ภาษี เงิน ได้ บุคคล ธรรมดา 2569: เจาะลึกวิธีคำนวณ วางแผน และลดหย่อนภาษีแบบมืออาชีพ

ในโลกของการทำงานและการทำธุรกิจ “ภาษี” ไม่ใช่แค่เรื่องของการเสียเงินให้รัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการการเงินที่มีประสิทธิภาพ สำหรับเจ้าของกิจการและคนทำงานมืออาชีพ การเข้าใจโครงสร้าง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณสามารถรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง และวางแผนการเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้อย่างมั่นคง ผู้มีเงินได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ เจ้าของกิจการ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรเข้าใจภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกมิติของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคการลดหย่อนที่ถูกต้องตามกฎหมายไทยฉบับล่าสุด สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่ควรศึกษาและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนภาษีและลดภาระทางการเงินของผู้มีเงินได้ทุกคน

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา-“เรื่องสำคัญที่ควรรู้”
สารบัญ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร? ทำไมต้องให้ความสำคัญ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด โดยคำนวณจากรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงปีภาษี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) ผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (การยื่นแบบ) ตามที่กฎหมายกำหนด โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนดของแต่ละปี

การยื่นภาษีไม่ได้เป็นเพียง “หน้าที่” ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็น “หลักฐานทางการเงิน” ที่สำคัญในการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การขอสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หรือการทำเรื่องขอวีซ่าไปต่างประเทศ นอกจากนี้ การมีความรู้เรื่องภาษียังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นจากการยื่นผิดหรือยื่นล่าช้า การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้มีหน้าที่ต้องยื่นควรดำเนินการอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษีในแต่ละปี

ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา?

ผู้มีเงินได้ที่มีเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเงินได้พึงประเมินนี้ครอบคลุมเงินได้ประเภทต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง รายได้จากการลงทุน การให้เช่า หรือวิชาชีพอิสระ ซึ่งเงินได้จากการทำงาน การลงทุน หรือการประกอบอาชีพอิสระล้วนเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาพิจารณาในการเสียภาษี

หลายคนเข้าใจผิดว่ามีเพียงพนักงานประจำเท่านั้นที่ต้องเสียภาษี แต่ในความเป็นจริง กฎหมายกำหนดให้กลุ่มบุคคลต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี:

  1. บุคคลธรรมดา: ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรและมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินได้จากการประกอบอาชีพอิสระ
  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล: การร่วมกลุ่มกันทำธุรกิจโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ซึ่งต้องนำเงินได้จากการดำเนินกิจการมาคำนวณภาษี
  3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี: ทายาทหรือผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ยื่นแบบฯ แทนสำหรับเงินได้จากการทำงานหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นก่อนเสียชีวิต
  4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง: รายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินของผู้ล่วงลับที่ยังไม่ได้จัดสรรให้ทายาท ถือเป็นเงินได้ประเภทหนึ่งที่ต้องนำมาคำนวณภาษี
  5. วิสาหกิจชุมชน: เฉพาะส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยเงินได้จากการดำเนินกิจกรรมของวิสาหกิจชุมชนต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน

ทำความรู้จัก “รายได้พึงประเมิน” 8 ประเภท (มาตรา 40)

หัวใจสำคัญของการเสียภาษีคือการระบุให้ได้ว่า รายได้ของคุณจัดอยู่ในประเภทไหน เพราะแต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อยอดภาษีสุดท้ายที่คุณต้องจ่าย โดยแบ่งตามมาตรา 40(1) – 40(8) ดังนี้:

1. รายได้ประเภทที่ 40(1): เงินเดือนและโบนัส

กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ พนักงานออฟฟิศ รวมถึงเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และสวัสดิการต่างๆ ที่ได้รับจากการจ้างงาน

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (รวมกับประเภทที่ 2)

2. รายได้ประเภทที่ 40(2): ค่าจ้างทั่วไปและค่านายหน้า

รายได้จากการรับทำงานให้เป็นครั้งคราว เช่น ค่าคอมมิชชัน เบี้ยประชุม หรือค่าตอบแทนฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์หนัก

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (รวมกับประเภทที่ 1)

3. รายได้ประเภทที่ 40(3): ค่าลิขสิทธิ์และสิทธิ์ต่างๆ

รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าเขียนบทความ ค่าลิขสิทธิ์เพลง หรือ Goodwill

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักได้ตามจริงหรือเหมา (มีเงื่อนไขเฉพาะ)

4. รายได้ประเภทที่ 40(4): ดอกเบี้ยและเงินปันผล

รายได้จากการลงทุนในหุ้น หุ้นกู้ เงินฝาก หรือคริปโทเคอร์เรนซี รายได้ประเภทนี้ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ และมักถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว แต่สามารถนำมารวมคำนวณเพื่อขอคืนภาษีได้หากฐานภาษีรวมของคุณต่ำกว่าอัตราที่ถูกหักไป

5. รายได้ประเภทที่ 40(5): ค่าเช่าทรัพย์สิน

ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าบ้าน ที่ดิน รถยนต์ หรือเครื่องจักร

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักเหมาได้ตั้งแต่ 10% – 30% ขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์สิน หรือหักตามจริง

6. รายได้ประเภทที่ 40(6): วิชาชีพอิสระ

ประกอบด้วย 6 อาชีพหลัก ได้แก่ แพทย์, นักกฎหมาย, วิศวกร, สถาปนิก, นักบัญชี และประณีตศิลปกรรม

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักเหมาได้ 30% – 60% หรือหักตามจริง

7. รายได้ประเภทที่ 40(7): การรับเหมา

ผู้รับเหมาที่ต้องจัดหาทั้งแรงงานและ “วัสดุอุปกรณ์” เช่น รับเหมาก่อสร้าง

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักเหมาได้ 60% หรือหักตามจริง

8. รายได้ประเภทที่ 40(8): รายได้อื่นๆ

กลุ่มที่ครอบคลุมกว้างที่สุด ตั้งแต่การขายของออนไลน์ การเกษตร การขนส่ง ไปจนถึงเงินรางวัลจากการชิงโชค

  • การหักค่าใช้จ่าย: หักเหมาได้ตามที่กฎหมายกำหนด (ส่วนใหญ่ 60%) หรือหักตามจริง

สรุปเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ: เมื่อไหร่ที่คุณ “ต้อง” ยื่นภาษี?

การมีรายได้ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเสมอไป แต่หากคุณมี รายได้ทั้งปี เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น 60,000 บาทขึ้นไป สำหรับบุคคลโสด หรือ 120,000 บาทขึ้นไป สำหรับคู่สมรส คุณ ต้องยื่นแบบแสดง รายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้คำนวณออกมาแล้วจะไม่มีภาษีต้องจ่ายก็ตาม

ผู้ที่มีรายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษี ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่กฎหมายกำหนด

กรณีมีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว (40(1))

  • คนโสด: รายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี
  • คนสมรส: รายได้รวมกันเกิน 220,000 บาทต่อปี

กรณีมีรายได้ประเภทอื่น (หรือเงินเดือน + รายได้อื่น)

  • คนโสด: รายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี
  • คนสมรส: รายได้รวมกันเกิน 120,000 บาทต่อปี

ข้อควรระวัง: เจ้าของกิจการหรือพนักงานที่มีรายได้เสริมจากค่าเช่าหรือขายของออนไลน์ ต้องใช้เกณฑ์ 60,000 บาทในการพิจารณาการยื่นภาษี


โครงสร้างการคำนวณภาษี: สูตรสำเร็จที่ควรรู้

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องผ่านขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินอย่างละเอียด โดยเริ่มจากการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและถูกต้องตามกฎหมาย

การคำนวณภาษีไม่ได้ใช้ “ยอดเงินได้ทั้งหมด“ มาคิดทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการคำนวณเงินได้สุทธิ โดยการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน (หักค่า ลดหย่อน, หักลดหย่อน, หักลดหย่อนได้) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการคำนวณเงินได้สุทธิ ตามสูตรดังนี้:

{เงินได้พึงประเมิน} – {ค่าใช้จ่าย} – {ค่าลดหย่อน} = {เงินได้สุทธิ}

หลังจากได้ เงินได้สุทธิ แล้ว จึงนำไปเทียบกับ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นโครงสร้างอัตราภาษีที่แบ่งตามช่วงรายได้แต่ละขั้นบันได

ภาษีที่ต้องจ่ายหรือภาษีที่ต้องชำระจะได้จากการคำนวณตามขั้นบันไดอัตราภาษีดังกล่าว

ตารางอัตราภาษีปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุง)

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษีภาษีแต่ละขั้นภาษีสะสมสูงสุดของขั้น
0 – 150,000ยกเว้น00
150,001 – 300,0005%7,5007,500
300,001 – 500,00010%20,00027,500
500,001 – 750,00015%37,50065,000
750,001 – 1,000,00020%50,000115,000
1,000,001 – 2,000,00025%250,000365,000
2,000,001 – 5,000,00030%900,0001,265,000
5,000,001 ขึ้นไป35%ตามจริง

เทคนิคการวางแผนภาษีด้วย “ค่าลดหย่อน” (Tax Deductions)

การลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนภาษี ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับพนักงานออฟฟิศและเจ้าของกิจการ เพราะค่าลดหย่อนคือสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้ “เงินได้สุทธิ” ลดลง ส่งผลให้เสียภาษีน้อยลงนั่นเอง โดยผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น การลงทุน การบริจาค หรือการเข้าร่วมมาตรการของรัฐ

ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายบางประเภทสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ เช่น เบี้ยประกันชีวิต ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการที่ลดหย่อนภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด การลดหย่อนภาษีได้ตามมาตรการของรัฐเหล่านี้ ช่วยให้คุณวางแผนภาษีและประหยัดค่าใช้จ่ายภาษีในแต่ละปีอย่างถูกต้อง

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

  • ลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท (ได้สิทธิทุกคนทันที)
  • ลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (ต้องไม่มีรายได้)
  • ลดหย่อนบุตร: 30,000 บาทต่อคน (คนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดหลังปี 2561 ได้ 60,000 บาท)
  • ค่าฝากครรภ์และทำคลอด: ตามจริงไม่เกิน 60,000 บาท
  • ลดหย่อนบิดามารดา: คนละ 30,000 บาท (ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี)

2. กลุ่มประกันและการลงทุน (เพื่ออนาคตและการออม)

  • ประกันสังคม: ตามจ่ายจริง (สูงสุดปกติ 9,000 บาท)
  • ประกันชีวิตทั่วไป: ตามจ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันสุขภาพตนเอง: ตามจ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท (เมื่อรวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
  • กองทุน SSF (Super Savings Fund): สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund): สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ThaiESG (Thailand ESG Fund): ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 300,000 บาท (เงื่อนไขล่าสุดปี 2567-2569)

3. กลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริจาค

  • ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย: ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา/โรงพยาบาล: หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น

ภ.ง.ด. 90 vs ภ.ง.ด. 91 เลือกใช้อย่างไรให้ถูกต้อง?

การยื่นภาษีผิดแบบอาจทำให้การอนุมัติคืนภาษีล่าช้าหรือต้องยื่นใหม่ หลักการจำง่ายๆ คือ:

  1. ภ.ง.ด. 91: ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้จาก “เงินเดือน” (40(1)) เพียงอย่างเดียว ตลอดทั้งปี
  2. ภ.ง.ด. 90: ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภทอื่นร่วมด้วย เช่น เงินเดือน + ขายของออนไลน์ หรือมีรายได้จากค่าเช่าเพียงอย่างเดียว

