ทำไมต้อง 1.8 ล้านบาท? เกณฑ์ตัดสินการเข้าสู่ระบบ VAT
ตามกฎหมายประมวลรัษฎากรของไทย ธุรกิจที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ (ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อมีรายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้เกินเกณฑ์ดังกล่าว
การนับรายได้นี้ไม่ได้ดูที่ “กำไร” แต่ดูที่ “ยอดขายหรือรายรับรวม” ก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจุดที่หลายคนสับสนมากที่สุดคือ “รอบปี” ที่ใช้ในการคำนวณ 1.8 ล้านบาทนั้นเริ่มนับจากวันไหนและสิ้นสุดวันไหน
วิธีนับรอบรายได้สำหรับ “บุคคลธรรมดา” (ขายของออนไลน์/ฟรีแลนซ์)
สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท การนับรายได้ 1.8 ล้านบาทนั้นทำได้ง่ายที่สุด เพราะใช้หลักการ “ปีปฏิทิน”
เริ่มนับ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม
บุคคลธรรมดาจะนับรายได้สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี:
- ถ้าภายในปีนั้นรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท: เมื่อขึ้นวันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป ให้กดปุ่ม “Reset” เริ่มนับหนึ่งใหม่ทันที รายได้ปีเก่าไม่นำมาสมทบ
- ถ้ารายได้ถึง 1.8 ล้านบาทระหว่างปี: เช่น รายได้สะสมถึงเกณฑ์ในเดือนสิงหาคม คุณต้องเตรียมตัวจด VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดเกิน
ข้อควรระวัง: หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องจด VAT ก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด กฎหมายบังคับใช้กับ “หน่วยภาษี” ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือบริษัท หากรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเข้าสู่ระบบเหมือนกัน
วิธีนับรอบรายได้สำหรับ “นิติบุคคล” (บริษัท/หจก.)
ในกรณีของนิติบุคคล การนับจะมีความซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย เพราะขึ้นอยู่กับ “รอบระยะเวลาบัญชี” ที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร
กรณีปิดรอบบัญชีตามปีปฏิทิน
หากบริษัทเลือกปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี วิธีการนับจะเหมือนกับบุคคลธรรมดา คือนับตั้งแต่วันเริ่มรอบบัญชี (หรือวันจดทะเบียนบริษัทในตอนแรก) ไปจนถึงวันสิ้นปี หากรายได้รวมยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาท เมื่อเริ่มรอบบัญชีใหม่ก็นับหนึ่งใหม่ได้
กรณีรอบบัญชีไม่ตรงกับปีปฏิทิน (รอบคร่อมปี)
บางบริษัทอาจไม่ได้จดทะเบียนวันที่ 1 มกราคม เช่น จดทะเบียนบริษัทวันที่ 1 สิงหาคม และกำหนดรอบบัญชี 12 เดือนไปสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคมของปีถัดไป
- การนับ 1.8 ล้านบาท จะนับตาม “รอบ 12 เดือนของบัญชี” นั้นๆ
- หากภายในรอบปีบัญชีนั้นรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ก็ไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในรอบบัญชีถัดไป
ภาษีซื้อ-ภาษีขาย และการคำนวณ VAT
ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามนั้น มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ซึ่งเป็นหัวใจของการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร
ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อมีการขายสินค้า หรือให้บริการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการขายสินค้า หรือให้บริการตามที่กฎหมายกำหนด
ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจ่ายไปเมื่อซื้อสินค้า หรือรับบริการจากผู้ประกอบการรายอื่นที่อยู่ในระบบ VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป หรือบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง ผู้ประกอบการต้องนำภาษีขายที่เก็บได้จากลูกค้ามาหักด้วยภาษีซื้อที่จ่ายไปในแต่ละเดือน ผลต่างที่ได้คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง” ให้กับกรมสรรพากรในแต่ละรอบเดือน
สูตรการคำนวณ
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย (VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า) – ภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายไปกับการซื้อสินค้า/บริการ)
รายละเอียดที่ต้องรู้เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษี
เมื่อคุณตรวจสอบแล้วว่ารายได้ถึงเกณฑ์ชัวร์ๆ สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ:
- จดทะเบียนภายใน 30 วัน: ต้องยื่นแบบ ภ.พ.01 เพื่อขอเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากล่าช้าจะมีค่าปรับ (เบี้ยปรับ/เงินเพิ่ม) ตามกฎหมาย
- หน้าที่หลังจากจด VAT: ต้องจัดทำใบกำกับภาษี, ทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน (ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) แม้เดือนนั้นจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม
- ครอบคลุมทุกสินค้าในนามเดียวกัน: หากคุณจด VAT ในนามบุคคลธรรมดา และขายทั้ง “เสื้อผ้า” และ “อาหารเสริม” เมื่อรายได้รวมกันเกิน 1.8 ล้าน สินค้าทุกตัวในชื่อคุณต้องถูกบวก VAT ทั้งหมด ไม่สามารถเลือกจดเฉพาะบางอย่างได้
การออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ยกเลิก VAT)
ในทางกลับกัน หากธุรกิจซบเซา หรือมีการปิดไลน์สินค้าบางประเภท คุณสามารถแจ้งออกจากระบบได้ดังนี้:
- ยกเลิกเฉพาะประเภทธุรกิจ: กรณีมีหลายธุรกิจในนิติบุคคลเดียวแล้วต้องการเลิกบางส่วน
- ยกเลิกเพราะรายได้ลดลง: หากรายได้ลดลงจนต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทติดต่อกันตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด สามารถยื่นแบบ ภ.พ.09 เพื่อขอถอนทะเบียนได้
- เงื่อนไขสำคัญ: ในระหว่างที่รอการอนุมัติให้ออกจากระบบ (ซึ่งอาจใช้เวลา 2-3 เดือน) คุณยังต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับหนังสือยืนยันจากสรรพากร
สรุป
ตามหลักการของกรมสรรพากร และประมวลรัษฎากรฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องเช็คดังนี้:
- การยื่นแบบออนไลน์: ปัจจุบันสรรพากรสนับสนุนการยื่น ภ.พ.30 ผ่านระบบ e-Filing ซึ่งจะได้สิทธิขยายเวลาการยื่นแบบออกไปอีก 8 วันจากกำหนดเดิม
- ความถูกต้อง: ข้อมูลในบทความนี้ตรงตามหลักกฎหมายที่ระบุว่า “ผู้มีเงินได้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล