ภาษีการรับมรดก คืออะไร? ทำไมต้องเตรียมตัว
ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) คือภาษีที่จัดเก็บจาก “ผู้รับมรดก” เมื่อได้รับทรัพย์สินจากเจ้ามรดกหรือผู้เสียชีวิต โดยภาษีมรดกมีอะไรและมีอะไรบ้าง? ภาษีนี้ครอบคลุมถึงทรัพย์สินหลากหลายประเภท เช่น เงินสด อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ และทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่ได้รับจากผู้เสียชีวิต
ภาษีมรดกมีการกำหนดให้มรดกต้องเสียภาษีในกรณีที่มูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท หรือที่เกิน 100 ล้าน โดยผู้รับมรดกต้องเสียภาษีมรดกตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งภาษีที่ต้องชำระหรือที่ต้องชำระนี้จะคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับจากผู้เสียชีวิต สำหรับนิติบุคคลที่หรือบุคคลที่ไม่ได้เป็นผู้สืบสันดาน จะต้องเสียภาษีในอัตราที่แตกต่างจากทายาททางสายเลือดหรือผู้สืบสันดาน
อย่างไรก็ตาม กฎหมายมีข้อยกเว้นการเสียภาษี เช่น การแบ่งทรัพย์สินให้แต่ละคนไม่ะเกิน 20 ล้านบาท จะช่วยให้ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนที่ได้รับ
ดังนั้น การวางแผนภาษีมรดกอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ภาษีที่ต้องชำระไม่เกินความจำเป็นและสอดคล้องกับกฎหมาย
ความต่างระหว่างภาษีมรดกและภาษีการให้
บ่อยครั้งที่คนสับสนระหว่าง “ภาษีการรับมรดก” และ “ภาษีการให้” (Gift Tax) ความต่างที่สำคัญคือ ภาษีมรดก จะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของทรัพย์สิน “เสียชีวิต” แล้วเท่านั้น ส่วน ภาษีการให้ คือการโอนทรัพย์สินให้แก่กันในขณะที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทั้งสองอย่างมีอัตราภาษีและเงื่อนไขการยกเว้นที่แตกต่างกัน
ในกรณีที่ผู้รับมรดกเป็น “หรือผู้สืบสันดาน” เช่น บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าผู้รับที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือกรณีที่ไม่ได้เป็นทายาทโดยตรง เช่น นิติบุคคลที่รับมรดก จะต้องเสียภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน
ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก?
เมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้เสียชีวิต การโอนทรัพย์สินมรดกจะเริ่มต้นขึ้น โดยผู้รับมรดกต้องเสียภาษีมรดกในกรณีที่เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ มรดกต้องเสียภาษีเมื่อมีมูลค่าสุทธิที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมรดกจะต้องชำระภาษีที่ต้องชำระตามอัตราและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้เป็นทายาทสายตรงหรือไม่มีสัญชาติไทย จะต้องเสียภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ นิติบุคคลที่ได้รับมรดกก็จะต้องเสียภาษีมรดกเช่นกัน
ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีคือผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย (ไม่ว่าจะได้รับมาในครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกัน) มีมูลค่าสุทธิเกิน 100 ล้านบาท โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:
- บุคคลธรรมดา: ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือบุคคลต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง หรือผู้สืบสันดาน หากเป็นผู้รับมรดกต้องเสียภาษีในกรณีที่มูลค่ามรดกที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท ตัวอย่างเช่น หากแบ่งทรัพย์สินให้แต่ละคนไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อคน จะช่วยประหยัดภาษีได้
- นิติบุคคลที่เป็นสัญชาติไทย: บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยเกินกึ่งหนึ่ง นิติบุคคลที่ได้รับมรดกต้องเสียภาษีมรดกตามเกณฑ์ที่กำหนด
- นิติบุคคลต่างชาติ: ในกรณีที่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย หากเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเจ้ามรดก จะต้องเสียภาษีเฉพาะทรัพย์สินในไทย
หมายเหตุ: ภาษีจะคำนวณจาก “มรดกสุทธิ” คือ มูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ หักด้วย “หนี้สิน” ที่ตกทอดมาจากเจ้ามรดก หากส่วนที่เหลือเกิน 100 ล้านบาท หรือที่เกิน 100 ล้าน จึงจะเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี
5 ประเภททรัพย์สินมรดกที่ต้องเสียภาษี
ภาษีมรดกมีอะไรบ้าง? สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการส่งมอบทรัพย์สิน ควรทราบว่าทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกมีอะไรบ้าง กฎหมายไทยกำหนดเฉพาะทรัพย์สิน 5 ประเภทหลักที่มี “ทะเบียน” หรือ “หลักฐานทางราชการ” ชัดเจน ดังนี้:
- อสังหาริมทรัพย์: ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง บ้าน คอนโดมิเนียม ซึ่งภาษีมรดกมีการคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินเหล่านี้
- หลักทรัพย์: ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล และหน่วยลงทุน ภาษีมรดกมีการนำมูลค่าหลักทรัพย์เหล่านี้มาคำนวณด้วย
- เงินฝาก: เงินฝากในธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เจ้ามรดกมีสิทธิถอนคืนในประเทศไทย ถือเป็นทรัพย์สินที่ภาษีมรดกมีการนำมาคำนวณ
- ยานพาหนะที่มีทะเบียน: รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องบิน และเรือ ที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
- ทรัพย์สินทางการเงินอื่น: ตามที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา (ในปัจจุบันเน้นทรัพย์สินที่ตรวจสอบมูลค่าได้ชัดเจน)
สำหรับการส่งมอบทรัพย์สิน ควรพิจารณาข้อยกเว้นที่สำคัญ เช่น เงินที่ได้รับจากประกันชีวิต หรือทรัพย์สินที่ได้จากประกันชีวิต ไม่ถือเป็นมรดกที่ต้องเสียภาษีมรดก
อัตราภาษีการรับมรดก: ใครจ่ายเท่าไหร่?
อัตราภาษีมรดกไม่ได้เท่ากันทุกคน แต่จะขึ้นอยู่กับ “ความสัมพันธ์” ระหว่างผู้รับและผู้ให้ ดังนี้:
| กลุ่มผู้รับมรดก | อัตราภาษี (คำนวณเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ต้องชำระ) |
| บุพการี (พ่อ/แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก/หลาน) | 5% (มรดกต้องเสียภาษีมรดก เฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีที่ต้องชำระ) |
| บุคคลอื่นๆ (พี่น้อง, ญาติ, คนนอก) | 10% (จะต้องเสียภาษีมรดก เฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท) |
| คู่สมรส (จดทะเบียนสมรส) | ยกเว้นการเสียภาษี (ไม่ต้องเสีย) |
ทั้งนี้ หากมีการวางแผนแบ่งทรัพย์สินให้ผู้รับแต่ละรายไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อคน อาจได้รับการยกเว้นการเสียภาษีในส่วนดังกล่าว
กรณีที่ได้รับการ “ยกเว้น” ภาษีการรับมรดก
กฎหมายยังเปิดช่องสำหรับการยกเว้นการเสียภาษีในบางกรณีเพื่อสนับสนุนกิจการสาธารณะและสถาบันครอบครัว รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับประกันชีวิตและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:
- คู่สมรส: ผู้รับมรดกที่เป็นคู่สมรสซึ่งจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับเจ้ามรดก จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีทั้งหมด ไม่ว่าจะได้รับมรดกกี่พันล้านก็ตาม
- กิจการศาสนา การศึกษา และสาธารณประโยชน์: การยกมรดกให้แก่วัด มูลนิธิ โรงพยาบาลรัฐ หรือหน่วยงานรัฐเพื่อสาธารณกุศล จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษี
- องค์การระหว่างประเทศ: ตามข้อผูกพันหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีต่อองค์การสหประชาชาติ
- เงินที่ได้รับจากประกันชีวิต: กรณีที่ผู้รับมรดกได้รับเงินจากประกันชีวิต จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีการรับมรดกตามกฎหมาย
- นิติบุคคลที่หรือบุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเจ้ามรดก: จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีเฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนด แต่โดยทั่วไปนิติบุคคลที่หรือบุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเจ้ามรดกจะต้องเสียภาษีสำหรับทรัพย์สินที่ได้รับในประเทศไทย
ทั้งนี้ ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีในบางสถานการณ์ แม้จะมีข้อยกเว้น เช่น กรณีที่รับมรดกเกินมูลค่าที่กำหนด หรือเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
วิธีการคำนวณภาษีมรดก
การคำนวณภาษีมรดกเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้รับมรดกและเจ้าของธุรกิจควรให้ความใส่ใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การส่งมอบมรดกเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายให้น้อยที่สุด หลักการคำนวณภาษีมรดกจะเริ่มจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ได้รับจากเจ้ามรดก โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับผู้รับมรดกต้องรวบรวมและประเมินมูลค่าทรัพย์สินทุกประเภทที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะที่มีทะเบียน หรือทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษี
- หักหนี้สินที่ตกทอดมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้คำนวณภาษีจะต้องหักด้วยหนี้สินที่เจ้ามรดกมีอยู่ ณ วันที่เสียชีวิต เพื่อให้ได้ “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ” ที่แท้จริง
- หักเกณฑ์ยกเว้นเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทแรกเท่านั้นที่ต้องเสียภาษี กล่าวคือ หากผู้รับมรดกได้รับมรดกสุทธิไม่เกิน 100 ล้านบาท จะไม่ต้องเสียภาษีมรดก
- คำนวณภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนดนำมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่เกิน 100 ล้านบาทมาคำนวณภาษีตามอัตราที่เกี่ยวข้อง เช่น หากเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน จะเสียภาษีในอัตรา 5% ส่วนบุคคลอื่น ๆ จะเสียในอัตรา 10% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
ตัวอย่างการคำนวณภาษีมรดกสมมติว่าผู้รับมรดกได้รับทรัพย์สินสุทธิ 150 ล้านบาท (หลังหักหนี้สินแล้ว)
- ส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษี: 100 ล้านบาทแรก
- ส่วนที่ต้องเสียภาษี: 50 ล้านบาท
- หากเป็นลูกของเจ้ามรดก (ผู้สืบสันดาน) จะต้องเสียภาษี 5% ของ 50 ล้านบาท = 2.5 ล้านบาท
- หากเป็นบุคคลอื่น จะต้องเสียภาษี 10% ของ 50 ล้านบาท = 5 ล้านบาท
เทคนิคการวางแผนภาษีมรดกการวางแผนภาษีมรดกที่ดีจะช่วยให้การส่งมอบมรดกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทยอยโอนทรัพย์สินในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ การใช้ประกันชีวิต หรือการจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินผ่านนิติบุคคล เพื่อให้มูลค่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีลดลงและสามารถส่งมอบมรดกให้ทายาทได้อย่างราบรื่น
ข้อควรระวังการคำนวณภาษีมรดกอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยและข้อกฎหมายเฉพาะที่แตกต่างกันในแต่ละกรณี หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้การวางแผนภาษีมรดกเป็นไปอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
ขั้นตอนการเสียภาษีและบทลงโทษหากหลีกเลี่ยง
หากคุณได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาท คุณมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมรดก (ภ.ม.60) และชำระภาษีที่ต้องชำระ ภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกที่มีมูลค่ารวมเกินเกณฑ์ หากชำระภาษีล่าช้า จะมีเงินเพิ่มในอัตรา 1.5 ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระหรือที่ต้องชำระตามกฎหมาย
บทลงโทษที่ควรระวัง
- การไม่ยื่นแบบภายในกำหนด: มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 500,000 บาท และผู้รับมรดกยังมีหน้าที่ต้องชำระภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย
- การเสียภาษีไม่ครบหรือล่าช้า: หากชำระภาษีล่าช้า จะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ของยอดภาษีที่ต้องชำระ
การวางแผนภาษีมรดกเบื้องต้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ
ภาษีการรับมรดกและภาษีการรับเป็นประเด็นสำคัญที่ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้การส่งมอบทรัพย์สินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น โดยภาษีมรดกมีข้อกำหนดและข้อยกเว้นที่ควรศึกษาอย่างละเอียด:
- การโอนทรัพย์สินล่วงหน้า: การทยอยโอนหรือส่งมอบทรัพย์สินในขณะที่มีชีวิตอยู่ (Gift Tax) เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถแบ่งทรัพย์สินให้แต่ละคนไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี เพื่อยกเว้นการเสียภาษีตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และยังช่วยวางแผนการรับมรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การทำประกันชีวิต: การวางแผนภาษีการรับมรดกโดยใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะเงินที่ได้รับจากประกันชีวิต “ไม่ถือเป็นมรดก” ตามกฎหมายภาษีมรดก จึงสามารถส่งมอบทรัพย์สินหรือเงินจากประกันชีวิตให้ทายาทโดยตรงโดยยกเว้นการเสียภาษี และช่วยให้ทายาทมีเงินสดเพียงพอสำหรับชำระภาษีการรับมรดกโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินหลัก
- การถือครองผ่านนิติบุคคล: การจัดโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) เพื่อจัดการสิทธิในทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ เป็นอีกหนึ่งวิธีการส่งมอบและวางแผนการรับมรดกที่ช่วยให้การโอนทรัพย์สินเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นการเสียภาษีในบางกรณี
การวางแผนภาษีการรับมรดกและการส่งมอบทรัพย์สินอย่างรอบคอบจะช่วยให้ทายาทได้รับประโยชน์สูงสุดและลดภาระภาษีที่ไม่จำเป็น