อากรแสตมป์คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรในทางภาษี
อากรแสตมป์ (Stamp Duty) คือภาษีอากรที่จัดเก็บจากการทำ “ตราสาร” ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยมีกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหลักในการกำดูแล ภาษีชนิดนี้ไม่ได้จัดเก็บจากรายได้หรือกำไรเหมือนภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จัดเก็บจากการทำตราสารหรือเอกสารทางกฎหมาย เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ยืม หนังสือมอบอำนาจ และใบหุ้น ที่มีลักษณะเป็นตราสารตามกฎหมาย
ความสำคัญของอากรแสตมป์ไม่ได้อยู่ที่การจ่ายเงินเข้ารัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการใช้เอกสารนั้น ๆ เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หากตราสารที่ต้องเสียอากรไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลได้จนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน การชำระอากรแสตมป์สามารถทำได้โดยการติดแสตมป์เป็นตัวเงินหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อยืนยันการชำระเงิน.
ประเภทของอากรแสตมป์
อากรแสตมป์ในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามลักษณะของเอกสารหรือสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ได้แก่ อากรแสตมป์อัตราคงที่ (Fixed Rate) และอากรแสตมป์อัตราตามมูลค่า (Ad Valorem Rate) ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีการคำนวณค่าอากรแสตมป์ที่แตกต่างกัน
อากรแสตมป์อัตราคงที่ คืออากรที่เรียกเก็บในอัตราที่กำหนดไว้ตายตัวสำหรับเอกสารแต่ละประเภท โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินหรือมูลค่าของสัญญา เช่น ใบมอบอำนาจ ตั๋วแลกเงิน หรือหนังสือรับรองต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ใบมอบอำนาจที่ใช้ในการดำเนินการแทนในเรื่องต่าง ๆ เช่น ใบมอบอำนาจสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมบริษัท จะต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตราคงที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะมีมูลค่าการมอบอำนาจเท่าใดก็ตาม
อากรแสตมป์อัตราตามมูลค่า จะคำนวณจากมูลค่าของเอกสารหรือสัญญานั้น ๆ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจ้างทำของ หรือสัญญาจำนำ โดยอัตราอากรแสตมป์จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนบาทต่อมูลค่าที่ระบุไว้ในเอกสาร เช่น สัญญากู้ยืมเงินที่มีจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท จะต้องเสียอากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์
การเลือกใช้อากรแสตมป์ประเภทใดขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารที่ต้องเสียอากร หากเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการมอบอำนาจ เช่น ใบมอบอำนาจ หรือเอกสารที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินหรือสัญญากู้ยืมเงิน ก็ต้องตรวจสอบว่าเอกสารนั้นอยู่ในข่ายที่ต้องเสียอากรแสตมป์ประเภทใด เพื่อให้การชำระอากรแสตมป์ถูกต้องตามกฎหมายและป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
ความหมายของ “ตราสาร” และการ “กระทำ” ตามกฎหมาย
ก่อนจะลงลึกถึงรายละเอียด เราต้องทำความเข้าใจคำนิยามพื้นฐานสองคำที่เป็นหัวใจสำคัญของอากรแสตมป์
1. ตราสาร (Instrument)
คำว่า “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากร หมายถึง เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดอากรแสตมป์ ปัจจุบันกฎหมายกำหนดลักษณะของตราสารที่ต้องเสียอากรไว้ทั้งหมด 28 ลักษณะ เช่น สัญญาเช่าที่ดิน สัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืมเงิน หนังสือมอบอำนาจ รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสลากกินแบ่งรัฐบาล เช่น ใบรับรางวัลสลากกินแบ่ง (รางวัล สลาก กิน แบ่ง) และใบรับสำหรับการโอนหรือขายสลากกินแบ่ง (สลาก กิน แบ่ง) ของรัฐบาล เป็นต้น
2. การกระทำ (Execution)
คำว่า “กระทำ” ในที่นี้หมายถึง การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายลงชื่อในตราสารนั้นแล้ว หน้าที่ในการเสียอากรแสตมป์จะเกิดขึ้นทันที
ตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์
กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าตราสารประเภทใดบ้างที่ต้องเสียอากร โดยตัวอย่างตราสารที่พบบ่อยในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่:
- การเช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้าง: รวมถึงสัญญาเช่าสำนักงานหรือคลังสินค้า
- การเช่าซื้อทรัพย์สิน: เช่น การเช่าซื้อเครื่องจักรหรือยานพาหนะ
- การจ้างทำของ: สัญญาจ้างผลิตสินค้า จ้างก่อสร้าง หรือจ้างบริการเฉพาะทาง
- การกู้ยืมเงิน: หรือการตกลงให้เงินเบิกเกินบัญชีจากธนาคาร
- กรมธรรม์ประกันภัย: เอกสารยืนยันการคุ้มครองความเสี่ยงต่าง ๆ
- หนังสือมอบอำนาจ: การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน
- การโอนใบหุ้น หรือหุ้นกู้: การเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของในหลักทรัพย์
- หนังสือหรือสัญญาค้ำประกัน: การตกลงเข้าพ่วงท้ายเพื่อรับผิดชอบหนี้ โดยหากวงเงินรับประกันตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะต้องเสียอากรแสตมป์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
การตรวจสอบว่าสัญญาที่คุณกำลังจะเซ็นนั้นเข้าข่ายตราสารลักษณะใดใน 28 ประเภทนี้ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญเพื่อให้เสียอากรได้ถูกต้องตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ใบมอบฉันทะ: เอกสารสำคัญที่ต้องเสียอากรแสตมป์
ใบมอบฉันทะถือเป็นหนึ่งในเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ในการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนในเรื่องสำคัญ เช่น การลงมติในที่ประชุมบริษัท การจัดการทรัพย์สิน หรือการดำเนินธุรกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติ หรือใบมอบฉันทะสำหรับการดำเนินการเฉพาะเรื่อง ล้วนเป็นเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์
การเสียอากรแสตมป์สำหรับใบมอบฉันทะต้องดำเนินการให้ถูกต้อง โดยต้องขีดฆ่าแสตมป์บนเอกสารทุกครั้งหลังจากชำระอากรแสตมป์แล้ว เพื่อป้องกันการนำแสตมป์ไปใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญที่ต้องปฏิบัติตาม หากละเลยการขีดฆ่าแสตมป์ อาจทำให้เอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายและไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายได้
นอกจากนี้ การชำระอากรแสตมป์สำหรับใบมอบฉันทะควรตรวจสอบอัตราที่ต้องเสียอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ของกรมสรรพากร เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารที่ใช้ในการมอบอำนาจนั้นสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย การมีใบมอบฉันทะที่เสียอากรแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าแสตมป์อย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทหรือปัญหาทางกฎหมายในอนาคต และเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของธุรกิจในสายตาคู่ค้าและหน่วยงานราชการ
ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการจัดทำเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ เช่น ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติ หรือเอกสารที่ต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ควรตรวจสอบและดำเนินการเสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องและมั่นใจในความถูกต้องตามกฎหมาย
สัญญาจ้างทำของและอากรแสตมป์
สัญญาจ้างทำของถือเป็นหนึ่งในเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีการว่าจ้างผลิตสินค้า งานบริการ หรือโครงการก่อสร้างต่าง ๆ สัญญาเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ของกรมสรรพากร
สำหรับสัญญาจ้างทำของ อัตราอากรแสตมป์จะคำนวณตามมูลค่าของสัญญา โดยทั่วไปจะคิดในอัตรา 1 บาทต่อเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ของมูลค่าสัญญา เช่น หากสัญญามีมูลค่า 10,000 บาท จะต้องเสียอากรแสตมป์ 10 บาท หากมีเศษของ 1,000 บาท เช่น 10,500 บาท ก็ต้องนับเป็น 11 บาท ทั้งนี้เพื่อให้การเสียอากรถูกต้องตามกฎหมาย
ในกรณีที่มีการมอบอำนาจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างทำของ เช่น การมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาแทน อัตราอากรแสตมป์จะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น 10 บาท สำหรับการมอบอำนาจเฉพาะเรื่อง หรือ 30 บาท สำหรับการมอบอำนาจทั่วไป
การชำระอากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีหลัก ได้แก่
- การซื้อดวงอากรแสตมป์มาติดบนเอกสารสัญญา และต้องขีดฆ่าแสตมป์ทุกครั้งหลังติด เพื่อป้องกันการนำแสตมป์ไปใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญที่ต้องปฏิบัติตาม
- การชำระอากรแสตมป์ผ่านกรมสรรพากรโดยการยื่นแบบ อ.ส.4 ซึ่งเหมาะสำหรับกรณีที่มีการทำสัญญามูลค่าสูงหรือมีการทำธุรกรรมจำนวนมาก
การตรวจสอบว่าเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ได้รับการชำระอากรอย่างถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีความมั่นใจในความถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากการถูกปรับหรือปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ดังนั้นทุกครั้งที่มีการจัดทำสัญญาจ้างทำของ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการมอบอำนาจ ควรตรวจสอบอัตราอากรแสตมป์และดำเนินการชำระอากรให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมสรรพากร
การปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับอากรแสตมป์อย่างเคร่งครัด ไม่เพียงแต่ช่วยให้เอกสารของคุณมีผลทางกฎหมายสมบูรณ์ แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือของธุรกิจในสายตาคู่ค้าและหน่วยงานราชการอีกด้วย
ใครคือผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์?
หน้าที่ในการเสียอากรแสตมป์ถูกกำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ช่องที่ 3 ซึ่งโดยปกติจะเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์หรือเป็นฝ่ายที่กฎหมายระบุไว้ ดังนี้:
- ตราสารเช่า: ผู้ให้เช่ามีหน้าที่เสียอากร
- ตราสารจ้างทำของ: ผู้รับจ้างมีหน้าที่เสียอากร
- ตราสารกู้ยืมเงิน: ผู้ให้กู้มีหน้าที่เสียอากร
- ตราสารประกันภัย: ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่เสียอากร
- ตราสารมอบอำนาจ: ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่เสียอากร
อย่างไรก็ตาม กฎหมายอนุญาตให้คู่สัญญาสามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ตกลงให้ผู้เช่าเป็นผู้เสียอากรแทนผู้ให้เช่า หรือตกลงหารครึ่งกัน หรืออาจมีการตกลงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ในการเสียอากรแสตมป์ ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวทางธุรกิจ แต่หากไม่มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า หน้าที่จะตกอยู่กับบุคคลตามที่กฎหมายระบุไว้ในบัญชีอัตราอากร
หากเอกสารได้ติดอากรแสตมป์ครบถ้วนและถูกต้องแล้ว เมื่อนำเอกสารดังกล่าวขึ้นสู่ศาล ไม่ต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมในภายหลัง
หน้าที่เสียอากรกรณีตราสารทำขึ้นในต่างประเทศ
หากตราสารหรือสัญญาถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย แต่มีผลบังคับใช้หรือต้องนำมาใช้ในประเทศไทย กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ดังนี้:
- ผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศ: ต้องเป็นผู้เสียอากรให้ถูกต้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- กรณีไม่ดำเนินการตามกำหนด: ผู้ทรงตราสารคนถัดไปที่มีตราสารในครอบครองจะต้องเป็นผู้เสียอากร และมีสิทธิไล่เบี้ยค่าอากรจากผู้ทรงคนก่อน ๆ ได้
- การใช้สิทธิสำหรับตั๋วเงิน: หากได้รับตั๋วเงินที่ไม่เสียอากร ผู้รับตั๋วสามารถเสียอากรเองแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระได้ ผู้ทรง (ตราสาร) หมายถึง บุคคลที่มีตราสารหรือเอกสารนั้นไว้ในความครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิใช้ตราสารนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างสิทธิ บังคับตามสัญญา หรือใช้เป็นพยานหลักฐาน
วิธีการเสียอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ปัจจุบันการเสียอากรแสตมป์สามารถทำได้หลายวิธี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจและเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน
1. การใช้แสตมป์ปิดทับ (Physical Stamp)
คือการซื้อดวงแสตมป์จากกรมสรรพากรมาปิดทับบนตราสารในราคาที่ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย โดยจะต้องมีการ “ขีดฆ่า” แสตมป์นั้นเพื่อไม่ให้กลับมาใช้ใหม่ได้อีก การขีดฆ่าต้องกระทำโดยผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
2. การใช้แสตมป์ดุน (Embossed Stamp)
เป็นวิธีการนำตราสารไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน หรือใช้กระดาษที่มีแสตมป์ดุนอยู่แล้วในการเขียนตราสาร ซึ่งวิธีนี้มักใช้กับเอกสารบางประเภทที่มีความเฉพาะตัว
3. การชำระเป็นตัวเงิน (Cash Payment / E-Stamp)
เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ซึ่งรวมถึง:
- การยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
- การเสียอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Stamp) สำหรับตราสารบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรเท่านั้น เช่น สัญญาจ้างทำของที่มีมูลค่าสูง หรือสัญญากู้ยืมเงินบางรูปแบบ
ข้อควรระวังและผลกระทบของการไม่เสียอากรแสตมป์
การละเลยไม่เสียอากรแสตมป์หรือเสียไม่ครบถ้วน (ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์) นำมาซึ่งผลเสียที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการทำธุรกรรม
1. ไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้
นี่คือข้อเสียที่สำคัญที่สุด ตราสารใดที่ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ กฎหมายห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง จนกว่าจะมีการเสียอากรและเงินเพิ่มให้ครบถ้วนเสียก่อน ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือการบังคับตามสัญญา
2. การปฏิเสธจากเจ้าพนักงานรัฐบาล
เจ้าพนักงานรัฐบาลมีอำนาจและหน้าที่ที่จะไม่ลงนามรับรู้ ไม่ยอมให้ทำ หรือไม่บันทึกสิ่งใด ๆ ในตราสารที่ยังไม่ได้เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนจนกว่าจะมีการดำเนินการให้ถูกต้อง
3. เงินเพิ่มและค่าปรับทางอาญา
หากตรวจสอบพบว่ามีการจงใจไม่เสียอากรหรือเสียอากรล่าช้า นอกจากจะต้องจ่ายค่าอากรตามปกติแล้ว ยังต้องจ่ายเงินเพิ่ม (ซึ่งเปรียบเสมือนดอกเบี้ยหรือค่าปรับ) ในอัตราที่สูงกว่าปกติหลายเท่าตัว
บทสรุปและการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย
อากรแสตมป์เป็นส่วนหนึ่งของระบบภาษีที่เน้นความถูกต้องของเอกสารและการรับรองความสมบูรณ์ของตราสาร การทำความเข้าใจหน้าที่ วิธีการชำระ และอัตราอากรที่ถูกต้อง จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคงในทางกฎหมาย