ความแตกต่างการจ่ายภาษีระหว่างฟรีแลนซ์และพนักงานประจำ เข้าใจให้ชัด เพื่อวางแผนการเงินได้แม่นยำกว่า

การจ่ายภาษีของฟรีแลนซ์และพนักงานประจำมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านรูปแบบรายได้ วิธีการหักภาษี และช่วงเวลาที่ต้องจ่ายภาษี 

  1. พนักงานประจำ มีรายได้แน่นอนและต่อเนื่อง โดยนายจ้างมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนในทุก ๆ เดือน ภาษีจึงถูกทยอยชำระตั้งแต่ต้นปี ทำให้ผู้มีรายได้ไม่ต้องรับภาระเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว และเมื่อถึงช่วงต้นปีถัดไป การยื่นภาษีเป็นเพียงการสรุปยอดเพื่อปรับให้ตรงกับสิทธิ์ลดหย่อนที่แท้จริง พนักงานที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น มีรายได้สุทธิ 120,000 บาทขึ้นไปต่อปี ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด 91) ตามระยะเวลาที่กำหนด และต้องเสียภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

  2. ฟรีแลนซ์มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ รายได้จากการรับงานแต่ละครั้งอาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่โดยภาพรวมแล้ว ภาระภาษีส่วนใหญ่จะถูกรวมไปชำระในช่วงยื่นแบบต้นปีถัดไปจากรายได้ทั้งปีที่ผ่านมา ทำให้ฟรีแลนซ์ต้องคำนวณภาษีด้วยตนเอง โดยผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบตามที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น รายได้ 60,000 บาทขึ้นไปต่อปี ก็ต้องยื่นภาษีและเสียภาษีตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรเช่นเดียวกัน

การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือฟรีแลนซ์ เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายและวางแผนทางการเงินได้อย่างถูกต้อง

ความแตกต่างการจ่ายภาษีระหว่างฟรีแลนซ์และพนักงานประจำ
สารบัญ

โครงสร้างรายได้ จุดเริ่มต้นของความแตกต่างด้านภาษี

การทำความเข้าใจโครงสร้างรายได้ เพราะภาษีเกิดจากรายได้ และวิธีรับรู้รายได้ของฟรีแลนซ์กับพนักงานประจำไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

1. พนักงานประจำมีรูปแบบรายได้ที่ชัดเจน เช่น 

  • เงินเดือน
  • เบี้ยเลี้ยง
  • โบนัสประจำปี
  • สวัสดิการที่อาจมีผลภาษี

โดยทั่วไปพนักงานจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด หากมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น อาจต้องวางแผนการเงินและการลดหย่อนภาษี เช่น การลงทุนในประกันชีวิตหรือเงินบริจาค เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

รายได้จึงมีความแน่นอน ทำให้สามารถคำนวณภาษีรายเดือนได้ง่าย นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้รัฐทันที พนักงานไม่ต้องคำนวณเอง ไม่ต้องนำส่งเอง และไม่ต้องกันเงินสำรองภาษีด้วยตนเอง

2. ฟรีแลนซ์

รายได้ไม่สม่ำเสมอ บางเดือนรายได้มาก บางเดือนรายได้น้อย หรือบางเดือนอาจไม่มีรายได้เลย ลักษณะนี้ทำให้การคำนวณภาษีมีความซับซ้อนกว่า เพราะไม่สามารถประเมินล่วงหน้าได้และต้องจัดการภาษีด้วยตนเอง ฟรีแลนซ์ต้องคำนวณเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนก่อนนำไปคำนวณภาษี

การหักภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับพนักงานประจำ : นายจ้างจะทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกเดือน โดยคำนวณตามสูตรภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักค่าลดหย่อนและสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำส่งกรมสรรพากร

สำหรับฟรีแลนซ์ : เมื่อไม่มีนายจ้างที่หักภาษีรายเดือนให้ แม้บางครั้งลูกค้าอาจหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่โดยรวมไม่ใช่ลูกค้าทุกคนจะหักให้ ฟรีแลนซ์ต้องเก็บเงินสำรองจ่ายไว้ในส่วนนี้ด้วย

นอกจากนี้ ฟรีแลนซ์ต้องรวบรวมใบหัก ณ ที่จ่าย เพื่อใช้คำนวณตอนยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ หรือขอไม่ทัน จะทำให้เสียสิทธิในการหักยอดภาษีที่ถูกหักไปแล้ว

ช่วงเวลาการจ่ายภาษี

ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดมักอยู่ที่ “ช่วงเวลาที่ต้องจ่ายภาษี”

พนักงานประจำ: จ่ายภาษีทุกเดือน

  • นายจ้างหักภาษีจากเงินเดือน
  • ทำให้อัตราภาษีถูกเฉลี่ยไปทั้งปี
  • ไม่ต้องเตรียมเงินก้อนช่วงต้นปี
  • ช่วงยื่นแบบปลายปีเพียงตรวจสอบและปรับยอดเท่านั้น

ฟรีแลนซ์: จ่ายภาษีตอนยื่นแบบเป็นหลัก

แม้บางรายได้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ส่วนใหญ่แล้วภาษีจะถูกคำนวณเมื่อถึงเวลายื่นแบบในต้นปีถัดไป ทำให้ฟรีแลนซ์ต้อง 

  • จ่ายภาษีก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
  • บริหารเงินสำรองเอง
  • มีความเสี่ยงเงินไม่พอจ่าย

ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนได้

พนักงานประจำ 

  • ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
  • ค่าลดหย่อนประกัน
  • ค่าลดหย่อนบุตร
  • SSF/RMF
  • ดอกเบี้ยบ้าน
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวตามเกณฑ์กฎหมาย

พนักงานไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านอาชีพมาหักได้มากนักเพราะรายได้เป็นเงินเดือน

ฟรีแลนซ์ สามารถเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ:

  1. หักเหมา (ตามเปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายกำหนด เช่น 50% ไม่เกิน 100,000 สำหรับงานที่ใช้แรงงานของเราทำอย่างเดียว)
  2. หักตามจริง (ต้องมีเอกสารครบ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ค่าอุปกรณ์ ค่าสำนักงาน)

เมื่อหักตามจริง ฟรีแลนซ์สามารถนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานมาลดภาษีได้ เช่น

  • คอมพิวเตอร์
  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าเดินทาง
  • ค่าเช่าสำนักงาน
  • ค่าอุปกรณ์การทำงาน

ฟรีแลนซ์กับพนักงานประจำ ใครมีโอกาสขอคืนภาษีมากกว่ากัน?

การคืนภาษีเป็นสิทธิประโยชน์สำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรเข้าใจ เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินและใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ หลักการคืนภาษีเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียภาษีมีการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียจริง ไม่ว่าจะเป็นจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่มากเกินไป หรือการใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย

สำหรับพนักงานประจำ ขั้นตอนการคืนภาษีค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะรายได้และค่าใช้จ่ายมีความแน่นอน นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน และเมื่อถึงเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี (ภ.ง.ด 91) หากพบว่ามีการหักภาษีเกินกว่าภาษีที่ต้องเสียจริง ก็สามารถขอคืนภาษีได้ทันทีผ่านระบบของกรมสรรพากร

สำหรับฟรีแลนซ์ แม้จะมีโอกาสขอคืนภาษีได้เช่นกัน แต่ขั้นตอนจะซับซ้อนกว่า เนื่องจากต้องรวบรวมเอกสารรายได้ ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย และหลักฐานค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้อง การคำนวณรายได้สุทธิและภาษีที่ต้องเสียจึงต้องแม่นยำ หากมีการชำระภาษีเกินจากยอดที่คำนวณได้จริง ก็สามารถยื่นขอคืนภาษีได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรือพนักงานประจำ การใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายที่ถูกต้อง จะช่วยให้เสียภาษีน้อยลงหรือมีโอกาสได้รับเงินคืนภาษีมากขึ้น ดังนั้น การวางแผนและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรใส่ใจ

FAQ ทำไมฟรีแลนซ์และพนักงานประจำจึงมีวิธีจ่ายภาษีต่างกัน?

ทำไมพนักงานประจำจ่ายภาษีง่ายกว่าฟรีแลนซ์?

เพราะนายจ้างเป็นผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้ทุกเดือน พนักงานไม่ต้องคำนวณหรือกันเงินเอง จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปี

ทำไมฟรีแลนซ์ต้องจ่ายภาษีก้อนใหญ่ตอนยื่นแบบ?

รายได้ของฟรีแลนซ์ไม่สม่ำเสมอ และลูกค้าบางรายอาจไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้ยอดภาษีส่วนใหญ่ต้องจ่ายเมื่อถึงเวลายื่นแบบปีถัดไป หากไม่กันเงินไว้ล่วงหน้าอาจเกิดภาระหนักได้

ใครมีเอกสารภาษีซับซ้อนกว่ากัน?

ฟรีแลนซ์ซับซ้อนกว่า เพราะต้องรวบรวมทั้งใบเสร็จ ค่าใช้จ่าย ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย และเอกสารประกอบรายได้จากหลายที่ ในขณะที่พนักงานประจำมีเอกสารน้อยกว่าและมีหนังสือรับรองเงินเดือนจากนายจ้างเป็นหลัก

ทำไมฟรีแลนซ์มีสิทธิลดหย่อนด้านค่าใช้จ่ายมากกว่า?

เพราะกฎหมายมองรายได้ฟรีแลนซ์เป็น “ค่าบริการ” ที่เกี่ยวกับต้นทุนงาน ทำให้สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือหักตามจริงได้ ขณะที่พนักงานประจำรายได้เป็น “เงินเดือน” ซึ่งมีข้อจำกัดในการนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษี

ฟรีแลนซ์ควรจัดการภาษีอย่างไรให้ไม่ยุ่งยาก?

ควรเก็บเอกสารทุกงาน แยกบัญชีส่วนตัว–ธุรกิจ กันเงินภาษี 5–10% ของรายได้ และยื่นภาษีกลางปี (ภ.ง.ด.94) เพื่อลดภาระภาษีปลายปี

สรุป 

ความแตกต่างด้านการจ่ายภาษีระหว่างฟรีแลนซ์และพนักงานประจำเกิดจากโครงสร้างรายได้และระบบการทำงานที่ไม่เหมือนกัน พนักงานประจำมีรายได้สม่ำเสมอและมีนายจ้างทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกเดือน ทำให้ภาระภาษีถูกกระจายตลอดปี เอกสารน้อย ความเสี่ยงต่ำ และช่วงยื่นแบบปลายปีจึงเป็นเพียงการตรวจสอบยอดให้ตรงเท่านั้น

ในทางกลับกัน ฟรีแลนซ์มีรายได้ไม่แน่นอน มาจากหลายแหล่ง และต้องบริหารภาษีด้วยตนเอง รายได้บางส่วนอาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้ยอดภาษีส่วนใหญ่ไปกระจุกในช่วงยื่นแบบปีถัดไป จึงต้องกันเงินไว้ล่วงหน้าและจัดการเอกสารจำนวนมาก ทั้งยังต้องเลือกระหว่างหักค่าใช้จ่ายแบบเหมหรือแบบตามจริง ซึ่งแม้จะช่วยลดภาษีได้มากกว่า แต่ก็ต้องมีระเบียบในการจัดเก็บเอกสารมากกว่าเช่นกัน

การวางแผนภาษีโดยใช้ข้อมูลจากกรมสรรพากรและการลงทุนที่เหมาะสม เช่น การลงทุนในกองทุน RMF, SSF เพื่อสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี จะช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับการจ่ายภาษีและการลดหย่อนเพื่ออนาคต