วิธีการเสียอากรแสตมป์-2

วิธีการเสียอากร แสตมป์ 2569: คู่มือปิดแสตมป์บริบูรณ์สำหรับธุรกิจและสัญญาจ้าง

ในการทำธุรกรรมทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาจ้างทำของ การกู้ยืมเงิน หรือการเช่าอสังหาริมทรัพย์ สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการและพนักงานออฟฟิศสายบัญชีหรือกฎหมายมองข้ามไม่ได้คือ “อากรแสตมป์” (Stamp Duty) ซึ่งเป็นภาษีประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฎากรที่จัดเก็บจากการทำ “ตราสาร” ตามที่กฎหมายกำหนด

อากรแสตมป์เป็นระบบภาษีที่ใช้ในประเทศไทย โดยมีบทบาทสำคัญในระบบภาษีและกฎหมายของประเทศนี้

บทความนี้จะสรุปทุกขั้นตอนเกี่ยวกับ วิธีการเสียอากรแสตมป์ การทำให้ตราสารนั้น “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และวิธีการชำระเป็นตัวเงินที่ช่วยประหยัดเวลาให้กับธุรกิจของคุณ ทั้งนี้ ธุรกรรมทางธุรกิจและเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอากรแสตมป์มีผลทางกฎหมายและภาษี หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ อาจส่งผลกระทบต่อความถูกต้องของเอกสารและความรับผิดทางภาษีของธุรกิจ

สารบัญ

1. การเสียอากรแสตมป์คืออะไร และทำไมต้องทำ?

การเสียอากรแสตมป์ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อสติกเกอร์มาแปะบนกระดาษ แต่คือการทำให้ตราสาร (เอกสารสัญญา) มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายในฐานะพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โดยอากรแสตมป์นั้นจะถูกจัดเก็บ ซึ่งเป็นการเก็บจากการทำตราสารหรือเอกสารทางกฎหมาย หากตราสารใดที่ต้องเสียอากรแต่ไม่ได้ “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ตราสารนั้นจะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ จนกว่าจะมีการเสียเงินเพิ่มหรือค่าปรับเพิ่มเติมตามกฎหมาย

ประเภทของเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์

ในประเทศไทย เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามกฎหมายมีหลากหลายประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางธุรกิจและการเงิน เช่น สัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็คเงินสด และหนังสือมอบอำนาจ เป็นต้น เอกสารเหล่านี้ถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ของประมวลรัษฎากร

อัตราค่าอากรแสตมป์จะขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสารและจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตราสาร เช่น สัญญาเช่าทรัพย์สินจะคิดค่าอากรแสตมป์ตามจำนวนเงินค่าเช่า สัญญากู้ยืมเงินจะคิดตามจำนวนเงินที่กู้ยืม ตั๋วสัญญาใช้เงินก็ต้องเสียอากรแสตมป์ตามจำนวนเงินที่ระบุในตั๋ว เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่ต้องทำสัญญาหรือเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเอกสารที่ทำขึ้นนั้นอยู่ในข่ายที่ต้องเสียอากรหรือไม่ และคำนวณค่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต


2. “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” หมายความว่าอย่างไร?

คำว่า “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” เป็นหัวใจสำคัญของการเสียอากรแสตมป์ โดยตามกฎหมายไทยปัจจุบันระบุความหมายไว้ 3 กรณี ดังนี้:

  1. การนำแสตมป์อากรมาติดลงบนเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ และโดยต้องขีดฆ่าแสตมป์นั้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แสตมป์ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้และเอกสารดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้
  2. การชำระอากรแสตมป์ด้วยวิธีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การชำระด้วยเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารที่ได้รับอนุญาต
  3. การใช้แสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp) ตามระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนด

2.1 กรณีแสตมป์ปิดทับ (Adhesive Stamps)

คือการนำดวงแสตมป์อากร (ลักษณะคล้ายแสตมป์ไปรษณีย์แต่ใช้เพื่อภาษี) มาปิดทับลงบนเนื้อกระดาษของตราสารนั้นๆ โดยต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าอัตราอากรที่กฎหมายกำหนด และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการขีดฆ่าแสตมป์ ทันทีที่ทำตราสารหรือก่อนกระทำตราสาร

2.2 กรณีแสตมป์ดุน (Impressed Stamps)

เป็นการใช้กระดาษที่มีแสตมป์ดุนประทับอยู่แล้ว หรือการนำตราสารไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่สรรพากรประทับแสตมป์ดุนให้ โดยต้องชำระเงินตามมูลค่าอากรและมีการขีดฆ่าตามระเบียบเช่นกัน

2.3 กรณีชำระเป็นตัวเงิน (Payment in Cash)

เป็นการเสียอากรในรูปแบบเงินสด หรือโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp) ตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่นิยมที่สุดสำหรับนิติบุคคลและสัญญาที่มีมูลค่าสูง


3. วิธีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน (อ.ส.4)

สำหรับเจ้าของกิจการที่มีสัญญาจำนวนมาก หรือสัญญาที่มีมูลค่าอากรสูง การใช้ดวงแสตมป์ปิดทับอาจไม่สะดวก กฎหมายจึงอนุญาตให้ “ชำระเป็นตัวเงิน” แทนได้ ซึ่งมีขั้นตอนและแบบฟอร์มที่ต้องทราบดังนี้:

ขั้นตอนการขอเสียอากรเป็นตัวเงิน

  1. ใช้แบบ อ.ส.4: จัดเตรียมแบบขอและอนุมัติให้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน (อ.ส.4)
  2. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่: นำแบบ อ.ส.4 พร้อมต้นฉบับตราสาร ไปยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (ในเขตท้องที่ที่ทำตราสารหรือที่สถานประกอบการตั้งอยู่)
  3. กรณียกเว้นพิเศษ: อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งให้ตราสารบางประเภทต้องเสียเป็นตัวเงินเท่านั้น เช่น:
    • สัญญาจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป (กรณีรัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้าง)
    • สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์
    • กรมธรรม์ประกันภัย
    • ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) หรือ เลตเตอร์ออฟเครดิต (L/C)

4. ตราสารพิเศษที่ต้องชำระเป็นตัวเงินตามลักษณะแห่งตราสาร

กฎหมายกำหนดวิธีการเสียอากรเฉพาะเจาะจงสำหรับตราสารทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อความรัดกุม ดังนี้:

ประเภทตราสารผู้มีหน้าที่ชำระสถานที่ยื่นชำระ
เช็ค (Cheque) ที่ใช้ในธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมายผู้สั่งจ่ายหรือผู้ทรงคนแรกชำระต่อธนาคาร โดยใช้แบบ อ.ส.4ก
ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) ที่ใช้ในธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมายธนาคารผู้สั่งจ่ายหรือผู้รับฝากสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
ใบรับโอนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมายผู้ขอจดทะเบียนสิทธิกรมที่ดิน (ในวันจดทะเบียน)
ใบรับรางวัลสลากกินแบ่งที่ใช้ในธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมายผู้รับรางวัลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

การใช้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร

เมื่อมีการจัดทำตราสารหรือเอกสารสำคัญทางธุรกิจ มักจะมีการจัดทำคู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งสองฝ่าย โดยคู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารนี้จะต้องมีข้อความและลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ ตามกฎหมายกำหนดให้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารต้องเสียค่าอากรแสตมป์เช่นเดียวกับต้นฉบับ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับจะเสียอากร 1 บาท แต่หากต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับจะเสียอากร 5 บาท

การใช้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต้องมีการขีดฆ่าแสตมป์และลงลายมือชื่อหรือวันที่กำกับไว้บนแสตมป์ทุกครั้ง เพื่อแสดงว่าได้มีการเสียอากรแสตมป์อย่างถูกต้องแล้ว เอกสารที่มีการขีดฆ่าและลงลายมือชื่อครบถ้วนจะถือว่ามีผลทางกฎหมาย สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐได้อย่างถูกต้อง


5. การขีดฆ่าอากรแสตมป์: จุดที่มักผิดพลาดบ่อยที่สุด

การปิดแสตมป์เฉยๆ โดยไม่ “ขีดฆ่า” เท่ากับว่าตราสารนั้นยังไม่บริบูรณ์ และอาจต้องเสียค่าปรับอาญา

ทั้งนี้ ในบางกรณี เช่น เอกสารภายในบริษัทหรือสัญญาออนไลน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ หากเนื้อหาของสัญญาไม่เข้าข่ายที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียอากร

“ขีดฆ่า” (Cancellation) คืออะไร?

คือการกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์นั้นได้อีก โดยมีวิธีการดังนี้:

  • กรณีบุคคลธรรมดา: ลงลายมือชื่อ (เซ็นชื่อ) ทับบนดวงแสตมป์ พร้อมลง วัน เดือน ปี ที่ขีดฆ่า
  • กรณีนิติบุคคล: ลงชื่อห้างร้านหรือประทับตราบริษัททับบนดวงแสตมป์ พร้อมลง วัน เดือน ปี
  • วิธีการเสริม: สามารถขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับได้ แต่ต้องมั่นใจว่ามีรายละเอียดวันที่ครบถ้วน

หลักฐานในการเสียอากรแสตมป์

การเสียอากรแสตมป์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จำเป็นต้องมีหลักฐานแสดงการชำระอากรแสตมป์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแสตมป์จากสำนักงานสรรพากรและนำมาปิดบนตราสาร หรือการชำระอากรแสตมป์ผ่านระบบออนไลน์ (e-Stamp) ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกและได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

หลักฐานสำคัญที่ควรเก็บรักษาไว้ ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินการชำระอากรแสตมป์ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารรับรองการชำระอากรแสตมป์จากระบบ e-Stamp หลักฐานเหล่านี้จะใช้ในการยืนยันการชำระอากรแสตมป์ในกรณีที่มีการตรวจสอบจากกรมสรรพากร หรือใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรมเมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเอกสารที่มีการเสียอากรแสตมป์ ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องควรจัดเก็บหลักฐานการชำระอากรแสตมป์ไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อความมั่นใจว่าการเสียอากรแสตมป์เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

6. สรุปขั้นตอนสำหรับเจ้าของกิจการและพนักงานออฟฟิศ

หากคุณต้องจัดการเอกสารสัญญาในวันนี้ ให้เช็คลิสต์ตามขั้นตอนด้านล่างนี้เพื่อให้ถูกกฎหมายสรรพากร:

  1. ตรวจสอบลักษณะตราสาร: สัญญาของคุณจัดอยู่ใน 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรหรือไม่? (เช่น จ้างทำของ, เช่าที่, กู้เงิน, มอบอำนาจ) ระบุคู่สัญญาให้ชัดเจน
  2. คำนวณมูลค่าอากร: ปกติจะอยู่ที่อัตราเริ่มต้นที่ 1 บาท ต่อทุกๆ 1,000 บาท (หรือเศษของพัน) แต่อาจแตกต่างกันไปตามประเภทสัญญา
  3. เลือกวิธีเสียอากร: จะปิดแสตมป์เอง หรือไปชำระที่สรรพากรด้วยแบบ อ.ส.4?

ขีดฆ่าให้เรียบร้อย: หากปิดแสตมป์เอง อย่าลืมเซ็นชื่อและลงวันที่กำกับเสมอ