ช่วงเวลาการยื่นภาษีที่สำคัญ

  • ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94): ยื่นภายในเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของปีนั้นๆ (สำหรับรายได้ประเภท 40(5)-(8))
  • ภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90/91): ยื่นภายในเดือนมกราคม – มีนาคม ของปีถัดไป (หากยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร จะขยายเวลาให้ถึงวันที่ 8 ของเดือนเมษายน)

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการยื่นภาษี

การเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ พนักงานประจำ หรือฟรีแลนซ์ การมีเอกสารครบถ้วนจะช่วยให้คุณสามารถคำนวณภาษีได้อย่างแม่นยำ และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการยื่นภาษีได้อย่างมาก

ขั้นตอนการเตรียมตัวยื่นภาษีออนไลน์ฉบับมืออาชีพ

เพื่อให้การยื่นภาษีรวดเร็วและไม่ผิดพลาด พนักงานออฟฟิศและเจ้าของกิจการควรเตรียมเอกสารดังนี้:

  1. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ): จากที่ทำงานหรือผู้ว่าจ้าง
  2. รายการลดหย่อนภาษี: เช่น หนังสือรับรองเบี้ยประกันชีวิต, เอกสารยืนยันยอดซื้อกองทุน SSF/RMF/ThaiESG
  3. ข้อมูลจากระบบ i-Tax: ปัจจุบันกรมสรรพากรมีระบบเชื่อมต่อข้อมูลประกันสังคมและประกันสุขภาพ ทำให้ข้อมูลบางส่วนปรากฏในระบบโดยอัตโนมัติ
  4. เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: สำหรับบุคคลธรรมดา ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักได้ทันที

การขอคืนภาษี: วิธีดำเนินการและข้อควรระวัง

สำหรับผู้เสียภาษีที่มีการชำระภาษีเกิน หรือมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนจากการใช้สิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ การขอคืนภาษีถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม การดำเนินการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถทำได้ง่ายขึ้นในยุคดิจิทัล เพียงปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการขอคืนภาษี มีดังนี้

  1. ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด. 90 หรือ 91) ผ่านช่องทางออนไลน์หรือที่สำนักงานสรรพากร โดยระบุรายละเอียดการขอคืนภาษีในแบบแสดงรายการภาษีให้ชัดเจน
  2. แนบเอกสารประกอบ เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย, ใบเสร็จค่าลดหย่อน, เอกสารการลงทุน หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์ขอคืนภาษี
  3. รอการตรวจสอบจากกรมสรรพากร ซึ่งอาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติมหรือสอบถามข้อมูลเพื่อยืนยันความถูกต้อง
  4. ได้รับเงินคืน ผ่านบัญชีธนาคารที่ระบุไว้ หรือ (ตามที่เลือกในแบบแสดงรายการภาษี)

ข้อควรระวังและบทลงโทษตามกฎหมายไทยล่าสุด

การหลีกเลี่ยงภาษีหรือยื่นข้อมูลเท็จมีผลกระทบที่รุนแรงกว่าที่คุณคิด กฎหมายไทยฉบับปัจจุบันมีการนำระบบ AI มาใช้ในการตรวจสอบความผิดปกติของรายได้ (Data Analytics)

  • ยื่นล่าช้า: ค่าปรับที่ไม่ได้ยื่นแบบไม่เกิน 2,000 บาท
  • จ่ายภาษีไม่ครบ: ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องจ่าย
  • จงใจหลีกเลี่ยง: มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี

สรุปบทความ: วางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

การมีความรู้เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ได้ช่วยแค่ให้คุณทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน การเลือกใช้ค่าลดหย่อนอย่างเหมาะสม เช่น การลงทุนในกองทุน ThaiESG หรือ SSF ไม่ใช่เพียงการลดภาษี แต่เป็นการออมเงินเพื่ออนาคตของคุณเอง

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือพนักงานที่มุ่งมั่น การสละเวลาศึกษาเรื่องภาษีเพียงเล็กน้อยจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มหาศาล และช่วยให้คุณเติบโตในสายงานได้อย่างสง่างามโดยไม่มีภาระทางภาษีมากวนใจ