1. กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ว่าไว้อย่างไร?
ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 – 40 กำหนดให้
รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ หรือการค้าขาย ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี
แต่… ในกรณี “ขายของส่วนตัว” ที่คุณใช้เอง ไม่ได้ซื้อมาเพื่อค้ากำไร กรมสรรพากรมัก ไม่ถือว่าเป็นรายได้ต้องเสียภาษี
เพราะถือว่าเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ใช่กิจการค้า
ตัวอย่างที่ไม่เสียภาษี:
- ขายเสื้อผ้ามือสองที่ใส่เอง
- ขายเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ใช้ในบ้าน
- ขายโน้ตบุ๊กส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้แล้ว
- ขายของขวัญเก่าที่ไม่ได้ซื้อมาเอง
2. เมื่อไร “ของส่วนตัว” จะกลายเป็น “กิจการค้า”?
หากมีลักษณะดังนี้ กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเข้าข่าย “ประกอบธุรกิจ” แล้วต้องเสียภาษี:
- ซื้อมาเพื่อขายต่อโดยตรง
- เช่น สั่งของจากจีนมาขาย, ซื้อสินค้าในช่วงลดราคาเพื่อนำมาปล่อยต่อ
- มีการขายต่อเนื่อง เป็นระบบ
- มีหน้าร้านออนไลน์, มีระบบตอบแชต, มีบริการจัดส่ง
- ลงขายทุกวัน / มีการสต๊อกของ
- ของที่ขายจำนวนมาก หรือมีมูลค่าสูงซ้ำ ๆ
- เช่น ขายของสะสมหรือสินค้าแบรนด์เนมบ่อยครั้ง
- มีการโฆษณาโปรโมตเพื่อการค้า
- ใช้เพจ/บัญชีขายของโดยเฉพาะ มีแอดโฆษณา
ถ้ากรมสรรพากรตรวจพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงการค้า อาจตีความว่าเป็น “เงินได้ตามมาตรา 40(8)” ต้องยื่นภาษี
หรือหากมีการซื้อ–ขายสินค้า อาจเข้าข่าย “ผู้ประกอบการจด VAT” ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
3. ภาษีที่อาจเกี่ยวข้อง
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91)
- ถ้ากิจกรรมขายของมีรายได้เข้ามาเกินเกณฑ์ยกเว้น
- หรือขายเป็นอาชีพเสริมแบบมีรายได้ประจำต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 พร้อมหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือเหมา
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- หากรายได้จากการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียน VAT
- ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
หลายคนขายดีจนยอดเกินแบบไม่รู้ตัว → โดนสรรพากรเรียกตรวจย้อนหลัง
ภาษีธุรกิจเฉพาะ / อากรแสตมป์
ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการขายของส่วนตัวทั่วไป แต่หากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ / ทรัพย์สินบางประเภท อาจต้องพิจารณาเฉพาะกรณี
4. ช่องทางการตรวจสอบของกรมสรรพากร
ในปัจจุบัน กรมสรรพากรมีเครื่องมือมากมายในการตรวจสอบรายได้จากการค้าขายออนไลน์ เช่น
- การเชื่อมระบบกับ แพลตฟอร์ม E-Commerce
- การตรวจสอบบัญชีธนาคารจากรายการรับโอนซ้ำ ๆ
- การสืบจากโพสต์ขายของ/แอดโฆษณาใน Facebook, TikTok, IG
- การรับแจ้งจากลูกค้า / บุคคลทั่วไป
หากตรวจพบว่าเป็นกิจกรรมเพื่อการค้า แต่ไม่ยื่นภาษี อาจโดนประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
5. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
หากคุณขายของส่วนตัวเป็นครั้งคราว เช่น
- ขายของใช้เก่าในบ้าน
- ขายของสะสมส่วนตัวโดยไม่ซื้อเพิ่ม
- ขายสินค้าไม่กี่รายการ/ไม่ต่อเนื่อง
ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีจากกิจกรรมนั้นแต่อย่างไรก็ตาม ควรเก็บหลักฐาน เช่น
- รูปภาพตอนใช้งาน
- ใบเสร็จเดิม
- ข้อความแชตเพื่อยืนยันได้ว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวจริง
แต่ถ้าคุณเริ่มมีพฤติกรรมดังนี้:
- ซื้อของมาสต๊อก
- ขายเกิน 5–10 รายการ/เดือน
- มีรายได้เข้าบัญชีต่อเนื่อง
ควรพิจารณาทะยอยวางระบบให้ถูกต้อง เช่น
- ยื่นภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.90)
- ขอจดทะเบียนพาณิชย์ (ถ้าเปิดร้านออนไลน์)
- ตรวจสอบว่าต้องจด VAT หรือยัง
6. ยกเว้นบางกรณี: ขายของส่วนตัวแต่มีมูลค่าสูง
เช่น ขายกระเป๋า Chanel, Rolex, ของสะสมหายาก หากขายในราคาสูงมาก และมีการขายหลายครั้งในปีเดียวกัน
กรมสรรพากรอาจเรียกตรวจสอบว่าเป็น “นักลงทุน–พ่อค้าแฝง”
ถ้าสามารถพิสูจน์ว่าไม่ได้ตั้งใจค้า เช่น ไม่มีการซื้อเพิ่ม ไม่มีการทำโฆษณา ก็อาจยกเว้นได้
แต่ถ้าเกิดพฤติกรรม “ซื้อ–ขาย–ซื้อ–ขาย” ซ้ำ ๆ ก็เข้าข่าย “ค้ากำไร” และต้องเสียภาษี
สรุป
การนำของส่วนตัวมาขาย ไม่ได้เสียภาษีเสมอไปแต่ขึ้นอยู่กับลักษณะการขาย ความถี่ รายได้ และเจตนาในการดำเนินกิจกรรมหากขายเพียงครั้งคราว ไม่ได้ค้ากำไร หรือมีมูลค่าเล็กน้อย มักไม่เข้าข่ายเสียภาษีแต่ถ้ามีลักษณะเหมือนพ่อค้าแม่ค้า → ควรยื่นภาษีและวางระบบให้ถูกต้อง
- ขายของใช้เก่า – ไม่น่ากังวล
- ขายเยอะ–ขายบ่อย – เริ่มเสี่ยง
- ซื้อมาเพื่อขายต่อ – ต้องเสียภาษี
หากไม่มั่นใจว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพราะภาษีที่ไม่ถูกต้อง อาจย้อนกลับมาทำร้ายคุณในอนาคต
ติดต่อบริการที่ปรึกษาภาษี
ติดต่อสำนักงานบัญชี บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด
ที่อยู่ 32/8 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 73 (พรกุลวัฒน์) แขวง ออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220
เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 8.30 – 17.30 น.
แอดไลน์คลิกลิงก์: @greenprokspacc
โทร: 085-067-4884


