ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ

ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก “กำไรสุทธิ” ตามกฎหมายไทยล่าสุด

ในการทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่เจ้าของกิจการและผู้บริหารต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” โดยเฉพาะการเสียภาษีจาก “กำไรสุทธิ” (Net Profit) ซึ่งถือเป็นฐานภาษีหลักที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศไทยต้องใช้ การเข้าใจภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของเรา เพื่อให้สามารถวางแผนและบริหารจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ความรู้ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เจ้าของกิจการควรมี เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทความนี้จะเจาะลึกว่ามีนิติบุคคลประเภทใดบ้างที่มีหน้าที่นี้ พร้อมเงื่อนไขสำคัญที่ควรทราบเพื่อการวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง โดยข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากแนวทางของกรมสรรพากรเพื่อความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

สารบัญ

ภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ คืออะไร?

ภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ คือ ภาษีที่จัดเก็บจากผลกำไรที่แท้จริงของกิจการ หลังจากนำรายได้ทั้งหมดมาหักออกด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด หากผลลัพธ์เป็นบวก (มีกำไร) กิจการต้องนำกำไรส่วนนั้นมาคำนวณภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่หากผลลัพธ์เป็นลบ (ขาดทุน) กิจการก็ไม่ต้องเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ


เก็บภาษีจากอะไร: รายได้หรือกำไรที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยถูกจัดเก็บจาก “กำไรสุทธิ” ของกิจการ ไม่ใช่จากรายได้รวมทั้งหมด โดยกำไรสุทธินี้หมายถึงผลต่างระหว่างรายได้ที่กิจการได้รับจากการดำเนินธุรกิจ หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงต้องเริ่มจากการนำกำไรหรือขาดทุนทางบัญชีของกิจการมาปรับปรุงให้เป็น “กำไรสุทธิทางภาษี” ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการคำนวณภาษีเงินได้

ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเริ่มจากการตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการในรอบระยะเวลาบัญชี จากนั้นต้องบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (เช่น ค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร) และหักรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ผลลัพธ์ที่ได้คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ซึ่งจะนำไปใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยมีความแตกต่างกันตามประเภทและขนาดของกิจการ โดยกิจการที่เป็น SME (Small and Medium Enterprises) ซึ่งมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนกิจการที่มีทุนจดทะเบียนหรือรายได้เกินเกณฑ์ดังกล่าว จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทางภาษี

สำหรับการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบภาษี 2 ครั้งต่อปี ได้แก่ การยื่นแบบภ.ง.ด. 51 สำหรับภาษีครึ่งปี (6 เดือนแรกของรอบบัญชี) และแบบภ.ง.ด. 50 สำหรับภาษีสิ้นปี (12 เดือนของรอบบัญชี) โดยต้องยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและดอกเบี้ยจากการยื่นล่าช้า

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือกิจการที่จดทะเบียนในประเทศไทย การวางแผนภาษีที่ดีและการใช้ระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน เช่น โปรแกรม ERP ที่รองรับการคำนวณภาษีเงินได้และการจัดทำรายงานงบการเงินตามมาตรฐานไทย จะช่วยให้การจัดการภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

หากคุณต้องการความมั่นใจในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพ GreenPro KSP Group พร้อมให้คำปรึกษาและบริการครบวงจรด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจในประเทศไทย

1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและพบเห็นได้บ่อยที่สุดในระบบเศรษฐกิจไทย โดยกฎหมายกำหนดให้บริษัท และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนภายในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากทั้ง “ในประเทศ” และ “ต่างประเทศ” (Global Income Principle)

นอกจากนี้ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนแต่ละประเภทจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการและขนาดของรายได้ในแต่ละปี.

ประเภทของนิติบุคคลตามกฎหมายไทย:

  • บริษัท จำกัด (Private Limited Company): ธุรกิจเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยแบ่งทุนเป็นหุ้น
  • บริษัทมหาชน จำกัด (Public Limited Company): บริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership): นิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบและไม่จำกัดความรับผิดชอบ
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน (Registered Ordinary Partnership): ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล

เงื่อนไขการรวมกำไรของ “สาขา”

หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทยมีการขยายธุรกิจโดยการตั้ง “สาขา” ไม่ว่าสาขานั้นจะตั้งอยู่ในจังหวัดใดของไทย หรือแม้แต่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ กฎหมายกำหนดให้ต้องนำผลกำไรสุทธิของสาขาทั้งหมดมารวมกับกำไรสุทธิของสำนักงานใหญ่ เพื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว

การรวมกำไรสุทธิของสาขาและสำนักงานใหญ่จะต้องดำเนินการในรอบบัญชีเดียวกันของบริษัท เพื่อให้การคำนวณและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย.

2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศ แต่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ในประเทศไทย กฎหมายไทยได้วางขอบเขตหน้าที่ทางภาษีไว้ดังนี้:

ในบางกรณี นิติบุคคลบางประเภท เช่น หน่วยงานของรัฐบาล สหกรณ์ หรือกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อาจได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด

(ก) การเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยตรง

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย เริ่มต้นจากการพิจารณากำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นหลัก

บริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งสำนักงาน หรือดำเนินกิจการในประเทศไทย (เช่น สาขาบริษัทต่างประเทศ) จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล “เฉพาะกำไรสุทธิที่เกิดจากการกระทำกิจการในประเทศไทย” เท่านั้น โดยไม่ต้องนำกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจในประเทศอื่นมารวมคำนวณ

(ข) การมี “ตัวแทน” หรือ “ผู้ทำการติดต่อ” ในประเทศไทย (Deemed Profit)

นี่คือประเด็นสำคัญที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้าม หากบริษัทต่างชาติไม่ได้เข้ามาตั้งสาขาอย่างเป็นทางการ แต่มี:

  1. ลูกจ้าง (Employee)
  2. ผู้ทำการแทน (Agent)
  3. ผู้ทำการติดต่อ (Contact Person)

หากบุคคลเหล่านี้เป็นเหตุให้บริษัทต่างชาติได้รับเงินได้หรือกำไรในประเทศไทย กฎหมายจะถือว่าบุคคลนั้น (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) เป็น “ตัวแทน” ของบริษัทต่างชาติทันที และมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานนั้นๆ

หากมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแทนหรือผู้ทำการติดต่อ เช่น การเติมรายละเอียดหรือเพิ่มข้อมูลในระบบบัญชีหรือแบบฟอร์มภาษี ควรแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมต่อกรมสรรพากรเพื่อความถูกต้องและครบถ้วนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดภาษีเงินได้นิติบุคคล

3. กิจการที่ดำเนินการโดยรัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การของรัฐบาลต่างประเทศ

แม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศ แต่หากเข้ามาดำเนินการในลักษณะ “เป็นการค้าหรือหากำไร” (Commercial Purposes) รวมถึงนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศในลักษณะเดียวกัน กิจการเหล่านี้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิเช่นเดียวกับบริษัทเอกชนทั่วไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ


4. กิจการร่วมค้า (Joint Venture)

กิจการร่วมค้า หมายถึง การร่วมมือกันทางธุรกิจระหว่าง:

  • บริษัทกับบริษัท
  • บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กับ บุคคลธรรมดา/คณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล

แม้การรวมตัวกันนี้จะเป็นไปเพื่อโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งโดยเฉพาะ (เช่น งานรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่) แต่ในทางภาษี กิจการร่วมค้าถือเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหาก และมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของโครงการนั้นๆ


สรุปหลักเกณฑ์และการยื่นภาษี (Checklist)

เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายล่าสุดปี 2569 กิจการควรตรวจสอบประเด็นดังต่อไปนี้:

ประเภทนิติบุคคลฐานภาษีที่ต้องเสียช่วงเวลาการยื่นแบบ
นิติบุคคลไทยกำไรสุทธิทางภาษีจากทั่วโลกภ.ง.ด.50 (รายปี) / ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี)
นิติบุคคลต่างชาติ (มีสาขาในไทย)กำไรสุทธิทางภาษีเฉพาะในไทยภ.ง.ด.50 (รายปี) / ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี)
กิจการร่วมค้า (JV)กำไรสุทธิทางภาษีจากโครงการภ.ง.ด.50 (รายปี) / ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี)

หมายเหตุ: สำหรับธุรกิจ sme ที่มีกำไรสุทธิทางภาษีไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องอ้างอิงจาก ‘กำไรสุทธิทางภาษี’ ซึ่งเป็นกำไรที่ปรับปรุงตามเงื่อนไขภาษีต่าง ๆ เพื่อหาภาระภาษีที่ถูกต้อง