ถ้าบัญชีบันทึกรายจ่ายมากเกินจริง เสี่ยงโดนตรวจย้อนหลังไหม?
ในระบบภาษีรายได้และรายจ่ายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคำนวณ “กำไรสุทธิ” ของกิจการ ซึ่งจะเป็นฐานในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา หากผู้ประกอบการจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจในการบันทึกรายจ่ายเกินความเป็นจริง ไม่ว่าจะเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หรือเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ อาจนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังโดยกรมสรรพากร ซึ่งมีโทษทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา
ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกว่าการบันทึกรายจ่ายเกินจริงมีผลอย่างไร สรรพากรสามารถตรวจย้อนหลังได้หรือไม่ ตรวจอย่างไร มีบทลงโทษอะไรบ้าง และผู้ประกอบการควรป้องกันความเสี่ยงอย่างไร เพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย
รายจ่ายเกินจริงคืออะไร?
คำว่า “รายจ่ายเกินจริง” ในบริบทของบัญชีและภาษี หมายถึงการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
- ไม่มีรายการค้าจริง (ค่าใช้จ่ายปลอม) เช่น ซื้อตามใบกำกับภาษีแต่ไม่มีสินค้า/บริการจริง
- ไม่เกี่ยวเนื่องกับการได้มาซึ่งรายได้ เช่น ค่าของขวัญส่วนตัว ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวส่วนตัว
- หักค่าใช้จ่ายเกินที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการรับรองที่เกินอัตรา, บริจาคเกินสิทธิ
- ไม่มีหลักฐานรองรับที่เพียงพอ เช่น ใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีหลักฐานจ่ายเงินจริง, สัญญาไม่ชัดเจน
- ราคาหรือปริมาณผิดปกติ เมื่อเทียบกับกิจการลักษณะเดียวกันหรือเทียบกับข้อมูลของบริษัทในอดีต
ไม่ใช่แค่ “มีใบเสร็จ” แล้วจะหักได้ทุกอย่าง แต่ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีธุรกรรมจริง สมเหตุสมผล และเป็นไปตามหลักเกณฑ์
สรรพากรตรวจย้อนหลังได้อย่างไร?
สรรพากรมีระบบการตรวจสอบภาษีที่เรียกว่า “การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk-Based Audit)” ซึ่งจะสุ่มตรวจหรือไล่ตรวจกลุ่มธุรกิจที่มีความผิดปกติ เช่น
- กำไรสุทธิติดลบต่อเนื่องหลายปี
- ยอดรายจ่ายเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้
- ใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้อง (Fake Tax Invoice)
- มีข้อมูลไม่สอดคล้องกับระบบ e-Tax หรือ e-Filing
- มีการร้องเรียนหรือเบาะแสจากบุคคลภายนอก
นอกจากนี้สรรพากรยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
- สำนักงานประกันสังคม
- กรมศุลกากร
- ระบบ e-Withholding Tax
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ตรวจสอบความสอดคล้องของรายจ่ายได้ง่ายขึ้น
ความเสี่ยง: รายจ่ายมากเกินจริง = โทษหนักกว่าที่คิด
การบันทึกรายจ่ายเกินจริง ไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางบัญชี แต่ยังเป็น “ความผิดตามกฎหมายภาษี” ด้วย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.รัษฎากร ซึ่งให้อำนาจกรมสรรพากรในการเรียกตรวจเอกสารย้อนหลังได้สูงสุดถึง 5 ปี และในบางกรณีที่พบว่า “มีเจตนาเลี่ยงภาษีโดยเจตนา” สามารถตรวจย้อนหลังได้ถึง 10 ปี
อ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)
- รายจ่ายต้องมีความจำเป็นและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
- รายจ่ายต้องสามารถพิสูจน์ได้และมีหลักฐานสนับสนุน
- มาตรา 71, 72 และ 74
- ให้สิทธิแก่เจ้าพนักงานประเมินในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
- หากพบว่าผู้เสียภาษีหลีกเลี่ยงโดยเจตนา มีสิทธิดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา
- มาตรา 90 และ 91
- ระบุโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
- หากมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี อาจถูกเพิ่มเบี้ยปรับ 100% และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน
H5 : วิธีลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง
- ทำบัญชีอย่างโปร่งใส มีเอกสารรองรับทุกค่าใช้จ่าย
- แยกรายจ่ายธุรกิจ – ส่วนตัว อย่างชัดเจน
- ไม่ใช้ใบเสร็จจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- หมั่นตรวจสอบรายการบัญชีเป็นรายเดือน
- ปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีมืออาชีพ
- เก็บหลักฐานครบ 5–10 ปี ตามประเภทของรายจ่าย
- หลีกเลี่ยงการบันทึกตัวเลขเพื่อหลบภาษีโดยเจตนา
ข้อควรระวัง: อย่าคิดว่า “สรรพากรไม่รู้”
หลายคนอาจคิดว่า:
- บริษัทเล็ก สรรพากรไม่ตรวจหรอก
- ปีนี้ขาดทุน ตรวจไปก็ไม่มีอะไร
- บัญชีใส่ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ ไม่น่าเป็นไร
แต่ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันระบบของสรรพากรถูกปรับปรุงให้ทันสมัย มีการตรวจจับอัตโนมัติผ่านระบบดิจิทัล เช่น:
- ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt
- ระบบ MyTax Account เชื่อมกับบัญชีธนาคาร
- การสุ่มตรวจใบเสร็จผ่านระบบ AI
สรุป: บัญชีใส่รายจ่ายเกินจริง = เสี่ยงโดนตรวจย้อนหลังแน่นอน
การใส่รายจ่ายเกินจริงในบัญชีธุรกิจ อาจดูเหมือนเป็นการ “ประหยัดภาษี” ระยะสั้น แต่ในระยะยาวคือการเปิดช่องให้สรรพากรเข้าตรวจสอบย้อนหลัง และอาจนำไปสู่การถูกปรับภาษี เสียเครดิตทางธุรกิจ และถึงขั้นถูกดำเนินคดี
ผู้ประกอบการที่ดีควร :
- เข้าใจหลักภาษีอย่างถูกต้อง
- ทำบัญชีอย่างโปร่งใส
- มีระบบตรวจสอบภายใน
- ไม่ใช้ช่องโหว่หรือวิธีลัดที่ผิดกฎหมาย
“กำไรที่แท้จริง” ยั่งยืนกว่ากำไรที่สร้างขึ้นจากตัวเลขปลอมและ “ธุรกิจโปร่งใส” คือพื้นฐานของการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว