โครงสร้างรายได้ จุดเริ่มต้นของความแตกต่างด้านภาษี
การทำความเข้าใจโครงสร้างรายได้ เพราะภาษีเกิดจากรายได้ และวิธีรับรู้รายได้ของฟรีแลนซ์กับพนักงานประจำไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง
1. พนักงานประจำมีรูปแบบรายได้ที่ชัดเจน เช่น
- เงินเดือน
- เบี้ยเลี้ยง
- โบนัสประจำปี
- สวัสดิการที่อาจมีผลภาษี
โดยทั่วไปพนักงานจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด หากมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น อาจต้องวางแผนการเงินและการลดหย่อนภาษี เช่น การลงทุนในประกันชีวิตหรือเงินบริจาค เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
รายได้จึงมีความแน่นอน ทำให้สามารถคำนวณภาษีรายเดือนได้ง่าย นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้รัฐทันที พนักงานไม่ต้องคำนวณเอง ไม่ต้องนำส่งเอง และไม่ต้องกันเงินสำรองภาษีด้วยตนเอง
2. ฟรีแลนซ์
รายได้ไม่สม่ำเสมอ บางเดือนรายได้มาก บางเดือนรายได้น้อย หรือบางเดือนอาจไม่มีรายได้เลย ลักษณะนี้ทำให้การคำนวณภาษีมีความซับซ้อนกว่า เพราะไม่สามารถประเมินล่วงหน้าได้และต้องจัดการภาษีด้วยตนเอง ฟรีแลนซ์ต้องคำนวณเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนก่อนนำไปคำนวณภาษี
การหักภาษี ณ ที่จ่าย
สำหรับพนักงานประจำ : นายจ้างจะทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกเดือน โดยคำนวณตามสูตรภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักค่าลดหย่อนและสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำส่งกรมสรรพากร
สำหรับฟรีแลนซ์ : เมื่อไม่มีนายจ้างที่หักภาษีรายเดือนให้ แม้บางครั้งลูกค้าอาจหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่โดยรวมไม่ใช่ลูกค้าทุกคนจะหักให้ ฟรีแลนซ์ต้องเก็บเงินสำรองจ่ายไว้ในส่วนนี้ด้วย
นอกจากนี้ ฟรีแลนซ์ต้องรวบรวมใบหัก ณ ที่จ่าย เพื่อใช้คำนวณตอนยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ หรือขอไม่ทัน จะทำให้เสียสิทธิในการหักยอดภาษีที่ถูกหักไปแล้ว
ช่วงเวลาการจ่ายภาษี
ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดมักอยู่ที่ “ช่วงเวลาที่ต้องจ่ายภาษี”
พนักงานประจำ: จ่ายภาษีทุกเดือน
- นายจ้างหักภาษีจากเงินเดือน
- ทำให้อัตราภาษีถูกเฉลี่ยไปทั้งปี
- ไม่ต้องเตรียมเงินก้อนช่วงต้นปี
- ช่วงยื่นแบบปลายปีเพียงตรวจสอบและปรับยอดเท่านั้น
ฟรีแลนซ์: จ่ายภาษีตอนยื่นแบบเป็นหลัก
แม้บางรายได้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ส่วนใหญ่แล้วภาษีจะถูกคำนวณเมื่อถึงเวลายื่นแบบในต้นปีถัดไป ทำให้ฟรีแลนซ์ต้อง
- จ่ายภาษีก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
- บริหารเงินสำรองเอง
- มีความเสี่ยงเงินไม่พอจ่าย
ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนได้
พนักงานประจำ
- ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
- ค่าลดหย่อนประกัน
- ค่าลดหย่อนบุตร
- SSF/RMF
- ดอกเบี้ยบ้าน
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวตามเกณฑ์กฎหมาย
พนักงานไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านอาชีพมาหักได้มากนักเพราะรายได้เป็นเงินเดือน
ฟรีแลนซ์ สามารถเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ:
- หักเหมา (ตามเปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายกำหนด เช่น 50% ไม่เกิน 100,000 สำหรับงานที่ใช้แรงงานของเราทำอย่างเดียว)
- หักตามจริง (ต้องมีเอกสารครบ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ค่าอุปกรณ์ ค่าสำนักงาน)
เมื่อหักตามจริง ฟรีแลนซ์สามารถนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานมาลดภาษีได้ เช่น
- คอมพิวเตอร์
- ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าเดินทาง
- ค่าเช่าสำนักงาน
- ค่าอุปกรณ์การทำงาน
ฟรีแลนซ์กับพนักงานประจำ ใครมีโอกาสขอคืนภาษีมากกว่ากัน?
การคืนภาษีเป็นสิทธิประโยชน์สำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรเข้าใจ เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินและใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ หลักการคืนภาษีเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียภาษีมีการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียจริง ไม่ว่าจะเป็นจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่มากเกินไป หรือการใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย
สำหรับพนักงานประจำ ขั้นตอนการคืนภาษีค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะรายได้และค่าใช้จ่ายมีความแน่นอน นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน และเมื่อถึงเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี (ภ.ง.ด 91) หากพบว่ามีการหักภาษีเกินกว่าภาษีที่ต้องเสียจริง ก็สามารถขอคืนภาษีได้ทันทีผ่านระบบของกรมสรรพากร
สำหรับฟรีแลนซ์ แม้จะมีโอกาสขอคืนภาษีได้เช่นกัน แต่ขั้นตอนจะซับซ้อนกว่า เนื่องจากต้องรวบรวมเอกสารรายได้ ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย และหลักฐานค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้อง การคำนวณรายได้สุทธิและภาษีที่ต้องเสียจึงต้องแม่นยำ หากมีการชำระภาษีเกินจากยอดที่คำนวณได้จริง ก็สามารถยื่นขอคืนภาษีได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรือพนักงานประจำ การใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายที่ถูกต้อง จะช่วยให้เสียภาษีน้อยลงหรือมีโอกาสได้รับเงินคืนภาษีมากขึ้น ดังนั้น การวางแผนและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรใส่ใจ
FAQ ทำไมฟรีแลนซ์และพนักงานประจำจึงมีวิธีจ่ายภาษีต่างกัน?
ทำไมพนักงานประจำจ่ายภาษีง่ายกว่าฟรีแลนซ์?
เพราะนายจ้างเป็นผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้ทุกเดือน พนักงานไม่ต้องคำนวณหรือกันเงินเอง จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปี
ทำไมฟรีแลนซ์ต้องจ่ายภาษีก้อนใหญ่ตอนยื่นแบบ?
รายได้ของฟรีแลนซ์ไม่สม่ำเสมอ และลูกค้าบางรายอาจไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้ยอดภาษีส่วนใหญ่ต้องจ่ายเมื่อถึงเวลายื่นแบบปีถัดไป หากไม่กันเงินไว้ล่วงหน้าอาจเกิดภาระหนักได้
ใครมีเอกสารภาษีซับซ้อนกว่ากัน?
ฟรีแลนซ์ซับซ้อนกว่า เพราะต้องรวบรวมทั้งใบเสร็จ ค่าใช้จ่าย ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย และเอกสารประกอบรายได้จากหลายที่ ในขณะที่พนักงานประจำมีเอกสารน้อยกว่าและมีหนังสือรับรองเงินเดือนจากนายจ้างเป็นหลัก
ทำไมฟรีแลนซ์มีสิทธิลดหย่อนด้านค่าใช้จ่ายมากกว่า?
เพราะกฎหมายมองรายได้ฟรีแลนซ์เป็น “ค่าบริการ” ที่เกี่ยวกับต้นทุนงาน ทำให้สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือหักตามจริงได้ ขณะที่พนักงานประจำรายได้เป็น “เงินเดือน” ซึ่งมีข้อจำกัดในการนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษี
ฟรีแลนซ์ควรจัดการภาษีอย่างไรให้ไม่ยุ่งยาก?
ควรเก็บเอกสารทุกงาน แยกบัญชีส่วนตัว–ธุรกิจ กันเงินภาษี 5–10% ของรายได้ และยื่นภาษีกลางปี (ภ.ง.ด.94) เพื่อลดภาระภาษีปลายปี
สรุป
ความแตกต่างด้านการจ่ายภาษีระหว่างฟรีแลนซ์และพนักงานประจำเกิดจากโครงสร้างรายได้และระบบการทำงานที่ไม่เหมือนกัน พนักงานประจำมีรายได้สม่ำเสมอและมีนายจ้างทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกเดือน ทำให้ภาระภาษีถูกกระจายตลอดปี เอกสารน้อย ความเสี่ยงต่ำ และช่วงยื่นแบบปลายปีจึงเป็นเพียงการตรวจสอบยอดให้ตรงเท่านั้น
ในทางกลับกัน ฟรีแลนซ์มีรายได้ไม่แน่นอน มาจากหลายแหล่ง และต้องบริหารภาษีด้วยตนเอง รายได้บางส่วนอาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้ยอดภาษีส่วนใหญ่ไปกระจุกในช่วงยื่นแบบปีถัดไป จึงต้องกันเงินไว้ล่วงหน้าและจัดการเอกสารจำนวนมาก ทั้งยังต้องเลือกระหว่างหักค่าใช้จ่ายแบบเหมหรือแบบตามจริง ซึ่งแม้จะช่วยลดภาษีได้มากกว่า แต่ก็ต้องมีระเบียบในการจัดเก็บเอกสารมากกว่าเช่นกัน
การวางแผนภาษีโดยใช้ข้อมูลจากกรมสรรพากรและการลงทุนที่เหมาะสม เช่น การลงทุนในกองทุน RMF, SSF เพื่อสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี จะช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับการจ่ายภาษีและการลดหย่อนเพื่ออนาคต