
ใบรับสินค้าประกอบด้วยอะไรบ้าง?
1. ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย
ใบรับสินค้าควรระบุข้อมูลของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถอ้างอิงเอกสารและติดต่อได้ง่าย โดยข้อมูลที่ควรมี ได้แก่
ข้อมูลผู้ซื้อ
- ชื่อบริษัทหรือชื่อหน่วยงาน
- ที่อยู่บริษัท
- หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมล
- แผนกหรือคลังสินค้าที่รับสินค้า
ข้อมูลผู้ขาย (Supplier / Vendor)
- ชื่อบริษัทผู้ขาย
- ที่อยู่บริษัท
- หมายเลขโทรศัพท์
- อีเมล หรือผู้ติดต่อ
2. เลขที่เอกสารและวันที่รับสินค้า
ใบรับสินค้าควรมี เลขที่เอกสาร (GRN Number) เพื่อใช้ในการอ้างอิงและจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น
GRN-2026-03-001
GRN-2569-03-001
นอกจากนี้ควรระบุข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม เช่น
- วันที่รับสินค้า
- สถานที่รับสินค้า
- เลขที่ใบสั่งซื้อ (PO Number)
- เลขที่ใบส่งของ หรือเอกสารอ้างอิงจากผู้ขาย
3. รายละเอียดสินค้า
- ชื่อสินค้า หรือรายละเอียดสินค้า
- รหัสสินค้า (ถ้ามี)
- จำนวนสินค้าที่สั่งซื้อ
- จำนวนสินค้าที่ได้รับจริง
- หน่วยนับ เช่น ชิ้น กล่อง หรือกิโลกรัม
4. ผลการตรวจสอบสินค้า
เมื่อมีการรับสินค้าแล้ว ควรมีการตรวจสอบสภาพสินค้าและบันทึกผลการตรวจสอบไว้ในใบรับสินค้า เช่น
- สินค้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์
- สินค้าชำรุดเสียหาย
- สินค้ารับไม่ครบตามจำนวน
- สินค้ารับเกินจำนวน
หากพบปัญหา ควรระบุรายละเอียดในช่องหมายเหตุ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการติดต่อกับผู้ขายหรือการเคลมสินค้าในภายหลัง
5. สรุปผลการรับสินค้า
ใบรับสินค้าควรมีส่วนสรุปผลการรับสินค้า เพื่อแสดงภาพรวมของการรับสินค้า เช่น
- จำนวนสินค้าที่รับครบ
- จำนวนสินค้าที่รับไม่ครบ
- จำนวนสินค้าที่ชำรุด
- หมายเหตุเพิ่มเติม
ข้อมูลนี้ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายบัญชีสามารถตรวจสอบข้อมูลกับเอกสารอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
6. ลายเซ็นผู้ตรวจรับสินค้า
ส่วนสุดท้ายของใบรับสินค้าคือช่องสำหรับการลงนามยืนยันการรับสินค้า โดยมักประกอบด้วย
- ชื่อผู้ส่งมอบสินค้า
- ชื่อผู้รับสินค้า
- ชื่อผู้ตรวจสอบสินค้า
- วันที่ตรวจรับสินค้า
- ลายเซ็นผู้เกี่ยวข้อง
การมีลายเซ็นในเอกสารช่วยยืนยันว่ามีการตรวจสอบสินค้าแล้วจริง และสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้หากเกิดข้อพิพาทในอนาคต
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำใบรับสินค้า
แม้ว่าใบรับสินค้าจะเป็นเอกสารสำคัญในกระบวนการจัดซื้อและการบริหารคลังสินค้า แต่ในทางปฏิบัติหลายธุรกิจยังคงมีข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสารนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบสินค้า การบริหารสต๊อก หรือการชำระเงินให้กับผู้ขาย
1. รับสินค้าโดยไม่ตรวจสอบกับใบสั่งซื้อ
การรับสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลกับใบสั่งซื้อ(PO) ก่อน อาจทำให้รับสินค้าไม่ตรงกับรายการที่สั่ง เช่น
- สินค้าผิดรุ่น
- สินค้าผิดสเปก
- จำนวนสินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง
หากไม่มีการตรวจสอบกับใบสั่งซื้อ อาจทำให้ธุรกิจรับสินค้าเกินความต้องการ หรือรับสินค้าที่ไม่สามารถใช้งานได้
2. ไม่ตรวจสอบจำนวนสินค้าที่ได้รับจริง
บางครั้งผู้รับสินค้าอาจตรวจสอบเพียงเอกสารจากผู้ขายโดยไม่ได้ตรวจนับสินค้าจริง ทำให้จำนวนสินค้าที่บันทึกในใบรับสินค้าไม่ตรงกับสินค้าที่ได้รับจริง
ตัวอย่างเช่น : ผู้ขายระบุว่าส่งสินค้า 100 ชิ้นแต่เมื่อเปิดกล่องตรวจสอบจริงอาจมีเพียง 95 ชิ้น
หากไม่มีการตรวจนับสินค้าอย่างละเอียด อาจทำให้เกิดปัญหาในการติดตามสินค้าที่ขาดในภายหลัง
3. ไม่บันทึกสภาพสินค้าเมื่อมีความเสียหาย
การไม่ตรวจสอบสภาพสินค้า หรือไม่ได้บันทึกความเสียหายของสินค้าไว้ในใบรับสินค้า เช่น สินค้าบุบหรือแตก / บรรจุภัณฑ์เสียหาย / สินค้าชำรุด อาจทำให้การเคลมสินค้ากับผู้ขายในภายหลังทำได้ยาก
4. ไม่มีระบบเลขที่เอกสารชัดเจน
บางธุรกิจจัดทำใบรับสินค้าโดยไม่มีเลขที่เอกสาร หรือไม่มีระบบการจัดเก็บเอกสารที่เป็นระเบียบ ส่งผลให้การค้นหาเอกสารย้อนหลังทำได้ยากเมื่อต้องตรวจสอบข้อมูลการรับสินค้ากับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษี
5. ไม่มีผู้ตรวจรับหรือผู้อนุมัติเอกสาร
ใบรับสินค้าที่ไม่มีการระบุผู้ตรวจรับสินค้า หรือไม่มีลายเซ็นยืนยัน อาจทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสินค้า ซึ่งอาจสร้างปัญหาในการติดตามข้อผิดพลาดในภายหลัง
ดังนั้นใบรับสินค้าควรมีการระบุชื่อผู้รับสินค้า ผู้ตรวจสอบสินค้า และผู้อนุมัติเอกสาร เพื่อให้กระบวนการตรวจรับสินค้ามีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ตัวอย่างใบรับสินค้า

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบรับสินค้า
ใบรับสินค้าจำเป็นต้องมีในทุกธุรกิจหรือไม่
ธุรกิจจำนวนมากนิยมใช้ใบรับสินค้า เพื่อช่วยให้กระบวนการตรวจรับสินค้าเป็นระบบ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการสั่งซื้อสินค้าเป็นประจำ หรือธุรกิจที่มีคลังสินค้า เพราะใบรับสินค้าช่วยให้สามารถตรวจสอบจำนวนสินค้าและสภาพสินค้าที่ได้รับได้อย่างชัดเจน
ใบรับสินค้ากับใบส่งของแตกต่างกันอย่างไร
ใบส่งของ (Delivery Note) เป็นเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อแสดงรายละเอียดสินค้าที่จัดส่งให้กับลูกค้า ใบรับสินค้า (Goods Receipt Note) เป็นเอกสารที่ผู้ซื้อจัดทำขึ้นหลังจากตรวจรับสินค้าแล้ว เพื่อยืนยันว่ามีการรับสินค้าเรียบร้อยแล้วและสินค้าตรงตามรายละเอียดที่ตกลงกันไว้
ใบรับสินค้าใช้แทนใบแจ้งหนี้ได้หรือไม่
ไม่สามารถใช้แทนกันได้ค่ะ เนื่องจากใบรับสินค้าเป็นเอกสารสำหรับบันทึกการรับสินค้าเท่านั้น ส่วนใบแจ้งหนี้ (Invoice) เป็นเอกสารที่ผู้ขายใช้เรียกเก็บเงินจากลูกค้าหลังจากมีการส่งสินค้า หรือให้บริการแล้ว
หากพบว่าสินค้าเสียหายควรทำอย่างไร
หากพบว่าสินค้าเสียหาย หรือมีจำนวนไม่ครบ ควรบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ในใบรับสินค้าอย่างละเอียด พร้อมระบุจำนวนสินค้าที่เสียหายหรือขาด และอาจถ่ายภาพสินค้าไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้ในการแจ้งผู้ขายหรือดำเนินการเคลมสินค้าในภายหลัง
ใบรับสินค้าต้องมีลายเซ็นหรือไม่
แม้ว่าบางธุรกิจอาจไม่ได้กำหนดให้ต้องมีลายเซ็นเสมอไป แต่การมีลายเซ็นของผู้รับสินค้าและผู้ตรวจสอบสินค้าในใบรับสินค้าจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเอกสาร และช่วยให้สามารถระบุผู้รับผิดชอบได้อย่างชัดเจนหากเกิดข้อผิดพลาดในภายหลัง
สรุป
ใบรับสินค้า เป็นเอกสารสำคัญในกระบวนการจัดซื้อที่ใช้สำหรับยืนยันการรับสินค้าจากผู้ขายหลังจากมีการจัดส่งสินค้าแล้ว เอกสารนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า ทั้งในด้านจำนวน รายการสินค้า และสภาพสินค้า ก่อนที่จะนำสินค้าเข้าสู่คลังหรือดำเนินการขั้นตอนทางบัญชีต่อไป
นอกจากนี้ การใช้ใบรับสินค้าอย่างเป็นระบบยังช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมคลังสินค้าได้ดีขึ้น ลดความผิดพลาดในการรับสินค้า และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อ ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ การจัดทำใบรับสินค้าถือเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการสินค้าและการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น