ภาษีย้อนหลังคืออะไร
ภาษีย้อนหลัง คือ การที่กรมสรรพากรดำเนินการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีที่ไม่ได้ยื่นภาษี หรือยื่นภาษีไม่ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากมีการตรวจสอบพบว่ามีรายได้ที่ไม่ได้แจ้ง หรือมีการยื่นแบบภาษีผิดพลาด กรมสรรพากรมีสิทธิ์ดำเนินการสอบภาษีย้อนหลังและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ตามกฎหมาย การตรวจสอบภาษีย้อนหลังนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเคยยื่นภาษีหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น การยื่นภาษีให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในอนาคต
สรรพากรรับรู้รายได้ยังไง? ช่องทางไหนที่ใช้ตรวจสอบการเงิน?
หากสรรพากรเชิญผู้ประกอบการไปพบเพราะอาจจะเห็นข้อมูลบางอย่างที่มีความผิดปกติเข้าข่ายทำให้กรมสรรพากรสงสัยและเริ่มตรวจสอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุผลที่ว่า
- ภาษีถูกหักที่มีการนำส่งไปแล้ว
- ธนาคารส่งข้อมูลเรื่องรายได้ให้สรรพากร
- มีเงินเข้าบัญชี 400 ครั้งต่อปี และ จำนวนเงิน (นับเฉพาะฝั่งเงินรับฝากเข้า) รวมเกิน 2 ล้านบาท หรือมีเงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้งต่อปี โดยไม่ดูจำนวนเงินว่าแต่ละครั้งจะมีมูลค่าเท่าไหร่
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้สรรพากรมี database ในการตรวจสอบธุรกิจของท่านได้
ดังนั้น ผู้เสียภาษีควรตรวจสอบข้อมูลภาษีของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลถูกต้องและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดทางภาษี
สรรพากรรับรู้รายได้ยังไง? ช่องทางไหนที่ใช้ตรวจสอบการเงิน?
- มีเงินโอนเข้าบัญชีหลายครั้ง และเป็นเงินจำนวนมาก
- ข้อมูลการรับเงิน (เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ใบกำกับภาษี)
- รับรู้รายได้ผ่านช่องทาง www.rd.go.th
- ผู้เสียภาษียังสามารถตรวจสอบข้อมูลภาษีย้อนหลังและใช้บริการต่าง ๆ ได้ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรอย่างเป็นทางการ
- Web Scraping เทคโนโลยีดึงข้อมูลจากเว็บไซต์
- ใช้ระบบ Big Data & Data Analytics
- เข้าร่วมโครงการของรัฐ
- สุ่มตรวจ
- พนักงานประจำ
สาเหตุที่ทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
การถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังมักเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การยื่นภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน, ไม่ได้ยื่นภาษีตามกำหนด, การหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา, การมีรายได้ที่ไม่ได้แจ้งต่อกรมสรรพากร, การใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีหลักฐานประกอบ, หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะทางธุรกิจโดยไม่แจ้งให้กรมสรรพากรทราบ นอกจากนี้ หากมีการตรวจสอบพบว่ามีการยื่นภาษีผิดพลาด หรือมีการหลีกเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรสามารถดำเนินการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ทันที ดังนั้น การจัดเตรียมหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายได้และค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน รวมถึงการยื่นภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกเก็บภาษีย้อนหลัง
วิธีการเช็กว่ามีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือไม่
หากต้องการตรวจสอบว่าตนเองถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือไม่ สามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น ตรวจสอบจดหมายหรือเอกสารที่กรมสรรพากรส่งมาให้โดยตรง ซึ่งจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หรือสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) โดยใช้บริการออนไลน์ที่มีให้สำหรับผู้เสียภาษี นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อสอบถามที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่รับผิดชอบ หรือโทรสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่โดยตรง หากพบว่ามีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ควรเตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายได้และค่าใช้จ่ายในแต่ละปี เพื่อใช้ในการชี้แจงและดำเนินการตามขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด
อายุความของการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
อายุความของการตรวจสอบภาษีย้อนหลังตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 กำหนดไว้ที่ 2 ปี นับจากวันที่ผู้เสียภาษียื่นแบบภาษีครั้งสุดท้าย แต่หากกรมสรรพากรมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการหลบเลี่ยงภาษี หรือในกรณีที่มีการขอคืนภาษี สามารถขยายระยะเวลาตรวจสอบได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี และในกรณีที่ผู้เสียภาษีไม่เคยยื่นแบบภาษีเลย กรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 10 ปี ตามมาตรา 23 ของประมวลรัษฎากร ดังนั้น ผู้เสียภาษีควรเก็บรักษาเอกสารและหลักฐานทางบัญชีให้ครบถ้วนและถูกต้องตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังและสามารถชี้แจงข้อมูลได้อย่างถูกต้องหากมีการตรวจสอบเกิดขึ้น
หากโดนสรรพากรสงสัยว่าต้องจ่ายภาษีย้อนหลังควรทำอย่างไร?
ดูรายละเอียดการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
ดูจดหมายที่สรรพากรส่งมาว่าขอตรวจสอบภาษีย้อนหลังกี่ปี? จากนั้นเช็ค Statement ทุกบัญชีโดยเฉพาะรายได้ของแต่ละปีว่ามีรายได้ทั้งหมดเท่าไหร่? เงินที่เข้าบัญชีที่เป็นส่วนของรายได้เท่าไหร่? เพื่อนำไปแสดงกับกรมสรรพากร (หากเป็นรายการเงินโอนระหว่างกันหรือเป็นการกู้ยืมให้นำออกก่อน)
ทำตาราง Excel รายได้แต่ละบัญชี ตั้งแต่ต้นปี – สิ้นปี และแยกตัวเลขอย่างชัดเจนพอแยกตัวเลขจะเห็นว่ารายได้แต่ละปีที่ถูกตรวจสอบย้อนหลังเป็นยอดเงินเท่าไหร่? เพื่อที่จะนำมาคำนวณภาษีคร่าวๆได้
เช็คยอดเงินแต่ละปีว่าเงินเข้าเกิน 1.8 ล้านบาทหรือไม่? ถ้าปีไหนเกิน 1.8 ล้านบาทแสดงว่าต้องจดเข้า VAT
หลักการของภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากรายได้ของท่าน ไม่มีภาษีซื้อมาหัก สรรพากรจะเอาตัวรายได้ตั้งต้นและคูณที่ 7% เมื่อไม่ได้เข้า VAT ตัวภาษีจะมีเรื่องของเงินเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง
เงินเพิ่ม เป็นอัตราที่ 1.5% ของตัวภาษี 1.5% จะคูณตามจำนวนเดือนที่เรายังไม่ได้นำส่งภาษี เช่น ปี2567 มีรายได้ถึงจุดที่เข้าVAT แล้วแต่ปัจจุบันยังไม่ได้จดเข้าระบบภาษีและยังไม่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางสรรพากรจะมีการคำนวณตั้งแต่เดือนที่รายได้เริ่มถึงจุดเข้าVAT จนถึงปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น
ธุรกิจต้องจดเข้าระบบ VAT ตั้งแต่เดือน 6 ปี2567 จนถึงปัจจุบันประมาณ 22 เดือน สรรพากรจะเอาตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งต้น และคูณด้วย 1.5% จากนั้นนำมาคูณจำนวนเดือนตั้งแต่ที่รายได้เริ่มถึงจุดเข้าVAT ทำให้ตัวภาษีก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากว่าตัวเงินเพิ่มคูณจำนวนเดือน
ในส่วนของตัวเบี้ยปรับ คือ สรรพากรจะคูณเบี้ยปรับที่ 20% ของตัวภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง และต้องคูณ 2 เท่าเพราะไม่ได้ยื่นแบบภาษี
*** ตัวภาษีเงินต้นเลี่ยงไม่ได้ และ ตัวเงินเพิ่มก็เลี่ยงไม่ได้ต้องนำส่งตามนั้น
แสดงตัวว่าไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
พยายามแสดงเจตจำนงเอาไว้ตลอดว่า ทางบริษัทหรือตัวเจ้าของไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และพร้อมให้ความร่วมในการตรวจสอบอยู่เสมอ และพร้อมที่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการตลอดเวลาแม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กรณีที่อาจจะผิดจริงหรือไม่ได้ผิดจริง ก็ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกฎหมายก่อนลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้ว อาจจะเป็นการยอมรับ สิ่งเหล่านั้นซึ่งอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต และอาจส่งผลเสียในระยะยาวมากกว่าที่คิด
ขอลดเบี้ยปรับ ขอยื่นอุทธรณ์ ผ่อนชำระ
สำหรับกรณีที่มีความผิดจริง เช่น กรณีที่ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบและโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ทางออกที่ช่วยเยียวยาได้ไม่ว่าจะเป็นการทำจดหมาย ยื่นคำร้องเพื่อขอลดเบี้ยปรับ จากเหตุผลที่ว่าไม่ได้เจตนารมณ์หลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นเพราะความผิดพลาดด้านการคำนวณหรือความรู้ด้านกฎหมาย และหากคิดว่าไม่เป็นตามหลักการจริงๆ ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกด้วย หรือท้ายที่สุดหากเบี้ยปรับเป็นจำนวนสูงและเราไม่สามารถผ่อนชำระได้ภายในครั้งเดียว อาจจะเป็นขอผ่อนชำระก็นับว่าเป็นทางออกที่ควรศึกษาไว้เช่นกัน
ถ้าไม่อยากโดนเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังต้องทำยังไง ?
- ต้องยื่นภาษีทุกปี และตรวจสอบเอกสารรายรับของธุรกิจให้ถูกต้องและครบถ้วนก่อนยื่นภาษี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาได้ในภายหลัง
- ทำบัญชีรายเดือน เพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นภาษีรายได้ในแต่ละปี บัญชีเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
- ติดตามข่าวสารภาษี ตรวจสอบเงื่อนไขภาษีในแต่ละปี เพราะมักจะมีเงื่อนไขใหม่ ๆ ออกมาเสมอ และอาจเป็นประโยชน์ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีอีกด้วย
ภาษีบุคคลธรรมดา
ภาษีบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการจะไม่ค่อยเก็บเอกสารไว้ ทำให้ต้องเลือกใช้ช่องของหักเหมาจ่าย 60% และนำรายได้มาเสียภาษีอีก 40% ของฐานรายได้รวม ซึ่งทำให้ภาษีค่อนข้างจะเยอะ แต่หากมีการชำระภาษีเกิน ผู้เสียภาษีสามารถดำเนินการขอคืนภาษี หรือคืนภาษีจากกรมสรรพากรได้ โดยควรศึกษาขั้นตอนการขอคืนภาษีเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างถูกต้อง
สรุปการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
- แยกตัวเลขให้ถูกต้องและครบถ้วน
- รวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ส่วนไหนที่สามารถนำไปเคลม VAT ก็เอาไปหักภาษีขายได้ แต่ถ้าหากไม่มีภาษีซื้อไปหัก ก็ต้องยอมรับในส่วนที่สรรพากรประเมินค่าภาษีมา