เจ้าของบริษัทสามารถเบิกเงินจากบริษัทได้วิธีไหนบ้าง?

เจ้าของบริษัทสามารถเบิกเงินจากบริษัทได้วิธีไหนบ้าง

เมื่อคุณเป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นกรรมการผู้จัดการของกิจการย่อมมีคำถามเกิดขึ้นว่า “สามารถเบิกเงินจากบริษัทมาใช้ได้ไหม?” และ “ถ้าเบิกได้ ต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย?” เพราะแม้ว่าคุณจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเป็นผู้บริหารสูงสุด แต่บริษัทนั้นเป็น นิติบุคคล ซึ่งแยกออกจากตัวบุคคลทางกฎหมายอย่างชัดเจน

การเบิกเงินจากบริษัทโดยไม่เข้าใจหลักการ อาจส่งผลให้เกิดภาระภาษีที่ไม่จำเป็น หรืออาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายในภายหลัง ดังนั้น การรู้และเลือกใช้วิธีเบิกเงินที่เหมาะสม ถูกต้องตามหลักบัญชีและภาษี จะช่วยให้เจ้าของบริษัทบริหารการเงินได้อย่างมืออาชีพและปลอดภัย

ทำไมต้องมี “วิธีการเบิกเงิน” ที่ถูกต้อง

หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อเป็นเจ้าของบริษัทแล้วจะสามารถเบิกเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ตามใจ แต่ในความเป็นจริง บริษัทเป็น “นิติบุคคล” ที่มีสถานะแยกจากตัวบุคคล ดังนั้นการเบิกเงินออกจากบริษัทจำเป็นต้องมีเหตุผลและเอกสารที่ชัดเจน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบได้ และเพื่อไม่ให้บริษัทเสียสิทธิ์ในการบันทึกค่าใช้จ่าย

หากเบิกเงินแบบไม่ถูกต้อง เช่น โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐาน หรือไม่มีการบันทึกในบัญชี อาจถูกสรรพากรตีความว่าเป็นรายได้แฝง หรือรายจ่ายต้องห้าม ส่งผลให้เสียภาษีย้อนหลังทั้งในนามบริษัทและส่วนบุคคล

1. เงินเดือนกรรมการ วิธีนี้เป็นแนวทางที่ชัดเจนและโปร่งใสที่สุด โดยบริษัทจะจ่ายเงินเดือนในฐานะลูกจ้างหรือผู้บริหาร และสามารถนำไปหักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ตามปกติ ส่วนเจ้าของบริษัทก็ต้องนำรายได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งสำนักงานสรรพากรตามระเบียบด้วย

2. เบี้ยประชุมกรรมการ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนรายครั้งที่บริษัทสามารถจ่ายให้แก่เจ้าของในฐานะกรรมการที่เข้าร่วมการประชุม โดยวิธีนี้จะเหมาะกับเจ้าของที่ไม่ต้องการเงินเดือนประจำ แต่อยากได้รับค่าตอบแทนเป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม การจ่ายเบี้ยประชุมต้องมีหลักฐานการประชุมและมติอนุมัติอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ตามกฎหมายภาษีเงินได้

3. รับเงินปันผล โดยต้องผ่านขั้นตอนของการประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลอย่างถูกต้อง เงินปันผลที่จ่ายออกต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% และเจ้าของสามารถนำเงินปันผลไปยื่นภาษีเพิ่มเติม (หากมี) หรือเลือกใช้สิทธิขอเครดิตภาษี การรับเงินในรูปแบบปันผลถือเป็นวิธีที่สะดวกและมีผลกระทบทางภาษีน้อยกว่าการรับเงินเดือน แต่ข้อจำกัดคือต้องรอให้บริษัทมีผลกำไรและสามารถจ่ายได้ตามกฎหมายเท่านั้น

4. ค่าตอบแทนพิเศษ เช่น โบนัส ค่านายหน้า หรือค่าสิทธิการใช้ชื่อแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือผลงานสร้างสรรค์ของเจ้าของบริษัท วิธีนี้สามารถใช้ได้หากมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงล่วงหน้าอย่างชัดเจน และต้องคำนึงถึงผลทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นทั้งในฝั่งบริษัทและเจ้าของด้วย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การเบิกเงินจากบริษัทสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความถี่ และเงื่อนไขของแต่ละธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักบัญชีและภาษี เพื่อให้ทุกการเบิกเงินนั้นปลอดภัยทั้งในแง่กฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจในระยะยาว

ข้อควรระวังในการเบิกเงิน

แม้การเบิกเงินจะสามารถทำได้หลายวิธี แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งคือ การเบิกเงินสด หรือโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐาน เพราะจะทำให้:

  • ไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้
  • เสี่ยงต่อการถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ
  • มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสภายในองค์กร

หากมีการจ่ายเงินหรือโอนเงินออก ควรจัดทำเอกสารประกอบทุกครั้ง เช่น ใบเสร็จ ใบเบิก ใบแจ้งหนี้ หรือรายงานการประชุม เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี

สรุป

การที่เจ้าของบริษัทจะเบิกเงินจากบริษัทมาใช้ได้อย่างถูกต้องนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสะดวกของเจ้าของ แต่ต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย การวางแผนภาษีที่รอบคอบ และการจัดทำเอกสารอย่างเหมาะสม เพราะบริษัทไม่ใช่บัญชีเงินฝากส่วนตัว การบริหารเงินด้วยความเข้าใจจึงเป็นหัวใจสำคัญของเจ้าของกิจการยุคใหม่ที่ต้องการความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว