1. หลักเกณฑ์การเสียภาษีของไทย
ประเทศไทยใช้หลักเกณฑ์ “ถิ่นที่อยู่” (Tax Residency) โดยใช้เกณฑ์ 180 วันในปี เป็นตัวกำหนดสถานะภาษีว่าบุคคลต้องเสียภาษีจากรายได้ใดบ้าง
ถ้าอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันในปีภาษีนั้นจะถือเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย” (Tax Resident) ในปีภาษีนั้น
ผู้มีถิ่นที่อยู่ จะต้อง:
- เสียภาษีจากเงินได้ทั่วโลก (Worldwide Income) ที่เกิดขึ้นในปีภาษีนั้น ไม่ว่าจะมีเงินได้การทำงานหรือแหล่งอื่น ๆ
- หากมีเงินได้จากต่างประเทศและนำเงินที่เข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น ก็ต้องเสียภาษีด้วย
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันในปีภาษีนั้น และมีเงินได้จากแหล่งใดในโลก จะต้องพิจารณาเกณฑ์ภาษีและยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามกฎหมาย
ผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ (อยู่ไม่ถึง 180 วัน)
- จะเสียภาษีเฉพาะเงินได้ในประเทศไทยเท่านั้น (Source-based income)
2. ประเภทของรายได้ที่ชาวต่างชาติต้องเสียภาษี
เงินได้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศต้องนำมาคำนวณภาษี หากมีเงินได้จากแหล่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในไทยหรือในต่างประเทศ ผู้มีเงินได้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและยื่นแบบรายการภาษีในช่วงเวลาที่กำหนด
รายได้ที่ต้องนำมายื่นภาษีในประเทศไทยมี 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับคนไทย โดยที่พบบ่อยสำหรับชาวต่างชาติ ได้แก่:
- มาตรา 40(1): เงินเดือน ค่าแรง โบนัส ค่าคอมมิชชั่น เช่น มีเงินได้จากการได้รับเงินเดือนจากบริษัทที่อยู่ในไทย หรือมีเงินได้จากบริษัทในต่างประเทศแต่ทำงานในไทย = ต้องเสียภาษีของไทย
- มาตรา 40(2): ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าตอบแทนอิสระ เช่น มีเงินได้จากการเป็นฟรีแลนซ์ ชาวต่างชาติรับจ้างเขียนโค้ด ออกแบบ หรือเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทไทย หรือมีเงินได้จากการให้บริการในต่างประเทศแต่รับเงินในไทย
- มาตรา 40(4): ดอกเบี้ย เงินปันผล เช่น มีเงินได้จากหุ้นในไทย หรือได้รับดอกเบี้ยจากบัญชีธนาคารในไทย หรือมีเงินได้จากดอกเบี้ยจากต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทย
- มาตรา 40(8): รายได้อื่น ๆ เช่น มีเงินได้จากค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่า อสังหาริมทรัพย์ที่ปล่อยเช่าในไทย หรือมีเงินได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ
หากมีเงินได้จากต่างประเทศ เช่น รายได้จากการทำงานหรือการลงทุนจากต่างประเทศ และนำเงินได้จากนั้นเข้ามาในประเทศไทย อาจต้องเสียภาษีตามหลักเกณฑ์ของไทยด้วย
ดังนั้น ผู้ที่มีเงินได้ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อกำหนดภาษีอย่างรอบคอบ และหากมีเงินได้จากหลายแหล่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความถูกต้องในการยื่นภาษี
3. การยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90 / 91)
ชาวต่างชาติที่มีรายได้ในประเทศไทยจะต้อง:
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ถ้ามีรายได้ประจำจากการจ้างงาน (เงินเดือน) เท่านั้น
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ถ้ามีรายได้หลายประเภท (เงินเดือน + รายได้อื่น)
ขั้นตอนการยื่นแบบดังกล่าวควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้องทุกครั้ง
🗓 กำหนดยื่น: ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (เช่น รายได้ปี 2567 ต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568)
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย ผู้เสียภาษีควรยื่นแบบภาษีอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
4. การหักภาษี ณ ที่จ่าย และเครดิตภาษี
- ถ้าเป็น “พนักงานในบริษัทไทย” บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีขั้นบันได
- เมื่อยื่นภาษี สามารถใช้ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) มาเป็นเครดิตลดภาษีได้
📌 หากได้รับรายได้จากต่างประเทศ แล้วนำเข้ามาในไทย ✅ ต้องดูว่าเข้ามาภายในปีภาษีนั้นหรือไม่ ✅ ถ้าเข้าภายในปีเดียวกัน = เสียภาษี ✅ ถ้าเข้าปีถัดไป = ไม่เสีย (ตามมาตรา 41 วรรคท้าย)
5. ความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อน (DTA)
ประเทศไทยมีข้อตกลงยกเว้นภาษีซ้อนกับกว่า 60 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ เพื่อให้ไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนทั้งในประเทศบ้านเกิดและในไทย รวมถึงกรณีที่มีรายได้ในต่างประเทศ ก็สามารถใช้ข้อตกลงนี้เพื่อป้องกันการถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อนทั้งในไทยและในต่างประเทศได้
ตัวอย่างสิทธิประโยชน์:
- หากชาวญี่ปุ่นทำงานในไทย และเสียภาษีที่ไทยแล้ว ✅ สามารถนำไปขอเครดิตภาษีเมื่อกลับไปยื่นที่ญี่ปุ่นได้
- หากได้รับเงินเดือนจากบริษัทแม่ในประเทศบ้านเกิด แต่ไม่ได้เข้ามาในไทย ✅ อาจได้รับการยกเว้นตาม DTA โดยเฉพาะในกรณีที่รายได้นั้นเกิดขึ้นในต่างประเทศ
การใช้สิทธินี้ต้องแนบ “แบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 54” และเอกสารสนับสนุน เช่น หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่จากประเทศต้นทาง (Certificate of Residence)
6. สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ
มีที่อยู่ในประเทศไทยและเสียภาษีตามปกติ ✅ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบางรายการได้ เช่น:
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว
- ค่าลดหย่อนประกันชีวิต
- ค่าลดหย่อนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- ค่าบริจาค (เฉพาะกรณีที่มีเอกสารครบถ้วนและเสียภาษีในฐานะผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย)
สิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้หากมีคุณสมบัติตามที่กำหนด
7. ความเสี่ยงกรณีไม่ยื่นภาษี
แม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่หากอยู่ในไทยและมีรายได้
ถ้าไม่ยื่นภาษี = ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับคนไทย
ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:
- โดนเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
- ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- อาจกระทบต่อการต่อวีซ่า / work permit
- ทำให้บริษัทที่จ้างเสี่ยงต่อความรับผิดด้วย (หากไม่หักภาษีให้ถูกต้อง)
8. ข้อแนะนำสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย
- ตรวจสอบสถานะตนเองว่าเข้าข่าย “Tax Resident” หรือไม่
- บันทึกรายได้อย่างละเอียด พร้อมเก็บเอกสารครบ
- ขอสลิปเงินเดือน และหนังสือรับรองการหักภาษีจากนายจ้าง
- ตรวจสอบสิทธิในความตกลงยกเว้นภาษีซ้อนของประเทศตนเอง
- หากมีรายได้จากหลายแหล่ง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ
ผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีเช่นเดียวกับคนไทย หากอยู่ในไทยเกิน 180 วัน จะถูกจัดเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี และอาจต้องเสียภาษีจากรายได้ทั่วโลกที่นำเข้ามาในไทย
ข้อแนะนำดังกล่าวจะช่วยให้ท่านสามารถดำเนินการด้านภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นตามข้อตกลงระหว่างประเทศได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
9. การพิจารณาสถานะการมีถิ่นที่อยู่ในไทย
สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย การพิจารณาสถานะการมีถิ่นที่อยู่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีผลต่อการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยจะต้องยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) และอาจได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ การพิจารณาว่าผู้ที่อยู่ในประเทศไทยเข้าข่าย “มีถิ่นที่อยู่” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่อาศัยอยู่ในไทยในปีภาษีนั้น ๆ โดยหากอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันในปีปฏิทิน จะถือว่ามีถิ่นที่อยู่ในไทย ต้องยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ตามกฎหมายไทยและสามารถการใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับสถานะถิ่นที่อยู่ของแต่ละบุคคล ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยควรตรวจสอบและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้ที่ถูกต้อง
10. การลดหย่อนภาษีสำหรับชาวต่างชาติ
ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยหรือมีรายได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย มีโอกาสได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด การลดหย่อนภาษีเหล่านี้จะช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มรายได้สุทธิให้กับชาวต่างชาติที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย ตัวอย่างสิทธิในการลดหย่อน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนประกันชีวิต หรือเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยที่มีรายได้ในไทยควรตรวจสอบสิทธิในการลดหย่อนภาษีของตนเอง และยื่นแบบภาษีให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันการเสียภาษีเกินความจำเป็นและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่
11. สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน
ประเทศไทยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนในประเทศ โดยผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยที่ลงทุนในกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีหรือการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริม สิทธิประโยชน์เหล่านี้ช่วยให้ชาวต่างชาติที่มีรายได้จากการลงทุนในไทยได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและลดภาระภาษีในระยะยาว ทั้งนี้ควรศึกษาข้อกำหนดและเงื่อนไขของแต่ละโครงการส่งเสริมการลงทุนอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสมกับประเภทของรายได้ที่ได้รับ
12. การยื่นแบบภาษีแบบอัตโนมัติสำหรับชาวต่างชาติ
ปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีในประเทศไทยสามารถเลือกใช้บริการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบอัตโนมัติผ่านระบบออนไลน์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี วิธีการนี้ช่วยให้การยื่นแบบภาษีเป็นเรื่องง่าย สะดวก และถูกต้องตามกฎหมาย ลดความยุ่งยากในการเตรียมเอกสารและประหยัดเวลาในการดำเนินการ ชาวต่างชาติที่เลือกยื่นแบบภาษีแบบอัตโนมัติจะมั่นใจได้ว่าการยื่นแบบภาษีเงินได้ของตนเป็นไปอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องในกระบวนการยื่นภาษีของปีภาษีนั้น ๆ
ติดต่อเราเลย ปรึกษาฟรี
📌 เพื่อไม่ให้การยื่นชำระภาษีผิดพลาด Greenpro KSP Group ยินดีให้คำปรึกษาทั้งด้านบัญชีและภาษี ทั้งวางแผนภาษี รวมถึงช่วยรักษาสิทธิประโยชน์ของท่านได้ การปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นจะช่วยให้การยื่นภาษีของท่านเป็นไปอย่างถูกต้องเพื่อทำการยื่อนภาษีอย่างถูกต้อง
ที่อยู่:
เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.
LINE Official Account: @greenprokspacc
โทรศัพท์: 085-067-4884


