อัตราภาษีเงินได้และการคำนวณภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
การเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้และวิธีการคำนวณภาษีถือเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา การคำนวณภาษีเงินได้จะเริ่มจากการนำรายได้ทั้งหมดที่ได้รับในปีภาษีมาหักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร ประกันชีวิต กองทุนเพื่อการเกษียณ ฯลฯ หลังจากนั้นจึงนำรายได้สุทธิที่ได้ไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันได โดยอัตราเริ่มต้นที่ 5% สำหรับรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท และจะเพิ่มขึ้นตามช่วงรายได้ สูงสุดที่ 35% สำหรับรายได้สุทธิที่เกิน 5,000,000 บาท
ในขณะที่นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด จะคำนวณภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยอัตราภาษีเงินได้สำหรับนิติบุคคลทั่วไปอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในรูปแบบอัตราภาษีที่ลดหย่อนในบางช่วง
การวางแผนและคำนวณภาษีอย่างถูกต้อง โดยใช้สิทธิค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายที่กฎหมายอนุญาต จะช่วยให้ผู้มีเงินได้และเจ้าของธุรกิจเสียภาษีอย่างเหมาะสมและไม่เกินความจำเป็น ทั้งนี้ควรศึกษารายละเอียดอัตราภาษีเงินได้และเงื่อนไขค่าลดหย่อนในแต่ละปีภาษีอย่างสม่ำเสมอ
การเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นภาษีสิ้นปี
การเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ), ใบเสร็จรับเงิน, เอกสารแสดงรายได้จากแหล่งต่างๆ, เอกสารประกอบการขอค่าลดหย่อน เช่น ใบเสร็จประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือกองทุนเพื่อการเกษียณ รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้
สำหรับนิติบุคคล เอกสารที่ต้องเตรียมจะมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต, รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น, ใบกำกับภาษี, ใบสำคัญการโอนเงิน, เอกสารเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่ายตลอดปี
ผู้มีเงินได้ควรตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของเอกสารทุกฉบับก่อนการยื่นภาษี เพื่อป้องกันปัญหาการคำนวณภาษีผิดพลาดหรือการถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังจากกรมสรรพากร การเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ขั้นตอนการยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจได้ว่าทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ภาษีบุคคลธรรมดา: ใครบ้างที่มีหน้าที่ยื่น และต้องใช้แบบไหน?
สำหรับบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว หรือเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีจะต้องดำเนินการในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม (หรือถึงเมษายนหากยื่นผ่านระบบออนไลน์) ของปีถัดไป
หลังจากยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้ว ผู้มีเงินได้ควรตรวจสอบสถานะการชำระภาษีและเก็บหลักฐานการยื่นแบบไว้สำหรับการตรวจสอบในอนาคต
1. เกณฑ์รายได้ที่ต้องยื่นภาษี
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า “ถ้าไม่ต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องยื่นแบบ” แต่ในทางกฎหมาย หากคุณมีเงินได้ถึงเกณฑ์เงินได้พึงประเมิน แม้คำนวณแล้วภาษีจะเป็นศูนย์ คุณก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ดังนี้:
- คนโสด: มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เงินได้พึงประเมิน)
- คนมีคู่สมรส: มีรายได้รวมกันเกิน 120,000 บาทต่อปี (เงินได้พึงประเมิน)
เมื่อยื่นแบบแล้ว รายได้ที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนการคำนวณภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
หากไม่ยื่นแบบตามกำหนด จะมีโทษปรับทางอาญาเริ่มต้นที่ 200 บาท และอาจมีเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) หากมีภาษีที่ต้องชำระ
2. ความแตกต่างของแบบ ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91
การเลือกใช้แบบฟอร์มให้ถูกประเภทขึ้นอยู่กับ “แหล่งที่มาของรายได้” ของคุณ:
- ภ.ง.ด. 91: สำหรับผู้ที่มีรายได้จาก เงินเดือน (ตามมาตรา 40(1)) เพียงอย่างเดียว เช่น พนักงานออฟฟิศทั่วไปที่ไม่มีธุรกิจเสริม
- ภ.ง.ด. 90: สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภทอื่นนอกเหนือจากเงินเดือน (ตามมาตรา 40(2)-(8)) เช่น รายได้จากค่าที่ปรึกษา, ค่าเช่า, วิชาชีพอิสระ, การขายของออนไลน์ หรือการลงทุนรับเงินปันผล
3. สิทธิประโยชน์และการผ่อนชำระ
ข้อดีของการยื่นภาษีบุคคลธรรมดาคือการบริหารจัดการ “ค่าลดหย่อน” ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนส่วนตัว, ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, กองทุนเพื่อการเกษียณ (RMF/SSF) หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล นอกจากนี้ หากคุณมีภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป กรมสรรพากรอนุญาตให้ ผ่อนชำระได้ 3 งวด โดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งในขั้นตอนการชำระภาษี คุณสามารถเลือกการชำระผ่านช่องทางออนไลน์ได้
ภาษีนิติบุคคล: หน้าที่ที่มากกว่าแค่การยื่นภาษี
เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ความซับซ้อนของภาษีจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีเรื่องของการทำบัญชีและการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเกี่ยวข้อง นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีให้ถูกต้องและตรงตามกำหนดของกรมสรรพากร โดยสามารถเลือกช่องทางการชำระภาษีได้ทั้งผ่านระบบออนไลน์หรือที่สำนักงานสรรพากร เพื่อความสะดวกและป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
1. การเตรียมตัวก่อนสิ้นปีบัญชี
โดยปกติบริษัทส่วนใหญ่มักจะปิดรอบบัญชีในวันที่ 31 ธันวาคม สิ่งที่นิติบุคคลต้องทำก่อนและหลังสิ้นปีคือ:
- ตรวจสอบรายการรับ-จ่าย: ตรวจสอบว่าเอกสารครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรหรือไม่
- การยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 ก (สรุปทั้งปี): ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ต้องยื่นสรุปการจ่ายเงินเดือนพนักงานและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี และชำระภาษีตามที่ระบุในแบบฟอร์ม โดยสามารถเลือกชำระภาษีได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร
- การยื่นแบบ กท. 20: สรุปค่าจ้างเพื่อนำส่งสำนักงานประกันสังคม สำหรับใช้คำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด. 50)
นิติบุคคลต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (หากปิดรอบ 31 ธ.ค. ต้องยื่นภายในเดือนพฤษภาคม) ความสำคัญของขั้นตอนนี้คือ:
- ต้องมี งบการเงิน ที่ได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)
- กำไรทางบัญชี vs กำไรทางภาษี: ต้องมีการปรับปรุงรายการ (Reconcile) รายได้และค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร เพราะไม่ใช่ทุกรายจ่ายในทางบัญชีจะนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
3. หน้าที่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
นอกเหนือจากกรมสรรพากรแล้ว นิติบุคคลยังมีหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์:
- การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น: ต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 4 เดือนนับจากวันปิดงบ
- ยื่น บอจ. 5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น): ต้องยื่นภายใน 14 วันนับจากวันที่ประชุม หากล่าช้าจะมีค่าปรับสูงถึง 2,000 บาท
- ยื่นงบการเงินผ่านระบบ E-Filing: เพื่อรายงานสถานะทางการเงินของบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ช่องทางสำหรับผู้ยื่นภาษี: ออนไลน์และออฟไลน์
ในยุคดิจิทัล ผู้มีเงินได้สามารถเลือกช่องทางในการยื่นภาษีได้อย่างสะดวกสบายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ สำหรับช่องทางออนไลน์ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผู้มีเงินได้เพียงลงทะเบียนและกรอกข้อมูลตามขั้นตอนที่กำหนด ก็สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
สำหรับผู้ที่สะดวกยื่นภาษีผ่านช่องทางออฟไลน์ ยังสามารถไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือสาขาใกล้บ้านได้ในช่วงเวลาราชการ โดยเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนรับยื่นแบบ
การเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับตนเองจะช่วยให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่ายและลดความเสี่ยงในการผิดพลาด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกช่องทางใด ผู้มีเงินได้ควรตรวจสอบกำหนดเวลาการยื่นภาษีของแต่ละปีให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์หรือถูกปรับจากการยื่นล่าช้า
ตารางเปรียบเทียบ: ภาษีบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ช่วงสิ้นปี
| หัวข้อเปรียบเทียบ | บุคคลธรรมดา | นิติบุคคล |
| แบบภาษีหลัก | ภ.ง.ด. 90 / 91 | ภ.ง.ด. 50 |
| ระยะเวลาการยื่น | ม.ค. – มี.ค. (ออนไลน์เพิ่มอีก 8 วัน) | ภายใน 150 วันนับจากปิดงบ (ออนไลน์เพิ่มอีก 8 วัน) |
| ผู้ลงนามรับรอง | เจ้าของเงินได้ (ตนเอง) | กรรมการ + ผู้ทำบัญชี + ผู้สอบบัญชี |
| ฐานภาษี | อัตราก้าวหน้า 5% – 35% | 20% ของกำไรสุทธิ (SME มีอัตราลดลง) |
| การผ่อนชำระ | ได้ 3 งวด (หากเกิน 3,000 บาท) | ไม่มีการผ่อนชำระ (ต้องชำระเต็มจำนวน) |
ข้อควรระวังและแนวทางการวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย
จากการอัปเดตข้อกำหนดทางกฎหมายล่าสุดในไทย เจ้าของกิจการและผู้มีเงินได้ควรให้ความสำคัญกับเรื่องดังต่อไปนี้:
- การยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์: ปัจจุบันกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเน้นการทำงานแบบ Paperless 100% การเตรียม Username/Password และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
- ความถูกต้องของที่มาเงินได้: กรมสรรพากรมีระบบตรวจสอบข้อมูลที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลการโอนเงินผ่านธนาคารและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ การสำแดงรายได้ให้ครบถ้วนจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
- การเลือกใช้มืออาชีพ: สำหรับนิติบุคคล การทำงานร่วมกับ ผู้ทำบัญชี และ ผู้สอบบัญชี (CPA) ที่มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้การปิดงบและการเสียภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใจผิดในข้อกฎหมาย
บทสรุป
การเข้าใจว่า ภาษีที่ต้องยื่นสิ้นปีมีอะไรบ้าง คือจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้าของธุรกิจและพนักงานมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการยื่น ภ.ง.ด. 90/91 สำหรับบุคคลธรรมดา หรือการเตรียมงบการเงินเพื่อยื่น ภ.ง.ด. 50 สำหรับนิติบุคคล ทุกขั้นตอนมีรายละเอียดและกำหนดเวลาที่ชัดเจน
หากคุณเตรียมตัวเนิ่นๆ ตรวจสอบเอกสารให้ครบ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี ภาษีจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อพิพาททางกฎหมายในภายหลัง