากงานจดทะเบียน มีบริการอย่างอื่นอีกไหม? ใช่! นอกจากที่เราจะให้บริการจดทะเบียนอย่างครบวงจรแล้ว เรายังมีบริการรับทำบัญชีปิดงบการเงิน และตรวจสอบบัญชี และบริการอื่นๆอีกมากมายดูรายละเอียด คลิก>> https://www.greenproksp.co.th/ สนใจบริการรับจดทะเบียนนิติบุคคล ติดต่อ: บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ### บริการของเรา ### เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับเรา บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด GREENPRO KSP GROUP บริษัท กรีนโปรเคเอสพีคอนซัลติ้ง จำกัด ถูกก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มบริษัทเคเอสพี ในประเทศไทย และ Greenpro Capital Corporation จากประเทศฮ่องกงซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQเราเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ โดยให้บริการแบบครบวงจรแก่ผู้ประกอบการไทย และนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราให้การสนับสนุนลูกค้าของเราในการเริ่มต้น พัฒนา และขยายธุรกิจในประเทศไทยโดยนำเสนอบริการระดับมืออาชีพ เช่น จดทะเบียนธุรกิจทุกประเภท จดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วน ให้บริการทางด้านบัญชี ทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ปิดงบการเงิน ตรวจสอบภายใน วางแผนภาษี วางระบบบัญชี ที่ปรึกษาบัญชี และภาษี คอร์สเรียนบัญชี และภาษี รับเป็นวิทยากรบรรยายบัญชี และภาษี ขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ บริการจดเครื่องหมายการค้า ร่างเอกสารทางกฏหมาย รวมถึงการขอวีซ่า และใบอนุญาตทำงานให้แก่ชาวต่างชาติบริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง บริหารโดย CPA ทั้งจากประเทศไทยและประเทศฮ่องกง และทีมงานที่ประกอบไปด้วย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต นักกฏหมาย นักบัญชี ที่มีประสบการณ์มายาวนาวกว่า 28 ปี เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านในแต่ละบริการด้วยบริการที่ประทับใจ รวดเร็ว ตรงเวลา ในราคาที่สมเหตุสมผล จึงทำให้ลูกค้าผู้รับบริการเชื่อมั่น และไว้วางใจในบริการของเรา เรายินดีให้คำปรึกษาผู้ประกอบการทุกท่าน ทำไมถึงต้องเลือกเรา? เราให้บริการแบบครบวงจร ความโปร่งใส ทุกขั้นตอนการทำงานของเรานั้นโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ความถูกต้อง เราให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนแก่ลูกค้าในการตัดสินใจทางธุรกิจ ความรวดเร็ว เราให้บริการ ที่รวดเร็ว ตรงต่อเวลา ความใส่ใจ เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเสมอ เราพร้อมที่จะรับฟัง และให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในทุก ๆ เรื่อง ความซื่อสัตย์และจริงใจ เราเชื่อว่าหลักการบริการที่ดีนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์และจริงใจ ความรับผิดชอบ เรารับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ราคาสมเหตุสมผล คุณจะได้งานที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม ข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ เข้าใจความต้องการของลูกค้า บริการระดับมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เราจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในบริการ มีนักกฎหมาย นักบัญชี และผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต มีสำนักงานในต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง จีน มาเลเซีย ไทย และไต้หวัน ทีมบริหาร Lee Chong Kuang, ผู้บริหาร FCCA, CPA(HK), CA(M) CK เป็นสมาชิกของ ACCA และ Malaysia Institute of Accountants นอกจากนี้ CK ยังมีคุณวุฒิทางวิชาชีพจาก Hong Kong Institute of Certified Public Accountants เขาได้ขยายบริการวิชาชีพของเขาให้ครอบคลุมถึงเรื่องบัญชี ภาษีอากร การวางแผนโครงสร้างองค์กรโดยมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าระหว่างประเทศนอกจากนี้ CK ยังได้ก่อตั้งสมาคมระหว่างประเทศ (CBBA) – องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ขึ้น เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำในธุรกิจระหว่างประเทศแก่สมาชิกที่ลงทุนในธุรกิจ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ถึงปี ค.ศ. 2013 CK ได้เริ่มต้นอาชีพของเขาด้วยการเป็นผู้สอบบัญชีในประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง และจีน หลังจากที่บริษัท GreenPro ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดใน ปี ค.ศ. 2013 CK ได้รับหน้าที่เข้ามาดูแลแผนกลยุทธ์และการกำหนดทิศทางทางธุรกิจทั้งหมดของกลุ่มบริษัท GreenPro Capital Loke Che Chan, Gilbert, ผู้บริหาร MBA, FCPA, CFP(M), CWM, MHKSI Gilbert ทำงานเป็นกรรมการอิสระของบริษัท ZMay Holdings ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยเริ่มทำงานตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ค.ศ.2008 จนถึงเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.2008 ในระหว่างนั้น เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการด้านการเงินให้กับบริษัท Asia Properties Inc. และ Sino Bioenergy Inc., ด้วย ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ OTC ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Gilbert ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในปี ค.ศ. 2011 และปี ค.ศ. 2012Gilbert มีความรู้ความชำนาญในด้านบัญชีและเป็นนักบัญชีมานานกว่า 30 ปี เขาได้รับการฝึกอบรม และได้รับการรับรองเป็นผู้สอบบัญชี โดยได้ทำงานให้กับ UHY (เดิมชื่อ Hacker Young) Chartered Accountant หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในระหว่างปี ค.ศ. 1980 จนถึงปี ค.ศ. 1988.Gilbert มีประสบการณ์มากมายในด้านการตรวจสอบบัญชี การทำบัญชี ภาษีอากร การกำกับดูแลกิจการในต่างประเทศ และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจ การบริหารจัดการความเสี่ยง และการควบคุมภายใน ให้กับผู้ประกอบการทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมนอกจากนี้ Gilbert ยังเป็นสมาชิกของ CBBA และช่วยเหลือองค์กรในการพัฒนาด้านกิจกรรมเพื่อช่วยให้สมาชิก CBBA ทั้งหมดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจระหว่างประเทศ คุณสุรภา แจ่มแจ้ง, ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ MBA, CPA(TH) คุณสุรภา แจ่มแจ้ง เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณสุรภามีความรู้ความชำนาญในด้านการตรวจสอบบัญชี การทำบัญชี ภาษีอากร และระบบควบคุมการบริหารทางการเงิน ด้วยประสบการณ์มากกว่า 25 ปีนอกจากนี้ คุณสุรภายังเป็นที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและการเงินให้กับบริษัทในประเทศไทยหลายบริษัท และเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมทางด้านบัญชีให้กับหลายองค์กรคุณสุรภาเป็นเจ้าของ และเป็นกรรมการผู้จัดการของกลุ่มบริษัท KSP ก่อนที่จะควบรวมกิจการกับกลุ่มบริษัท Greenpro Capital Corp.ในปัจจุบัน คุณสุรภาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการของกลุ่มบริษัท Greenpro KSP โดยรับผิดชอบในเรื่องการตลาด และบริหารทีมงาน คุณสุรภาจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยสยาม และปริญญาโททางด้านบัญชีการเงินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณประภากร เสาเกลียว, กรรมการผู้จัดการ MBA, CPA(TH) คุณประภากร เสาเกลียว เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณประภากรมีความรู้ความชำนาญในด้านการตรวจสอบบัญชี การทำบัญชี ภาษีอากร และกฎหมายธุรกิจ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 25 ปีคุณประภากรเป็นเจ้าของและเป็นกรรมการผู้จัดการของกลุ่มบริษัท KSP ก่อนที่จะควบรวมกิจการกับกลุ่มบริษัท Greenpro Capitalในปัจจุบัน คุณประภากรดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการของกลุ่มบริษัท Greenpro KSP โดยรับผิดชอบในด้านพัฒนาธุรกิจ และบริหารทีมงานคุณประภากรจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาบัญชี และปริญญาโทด้านกฎหมายธุรกิจจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ตั้งสำนักงาน กรีนโปร เคเอสพี ออฟฟิศสาทร ออฟฟิศสายไหม ### หน้าแรก เริ่มต้นธุรกิจอย่างมั่นใจพร้อมผู้เชี่ยวชาญเคียงข้างคุณ พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งกิจการ การจัดทำบัญชี ยื่นภาษีอย่างถูกต้องเพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน ติดต่อเรา เชื่อมโยงเทคโนโลยีนำธุรกิจสู่อนาคต เปลี่ยนระบบการทำงานของคุณสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจคุณไปอีกขั้น ติดต่อเรา เริ่มต้นธุรกิจอย่างมั่นใจพร้อมผู้เชี่ยวชาญเคียงข้างคุณ พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งกิจการ การจัดทำบัญชี ยื่นภาษีอย่างถูกต้องเพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน ติดต่อเรา เชื่อมโยงเทคโนโลยีนำธุรกิจสู่อนาคต เปลี่ยนระบบการทำงานของคุณสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจคุณไปอีกขั้น ติดต่อเรา Up Coming Course คอร์สเรียน บัญชี ภาษี รายละเอียดเพิ่มเติม บริการของเรา โซลูชันด้านบัญชีสำหรับธุรกิจของคุณ เริ่มต้นธุรกิจ สนับสนุนเชิงกลยุทธ์ ตั้งแต่เริ่มจดทะเบียนจนเติบโตอย่างยั่งยืน บัญชี บริการจัดทำบัญชีครบวงจร เพื่อความโปร่งใสและรองรับการขยายตัวในอนาคต ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี เพื่อก้าวนำหน้าคู่แข่งในยุคดิจิทัล วางแผนภาษี วางกลยุทธ์ภาษีอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสในการประหยัดภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมคำแนะนำเฉพาะสำหรับธุรกิจคุณ ควบรวมกิจการ ให้คำปรึกษา วิเคราะห์โครงสร้าง และดำเนินการควบรวมกิจการ (M&A) อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างมูลค่าและขยายขีดความสามารถทางธุรกิจ เข้าตลาดทุน เตรียมความพร้อมธุรกิจสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งการปรับโครงสร้าง การวางแผนการเงิน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน วางใจให้มืออาชีพดูแลบัญชีของคุณ เราเข้าใจทุกขั้นตอนของการทำบัญชี ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่พิสูจน์ได้ ให้เราช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้ธุรกิจคุณ ก้าวสู่เป้าหมายอย่างมั่นใจ ติดต่องานด้านบัญชี Add Line Call ติดต่องานด้านธุรกิจ Add Line Call เกี่ยวกับเรา กรีนโปร เคเอสพี เกิดจากความร่วมมือของสองพาร์ตเนอร์ที่มีเป้าหมายเดียวกัน บริษัทเคเอสพี และ Greenpro Capital Corporation (NASDAQ: GRNQ) เราเริ่มต้นจากพื้นฐานของงานบัญชีที่แข็งแรง และต่อยอดด้วยวิสัยทัศน์ที่เชื่อว่า ธุรกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากมีพื้นฐานบัญชีที่แข็งแรงเราจึงไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการด้านบัญชี แต่เป็นพาร์ตเนอร์ที่อยากเห็นลูกค้าเติบโตไปพร้อมกัน ด้วยบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่การวางแผนการเงิน ระบบบัญชี ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ทุกก้าวของธุรกิจคุณมั่นคง เกี่ยวกับเรา ลูกค้าของเรา งานบรรยาย ### Contact us CONTACT US TODAY AND FIND OUT WHAT WE CAN DO TO HELP YOU GREENPRO KSP Accounting Call us Phone : 025636187Mobile phone : 085-067-4884 Meet us Address: 43 Thai CC Tower, 11th Floor, Room no.111, South Sathorn Road, Yannawa, Sathorn, Bangkok 10120 Email us Email : info@greenproksp.com GREENPRO KSP Accounting Contact Form Contact Us - EN Name * Surname * Tel. * Email * Choose your Service * Accounting & TaxAccount OutsourcingAudit AssuranceFinancial ServiceBusiness RegistrationChange Business RegistrationVisa and Work PermitThailand Board of Investment (BOI)Thailand Business Licenses and Trademark registrationBuying-Selling businessWordPress WebsiteWordPress SEOOther Services Detail Privacy Policy * Accept when submitting this form You have accepted the terms of the privacy policy. and our personal information. Click to read details>>Privacy Policy Captcha Submit If you are human, leave this field blank. ### Buy-Sell Business Buying-Selling business As GreenPro KSP Consulting has a business network across Asia and has a large portfolio of businesses in Thailand both in the form of individual and companies businesses:For Seller: we have a numerous of registered clients who want to buy the whole businesses and the clients who want to find a partner to invest in their businesses as shareholders.For Buyer: we have a large number of registered clients who interest to sell their businesses, both business owners who interest to sell the whole businesses and to find partners to be shareholders of their businesses for the purpose of getting cash for expanding their businesses.We have integrity and good governance, we respect all parties and the information will be kept confidential.In order to protect the selling business, we will not disclose the name of the seller to the public, when we meet the interested and potential buyers and they require more information, we will ask the sellers for approval before disclosing the information.For the buyer, we will screen the selling businesses which you are interested in preliminary in order to avoid the risk and time-wasting.If you are interested in sell-buy business in Thailand, GreenPro KSP will be the best choice to help you accomplish your intention on buying-selling businesses quickly, we have a team to guide you all the entire process of buying-selling business which start until close dealing; seeking the best matching, gathering information, doing valuation and due diligence, arranging the meeting, closing deal, preparing agreement, registering with the government office, even if applying visa and work permit for foreigner. NAME * E-MAIL * OBJECTIVE * Sell Business Buy Business Enquiry Your Message * Contact Greenpro KSP Consulting Now, if you intend to BUY-SELL the business, by fulfilling the form below, we will contact you back for discussion and get more information, we are proactive to help you to achieve your goal on buying-selling business. ### Other Services Other Services As a One Stop Service company, GreenPro KSP has a team of Legal Advisor and Business Consultant to support you the following service so that you will complete your missions in one place. Legal Contract Agreement drafting service Prenuptial Agreement Last will and testament Share Transfer Agreement Loan Agreement Lease Agreement Sale and Purchase Agreement Other Agreement Notarial Services Attorney (Notary Public) Prenuptial Agreement Last will and testament Share Transfer Agreement Loan Agreement Lease Agreement Sale and Purchase Agreement Other Agreement Service for buying a Condominium in Thailand What you need to know before buying a condominium in Thailand? Foreigners are permitted to buy a condominium in their own name (100% ownership), but there are some conditions according to Thai law (CONDOMINIUM ACT, B.E. 2522) that you need to aware of: The ownership held by a foreigner of each condominium project must not exceed 49% of the total area of every unit in that project. (For example, If the condominium has 100 rooms (each room have the same size), only 49 rooms can be owned by foreigners) The money for purchasing a condominium must be transferred from overseas in foreign currency for the propose of buying a condominium. Such condominium must be registered under the Condominium Act. After purchasing the condominium, you will receive a title deed as a certificate of ownership. Sinking fund and maintenance fees are another things that you should know about, these expenses are based on the area of each unit per square meter and charged with maintaining and managing the condominium.Even though buying a condo in Thailand is sound simple, there is something that needs to be taken into account, namely, you may need someone to run a background check on the seller or the building or need a lawyer to help with the paperwork such as purchase agreement and money transfer. These are steps that shouldn’t be ignored since it will make the entire process secure. Our services Our firm offers to conduct a property due diligence report, namely, we will inspect the building permit, developer background as well as the on-site inspection. As for the purchase agreement, we also have a certified lawyer to help you review the agreements before signing. In order to avoid the risk that may be incurred and to be sure that the process of buying condominium will be complied with the law. Contact GreenPro KSP Consulting, we have a professional team to help you so you can be ensured that the process of buying the condominium in Thailand go smoothly. Off Compny Formation Why do you need to set up an Offshore Company? The offshore company is set up for the following reasons. Set up a branch for an existing business in another country. Register a new business in the countries which allow to register a company and offer tax benefit, confidentiality and etc. Based on tax benefit, Offshore companies can be divided into two groups:1. An offshore company which is not subject to any tax in the registration countries which are known as International business companies, the companies have obligation to pay annual charge from the government authority in the countries as a government license fee in exchange for the tax. 2. Offshore companies which are subject to tax in the registration countries, but the tax rate is lower than other countries or the countries that the companies can claim double tax treaty benefits that those countries signed with other countries or have privilege tax treatment.The terms and conditions will be varied according to legislation and regulation of each country.Whatever the reason you want to set up Offshore company, either for tax purpose or to expand your business internationally. Greenpro KSP Consulting has a professional team to offer you Offshore companies registration service in the countries as stated below. Hong Kong – Limited liability company China – Limited liability company Malaysia – Limited liability company Thailand – Limited Liability company Singapore – Limited liability company Nevada, USA – Limited liability company Delaware, USA – Limited liability company Seychelles – International business company Cayman Island – International business company Bermuda - International business company Belize – International business company Anguilla – International business company Samoa – International business company BVI – International business company We strive to provide our clients with the best services throughout the entire process. Our professional team will provide you with an advice and precise information regarding the incorporation procedures. As we are One Stop Service, we also have a service to open an offshore bank account and do accounting for you. Please contact Greenpro KSP Consulting for incorporating an Offshore company. ### Financial Service Financial Service Corporate Advisory “Capitalize client’s value globally is our mission for emerging growth companies and their investors. We established market acumen to foster growth for clients around the globe while providing tailored solution to maximise values of our clients.”GreenPro KSP consists of some of the most skilled and sought-after corporate advisors in the Asia region. With proven ability to solve the most complex corporate issues, we aim to assist our clients to capitalise their values and nurture growth by providing proficient advice to maximize their value.Our Group's corporate advisory services entail the following areas of expertise Merger and Acquisition (M&A) Mergers and acquisitions (M&A) are a key component of many company’s strategies as they open a way to increase capabilities, expand business, improve business’s value, lighten the owner burden and many more opportunities to move your company forward.Mergers and acquisition process can start in a variety of ways,but the complicated part is a valuation since it needs to consider not only internal factors but also external factors. To get a correct and precise valuation, you may need an expert to conduct Valuation report for you and assist you in the entire process.GreenPro KSP Consulting offers a full range of consulting service for Mergers and acquisitions (M&A). We do our best to support and assist our client either the seller or the buyer side in the whole process until the deal is closed. Our services include:Initial consultingConducting a due diligence reportBusiness valuationNegotiationPreparing an agreementM&A comes in many shapes and sizes, andyou need to consider all the relevant issues involved in M&A. Contact GreenPro KSP Consulting for further information.We'll make sure you are fully prepared for each step in the process of M&A. Venture Capital & Private Equity Your business may have come to a challenging time when capital funds to continue developing your business is necessary. Our extensive professional experience and services will assist you to raise venture capital in today’s dynamic environment from both public and private investors. Our close connection and strategic alliance with a network of venture capital firms within Asia can provide a financial solution to your needs to grow your business. Our roles include analyzing your business goals and capital position, identifying appropriate venture capital funding firms and investors to fit it for you and assisting you in negotiations and restructuring your business to maximise your business value.We have Venture Capital and Private Equity team possesses a strong and wide understanding of how a venture capital firm operates, and creates value for the business and the business owners. We seek to understand our client business and it needs and provide strategies to execute with flexibility and speed of responsiveness, with tight timeline, to deal with the dynamic changing business environment. Our primary goal is to create value globally for our clients providing them with the solutions and tools to maximise their wealth. Business Valuation There are many reasons to do business valuations. For example,you may need to sell or buy the business, to show the investors that the business has sufficient worth, to expand your business etc.Regardless of the reason, how much your business is worth depends on many factors not just your business’s balance sheet. External factors such as the current state of the economy, interest rate, potential of business in the future, similar business in the market also affect the value of your business. To get a correct and precise valuation, all the relevant factors must be taken into account.GreenPro KSP Consulting offers business valuation services for companies of all sizes and in a multitude of industries for a variety of purpose such as:Mergers & AcquisitionsBuy / Sell AgreementsBusiness PlanningOur professional business valuation team will thoroughly analyze your business by using efficient methods to give you a comprehensive picture of your business’s value and deliver you a thorough and detailed appraisal report that is accepted in accordance with accounting and legal standards. Contact GreenPro KSP consulting to find out what your business is worth. For more information please feel free to contact Greenpro KSP Consulting Co., Ltd. ### Business Licenses Thailand Business Licenses and Trademark registration Business Licenses Some business in Thailand are required to obtain business licenses before conducting the business, in order to conduct business legally, a business owner has to apply for obtaining the business license which required by Thai Law. Greenpro KSP Consulting has a team with experience and knowledge to advise and help you with the process from the beginning until you obtain the license. Greenpro KSP Consulting offer on helping you the following licenses: Alcohol License Hotel License FDA License E-Commerce License Import – Export License Factory License Construction License Import/Export License School License Tourism License Direct sale Business License Restaurant Business License Selling tobacco License For more information, please contact Greenpro KSP Consulting. Trade Mark registration According to Trade Mark Act. B.E. 2534 amended by Trade Mark Act. B.E. (No. 2) B.E. 2543 and (No.3) B.E. 2559“Mark” means a photograph, drawing, invented device, logo, name, word, phrase, letter, numeral, signature, the combination of colors, the figurative element, sound or combination thereof,To be registrable, a trademark must (1) be distinctive which enables the public or users to distinguish the goods with which the trademark is used for other goods; (2) not be the same as or similar to a trademark registered by another person. (3) not be prohibited under Thai Trade Mark Act. Trademarks having or consisting of any of the following characteristics shall not be registrable State arms or crests, royal seals, official seals, Chakkri emblems, emblems and insignia of the royal orders and decorations, seals of office, seals of ministries, bureaus, departments or provinces; National flags of Thailand, royal standard flags or official flags; Royal names, royal monograms, abbreviations of royal names or royal monograms, or Representations of the King, Queen or Heir to the Throne; Names, words, terms or emblems signifying the King, Queen or Heir to the Throne or members of the royal family; National emblems and flags of foreign states, emblems and flags of international organizations, emblems of head of foreign states, official emblems and quality control and certification of foreign states or international organizations, names and monograms of foreign states or international organizations, unless permission is given by the competent officer of the foreign state or international organization; Official emblems and emblems of the Red Cross or appellations “Red Cross” or “Geneva Cross”; A mark identical with or similar to a medal, diploma or certificate or any other mark awarded at a trade exhibition or competition held by the Thai government or a Thai government agency for public enterprise or any other government organ of Thailand, a foreign government or international organization unless such medal, diploma, certificate or mark has been actually awarded to the applicant for goods and is used in combination with the trademark; Any mark which is contrary to public order, morality or public policy; A mark registered or not, which is identical with a well-known mark as prescribed by the Ministerial Notifications, or so similar thereto that the public might be confused as to the owner or origin of the goods; Trademarks similar to those under (1) (2) (3) (5) (6) or (7); Geographical indications protected under the law on geographical indications; Other trademarks prescribed by the Ministerial Notifications Categories of Trade Mark in Thailand: “trademark” means a mark used or proposed to be used on or in connection with goods to distinguish the goods with which the trademark of the owner of such trademark is used from goods under another person’s trademark;“service mark” means a mark used or proposed to be used on or in connection with services to distinguish the services using the service mark of the owner of such service mark from services under another person’s service mark;“certification mark” means a mark used or proposed to be used by the owner thereof on or in connection with goods or services of another person to certify the origin, composition, method of production, quality or other characteristics of such goods or to certify as to the nature, quality, type or other characteristics of such services;“collective mark” means a trademark or service mark used or proposed to be used by companies or enterprises of the same group or by members of an association, cooperative, union, confederation, group of persons or any other state or private organization;A trademark to be registrable, the applicant or his agent shall have an office or address for communication by the Registrar in Thailand.The registration of a trademark shall have a term of ten years from the date of registration and may be renewed.To get the right to exclusive use of the mark in relation to your products or services of business and prevent from trouble which may be incurred in the future from unauthorized use of the mark, you may need to register Trade Mark of your business. For more information, Please contact Greenpro KSP Consulting Co., Ltd. ### BOI & EEC Thailand Board of Investment (BOI) The Thailand Board of Investment (BOI) is an agency of the Government of Thailand. Its mission is to promote investment both Thai entrepreneurs and foreign investors in Thailand by providing investment incentives and privilege who invest in the promoted business in order to attract more investment, if you are foreign investors who are interested to invest and establish the business in Thailand which your business meets the criteria of BOI and be under promoted business categories, you may apply for BOI promotion to be “BOI Company”In order to obtain investment promotion, the BOI applicant must follow the conditions prescribed by the Board of Investment as specified in the BOI promotion certificate in which the following incentives will be granted for BOI company: Tax incentive Exemption of import duties on machinery Reduction of import duties for raw or essential materials Exemption of corporate income tax on the net profit and dividends derived from the promoter activity. A 50 percent reduction of the corporate income tax Double deduction from the cost of transportation, electricity and water supply. Additional 25 percent deduction of the cost of installation or construction of facilities Exemption of import duty on raw or essential materials imported for use in production for export Non-Tax incentive Allow 100% foreign ownership of the company Permit for foreign nationals to enter the kingdom for the purpose of studying investment opportunities Permit to bring into the Kingdom of Thailand skilled workers and experts to work in investment promoted activities Permit to own land Permit to take out or remit money abroad in foreign currency. Eligible activities by business categories which promoted by BOI Section 1: Agriculture and Agricultural Products Section 2: Mineral, Ceramics and Basic Metals Section 3: Light Industry Section 4: Metal Products, Machinery and Transport Equipment Section 5: Electronics and Electrical Appliances Industry Section 6: Chemicals, Paper, and Plastics Section 7: Service and Public Utilities Section 8: Technology and Innovation Development The Board of Investment stipulates the following criteria for project approval: 1. Development of competitiveness in the agricultural, industrial and services sectors The value added of the project must not be less than 20% of revenues, except for projects in agriculture and agricultural products, electronic products and parts, and coil centers, all of which must have value added of at least 10% of revenues. Modern production processes must be used. New machinery must be used. In case of imported used machinery, criteria are as follows: 2.1 In case of used machinery not over 5 years old, counting from the manufacturing year to the importing year, the machinery shall be allowed to be used in the project and counted as investment capital for the calculation of the cap on corporate income tax exemptions; however, they shall not be granted import duty exemption. A machinery performance certificate issued by a trusted institute identifying efficiency, environmental impact and energy usage for the machine, as well as its fair value, must be obtained. 2.2 In case of used machinery over 5 years old but not exceeding 10 years old, counting from the manufacturing year to the importing year, only press machines shall be allowed to be used in the project and counted as investment capital for the calculation of the cap on corporate income tax exemptions; however, they shall not be granted import duty exemption. A machinery performance certificate issued by a trusted institute identifying efficiency, environmental impact and energy usage for the machine, as well as its fair value, must be obtained. 2.3 For sea and air transport activities and molds and dies, used machinery over 10 years old, counting from the manufacturing year to the importing year, may be allowed to be used in the project as deemed appropriate, counted as investment capital for the calculation of the cap on corporate income tax exemptions and granted machinery import duty exemption. Criteria shall be as specified by the Office of the Board of Investment. 2. Environmental protection Adequate and efficient guidelines and measures to protect environmental quality and to reduce environmental impact must be installed. The Board will give special consideration to the location and pollution treatment of a project with potential environmental impact. Projects or activities with type and size that are required to submit environmental impact assessment reports must comply with the related environmental laws and regulations or Cabinet resolutions Projects located in Rayong must comply with the Office of the Board of Investment Announcement No. Por 1/2554 dated May 2, 2011, on Industrial Promotion Policy in Rayong Area. 3. Minimum capital investment and project feasibility The minimum capital investment requirement of each project is 1 million baht (excluding the cost of land and working capital) unless specified otherwise on the list of activities eligible for investment promotion that is attached to this announcement.As for knowledge-based services, the minimum capital investment requirement is based on the minimum annual salaries expense specified in the list of activities eligible for investment promotion. For newly established projects, the debt-to-equity ratio must not exceed 3 to 1. Expansion projects shall be considered on a case-by-case basis. For projects with the investment value of over 750 million baht, (excluding the cost of land and working capital), the project’s feasibility study must be submitted with details as specified by the Board The process of applying BOI Thailand Preparing and submitting the BOI investment application Form Contact BOI officials within 10 days after application submission to make an appointment for presentation and interview Project evaluation by BOI - Investment value less than or equal to 200 million baht considered by OBOI within 40 working days after submitting complete documents - Investment value 200-2,000 million baht considered by sub-committee within 60 working days after submitting complete documents - Investment more than 2,000 million baht considered by sub-committee and then the board within 90 working days after submitting complete documents Submit Promotion Acceptance Form within 1 month after receiving the notification from BOI Submit Company Establishment Form within 6 months after promotion acceptance Obtain BOI Certificate As foregoing information, you can see that the incentives for BOI company are very attractive for foreign investors such as tax-incentive, majority foreign shareholders and can own the land, if you are looking for investing in Thailand and interested to apply for BOI Certificate, Greenpro KSP Consulting has a BOI team with experience and knowledge to assist you in the process of obtaining the BOI certificate. Eastern Economic Corridor (EEC) The Eastern Economic Corridor (EEC) Development Plan under the scheme of Thailand 4.0 which takes into account the shifting of Thailand’s economy to value-based, innovation-driven economy which connecting to 10 industries to be promoted.The EEC project will, initially, be focused in 3 eastern provinces as Chachoengsao, Chonburi, and Rayong.In order to help investors starting and expanding their investment in the new growth hub, Thailand Board of Investment (BOI) provides more investment incentive scheme for the investors who invest in Eastern Economic Corridor (EEC), if your business is under the categories of 10 industries to be promoted in EEC project so that you can see the opportunities and wish to invest in EEC project, Greenpro KSP Consulting can assist you to apply for investment in EEC through BOI. 10 Target industries in EEC The First 5 S-Curve industries Next-Generation Automotive Industry The Next-Generation Automotive Industry has seen great developments stemming from its expansion of value chains to incorporate electric automobiles. The developments can especially be seen in the design and modeling processes, which have benefited from the incorporation of technological advancements leading to more efficient, and highly precise production systems. The Intelligent Electronics Industry The Intelligent Electronics Industry refers to the manufacturing of electronic systems or devices, which are used in automobiles, communication devices, the design of smart homes, and wearable technology. Advance Agriculture and Biotechnology Advance Agriculture and Biotechnology employ advanced agricultural technology using automated analytical techniques, research, and investment in biotechnology to improve and enhance flora and fauna. The Food Processing Industry The Food Processing Industry offers Food for the Future, focusing on increasing accountability and traceability in adhering to and promoting food safety standards, research and production of healthy nutrients, and the production of processed foods which are enhanced with alternative proteins, such as textured vegetable protein. The Tourism Industry The Tourism Industry is responsible for organizing and promoting many various events and activities at major tourist destinations, supporting medical rehabilitation business sectors as well as recuperation centers, and promoting international exhibitions at centers and convention halls. 5 New S-Curve industries incorporate new growth industries that compliment, supplements and synergizes our industrial base The Digital Industry The Digital Industry is in high demand across the globe as it constitutes a new standard in working life and careers, e.g. E-Commerce, digital content creation, hosting data centers, and cloud computing stand to benefit and streamline working life for all. The Advanced Robotics Industry The Advanced Robotics Industry answers the longstanding call for higher standards of safety and efficiency for the world. This industry is rapidly expanding and will surpass the automotive industry in size due to its application and expertise in many areas, e.g. diving robotics as well as medical robotics. The Aviation and Logistics Industry The Aviation and Logistics Industry is expanding and obtaining more airplanes and carriers to support a higher demand for air shipment and transportation. U-Tapao Airport has evolved to become an international airport with MRO and training center development. Once it is integrated with Don Muang and Suvarnabhumi Airport’s capabilities, Thailand will become the hub of traffic in Asia. Medical Hub Our Medical Hub offers the highest quality of doctors and nurses, who operate in our modern facilities and hospitals. In the future, drug production investment, medical equipment development, and long-distance treatments via the internet or smartphones. The Biofuel and Biochemical Industry The Biofuel and Biochemical Industry of Thailand is fortunate to have its foundations in the largest agricultural area of all ASEAN. Given these favorable conditions coupled with the world’s progress in standardizing bio-economy principles, comprehensive development of biochemicals, like exportation bio-plastic made containers, are sure to be in high demand. The following incentives will be granted: Exemption from corporate income tax for up to 15 Years. Exemption of import duties on machinery/raw or essential materials imported for use in production for export/ goods for R&D. Matching Grants for Investment/ R&D/ Innovation/ Human Resources Development for Targeted Industries. Permission to own land for BOI promoted projects. Rights to state’s land lease for 50 years, renewable upon approval for a further 49 years, 17% personal income tax rate, the lowest rate in ASEAN, for foreign executives working for regional headquarters or international trading companies, treasury centers, along with regional R&D centers. One-stop service center to facilitate foreign investors, provide useful information, and issue permits for trading, export and import all in one location. Five-year work visa issuance to attract investors, experts and scientists from around the world Requesting permission Investment Promotion in Eastern Special Development Zone. The Board of Investment (BOI) has prepared special investment incentives for investors investing in the EEC area.However, major investors in some target industry segments that use advanced technology. This may require the cooperation of many agencies to push the advanced technology to the industry in Thailand. The Eastern Economic Corridor will be the central agency for coordinating, tracking and facilitating major investors, to push up investment projects in the EEC area and upgrade the Thai industry according to the purpose of the Eastern Special Development Zone Criteria for selection of investors, businesses to be promoted and to push up investment are as follows; Investors who are interested in doing business in the target industries. Investors have been approved in principle of the project or have been promoted by the Board of Investment. The investment is advanced technology and can upgrade the target industries in Thailand. Investors are keen to collaborate with government agencies to drive on using advanced technology at the industry level, For more information, please contact Greenpro KSP Consulting, we can assist you to apply for investment in EEC project through BOI. ### Audit Assurance Audit Assurance According to Thai law, juristic persons which registered in Thailand have obligation to submit Audited Financial report yearly to The Ministry of Commerce. Greenpro KSP has qualified CPA (Certified Public Accountant) which have knowledge and experience in auditing more than 20 years, to examine your Financial statement in accordance with generally accepted auditing standards (GAAP) Audit Assurance Financial statement review Financial statement audit Provide an auditor’s opinion on the financial statement Internal audit Special purpose audit Prepare the financial statement to have complied with auditing standard (GAPP) Evaluate accounting method of the company Identify risks in the company For more information, please contact Greenpro KSP Consulting. ### Accounting & Tax Accounting Services Bangkok Thai and foreign companies which registering and carrying business in Thailand automatically have obligation with Thai laws; according to Accounting Act, B.E. 2543, A registered partnership, limited company, public limited company established under a Thai law, juristic person established under a foreign law engaging in a business in Thailand, joint venture under the Revenue Code, shall be the person having the duty to keep accounts, and must provide the bookkeeping for its business, more over it is required by The Department of Business Development that juristic persons must submit audited financial report within 5 months from the closing date as well as having obligation with the Revenue Department on tax filing and payment.Not only corporate tax, foreigners need to understand on Personal Income Tax (PIT), Personal Income Tax. In general, a person liable to PIT has to compute his tax liability, file tax return and pay tax, if any, accordingly on a calendar year basis. Taxpayers are classified as “resident” and “non-resident”. “Resident” means any person residing in Thailand for a period or periods aggregating more than 180 days in any tax (calendar) year. A resident of Thailand is liable to pay tax on income from sources in Thailand as well as on the portion of income from foreign sources that is brought into Thailand. A non-resident is, however, subject to tax only on income from sources in Thailand. Greenpro KSP Consulting Co., Ltd. has a team of professionals which has expertise in accounting and tax compliance, to provide service which will be complied with Thai law to your company so the management doesn’t have to worry for the accounting and tax obligation and have more time to focus on growing and developing the business as well as the cost of service from outsourcing accounting company is cheaper than hiring the accountant to work with the company. Our services; Preparing monthly reports (Balance sheet and profit and loss)Withholding personal income tax (P.N.D. 1,3)Withholding corporate income tax (P.N.D.53)Value-added tax (P.P.30)Input-Output tax reportBookkeepingPersonal income tax (P.N.D. 90,91,94)Corporate income tax: P.N.D. 51 (Mid-year tax return), P.N.D. 50 (Annual tax return)Withholding personal income tax (P.N.D.1K.)Annual ClosingPreparing the Financial statement and submitting to the Ministry of Commerce. Payroll Service Greenpro KSP Consulting offers you payroll service, a monthly procedure for paying salaries to the employees which relating to the bank, the Revenue Department, Social Security Fund.Using Greenpro KSP Consulting to be outsource service on the payroll, we ensure you that employee salaries payment procedures are in compliance with Thai law and regulation as well as preventing from the conflict among the employees which may be incurred from internal disclosure.Payroll calculations.Pay-slip preparation.Paying instruction to the bank.Withholding tax (PND 1).Social Security (SPS 1-10).Provident Fund.Workmen’s Compensation.Make payment to government agenciesElectronic reporting. Set up Accounting System. In case of you don’t want to use outsource accountant and want to set up the accounting system for your company, we can help you to set up Accounting system by the team with over 20 years’ experience in the service. Why do you need to set up an accounting system? Accounting system is the main factor on helping the business to reduce duplication of costs and it can check the mistake, if your business has a good system so the mistake will be decreased, especially the goods and raw materials of the business, sometimes the items of them are disappeared, but actually, they are in the stocks, but they are only disappeared in the documents.Set up a good accounting system will help the business on inspection in each department of the company. Especially small companies always neglect to set up the accounting system, it seems to be wasted, if they have to hire an accountant to set up the system. Indeed, the accounting system is a long-term cost saving on using documents and staffs, to make it more effective.A good accounting system requires flexibility, speed, agility and availability and responsive to business in all aspects. The system must have effective internal control, prevent data leakage and corporate fraud.We have a team which has expertise in the setup accounting system, whether your business is small or large organization. We can help your organization to have a strong and effective accounting system, prevent the fraud that will affect your growing business.We are accounting system specialist and put it in the practice for the customers, we set up the accounting system for customers in many industries such as:Set up the accounting system for buy-sell business.Set up the accounting system for service business.Set up accounting for the construction business.Set up the accounting system for industrial plants.Set up the accounting system for the restaurant.And set up the accounting system for many service businesses.We have over 20 years’ experience in the setup accounting system to our customers in many industries and we are constantly improving our quality and technical systems. We are confident that we can set up efficiently accounting system for you without any problem. Tax planning Tax planning is the preparation of how to save the tax legally, planners must have a clear understanding of the law and choosing the legal conditions to get the most benefit to the company and to be legitimate and also save from the burden that may be incurred in the future from the investigation and assessment by the Revenue Department.For more information, please contact Greenpro KSP Consulting, our team expertise in tax planning will be your consultant in this matter. Contact Us - Accounting Services Greenpro KSP Accounting Co.,Ltd.Address 32/8 Soi Sukhaphiban 5 Soi 73, O-Ngoen, Saimai, Bangkok 10220Mobile phone : 085-067-4884Working Hours : Mon-Fri : 8:30 – 17:30 Click Add Line Click to CALL ### Change Business Registration Our service: Social Security registration - Employer that employ one or more employee must register Social Security for their employee in order to enroll their insurance within 30 days and when employing more new employees, an employer must register Social Security for them within 30 days as well. Vat registration - Any person or entity who regularly supplies goods or provides services in Thailand and has an annual turnover exceeding 1.8 million baht is subject to VAT in Thailand and must register to be VAT registered person or entity (Form VAT 01) before the operation of business or within 30 days after its income reaches the threshold. Service is deemed to be provided in Thailand if the service is performed in Thailand regardless of where it is utilized or if it is performed elsewhere and utilized in Thailand. Liquidation of the company limited - In case that the company limited agrees to modify or change any registered transactions, shall request for the registration of the modification/change of such transactions or registration of the company’s liquidation. The registration to establish and modify any transactions shall be performed according to the method and criteria specified by the law and the government’s rules. Change registered transactions Registered Transaction that the Company has to register to Modify or Change With the Department of Business Development The modification or change of memorandum before the company’s establishment. Extraordinary resolution to increase capital/decrease capital/merge the company. Company’s merger. The modification or change of memorandum of the association after the company’s establishment. Capital increase/decrease. Regulations’ modification Director. Number or name of authorized directors. Location of head office and/or branches. Company’s seal. Other transactions that should be publicized Registered Transaction that the Partnership has to register to Modify or Change Name of partnership. Location of head office and/or branches. The objective of Partnership. Partners. Managing Partner. Limitation of Managing Partner’s Power. Partnership’s Seal. Other transactions that should be publicized. Merging the partnership. Transforming the partnership to company limited Registered Transaction that the Company/Partnership has to register to Modify or Change in value added tax registration with The Revenue Department Items that have been registered in essence such as the Company Name, Location of business, type of business Additional place of business Closing some place of business moving place of business Stop the business for more than 30 days Transfer all or part of the business Merging the business Discontinue operation Death (In case of individual) ### Business Registration Business Registration (Business Registration Services) Nowadays, more foreign investors are interested to invest in Thailand as Thailand is considered as the gateway to ASEAN and the Excellent Strategic Investment location according to the significant factors such as market size with quality purchasing power of ASEAN, China, and India, resilient macro-economic stability and growth, leading production and exporting hub, diversity of strength: from modern agriculture to manufacturing , infrastructure readiness and the government policy on attracting the investors to invest in special economic zone by giving benefit and more incentives if invest in the Eastern Economic Corridor project area (EEC project) located in Rayong, Chachoengsao and Chonburi, connect with 10 target industries under the Thailand 4.0 policy which takes into account the shifting of Thailand’s economy to value-based, innovation-driven economy. If you are the foreigner who can see the opportunities and want to do business in Thailand, we can help you to set up the business in Thailand with the best solution according to your objective and needs, there are various different kind of legal entities that can be selected on business registration in order to meet your business objective and conditions; Limited company A Limited company is the most popular form of business organization among foreign investors on doing business in Thailand. A company which is formed with a capital being divided into shares of an equal value, the ownership and management are legally separated. The liability of the shareholder being limited to the amount unpaid on the shares held by them. Only the director(s) have the authority to sign any documents to be binding the company. The requirements for forming the limited company are as follows: It needs at least 3 persons to be promoters and at least one director. Physical address for registration At least 51% of a company’s share must be held by Thai Citizen. Limited Partnership A Limited Partnership is a business organization where two or more people agree to join common understanding undertaking and share profits on doing business, it needs two or more persons to be promoter on registration.There are two types of partners as follows: 1. One or more partners whose liability is limited to such amount as they may undertake to contribute to the partnership. 2. One or more partners who are jointly and unlimitedly liable for all the obligation of the partnership A limited partnership must be managed only by the partners with unlimited liability, it must be registered and are taxed as a limited company, with no tax advantage if comparing to the limited company. Public company A Public company is a company established for the purpose of offering shares for sale to the public and the shareholders shall have the liability limited up to the amount to be paid on shares, no minimum amount of registered capital and public company must be registered as a legal entity. The requirement for public company registration are as follows: A minimum of 15 promoters is required for formation and registration of a public company. The board of directors must have a minimum of 5 members, at least half of whom must have a domicile in Thailand. Each share of the company shall be equal to value and be fully paid up at only one time. No less than one half of the total number of promoters have their domicile in Thailand The promoter shall subscribe for shares and all the shares so subscribed must be paid up in money in an aggregate amount equal to not less than 5 percent of the registered capital and the shares cannot be transferred within two years form the registration, except with the approval of the shareholders at a meeting of the shareholder. Other services: Company Secretary Representative Office A foreigner entity may establish “Representative Office” in Thailand in order to render the service to their head office or their affiliated company or the group of companies in foreign country. The characteristics of Representative Office Be the juristic person established in accordance with the foreign law and established an office in Thailand in order to operate the service business to their head office or their affiliated companies or the group companies in foreign country only; Render services to the head office, affiliated company or group company without receiving income from service, except for funds to cover the expenses of the Representative Office that are received from the head office; The Representative Office has no authority to receive purchase order or to offer for sale or to negotiate on business with any person or juristic person. The scope of service of the representative office The scope of service of the representative office is restricted to render in any or all of the following 5 categories. Finding sources of goods or services in Thailand for the head office. Inspecting and controlling the quality of goods purchased in Thailand by the head office. Providing advice and assistance concerning goods of the head office sold to agents or consumers in Thailand. Disseminating information concerning new goods or services of the head office. Reporting on business developments in Thailand to the head office. Branch Office A Branch Office is the juristic person established in accordance with the foreign law and established an office in Thailand, it is considered to be the same legal entity as its head office. The Branch Office's liabilities arising from doing business in Thailand will not be limited within Thailand but extends to the head office overseas. The branch office is the difference from a representative office as branch office are allowed to conduct a much broader range of activity than the representative office, it is able to conduct various activities such as sell and buy goods, sign contracts, render services, regardless of whether they generate any income or not. If the business to be operated is a restricted business under the Foreign Business Act B.E. 2542 (FBA), it needs to apply to the Ministry of Commerce for obtaining Foreign Business License (FBL) before starting the operation.According to the requirement of Foreign Business License, the investment capital must not be less than 25 percent of the estimated average annual operating expenses of the operation for the first 3 years but not less than 3 million baht. Foundation Foundation is assets which are provided for the objectives of public charities, religion, arts, science, literature, education, or any other public interest only, Foundation shall not pursue any interest to allocate for their members, Asset management of foundation must not be the benefit for any person, except used for operation in pursuant to the objective of that foundation. The requirement for foundation registration Foundation must have an asset for value at least THB500,000, at least THB250,000 in cash and this amount cannot be used for any expenses, it must be retained in the bank account. Must have regulation of the foundation and it does not conflict with the law. Must have at least three persons to form a board of director for the establishment and manage the foundation in pursuant to the objectives. Must have official name and address to be registered under the Commercial and Civil Code, the revision edition B.E. 2535 Foundations are juristic persons can take legal actions, enter into contracts, employ people, sponsor Visa and Work permit, foundations are taxable, the tax rate is 2% or 10% which depending on the source of income. Joint Venture Joint Venture is described as a group of persons (natural and/or juristic person) entering into an agreement in order to carry on a business together. Joint Venture can be incorporated joint venture or Unincorporated joint venture, it is required at least one of the joint venture partners be a juristic person, the joint venture must have two elements: A Joint in investment and sharing profit or loss according to the joint venture agreement. The partners have a mutual right to control the project and have the joint responsibility to third parties that involved in the joint venture. The Revenue Department treats a joint venture as a juristic company for purpose of tax liability so joint venture must apply for a taxpayer identification card as well as Value Added Tax registration is required. Foreign Business License (FBL) According to list 3 in Foreign Business Act 1999 which allowed the foreigners to do business in Thailand with over 49% foreign ownership. If you are the foreigner who wishes to do a business under this category, you have to apply for obtaining a Foreign Business License (FBL) before you can commence operation.Business in list 3: in respect of which Thai Nationals are not ready to compete with foreigners. Rice milling and production of flour from rice and economic plants. Fishery only in respect of the hatching and raising of aquatic animals. Forestry from a grown forest. Production of plywood, veneer wood, chipboards or hardboards. Production of lime. Provision of accounting services. Provision of legal services. Provision of architectural services. Provision of engineering services. Construction, with the exception of: (a) Construction of structures for delivery of infrastructure public services in the sphere of public utilities or transportation requiring the use of special apparatuses, machines, technology or expertise, with the minimum capital of five hundred million Baht or upwards from foreigners; (b) Construction of other types as prescribed in the Ministerial Regulation Brokerage or agency businesses, with the exception of: (a) being a broker or an agent in the sale or purchase of securities or in services related to futures trading of agricultural commodities or financing instruments or securities; (b) being a broker or an agent in the sale, purchase or procurement of goods or services necessary for the production or the provision of services amongst affiliated enterprises; (c) being a broker or an agent in the sale or purchase, procurement, distribution or acquisition of domestic and foreign markets for the distribution of domestically manufactured or imported goods, which is in character the operation of international trade, with the minimum capital of one hundred million Baht or upwards from foreigners. (d) being a broker or an agent of other types as prescribed in the Ministerial Regulation. Sale by auction, with the exception of: (a) a sale by auction which, in character, involves international bidding of items other than antiques, objects of antiquity or artistic objects that are artistic works or handicrafts or objects of the antiquity of Thailand or of historical value of the country; (b) sales by auction of other types as prescribed in the Ministerial Regulation Internal trade related to traditional agricultural products or produce not yet prohibited by law. Retail sale of goods of all types with the total minimum capital in the amount lower than one hundred million Baht or with the minimum capital of each store in the amount lower than twenty million Baht. Wholesale of all types with the minimum capital of each store in the amount lower than one hundred million Baht. Advertising business. Hotel business, with the exception of the hotel management service. Guided touring. Sale of food and beverages. Cultivation, propagation or development of plant varieties.  Other service businesses, with the exception of service businesses as prescribed in the Ministerial Regulation. A foreigner permitted to operate the business under the Foreign Business Act B.E. 2542 (1999) is under a duty to comply with the following requirements: Loans from banks or other financial institutions which are incidental to a licensee’s business operations can be made to an amount not exceeding the proportion of one part capital/ remitted foreign currencies to seven parts loan At least one director/representative who is in charge of the operation of permitted business shall be domiciled in Thailand Bringing or remitting the minimum capital into Thailand for the commencement of business operation 3.1. The time period for bringing or remitting. A natural person or juristic person not registered in Thailand must bring or remit foreign currencies as the minimum capital into Thailand from the commencement date of the business operation or the date of license in satisfaction of the following criteria: 3.1.1. In the case where the period of business operation is less than three years, the minimum capital must be brought or remitted into Thailand within six months. 3.1.2. In the case where the period of business operation is 3 years or more, the minimum capital must be brought or remitted within 3 years:   - During the first three months, not less than twenty-five percent of the minimum capital must be brought or remitted into Thailand;   - Within one year, fifty percent of the minimum capital must be brought or remitted into Thailand;   - The remainder must be brought or remitted into Thailand each year in the amount of not less than twenty-five percent of the minimum capital (provided that the amount of minimum capital must be converted into Thai Baht pursuant to the reference exchange rate at the date of bringing or remittance of minimum capital into Thailand). 3.2. Evidence of bringing or remittance of the minimum capital into Thailand must be submitted to the Department of Business Development within fifteen days from the date of bringing or remittance of minimum capital into Thailand. Application for applying FBL, required applicant’s profile, type of applied business, characteristics of business and stage of operation, capital structure, business structure, size of business, employment and most important is technology transfer plan which will be considered to be advantage to Thai economy and society as well as it needs to provide 3 years financial business plan. For more information, please contact us Greenpro KSP Consulting Co., Ltd. Tel: 02 210 0281 ### Services ### About us About Us GREENPRO KSP CONSULTING CO., LTD. GreenPro KSP Consulting Co., Ltd. is formed by KSP Accounting Group and GreenPro Capital Corporation as a consulting company which offers a full range of  One Stop Service to both Thai Entrepreneur and foreign investors who want to do business in Thailand. GreenPro KSP is managed by two CPAs from Thailand and also two CPAs from Hong Kong to support our clients for developing and growing the business in Thailand by offering professional services such as Business registration, Company secretary, accounting and Tax service, Audit assurance, BOI, Visa and Work permit service, Financial advisory and other business services by our expert and professional team who have over 29 years of experience in the service area. KSP ACCOUNTING GROUP KSP Accounting Group was organized and managed by Certified Public Accountant with more than 29 years of experience in Accounting services, providing a full range of professional services such as Company formation, Company Secretary, Accounting service, Bookkeeping service, Audit assurance, Tax consulting, Tax planning, Business Valuation, Merger and acquisition support, Training accounting Course including Consulting service which serving all our clients covering SMEs to large organizations in various industries. We have a team of qualified professionals with long experience which consisting of accountants, auditors, tax planners, consultants who have knowledge and expertise in the services. GREENPRO CAPITAL CORPORATION GreenPro Capital Corporation established in the year 2013 and the company is listed on the NASDAQ in the United States., GreenPro Capital Corp. is one of the fastest growing professional corporate advisory entity with a team of experienced industry professionals in dealing with both international and regional matters. GreenPro assists clients to capitalize on their values by providing tailored expert advice.GreenPro Capital Corp. is an integrated corporate advisory service provider involved in cross-border public listing, asset protection & trust services, financial review and wealth management, venture capital, asset management, fund management and pension plan management.Currently, GreenPro has established offices around the globe such as in Hong Kong, China, Taiwan, Malaysia, Singapore, Australia, and Thailand to serve our clients more efficiently, effectively and economically. Why GreenPro KSP Consulting? • One Stop Service. • Reliable and Trustworthy. • Competitive price. • Private and Confidential. • Efficient and Effective • Understanding our clients’need. • Professional and talented team. • Certified in Legal and Accounting service. • Own offices in Hong Kong, China, Malaysia, Thailand, and Taiwan. Management Team Lee Chong Kuang, Managing Director FCCA, CPA(HK), CA(M) CK is a qualified member of the ACCA and Malaysia Institute of Accountants. He also has a professional qualification from Hong Kong Institute of Certified Public Accountants and extended his professional services covering accounting, tax, corporate structuring planning with the special focus on cross-border client nature. He also established Cross-Border Business Association (CBBA) – a Non-Government Organisation (NGO) to provide information and professional advance in Cross-Border Business for its investment members.From 1995 to 2013, he started his professional career as a Chartered Accountant in Malaysia, Hong Kong, and China. After GreenPro went public in 2013, CK started to take charge of the overall strategy and business direction of GreenPro Capital Group. Loke Che Chan, Gilbert, Managing Director MBA, FCPA, CFP(M), CWM, MHKSI Gilbert worked as an independent, non-executive director of ZMay Holdings Limited, a public listed company in Hong Kong Stock Exchange from January 2008 to July 2008. In the meantime, he is a Chief Financial Officer for Asia Properties Inc. and Sino Bioenergy Inc., which both companies listed on the OTCMarkets in the US in 2011 and 2012. Gilbert has extensive knowledge in accounting and has been an accountant for more than 30 years. He was trained and qualified with UHY (formerly known as Hacker Young), Chartered Accountants, one of the large accounting firms based in London, England between 1980 and 1988. His extensive experience in auditing, accounting, taxation, SOX compliance and the corporate listing has prompted him to specialize in corporate advisory, risk management and internal controls serving those small medium-sized enterprises.Gilbert is also a member of the CBBA and assisting the organization to develop its activities to help all CBBA members in their cross-border businesses. Miss Surapa Jamjang, Managing Director MBA, CPA(TH) Miss Surapa Jammang is a qualified member of Federation of Accounting profession under The Royal Patronage of His Majesty the King, she has extensive knowledge in auditing, accounting, taxation and financial management controlling system with more than 29 years of experience in this area.She is also the financial and accounting consultant for many companies in Thailand and a lecturer in accounting training with many organizations.She was the owner and managing director of KSP Group before merging with Greepro Capital Group. Now, she is a managing director of Greenpro KSP Group which be responsible for marketing and team management.She holds the degree of Accounting from Siam university and Master degree of Financial Accounting from Chulalongkorn University Mr. Prapakorn Saokliew, Managing Director MBA, CPA(TH) Mr. Prapakorn Saokliew is a qualified member of Federation of Accounting profession under The Royal Patronage of His Majesty the King, he has extensive knowledge in auditing, accounting, taxation and business law with more than 29 years of experience in this area.He was the owner and managing director of KSP Group before merging with Greepro Capital Group. Now, he is a managing director of Greenpro KSP Group which be responsible for business development and team management.He holds the degree of Accounting and Master degree of Business Law from Ramkhahaeng University Our Office THAI CC OFFICE SAIMAI OFFICE ### Home Are you considering or exploring a business opportunity in Thailand ? Whether you are a startup or an established company, we can help you find the most suitable business structure in Thailand, register it as well as provide useful legal guidance throughout the registration and operational process. Learn More Partnership Limited Company Public Company Limited Representative Office/Branch Office Read more >> Quarter Yearly Special Purpose Internal Audit Read more >> Apply For Work Permit Non-Immigrant B Visa Business Visa Extension Non-Immigrant O Visa Read more >> Register VAT Register Social Security Change registered transaction with The DBD Change registered transaction with The RD. Read more >> FBL License Apply For BOI License Apply For Changing Details Submit Of Operation Monitoring Report BOI License Cancellation Read more >> Corporate Advisory Merger and Acquisition Business Valuation/Venture Capital Cross Border listing Read more >> Accounting And Tax Service Payroll Set Up Accounting System Tax Planning Read more >> License For Selling Tobacco License To Operate Restaurant License To Operate Tourism Business Read more >> Legal Contract Agreement drafting Notary Public Buying Condominium in Thailand Set up Offshore Company Read more >> PUBLIC LISTING The important source of business funding is listing the company in the stock market (Public listing) the company can raise the funds for using in the development and expansion of businesses through the initial public offering (IPO) Why going public? The long-term benefits for taking your company public are numerous which include: √ Ability to raise fund for company development √ Facilitate merger & acquisition for growth, and enhanced personal wealth √ Enhanced asset liquidity √ Ability to attract and retain talented people, √ Prestigeous status √ Greater corporate value √ Enhanced ability to borrow at preferential rates. √ Lower future cost of financing √ Sustainability in long term Greenpro provides Cross border public listing advisory and assist the clients to list in the stock Exchange such as. Hong Kong Stock Exchange, New York Stock Exchange, Nasdaq and OTC MarketAre you interested to list the company in HONG KONG stock Exchange? Read more> ACCOUNTING OUTSOURCING Nowadays while the businesses are going well, some customers are facing the problem of financial accounting due to various reasons such as Financial accounting staffs often resign, take maternity leave, suddenly resign or sick, Greenpro KSP have competent, long experience and well trained accountants to help you to alleviate the problems because we have Accounting Outsourcing Service to send our accountants to help your accounting works at your office (Accounting Outsourcing) in the following matters;» Account receivable work.» Accounts payable work.» Cost of production work.» Bookkeeping and account reconciliation including internal management report preparing.» Financial work, cheque collection, billing, cash flow reporting, cash flow projection and planning.» Closing and analysing financial statements for submitting to the management.» Accounting and tax consulting work. Read more >> BUY-SELL BUSINESS As GreenPro KSP consulting has a business network across Asia and has a large portfolio of business in Thailand both in the form of individual and companies business. ♦ For Seller: We have a numerous of registered clients who want to buy the whole businesses and the clients who want to find partners to invest in their businesses as shareholders. ♦ For Buyer: We have a large number of registered clients and business owners who interest to sell their businesses and to find partners to be shareholders of their businesses for the purpose of getting cash for expanding their businesses We have integrity and good governance, we respect all parties and the information will be kept confidential. [ Learn More ] ABOUT US BIOGRAPHY Greenpro KSP Consulting Thailand specialize on business registration, accounting, Tax and audit assurance, we provide a full-range of Business One Stop Service to both Thai entrepreneur and foreign investors, especially foreigners who want to do business in Thailand, we can help you to set up a company in Thailand with the best solution according to your conditions and objective, there are various difference kind of legal entities can be selected by foreign investors on business registration in order to meet with your business conditions as well as to be complied with Thai law; such as Partnership, Limited company, Representative office, Branch office, Joint venture. We also have BOI consulting service to help you on the process of applying for BOI promotion until obtaining BOI certificate, Visa and Work permit services including other business services are proposed to support you on conducting the business in Thailand by our expert and professional team who have years of experience in the services and the charges are reasonable price. Learn More About Us Company Info GreenPro KSP Consulting Co., Ltd.   43 Thai CC Tower, 11th Floor, Room No.111, South Sathorn Road, Yannawa, Sathorn, Bangkok 10120  (+662) 210 0281, (+662) 210 0282       (+669) 4864 9799, (+668) 4360 4656  (+662) 210 0280  info.th@greenproksp.com  www.greenprocapital.com  www.greenproksp.com Starting a business in Thailand is not as tough as you think, contact us today, GreenPro KSP Consulting has a team consisting of Legal Advisor (Lawyer), Accountant, CPA, and Business Consultant. We're here to help. You will earn beyond your expectation. LEARN MORE ABOUT US • One Stop Service • Reliable and Trustworthy • Competitive Price • Private and Confidential • Efficient and Effective • Understand our client's needs • Professional and talented team • Certified in Legal and Accounting Service • Own Offices in Hong Kong, China, Malaysia, Thailand, and Taiwan. Our Firm GreenPro KSP Consulting serves a wide variety of business support and financial services for a various type of business starting from scratch, no matter what stage of the business you are in, we are prompt to support you on running a business. Our service cover business registration, Company Secretary, Accounting & Tax, audit assurance, visa and work permit, business license, Board of Investment (BOI), legal and financial advisory services etc. With our professional and high experienced team, you can be sure that you will get the qualified service and to have complied with Thai law. [Learn more] Greenpro's Corporate Values - "7Rs" Organisation https://youtu.be/QlEHdC4WWVU VIDEO • Thailand's Eastern Economic Corridor (English version) • Thailand's Eastern Economic Corridor (Chinese version) News • Market Sounding Session for the Development of U-Tapao Airport as a Regional Aviation Hub through Public Private Partnership • China – Japan Cooperation on the Eastern Economic Corridor of Thailand • EECO announces ToR for High Speed Rail Linked 3 Airports project • Press Release - EEC-Alibaba Group join forces to promote Thai products • Over 300 investors attend Market Sounding for the High Speed Rail Linked 3 Airports Project • Thailand attempts do-or-die leap to a technology-driven economy Google Map Connect with us Our Office Hong Kong Headquarter Room 1701 - 03, 17/F, The Metropolis Tower, 10 Metropolis Drive, Hung Hom, Kowloon, Hong KongT: (+852) 3111 7718F: (+852) 3111 7720E: info@greenprocapital.com Taiwan Office 4th Floor, 207 Dunhua North Road Taipei City, Taipei, TaiwanT: (+886-2) 8712 2597F: (+886-2) 8712 2177E: info@greenprocapital.com Hong Kong Office Suite 2201, 22/F,Malaysia Building 50, Gloucester Road, Wanchai, Hong Kong.T: (+852) 3111 7718F: (+852) 3111 7720E: info@greenprocapital.com Mid Valley City, Malaysia B-7-5, Northpoint Office, Mid Valley City, No.1 Medan Syed Putra, 59200 Kuala Lumpur, Malaysia.T: (+603) 2201 3192E: info@greenprocapital.com Shenzhen, China Room 2205-2208, Diwang Building, No. 5002 Shen Nan East Road, Louhu District, Shenzhen, China.T: (+86-755) 2558 7791F: (+86-755) 2558 7761E: sh@greenprocapital.com Bangkok, Thailand 43 Thai CC Tower, 11th Floor, Unit 111, South Sathorn Road, Yannawa, Sathorn Bangkok 10120T: (+662) 210 0281 / (+662) 210 0282 /(+668) 2294 4260F: (+662) 210 0280E: info.th@greenproksp.com ### สำนักงานบัญชี FRANCHISE กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เป็นเครือข่ายของนักบัญชีคุณภาพ ระดับมืออาชีพ ซึ่งให้บริการทางด้านบัญชีและภาษี บริการรับทำบัญชี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชีเป็นที่ปรึกษาทางด้านบัญชี และภาษีธุรกิจ วางแผนภาษี โดยให้บริการทั่วราชอาณาจักรไทย เรียนรู้เพิ่มเติม > กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เน็ตเวิรค์ ก่อตั้งและดำเนินงาน โดยกลุ่มบริษัท กรีนโปร เคเอสพี ซึ่งให้บริการทางด้านบัญชี และภาษี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี และจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมทั้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงบริการทางด้านการเงินด้วยประสบการณ์มากกว่า 28 ปีในการบริการด้านบัญชี โมเดลทางธุรกิจของบริษัท รวมถึงโปรแกรมปฏิบัติการทางบัญชี การบริหารงาน และ CRM ที่ทาง กรีนโปร เคเอสพี ได้พัฒนาขึ้นมา กรีนโปร เคเอสพี จึงมีความมั่นใจและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนา กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ทางด้านบัญชีและภาษี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี และจดทะเบียนนิติบุคคล ให้แก่ผู้ประกอบการ องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กหรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยคุณภาพงานบริการที่เทียบเท่าสำนักงานบัญชีขนาดใหญ่ ในราคาค่าบริการที่สมเหตุผล เรียนรู้เพิ่มเติม > สำนักงานบัญชีแฟรนไชส์ Greenpro KSP บัญชีคุณภาพใกล้คุณ สำนักงานบัญชีทั้งหมด Greenpro KSP Franchising Network ภูมิภาค (Region) กรุงเทพและปริมณฑลBangkok Metropolitan Region ภาคเหนือNorth ภาคกลางCentral ภาคใต้South ภาคตะวันออกEast ภาคตะวันออกเฉียงเหนือNortheast GreenPro KSP บัญชี แฟรนไชส์ ประกอบด้วยนักบัญชี และสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ ที่ได้รับการอบรม เพื่อให้การบริการที่มีมาตรฐาน ซึ่งให้บริการแก่ผู้ประกอบการ และองค์กรธุรกิจที่มีขนาดเล็กและใหญ่ เป็นไปอย่างครบวงจร ได้แก่ บริการจดทะเบียนนิติบุคคล รับทำบัญชี รับตรวจสอบบัญชี รับวางระบบบัญชี ภาษีอากร รวมถึงการวางแผนภาษี เหตุผลที่ควรเลือกใช้บริการกับเรา? √ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพหลากหลาย รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทห้างหุ้นส่วน รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี วางแผนภาษี วางระบบบัญชี และที่ปรึกษากฎหมายบัญชีภาษีอากร√ ค่าใช้จ่ายถูกเทียบเท่าบริษัทบัญชีขนาดเล็กแต่คุณภาพและการบริการเทียบเท่าบริษัทบัญชีขนาดใหญ่√ บริการรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และงานมีคุณภาพ√ ทำบัญชีได้ทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจผลิต บริการ ซื้อมาขายไป√ มาครบจบที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นงานจดทะเบียน ทำบัญชีและภาษี งานตรวจสอบ งานวางแผนภาษี√ มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่มีประสบการณ์สูง ภารกิจของเรา คือ การให้ข้อมูลทางการเงิน และคำแนะนำแก่ลูกค้าของเราเพื่อให้ลูกค้าของเราสามารถเสริมสร้างมูลค่าของธุรกิจ และสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงินให้กับองค์กร โดยการวางแผนทางการเงิน กระแสเงินสด และตัววัดประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าของเรามีข้อมูลในการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและดีที่สุด Values - "7Rs" Organisation Exciting Greenpro KSP Franchise Opportunities ข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าคุณกำลังต้องการเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชี ในการเริ่มต้นมีหลายสิ่งที่คุณต้องพิจารณา และเตรียมตัวในการทำสำนักงานบัญชีให้ประสบความสำเร็จ ทำไมคุณต้องเลือกเป็นแฟรนไชส์บัญชีกับกรีนโปร เคเอสพี ได้รับงานบัญชีจาก กรีนโปร เคเอสพี เมื่อผ่านการฝึกอบรม มีเว็บไซต์ส่วนกลาง แนะนำบริการบัญชี และแนะนำแฟรนไชส์ อบรมเชิงลึก เทคนิค ระบบ เพื่อให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ ได้รับคู่มือการทำงานทุกขั้นตอน เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกับส่วนกลาง อบรมการใช้โปรแกรมบัญชี ที่ใช้ในการปฏิบัติการให้บริการ มีแบบฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การให้บริการบัญชีให้กับสมาชิก มีการทำการตลาดจากส่วนกลาง โดยสมาชิกไม่ต้องเริ่มต้นทำการตลาด มีการสร้างแบรนด์ และสร้างชื่อเสียง กรีนโปร เคเอสพี แฟรนไชส์ให้เป็นที่รู้จัก มีทีมงานส่วนกลาง สนับสนุน คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แนะนำแก่สมาชิก มีสัมมนา อบรม พัฒนาทักษะ และช่องทาง ในการสื่อสารเพื่อให้ความรู้ และข่าวสารใหม่ๆ เสมอ มีการประเมิน วัดผลงานการให้บริการเพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพและบริการที่ดี มีเครือข่ายสมาชิกที่มีความสัมพันธ์ที่ดี ในการช่วยเหลือสนับสนุน แบ่งปันความรู้ เพื่อความสำเร็จ มีระบบ Cloud Management Record สำหรับในการบันทึกและจัดเก็บเอกสาร มีโปรแกรม Exit Strategy กำหนดผลตอบแทนแก่แฟรนไชส์ ผู้ที่ต้องการออกจากธุรกิจ มีนักบัญชีทำงานแทน ในกรณีที่เจ็บป่วย หรือลาพักร้อน ออกแบบป้าย และนามบัตร ให้กับแฟรนไชส์ Our Customers (ลูกค้าของเรา) HEATH & WELLNESS HOME SERVICES CONTRACTORS PROFESSIONAL SERVICES RESTAURANTS ### ข้อมูลแฟรนไชส์ บัญชีแฟรนไชส์ By Greenpro KSP Accounting Franchise เครือข่ายสำนักงานบัญชี และนักบัญชีทีได้รับอนุญาต คุณภาพระดับมืออาชีพ โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการให้บริการที่มีคุณภาพ ทางด้านบัญชีและภาษี รับทำบัญชี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี สมาชิกแฟรนไชส์ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำนักงานบัญชี เบส 1975 คอนซัลแทนต์ แขวงบางแวก เขตราษฎร์บูรณะ จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานบัญชี เค อาร์ เอ การบัญชี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานบัญชี เอส.เอ็ม.เอ. ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สำนักงานบัญชี เอ็น คิว เอฟ แอคเคาท์ติ้ง ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี สำนักงานบัญชี O Plus Account ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี สำนักงานบัญชี เอ็มเอสพี การบัญชี ตำบลบางหัวเสือ อำเภอพระปะแดง จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานพีรวิชญ์ การบัญชี ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานบัญชี SPC Accounting แขวงบางพลัด เขตบางพลัด จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานบัญชี PMC แขวงบางนา เขตบางนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานบัญชี PK Accounting & Consultancy ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี สำนักงานบัญชี ดับเบิ้ลยู เอ็น แอคเคานท์ติ้ง ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ภาคกลาง สำนักงานบัญชี พี แอนด์ เอ็น แอคเคาท์ติ้ง ตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม สำนักงานบัญชี N.B. Accounting ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดอยุธยา สำนักงานบัญชี พีพีแอนด์พี ทำบัญชี ต.บางปลา อ.บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานบัญชี พิชชาวรี แอคเคาท์ติ้ง ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ภาคเหนือ ภาคใต้ ### สมัครสมาชิกแฟรนไชส์ สมัครสมาชิกแฟรนไชส์ ถ้าคุณกำลังคิดที่จะเริ่มต้นธุรกิจโดยต้องการเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเรีมต้นอย่างไร กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาทน์ติ้ง แฟรนไชส์ เป็นทางเลือกที่ช่วยคุณในการเริ่มต้นธุรกิจสำนักงานบัญชีให้ประสบความสำเร็จ โดยเราจะคัดสรรสมาชิกอย่างมีมาตรฐาน และทำการอบรมเชิงลึกทั้งด้านทฤษฏีและปฏิบัติ เพื่อให้ท่านเป็นนักบัญชี และสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ ในการให้บริการทางบัญชี ภายใต้การโครงสร้างการทำงาน บริหารจัดการที่ดี ด้วยประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ในการให้บริการทางด้านบัญชี และภาษี วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชี โมเดลทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทกรีนโปร เคเอสพี รวมถึงโปรแกรมปฏิบัติการทางบัญชี การบริหารงาน และ CRM ที่ทางกรีนโปร เคเอสพี ได้พัฒนาขึ้นมา เราจึงมีความมั่นใจและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนา กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือนักบัญชี ที่ต้องการเปิดสำนักงานบัญชี เพื่อให้เป็นนักบัญชีที่มีคุณภาพ สามารถให้บริการทำบัญชีได้หลากหลายประเภทธุรกิจ เพื่อให้บริการที่ดี มีคุณภาพ ถูกต้องแม่นยำ และน่าเชื่อถือให้แก่ ผู้ประกอบการ องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กหรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อคุณต้องการที่จะเริ่มธุรกิจสำนักงานบัญชี คุณอาจจะเจอปัญหาดังต่อไปนี้ • ขาดประสบการณ์ในการทำบัญชี ในธุรกิจที่หลากหลาย • ไม่มีฐานลูกค้า และทักษะทางด้านการตลาด • ไม่รู้ว่าควรตั้งราคาค่าบริการอย่างไร • เป็นการยากที่จะสร้าง Brand ให้เป็นที่รับรู้ในตลาด • ไม่รู้ว่าจะวางระบบ หรือขั้นตอนการทำงานอย่างไร หรืออาจใช้เวลานานในการวางระบบ และขั้นตอนการทำงาน • มีความเสี่ยงในการที่ต้องรับผิดชอบ ถ้างานที่ทำไปมีความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง • ไม่รู้ระบบการเรียกเก็บเงินค่าบริการกับลูกค้า • ถ้าต้องการออกจากธุรกิจ เป็นการยากที่จะขายธุรกิจ หรือออกจากธุรกิจโดยได้เงินจากการออกธุรกิจ • ไม่มีผู้คอยให้ความช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วย หรือต้องการพักร้อน • ไม่มีกลุ่ม ไม่มีสังคม และเครือข่ายในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และแบ่งปันความรู้และความคิดใหม่ๆ นอกจากนี้ในการทำสำนักงานบัญชี ยังจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอย่างที่จะมีอย่างต่อเนื่องในการอัพเกรดซอฟต์แวร์บัญชีรวมถึงการบำรุงรักษาโปรแกรมเวอร์ชั่นที่มีอยู่ และยังจะต้องก้าวทันกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงของกฏหมายต่างๆ เช่น ภาษีอากร กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาทน์ติ้ง แฟรนไชส์ จะเข้ามาช่วยนักบัญชีที่ต้องการทำสำนักงานบัญชีด้วยตนเอง ในปัญหาดังกล่าว ลดความเสี่ยง และทำให้ท่านให้บริการทางด้านบัญชีและภาษีแก่ลูกค้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย และทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ลูกค้าเป้าหมายคือ SMEs (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ที่ต้องการงานบริการทางด้านบัญชีและภาษีที่มีคุณภาพ เทียบเท่าสำนักงานบัญชีขนาดใหญ่ แต่ราคาค่าบริการสมเหตุสมผล เทียบเท่าสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก เราพยามอย่างต่อเนื่องในการทำการตลาด สร้างแบรนด์ และกิจกรรมการตลาด ให้เครือข่ายสำนักงานบัญชี กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ เป็นที่รู้จักแก่องค์กรธุรกิจ ให้ความเชื่อถือไว้วางใจในการใช้บริการ โดยให้กลุ่มลูกค้าได้เห็นและรับรู้ถึงคุณภาพของบริการ ความถูกต้องแม่นยำ พร้อมทั้งราคาค่าบริการที่สมเหตุผล วิสัยทัศน์ เราจะเป็นกลุ่มเครือข่ายแฟรนไชส์บัญชี และภาษี ที่คัดสรรสมาชิกอย่างมีมาตรฐานทำการอบรมเชิงลึกทั้งด้านทฤษฏีและปฏิบัติ เพื่อให้ได้นักบัญชี และสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ ในการให้บริการทางบัญชี ภายใต้แนวคิดที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า และเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักบัญชีที่ต้องการหาโอกาสทางธุรกิจในการเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพอิสระ โดยเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีเอง ในการสร้างความเป็นมืออาชีพให้แก่  สมาชิกแฟรนไชส์ในการให้บริการอย่างมีคุณภาพ ซึ่งมีการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและสมาชิกในเครือข่าย เพื่อบริการที่มีคุณภาพ และสร้างความเจริญเติบโตของเครือข่าย รวมถึงเสริมสร้าง ชื่อเสียงของ กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ ให้เข้มแข็ง ภายใต้โครงสร้างการทำงาน บริหารจัดการที่ดี ภารกิจของเรา บริการทางด้านบัญชีที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้า ถูกต้องตามมาตรฐานทาง การบัญชี ดูแลเรื่องภาษี และนำส่งภาษีให้ถูกต้องตามกฏหมาย บริการตรวจสอบบัญชีประจำปี การตรวจสอบภายในต่างๆ รวมถึงให้ข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง ทันเวลา และให้ข้อมูลทางการเงิน คำแนะนำต่อเจ้าของธุรกิจ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์กิจการ การตัดสินใจ การบริหารธุรกิจให้เจริญเติบโตก้าวหน้า สามารถเสริมสร้างมูลค่าของธุรกิจ และความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน โดยการวางแผนทางการเงิน กระแสเงินสด และตัววัดประสิทธิภาพในการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและดีที่สุด นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในเรื่องการให้บริการทางด้านบัญชี และระบบการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำไมถึงต้องทำบัญชีแฟรนไชส์? ปัจจุบันการทำสำนักงานบัญชีถือเป็นอาชีพที่มั่นคง และมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีการลงทุนขยายธุรกิจในประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งนักลงทุนชาวไทยและนักลงทุนชาวต่างประเทศ ทั้งในพื้นที่ทั่วไป และเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งเป็นโอกาสที่อาชีพนักบัญชีจะเติบโตเช่นเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มบริษัท กรีนโปร เคเอสพี จึงมีนโยบายที่จะสร้างนักบัญชีที่มีคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพบัญชีและการบริการที่เป็นเลิศขึ้น จึงเป็นที่มาทำให้โครงการสำนักงานบัญชีเฟรนไชส์เกิดขึ้นเพื่อให้นักบัญชีที่เป็นสมาชิกของบริษัทเรา ได้รับการสอนกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพในมาตราฐานเดียวกัน ของการบริการดังต่อไปนี้ 1. งานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จัดตั้งห้างหุ้นส่วน จดเปลี่ยนแปลงต่างๆ 2. งานจัดทำบัญชี 3. งานจัดทำภาษีต่างๆ 4. งานที่ปรึกษาด้านบัญชี 5. งานวางแผนภาษี 6. งานวางระบบบัญชี 7. การให้บริการ ดูแลลูกค้าให้ลูกค้าเห็นคุณค่าและความสำคัญของงานด้านบัญชีตลอดจนมีความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของทีมงาน และเป็นการบริการในมาตราฐานเดียวกัน โดยทั้งนี้สมาชิกของเราจะได้รับการอบรมอย่างละเอียดทุกขั้นตอน และบริษัทยังเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุนการทำงานทุกๆเรื่องเพื่อให้ สมาชิกของเราทุกคนประสบความสำเร็จในการทำสำนักงานบัญชี ทำไมคุณถึงเลือกเป็นสมาชิกกรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ • สมาชิกของเราจะเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีเอง โดยจะมีส่วนกลางให้การช่วยเหลือและสนับสนุนเป็นอย่างดี • เป็นธุรกิจลงทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อย และผลตอบรับค่อนข้างดี • เป็นอาชีพที่มีความเป็นอิสระไม่ต้องทำงานในออฟฟิศ • อัตราผลตอบแทนแบบก้าวกระโดดขึ้นอยู่กับความสามารถของนักบัญชีที่รับงานได้ • ได้รับงานบัญชีจากทาง กรีนโปร เคเอสพี เมื่อผ่านการฝึกอบรม และสมาชิกสามารถมีรายได้ไม่จำกัดจากการทำการตลาดร่วมกัน • ได้รับการอบรมการปฎิบัติงานจนสามารถปิดงบและยื่นภาษีได้ การทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับ • ทำการตลาดจากส่วนกลาง โดยสมาชิกไม่ต้องเริ่มต้นทำการตลาดเอง เพราะเราจะเริ่มต้นและเป็นตัวอย่างในการหาลูกค้าให้ เพื่อให้ทุกคนเกิดความมั่นใจ ในการทำงาน • อบรมทางด้านการทำการตลาดในพื้นที่ และกลยุทธ์การตลาด • เราดำเนินการสร้างแบรนด์ และสร้างชื่อเสียง กรีนโปร เคเอสพี แฟรนไชส์ให้เป็นที่รู้จัก • มีเวปไซต์ส่วนกลางสำหรับแนะนำบริการบัญชี และแนะนำแฟรนไชส์ • อบรมเชิงลึก ทั้งทางด้านปฏิบัติการ เทคนิค และระบบ เพื่อให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ • ได้รับคู่มือการทำงานทุกขั้นตอน เพื่อมาตรฐานเดียวกับส่วนกลาง • อบรมการใช้โปรแกรมบัญชีเพื่อใช้ในการให้บริการบัญชี • มีแบบฟอร์มต่างๆที่เกี่ยวกับบริการบัญชี และมีการพัฒนาแบบฟอร์มอยู่เสมอ • อบรม พัฒนา ทักษะ ให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับข้อกำหนดและกฏหมายต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป • มีโปรแกรม EXIT STRATEGY ในกรณีที่ลูกค้าต้องการออกจากธุรกิจ • มีทีมสนับสนุนช่วยเหลือ เมื่อต้องการพักร้อน หรือเกิดการเจ็บป่วย • สมาชิกมีโอกาสได้ลูกค้าที่อยู่แถวที่ตั้งสำนักงานของสมาชิกเองด้วยเคล็ดลับการตลาดของเรา • มีช่องทางการติดต่อสื่อสาร ระหว่าง ส่วนกลาง และสมาชิก • ลูกค้าของสมาชิกทุกคน ทางเราจะช่วยดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อทำให้ลูกค้าประทับใจ และปากต่อปาก เพื่อให้มีลูกค้ามากขึ้นในอนาคต • สมาชิกสามารถปรึกษาด้านการจัดทำบัญชีและการบริหารงาน จากทีมงานมืออาชีพซึ่งบริหารงานโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) • มีการประชุมประจำปี ปีละ 2 ครั้งเพื่อแบ่งปันความคิด ประสบการณ์ และรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ ในการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งแก้ไขปัญาในแนวทางที่ดีที่สุด • จัดเตรียมรูปแบบนามบัตร และป้าย LOGO ของ GREENPRO KSP ACCOUNTING FRANCHISE ให้แก่สมาชิกแฟรนไชส์บัญชี ***หมายเหตุ โปรแกรมบัญชีที่ได้รับ เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ทำงานบน Cloud สามารถทำงานร่วมกับลูกค้าของสมาชิก ลูกค้าของสมาชิกสามารถออกเอกสารจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ได้เอง เช่น ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน รวมถึงรายงานด้านภาษี และ บัญชี เป็นต้น ทำให้ลูกค้าออกเอกสารได้ถูกต้อง และทราบผลการดำเนินคร่าวๆได้ทันที ส่วนทางสมาชิกจะได้รับข้อมูลทันเวลา เพิ่มความสะดวกในการทำบัญชีทั้งกับลูกค้าของสมาชิกและตัวสมาชิกเอง ทำให้ประหยัดเวลาในการจัดทำเอกสาร และได้เอกสารครบถ้วนถูกต้อง ลักษณะบริการของทางบัญชีแฟรนไชส์ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด ได้มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อให้ตอบสนองกับชีวิตในโลกยุคเทคโนโลยีในปัจจุบันให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดกลยุทธ์ในรูปแบบใหม่ที่เน้นให้งานบัญชีเป็นงานที่สนุกเข้าใจง่าย และสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ทางสมาชิกจะได้รับการอบรมจากวิทยากรที่มีประสบการณ์ให้ความรู้ในเรื่องของบัญชีและภาษี และความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน จนสมาชิกบัญชีแฟรนไชส์สามารถที่จะทำงานได้ด้วยตนเอง และสมาชิกทุกท่านที่สมัคร บัญชีแฟรนไชส์ กับเราจะได้รับงานไปทำอย่างแน่นอน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายการทำบัญชี ที่ทำจริงได้จริงไม่เอาเปรียบสมาชิกอย่างแน่นอน คุณสมบัติของสมาชิกบัญชีแฟรนไชส์ คุณสมบัติเฉพาะ 1.จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบัญชี 2.มีประสบการณ์ในการทำบัญชีให้แก่ SMEs อย่างน้อย 5 ปี 3.อายุ 30-45 ปี 4.มีใบอนุญาต License ผู้ทำบัญชี (CPD) 5.สามารถปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินได้ 6.สามารถใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปได้ในระดับดี 7.ไม่มีสำนักงานบัญชี หรือ ประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชี คุณสมบัติทั่วไป • สามารถใช้งาน คอมพิวเตอร์ เช่น PC, Notebook ได้ในระดับดี • สามารถใช้โปรแกรม Microsoft office เช่น Word, Excel ได้ในระดับดี • ผ่านการทดสอบทักษะทางบัญชีกับทางเรา • ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพบัญชี • มีอัธยาศัยที่ดี และ มีมุนษย์สัมพันธ์ ที่ดีต่อลูกค้า และ เพื่อนร่วมงาน • มีความเป็นมืออาชีพ มีวินัย กระตือรือร้นในการทำงาน • เป็นบุคคลที่ขยัน อดทน มีความซื่อสัตย์ในการทำงาน • มีความรับผิดชอบสูงตรงต่อเวลา ปฏิบัติงานให้สำเร็จด้วยความมุ่งมั่น • ดำเนินการตาม BUSINESS MODEL และระบบของ กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ • ช่วยกันพัฒนา และส่งเสริม เครือข่าย กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง แฟรนไชส์ ให้เป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับ และน่าเชื่อถือโดยการให้บริการที่ดี และมีคุณภาพแก่ลูกค้า การอบรมสมาชิกบัญชีแฟรนไชส์ ทางสำนักงานบัญชีจะทำการอบรมสมาชิกในเรื่อง การตรวจสอบเอกสาร การใช้โปรแกรมบัญชี การปิดงบ และการวิเคราะห์งบต่างๆ การทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับ การจัดเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม การหาลูกค้า. และอื่นๆอีกมากมาย ผู้สมัครควรนำ NOTEBOOK มาในวันที่อบรมสมาชิกทุกคนสามารถทำงานได้แน่นอนเพราะเราจะมีการอบรมให้สมาชิก จนท่านสามารถที่จะปฏิบัติงานได้ ด้านการตลาด ระบบบัญชีแฟรนไชส์มีการทำโฆษณา เพื่อที่จะเพิ่มฐานลูกค้าให้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการทำโฆษณาผ่านช่องทางหลายช่องทางดังนี้ บริษัทมีการทำ SEO เพื่อผลการค้นหาที่ดีสำหรับการจ้างทำบัญชีให้ติดหน้าหนึ่งของ Google เรามีการหาลูกค้าใหม่ๆ ด้วยการทำโฆษณาผ่าน Google AdWords บริษัทมีเว็บไซต์สำหรับให้ลูกค้าเข้ามาติดต่อ บริการงานทางด้านบัญชี บริษัทเน้นโฆษณาในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล สำหรับลูกค้าที่ต้องการเริ่มจัดตั้งธุรกิจ โดยทำให้ได้ลูกค้าทางด้านบัญชีเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน บริษัทเจาะกลุ่มโฆษณาหาลูกค้าตามกลุ่มเป้าหมายในเขต หรือจังหวัดนั้นๆ ของสมาชิก ช่องทางการตลาดของสมาชิกที่จะได้รับ สมาชิกได้รับ Facebook Fanpage เพื่อทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ สมาชิกได้รับ Google My Business เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในทำเลที่ตั้งธุรกิจสมาชิกเอง ด้วยทีมงานมากประสบการณ์ที่จะช่วยสมาชิกทำการตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และผ่านสื่อมีเดียซึ่งจะช่วยให้สมาชิกได้ลูกค้าอย่างแน่นอน ติดต่อ บริการบัญชีแฟรนไชส์ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด ที่อยู่ : 32/8-9 หมู่ที่ 1 ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 73 แขวง ออเงิน เขต สายไหม กรุงเทพฯ 10220 โทร : 081 648 7459 E-mail : surapa@greenproksp.com LINE ID : surapa.jam ### รับจดทะเบียนการค้า (ทะเบียนพาณิชย์) รับจดทะเบียนการค้า (ทะเบียนพาณิชย์) สำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจค้าขายและมีหน้าร้านตามที่กฎหมายกำหนด ทะเบียนการค้าเป็นตัวการันตีเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจเมื่อผู้ประกอบการต้องการทำธุรกรรมทางการเงิน จดทะเบียนพาณิชย์ VS จดทะเบียนการค้า แตกต่างกันอย่างไร การจดทะเบียนพาณิชย์และจดทะเบียนการค้าเป็นการจดทะเบียนประเภทเดียวกัน บางท่านใช้คำว่าจดทะเบียนร้านค้า หรือจดทะเบียนการค้า แต่ภาษาทางราชการจะใช้คำว่า"จดทะเบียนพาณิชย์" ผู้ที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1. บุคคลธรรมดา (ผู้ประกอบการคนเดียว)2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ (มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา)3. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด (ต่างกันที่ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ทุกคนรับผิดชอบในส่วนของหนี้สินที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจะมีบุคคลที่จำกัดความรับผิดและมีบุคคลที่ไม่จำกัดความรับผิดในหนี้สินทั้งหมด)4. บริษัทจำกัด และบริษัทที่เป็นมหาชนจำกัด5. บริษัทต่างชาติที่เข้ามาเปิด หรือขยายสาขาในประเทศไทย กิจการที่สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้ มีดังนี้ ถ้าบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ และบริษัทต่างชาติเปิดสาขาในไทย ประกอบกิจการดังนี้ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ 1. ธุรกิจโรงสีข้าว และโรงงานที่ใช้เครื่องจักรในการเลื่อย2. ธุรกิจขายสินค้าที่มีรายได้วันละ 20 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าไว้ขาย 500 บาทขึ้นไป3. นายหน้าขายสินค้า4. ธุรกิจหัตถกรรม หรืออุตสาหกรรม5. ธุรกิจขนส่งสินค้า ได้แก่ เรือ รถไฟ รถยนต์ ธุรกิจซื้อขายที่ดิน ให้กู้ยืมเงิน ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ซื้อขายตั๋วเงิน ธนาคาร โรงรับจำนำ และธุรกิจโรงแรม6. ขาย เช่า ผลิต หรือรับผลิต CD DVD หรือแผ่นวีดีทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบันเทิง7. ขายอัญมณี เครื่องประดับ ที่ตกแต่งด้วยอัญมณี8. ซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์9. ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ต10. ธุรกิจเช่าพื้นที่เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย11. เป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์12. ธุรกิจบริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเทอร์เน็ต13. ธุรกิจให้บริการฟังเพลง ร้องเพลงคาราโอเกะ14. ธุรกิจเครื่องเล่นเกมส์15. ธุรกิจบริการตู้เพลง16. โรงงานแปรสภาพจากงาช้าง และขายปลีก ขายส่งงาช้างและสินค้าที่ทำจากงาช้าง ถ้าห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัท ประกอบกิจการดังนี้ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1. ขาย เช่า ผลิต หรือรับผลิต CD DVD หรือแผ่นวีดีทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะการบันเทิง2. ขายเครื่องประดับที่มีส่วนประกอบจากอัญมณี3. ซื้อขายสินค้า บริการผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต4. บริการอินเทอร์เน็ต5. ให้เช่าพื้นที่คอมพิวเตอร์แม่ข่าย กิจการที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ได้แก่ 1. ค้าเร่ หรือ ค้าขายแบบแผงลอย2. พาณิชยกิจเพื่อบำรุงศาสนา หรือ เพื่อการกุศล3. นิติบุคคลที่ได้รับพระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติ จัดตั้งนิติบุคคลขึ้น4. พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม5. มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ต่างๆ6. เกษตรกรที่ได้จดทะเบียน ปว.141 ประโยชน์ของการจดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1. กิจการมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากการจดทะเบียนพาณิชย์ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากิจการมีอยู่จริง มีตัวตนและมีสถานที่ตั้งของกิจการที่แน่นอน ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในการสั่งซื้อสินค้าว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าเป็นไปตามที่สั่งซื้อกับผู้ประกอบการมากกว่าร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์2. กิจการเป็นที่รู้จักมากขึ้น หากเป็นร้านค้าออนไลน์และจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะนำรายชื่อเว็บไซต์ของผู้ประกอบการไปไว้ในฐานข้อมูล แยกตามประเภทธุรกิจ ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th/edirectory จะเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ทำให้บุคคลทั่วไปค้นพบข้อมูลร้านค้าของผู้ประกอบการ3. มีเอกสารประกอบการพิจารณาในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน ถ้าผู้ประกอบการไม่ได้ทำธุรกิจในรูปนิติบุคคล โดยทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาและไม่ได้เป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำ เอกสารการจดทะเบียนพาณิชย์จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทางสถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินเพื่อมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ การกู้เงินเพื่อนำมาขยายกิจการ หรือแม้แต่การกู้เงินเพื่อซื้อบ้านและรถยนต์4. มีสิทธิในการขอใช้เครื่องหมายรับรองของ DBD ในกรณีผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นได้มีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ผู้ประกอบการมีสิทธิในการขอใช้เครื่องหมาย DBD Registered เพื่อนำไปติดตั้งบนหน้าเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อแสดงความมีตัวตนตามกฎหมาย ส่งผลในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถยื่นขอเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ DBD Verified ซึ่งจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าเครื่องหมาย DBD Registered (ซึ่งเว็บไซต์ต้องมีคุณภาพและเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ขั้นตอนการจดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1. ตรวจสอบว่ากิจการอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือไม่2. จัดทำแบบฟอร์มสำหรับยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์3. แนบเอกสารประกอบที่ใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์4. ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์พร้อมทั้งเอกสารประกอบ สถานที่จดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1 ในกรณีกรุงเทพมหานคร ยื่นจดได้ที่ฝ่ายปกครอง สำนักงานเขต ที่สำนักงานใหญ่ของร้านค้าผู้ประกอบการตั้งอยู่2 ในกรณีต่างจังหวัด ยื่นจดได้ที่ เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่สำนักงานใหญ่ของร้านค้าผู้ประกอบการตั้งอยู่ เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) กรณีจัดตั้งใหม่1. กรณีบุคคลธรรมดา- กรอกแบบคำขอ ทพ.- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้ประกอบกิจการ- เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ สถานที่ตั้งกิจการ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านสถานที่ตั้ง สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชนเจ้าของสถานที่ตั้ง สัญญาซื้อขาย โฉนดที่ดิน- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ในกรณีให้ใช้สถานที่โดยไม่คิดค่าเช่า หรือสัญญาเช่าในกรณีเป็นการเช่า (ในกรณีเช่านั้น สัญญาเช่าต้องติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด)- แผนที่แสดงสถานที่ของสถานประกอบการ และสถานที่ใก้ลเคียงโดยสังเขป- รูปถ่ายสถานที่ประกอบการด้านในและด้านนอกในกรณีจดทะเบียนพาณิชย์ หรือ เฟซบุ๊ก/เว็บไซต์/อินสตราแกรม ในกรณีขายสินค้าออนไลน์และต้องการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์- หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 10 บาท (ในกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทน)2. กรณีนิติบุคคล- กรอกแบบคำขอ ทพ.- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านกรรมการนิติบุคคล- เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ สถานที่ตั้งนิติบุคคล ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านสถานที่ตั้ง สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนเจ้าของสถานที่ตั้ง สัญญาซื้อขาย โฉนดที่ดิน- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ในกรณีให้ใช้สถานที่โดยไม่คิดค่าเช่า หรือสัญญาเช่าในกรณีเป็นการเช่า (ในกรณีเช่านั้น สัญญาเช่าต้องติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด)- แผนที่แสดงสถานที่ของสถานที่ตั้งนิติบุคคล และสถานที่ใก้ลเคียงโดยสังเขป- รูปถ่ายสถานที่ประกอบการด้านในและด้านนอกในกรณีจดทะเบียนพาณิชย์ หรือ เฟซบุ๊ก/เว็บไซต์/อินสตราแกรม ในกรณีขายสินค้าออนไลน์และต้องการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์- หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 10 บาท (ในกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทน) กรณีจดเปลี่ยนแปลงทะเบียนพาณิชย์ (จดเปลี่ยนแปลงทะเบียนการค้า) กรณีจดเปลี่ยนแปลงทะเบียนพาณิชย์ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การประกอบกิจการ (เลิก บางส่วน หรือเพิ่มใหม่) การเปลี่ยนชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ การเปลี่ยนผู้จัดการ เจ้าของหรือผู้จัดการเปลี่ยนที่อยู่ การย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือเพิ่มสาขา การเพิ่มหรือลดเงินทุน การแก้ไขชื่อเว็บไซต์2.1 กรณีเปลี่ยนแปลง ชื่อ-สกุล- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1.- สำเนาเอกสารแสดงการเปลี่ยนชื่อ – สกุล- หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีมอบอำนาจ)2.2 กรณีเปลี่ยนแปลงชื่อร้าน- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1. และ ข้อ 2.- หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีมอบอำนาจ)2.3 กรณีเปลี่ยนแปลงชนิดการประกอบกิจการ (วัตถุประสงค์)- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1. และ ข้อ 3.- หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีมอบอำนาจ)2.4 กรณีเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินทุนที่นำมาใช้ในการประกอบกิจการ- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1. ข้อ 4.- หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีมอบอำนาจ)2.5 กรณีเปลี่ยนชื่อผู้จัดการ- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1. และข้อ 6.- หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีมอบอำนาจ)2.6 กรณีเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานใหญ่- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1. ข้อ 5. หรือ 10. แล้วแต่กรณี- สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขา แล้วแต่กรณี- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเจ้าของสถานที่- เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ สถานที่ตั้งกิจการ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านสถานที่ตั้ง สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนเจ้าของสถานที่ตั้ง สัญญาซื้อขาย โฉนดที่ดิน- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ในกรณีให้ใช้สถานที่โดยไม่คิดค่าเช่า หรือสัญญาเช่าในกรณีเป็นการเช่า (ในกรณีเช่านั้น สัญญาเช่าต้องติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด)- แผนที่แสดงสถานที่ของสถานประกอบการ และสถานที่ใก้ลเคียงโดยสังเขป- หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีมอบอำนาจ) กรณียกเลิกทะเบียนพาณิชย์ (ยกเลิกทะเบียนการค้า) กรณีผู้ประกอบการเลิกกิจการและต้องการยกเลิกทะเบียนพาณิชย์- กรอกแบบคำขอ ทพ. ข้อ 1,2,5 และลงลายมือชื่อพร้อมยื่นเอกสารที่ต้องใช้ในการจดยกเลิกทะเบียนพาณิชย์- ใบสำคัญทะเบียนพาณิชย์ (ตัวจริง)- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านผู้ประกอบกิจการ- หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 10 บาท (ในกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทน) ขอบเขตระยะเวลาในการจดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1. ผู้ที่ประกอบกิจการที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องดำเนินการจดทะเบียนภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เริ่มประกอบกิจการ2. ในกรณีมีการเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องดำเนินการจดทะเบียนภายใน 30 วัน3. กรณีเลิกประกอบกิจการ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เลิกประกอบกิจการการประกอบกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ การเปลี่ยนแปลงรายการ และการเลิกประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรณีไม่จดทะเบียนอันเป็นความผิด ต่อเนื่องปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง4. ในกรณีที่ใบทะเบียนพาณิชย์สูญหาย ต้องดำเนินการยื่นขอใบแทนภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่สูญหายถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายไม่ดำเนินการยื่นคำร้องขอใบรับแทน มีความผิดปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หน้าที่ของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนการค้า) 1. ต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ที่สำนักงานในที่เปิดเผยและมองเห็นได้ชัดเจน2. ต้องจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบการไว้หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา (ถ้ามี) โดย เปิดเผยภายในเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนพาณิชย์ ป้ายชื่อตัวหนังสือเป็นอักษรภาษาไทย อ่านง่ายและชัดเจน โดยจะมีอักษร ต่างประเทศในป้ายชื่อด้วยก็ได้ และจะต้องตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ หากเป็นสำนักงานสาขาจะต้องมีคำว่า "สาขา" ไว้ในป้ายด้วยกรณีถ้าไม่แสดงใบทะเบียนพาณิชย์และจัดทำป้ายชื่อ มีความผิดปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง3. ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่ถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้ว ยังฝ่าฝืนประกอบพาณิชยกิจต่อไปมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งปรับทั้งจำ คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ (รับจดทะเบียนการค้า) การรับจ้างทำเครื่องประดับอัญมณีสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? การรับจ้างทำอัญมณีรวมถึงการรับจ้างทำของทุกชนิด กฎหมายยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ การประกอบธุรกิจค้าของเก่า และให้เช่าพระเครื่อง สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? การให้เช่าพระเครื่องสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้ โดยระบุวัตถุประสงค์เป็นการจำหน่ายพระเครื่อง แต่การจำหน่ายพระเครื่องหรือประกอบธุรกิจค้าของเก่าต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย โดยจะแนบใบอนุญาตค้าของเก่าหรือไม่ก็ได้ การให้เช่าอาคารเป็นที่พักอาศัย หรือเป็นโกดังเก็บสินค้า การให้เช่าอพารท์เม้นเป็นรายวัน รายเดือน สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? การให้เช่าอาคารเป็นที่พักอาศัย หรือเป็นโกดังเก็บสินค้าถือเป็นการเช่าทรัพย์สิน กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ การให้เช่าอพารท์เม้นเป็นรายวัน รายเดือน ถ้าไม่ได้มีสภาพเป็นโรงแรม กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ งานบริการและงานรับจ้างทำของสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? งานบริการและงานรับจ้างทำของกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ การรับจองตั๋วเครื่องบินและการเป็นตัวแทนขายกรมธรรม์ประกันชีวิต สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? การรับจองตั๋วเครื่องบินและการเป็นตัวแทนขายกรมธรรม์ประกันชีวิต ถือเป็นธุรกิจบริการ ไม่ถือเป็นธุรกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ การนำสัตว์เลี้ยงจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? กฎหมายกำหนดให้การจำหน่ายสินค้ที่มีราคาตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์ โดยไม่ได้พิจารณาถึงแหล่งที่มาของสินค้านั้น การรับจำนำทะเบียนรถยนต์และการรับจำนำบัตรกดเงินสด (ATM) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? กฎหมายกำหนดให้การประกอบธุรกิจรับจำนำ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ดังนั้นการรับจำนำอื่นๆ ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? การรับเหมาก่อสร้างเป็นงานรับจ้างทำของ กฏหมายยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าผู้ประกอบการขายวัสดุก่อสร้างด้วย ก็ให้จดทะเบียนพาณิชย์เฉพาะการขายวัสดุก่อสร้างได้ จะจดทะเบียนในลักษณะเป็นพาณิชยกิจพ่วง คือขายวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างไม่ได้ การเขียนบทความเพื่อจำหน่าย สามารถจดทะบียนพาณิชย์ได้หรือไม่? ไม่ได้เนื่องจากไม่เข้าลักษณะการเป็นผู้ประกอบพาณิชยกิจ (การค้าปกติ) หาบเร่ แผงลอย ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อย่างไร? หาบเร่ แผงลอย ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ 2499 ตามมาตรา 7 จึงไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ กรณีที่มีแหล่งค้าขายที่เป็นแผงถาวรในศูนย์การค้า ต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือไม่? ถือเป็นหลักแหล่งถาวรต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ทั้งนี้ต้องระบุสถานที่ในการจดทะเบียนให้ชัดเจน กรณีนิติบุคคลต้องการขอจดทะเบียนพาณิชย์ จำเป็นหรือไม่ว่าชนิดแห่งพาณิชยกิจต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของหนังสือรับรองนิติบุคคล? การระบุชนิดแห่งพาณิชยกิจของนิติบุคคลจะต้องตรงตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่ในกรณีวิธีการขาย เช่นการขายเครื่องสำอางผ่านระบบอินเทอร์เน็ตการขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเป็นวิธีการขาย ถ้าวัตถุประสงค์นิติบุคคลไม่ได้ระบุว่าประกอบกิจการค้าเครื่องสำอาง โดยไม่ได้ระบุวิธีว่าขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตก็สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้ ผู้ประกอบการค้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องการจะเพิ่มบุคคลเป็นหุ้นส่วนสามารถกระทำได้หรือไม่อย่างไร? ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผู้ประกอบพาณิชยกิจมีสถานที่แตกต่างกัน สามารถดำเนินการได้ดังนี้ จดทะเบียนเลิกทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดา จดทะเบียนจัดตั้งผู้ประกอบพาณิชยกิจเป็นคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล กฏหมายกำหนดให้ผู้เยาว์อายุเท่าไร จึงจะสามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้? จะต้องมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป และต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ในการจดทะเบียนพาณิชย์ ผู้ขอจดทะเบียนไม่ระบุชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจได้หรือไม่? กฎหมายกำหนดว่าให้ใช้ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจเป็นรายการจดทะเบียนที่บังคับที่ต้องแจ้งไว้ในรายการจดทะเบียน กรณีไม่มีชื่อหรือไม่ได้ตั้งชื่อ ให้ใช้ชื่อของผู้ประกอบพาณิชยกิจได้ ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ (การค้า) สามารถจดทะเบียนซ้ำกันได้หรือไม่? ได้ ไม่มีกฎหมายห้าม เมื่อจดทะเบียนพาณิย์แล้ว ต่อมาผู้ประกอบการต้องการเปลี่ยนชื่อร้านสามารถทำได้หรือไม่? ได้ โดยให้ยื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อพาณิชยกิจ ประกอบกิจการในรุปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ไม่ระบุคำว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ ไว้หน้าชื่อห้างได้หรือไม่? จะระบุคำว่า ห้าง หรือห้างหุ้นส่วน หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ไว้หน้าชื่อก็ได้ หรือไม่ระบุก็ได้ ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่แห่งเดียวกันสามารถจดทะเบียนพาณิชย์เป็นหลายพาณิชยกิจได้หรือไม่? แนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบกิจการจัดแบ่งพื้นที่ของแต่ละร้านให้เป็นสัดส่วนชัดเจนและปิดป้ายในแต่ละส่วนที่เป็นร้านค้า ก็สามารถขอจดทะเบียนพาณิชย์ได้ ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องการจดทะเบียนย้ายสำนักงานใหญ่ไปตั้งอยู่ ณ เขตท้องที่ของเทศบาลหรือ อบต.อื่น สามารถทำได้หรือไม่? ได้โดยยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง สำนักงานใหญ ณ เทศบาลหรือ อบต. ที่สำนักงานแห่งใหม่ของร้านค้านั้นตั้งอยู่ การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานใหญ่ต้องจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจหรือไม่? สามารถดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการได้เลย โดยไม่ต้องเลิกประกอบพาณิชยกิจเดิม ใบทะเบียนพาณิชยมีกำหนดระยะเวลาหรือไม่? ใบทะเบียนพาณิชย์ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาหมดอายุ สามารถใช้ได้จนกว่าผู้ประกอบพาณิชยกิจจะเลิกประกอบกิจการ ผู้ประกอบพาณิชยกิจเลิกประกอบการแล้วแต่ไม่ดำเนินการจดทะเบียนเลิก ทะเบียนพาณิชย์ จะมีผลทางกฏหมายอย่างไร? หากไม่ยื่นจดทะเบียนเลิกภายใน 30 วัน มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับต่อเนื่องอีกไม่เกินวันละ 100 บาท จำนวนเงินทุนจดทะเบียนพาณิชย์มีการจำกัดวงเงินหรือไม่อย่างไร? ไม่จำกัด เหตุผลที่บริษัทรับจดทะเบียนการค้า (รับจดทะเบียนพาณิชย์) บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอลซัลติ้ง จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานรับจดทะเบียนพาณิชย์ ประสบการณ์มากกว่า 28 ปี เรามีความพร้อม ความรวดเร็ว และความแม่นยำในการรับจดทะเบียนจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าต่างไว้วางใจเมื่อมาใช้บริการของเรา สนใจบริการรับจดทะเบียนการค้า ปรึกษาเราได้ฟรี! ติดต่อบริการรับจดทะเบียนการค้า : บริษัท กรีนโปร เคเอสพี คอนซัลติ้ง จำกัด43 ถ. สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทร : 02 210 0281, 02 210 0282มือถือ : 094 864 9799, 084 360 4656LINE ID : @greenprokspE-mail : info.th@greenproksp.com ข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ รับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน