ภาษีย้อนหลัง

ภาษีย้อนหลังเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจรู้สึกกังวล เพราะมักมาพร้อมกับภาพของตัวเลขก้อนใหญ่ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และการตรวจสอบที่ยืดเยื้อ แต่ในความเป็นจริง ภาษีย้อนหลังไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะบริษัทที่ตั้งใจเลี่ยงภาษีหรือทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจนเท่านั้น หลายกรณีกลับเกิดกับธุรกิจที่คิดว่าตัวเองทำถูกต้องมาตลอด แต่ไม่เคยรู้ว่ามีจุดเสี่ยงบางอย่างสะสมอยู่เงียบ ๆ

การยื่นภาษีตรงเวลา มีผู้ทำบัญชี และมีเอกสารครบ ก็เพียงพอแล้วที่จะปลอดภัยจากการถูกตรวจย้อนหลัง แต่ระบบภาษีในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาแค่แบบภาษีที่ยื่นเท่านั้น สรรพากรยังใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคาร คู่ค้า หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล หากตัวเลขหรือพฤติกรรมทางการเงินไม่สอดคล้องกัน ความเสี่ยงภาษีย้อนหลังก็สามารถเกิดขึ้นได้ทันที

อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่าภาษีย้อนหลังเป็นเรื่องของ “ความผิดในอดีต” ทั้งที่ในหลายกรณี ภาษีย้อนหลังเกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของธุรกิจ เช่น การรับเงินนอกบัญชี การใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวปนกับบริษัท การออกหรือใช้เอกสารภาษีไม่ถูกต้อง หรือการไม่จด VAT ทั้งที่ถึงเกณฑ์ สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่ร้ายแรงในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นเหตุให้ถูกประเมินภาษีย้อนหลังเป็นเงินจำนวนมาก

ภาษีย้อนหลัง-เกิดขึ้นได้อย่างไร
สารบัญ

ภาษีย้อนหลังคืออะไร

ภาษีย้อนหลัง คือภาษีที่กรมสรรพากรประเมินเพิ่มเติมภายหลังจากที่ผู้เสียภาษีได้ยื่นแบบไปแล้ว โดยเกิดจากการตรวจสอบพบว่า ภาษีที่เคยยื่นหรือชำระไว้ ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริงของธุรกิจ ภาษีย้อนหลังจึงไม่ใช่ภาษีใหม่ แต่เป็นภาษีที่ควรต้องจ่ายตั้งแต่แรก เพียงแต่ยังไม่ถูกเรียกเก็บในเวลานั้น

สามารถเกิดได้ทั้งกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายได้หลายช่องทาง มีการใช้เอกสารภาษีไม่ถูกต้อง หรือมีบัญชีที่ไม่สะท้อนการดำเนินงานจริง เมื่อสรรพากรตรวจพบความคลาดเคลื่อน ก็มีอำนาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย

ภาษีย้อนหลังไม่ได้เกิดเฉพาะกรณีเจตนาเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แม้จะไม่ได้ตั้งใจทำผิด หากการยื่นภาษีมีข้อผิดพลาด ใช้เอกสารไม่ถูกต้อง หรือข้อมูลไม่สอดคล้องกับแหล่งข้อมูลอื่นของรัฐ ก็สามารถถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้เช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาษีย้อนหลังมักกลายเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจที่คิดว่าทำถูกต้องมาตลอด

ภาษีย้อนหลังเกิดจากอะไรบ้าง

ภาษีย้อนหลังไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้กรมสรรพากรเห็นว่า ภาษีที่เคยยื่นไว้ ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของธุรกิจ 

1. รายได้จริงไม่ตรงกับภาษีที่ยื่น เช่น มีรายได้บางส่วนไม่ผ่านบัญชี รับเงินสดหรือเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัว แต่ไม่บันทึกเป็นรายได้ของบริษัท หรือขายสินค้าและให้บริการโดยไม่ออกเอกสารภาษี เมื่อสรรพากรตรวจพบความแตกต่างระหว่างรายได้จริงกับรายได้ในแบบภาษี ก็สามารถประเมินภาษีย้อนหลังได้ทันที

2. เอกสารบัญชีไม่ถูกต้อง เช่น ค่าใช้จ่ายไม่มีเอกสารรองรับ บันทึกรายจ่ายส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท ใช้ใบกำกับภาษีซื้อที่ไม่ถูกต้อง หรือออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ สิ่งเหล่านี้ทำให้สรรพากรตัดค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีออก และนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มเติมย้อนหลัง

3. ไม่จด VAT ทั้งที่ถึงเกณฑ์ ธุรกิจที่มีรายได้เกินเกณฑ์แต่ไม่จดทะเบียน VAT ถือเป็นความเสี่ยงสูงมาก หากถูกตรวจพบสรรพากรสามารถประเมิน VAT ย้อนหลังหลายปี / คิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งมักกลายเป็นภาระภาษีก้อนใหญ่ในทันที

4. โครงสร้างธุรกิจและข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น ใช้ผู้ถือหุ้นลวง /รายได้จริงอยู่กับบุคคล แต่ภาษียื่นในนิติบุคคล / โอนรายได้ไปมาระหว่างบริษัทในเครือ สิ่งเหล่านี้ทำให้สรรพากรตั้งข้อสงสัย และขยายผลไปสู่การตรวจย้อนหลังหลายปี

ภาษีย้อนหลังไม่ได้จบแค่ภาษี

ภาษีย้อนหลังคือการถูกเรียกเก็บภาษีที่ขาดไปเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงภาษีย้อนหลังมักมาพร้อมกับภาระอื่น ๆ ที่หนักกว่าตัวภาษีเอง และเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งด้านการเงินและการดำเนินงาน

เมื่อสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง ผู้ประกอบการจะต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนจากจำนวนภาษีที่ค้างชำระและระยะเวลาที่ผิดพลาด ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปนาน ภาระส่วนนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ยอดที่ต้องจ่ายจริงสูงกว่าภาษีเดิมหลายเท่า

นอกจากนี้ ภาษีย้อนหลังยังอาจส่งผลต่อ ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อ การร่วมทุน หรือการทำธุรกรรมกับคู่ค้า เมื่อบริษัทมีประวัติถูกประเมินภาษีย้อนหลัง สถาบันการเงินและพันธมิตรทางธุรกิจมักเพิ่มความระมัดระวังหรือปฏิเสธการร่วมงานทันที

ในบางกรณี หากสรรพากรเห็นว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หรือมีการใช้เอกสารอันเป็นเท็จ ภาษีย้อนหลังอาจนำไปสู่ความผิดทางอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อกรรมการและผู้มีอำนาจของบริษัทโดยตรง ไม่ใช่เพียงตัวนิติบุคคลเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ภาษีย้อนหลังจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบทั้งเงินสด ชื่อเสียง และความอยู่รอดของธุรกิจ การป้องกันตั้งแต่ต้นจึงสำคัญกว่าการแก้ไขเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว

วิธีลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง

การลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลังไม่ได้หมายถึงการหาทางหลบเลี่ยงภาษี แต่คือการทำให้ข้อมูลทางการเงินและภาษีของธุรกิจสะท้อนความเป็นจริงอย่างครบถ้วนและสอดคล้องกันตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยป้องกันปัญหาได้อย่างยั่งยืนที่สุด

1. การทำบัญชีให้ตรงกับการดำเนินธุรกิจจริง รายได้ทุกช่องทางควรถูกบันทึกครบถ้วน และแยกบัญชีเงินของบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างชัดเจน การรับเงินนอกระบบหรือใช้บัญชีส่วนตัวหมุนเงินธุรกิจ เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงหลักที่นำไปสู่การถูกตรวจย้อนหลัง

2. การใช้เอกสารภาษีอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าออกโดยผู้มีสิทธิ ถูกต้องตามรูปแบบ และใช้กับธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง การใช้เอกสารผิดหรือไม่มีเอกสารรองรับ แม้เพียงบางส่วน อาจทำให้ทั้งชุดข้อมูลถูกตั้งข้อสงสัยได้

3. รายได้ถึงเกณฑ์ควรจดทะเบียน VAT ให้ถูกต้อง รวมถึงยื่นแบบภาษีอย่างสม่ำเสมอ การละเลยหรือเข้าใจผิดเรื่อง VAT เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจต้องเผชิญกับ VAT ย้อนหลังเป็นเงินก้อนใหญ่

4. ตรวจสุขภาพภาษีอย่างบ่อยครั้ง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีหรือภาษี จะช่วยให้เห็นจุดเสี่ยงก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง และช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในระยะยาว

หากไม่อยากโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ควรหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา ละเลยไม่ยื่น หรือยื่นภาษีไม่ถูกต้อง และต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้ครบถ้วนภายในกำหนด เพื่อป้องกันการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากร

FAQ: ภาษีย้อนหลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภาษีย้อนหลังตรวจได้กี่ย้อนปี?

โดยทั่วไปสรรพากรมีอำนาจตรวจย้อนหลังได้หลายปี ขึ้นอยู่กับลักษณะของกรณีและความผิด หากพบความไม่ถูกต้องชัดเจน อาจขยายระยะเวลาการตรวจได้

ถ้าไม่ได้ตั้งใจเลี่ยงภาษี สามารถโดนภาษีย้อนหลังได้ไหม?

ได้ แม้จะไม่ตั้งใจทำผิด หากยื่นภาษีผิดใช้เอกสารไม่ถูกต้อง สรรพากรสามารถประเมินภาษีย้อนหลังได้ โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่นแบบภาษี จนถึงวันที่ครบระยะเวลาตามกฎหมาย ซึ่งปกติจะตรวจสอบย้อนหลังได้ 2 ปี หรือในบางกรณี 5 ปี นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ตรวจพบ

ภาษีย้อนหลังต้องจ่ายอะไรบ้าง นอกจากภาษี?

นอกจากภาษีที่ขาดแล้ว ยังต้องจ่ายเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และในบางกรณีอาจมีดอกเบี้ยหรือความผิดทางอาญาเพิ่มเติม

ทำบัญชีถูกต้อง จะไม่โดนภาษีย้อนหลังเลยใช่ไหม?

สามารถลดความเสี่ยงได้ แต่ยังต้องมั่นใจว่ารายได้ ค่าใช้จ่าย และโครงสร้างธุรกิจสะท้อนความจริง และสอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยงานอื่น

ควรเริ่มป้องกันภาษีย้อนหลังตั้งแต่เมื่อไร?

ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ ยิ่งปล่อยให้ปัญหาสะสม ยิ่งแก้ยากและมีต้นทุนสูงในอนาคต

สรุป

ภาษีย้อนหลังไม่ได้เกิดจากการถูกสุ่มตรวจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่สอดคล้องระหว่างธุรกิจจริงกับข้อมูลทางบัญชีและภาษีที่ยื่นไว้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ไม่ถูกบันทึกครบ บัญชีที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง การใช้เอกสารภาษีไม่ถูกต้อง หรือการไม่จด VAT ทั้งที่ถึงเกณฑ์ ปัจจัยเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในช่วงแรก แต่สามารถสะสมจนกลายเป็นภาระภาษีก้อนใหญ่ในอนาคต

สิ่งที่ทำให้ภาษีย้อนหลังรุนแรงคือ ไม่ได้จบแค่ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ยังรวมถึงเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ที่ต้องชำระ เช่น “เงินเพิ่ม 1.5 ต่อ” เดือน และ “เบี้ยปรับ 2 เท่า” ของยอดภาษีที่ค้างชำระและผลกระทบต่อสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ การแก้ไขเมื่อถูกตรวจแล้วมักใช้ต้นทุนสูงกว่าการป้องกันหลายเท่า

ดังนั้น วิธีลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลังที่ดีที่สุดคือ การทำบัญชีและยื่นภาษีให้สะท้อนการดำเนินงานจริง แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินบริษัท ใช้เอกสารภาษีอย่างถูกต้อง และตรวจสุขภาพภาษีอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มต้นและดูแลระบบภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ธุรกิจจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลกับภาษีย้อนหลังที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวในอนาคต