ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

หลังจากจัดตั้งนิติบุคคลแล้ว ในการเริ่มต้นธุรกิจ ธุรกิจบางประเภทต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องและได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานนั้นเสียก่อนจึงจะสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ (รับขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ) ซึ่งในแต่ละประเภทธุรกิจนั้นหน่วยงานที่ดูแล และออกใบอนุญาตก็จะแตกต่างกันออกไปตามประเภทธุรกิจนั้น ๆ รวมถึงขั้นตอนในการขอนุญาตก็มีความแตกต่างกันออกไป เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย การขอรับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ ให้การเริ่มตั้นธุรกิจนั้นถูกต้อง ตามข้อกำหนดของกฏหมาย ไม่มีปัญหาในภายหลัง
กรีนโปร เคเอสพี ประกอบด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ ความรู้ และชำนาญในการขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการดำเนินการขอรับใบอนุญาตเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ และข้อกำหนดของกฏหมายด้วยความสะดวกรวดเร็วในราคายุติธรรม ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น

ขอบเขตการให้บริการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

• รวบรวมข้อมูล และเอกสารเพื่อจัดเตรียมแบบฟอร์ม และเอกสารประกอบคำขออนุญาต
• ดำเนินการยื่นขอจดทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจต่าง ๆ

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

โรงแรม หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ เพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้ไม่รวมถึง
(1) สถานที่พักที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการพักชั่วคราว โดยไม่ใช่เป็นการหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งกัน เช่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ การกุศล หรือการศึกษา
(2) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พัก โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือน
ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 ได้บัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” ดังนั้นผู้ที่จะประกอบธุรกิจโรงแรมจึงจำเป็นที่จะต้องขออนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยก่อนประกอบกิจการ
ประเภทของโรงแรม แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

(1) โรงแรมประเภท 1 คือโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก โดยมีห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง แต่ละห้องต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร โดยไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงพัก โดยห้องนำต้องถูกสุขลักษณะเพียงพอ
(2) โรงแรมประเภท 2 คือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร โดยแต่ละห้องต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร โดยไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงพัก โดยห้องนำต้องถูกสุขลักษณะเพียงพอ
(3) โรงแรมประเภท 3 คือโรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา โดยแต่ละห้องต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 14 ตารางเมตร โดยไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงพัก โดยทุกห้องต้องมีห้องนำ และห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
(4) โรงแรมประเภท 4 คือโรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา โดยแต่ละห้องต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 14 ตารางเมตร โดยไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงพัก โดยทุกห้องต้องมีห้องนำ และห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

โรงแรมประเภท 3 และประเภท 4 กรณีมีห้องพักไม่เกิน 80 ห้อง ห้ามมีสถานบริการ ยกเว้นอยู่ในเขตพื้นที่อนุญาต

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหาร

ผู้ประกอบการที่จะเปิดร้านอาหาร จะต้องมีการขออนุญาตใช้สถานที่เพื่อขาย ทำ ประกอบปรุง สะสมอาหาร หรือน้ำแข็งในสถานที่เอกชน
หลักเกณฑ์ในการขออนุญาตใช้สถานที่เพื่อขาย ทำ ประกอบปรุง สะสมอาหาร หรือน้ำแข็งในสถานที่เอกชน
– ในกรณีที่มีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ซึ่งมิใช่เป็นการขายของในตลาดหรือการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตจัดตั้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร
– ในกรณีที่มีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ซึ่งมิใช่เป็นการขายของในตลาดหรือการจำหน่ายสินค้าในที่ หรือทางสาธารณะ จะต้องขอหนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร

โดยต้องยื่นขออนุญาตจัดตั้งร้านอาหารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตามแบบฟอร์ม พร้อมเอกสารประกอบการขออนุญาตตามข้อกำหนดของหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบ

ใบอนุญาตจำหน่ายสินค้า เช่น ไพ่ สุรา ยาสูบ

ใบอนุญาตจำหน่ายสุรามี 7 ประเภท

• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 1 – สำหรับการขายสุราทุกชนิด (สุราทั้งในและนอกประเทศ) ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นจำนวนตั้งแต่10 ลิตรขึ้นไปหรือร้านขายส่งสุรา
• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 2 – สำหรับการขายสุราที่ทำในราชอาณาจักร (สุราในประเทศ)ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นจำนวนตั้งแต่ 10 ลิตรหรือร้านขายส่งสุรา
• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 3 – สำหรับการขายสุราทุกชนิด (สุราทั้งในและนอกประเทศ) ครั้งหนึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่า 10 ลิตร ได้แก่ร้านอาหารหรือร้านสะดวกซื้อ
• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 4 – สำหรับการขายสุราที่ทำในราชอาณาจักร (สุราในประเทศ) ครั้งหนึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่า10 ลิตร ได้แก่ร้านอาหาร
• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 5 – สำหรับการขายสุราทุกชนิด (สุราทั้งในและนอกประเทศ) ครั้งหนึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่า 10 ลิตรเพื่อดื่ม ณ สถานที่ขายเป็นการชั่วคราว ไม่เกิน 10 วัน ได้แก่ร้านอาหารชั่วคราวตามงานต่างๆ
• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 6 – สำหรับการขายสุราที่ทำขึ้นในราชอาณาจักร (สุราในประเทศ) ครั้งหนึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่า 10 ลิตรขึ้นไปเพื่อดื่ม ณ สถานที่ขายเป็นการชั่วคราว ไม่เกิน 10 วัน ได้แก่ร้านอาหารชั่วคราวตามงานต่างๆ
• ใบอนุญาตจำหน่ายสุราประเภทที่ 7 – สำหรับการขายสุราครั้งหนึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่า 10 ลิตร เพื่อดื่มภายในสมาคมหรือสโมสร
ผู้ขออนุญาตขายสุราต้องยื่นแบบคำขออนุญาตขายสุรา ต่อเจ้าหน้าทีสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/พื้นที่สาขาที่ร้านค้าตั้งอยู่ โดยทั้งนี้ใบอนุญาตขายสุรานั้นจะสิ้นสุดอายุในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี

ใบอนุญาตจำหน่ายยาเส้นหรือยาสูบไว้ 3 กรณี ดังนี้

กรณีใบอนุญาตขายยาสูบ
ประเภท 1 การขายยาสูบในประเทศ และต่างประเทศโดยไม่จำกัดจำนวน
ประเภท 2 การขายยาสูบในประเทศ และต่างประเทศครั้งละไม่เกิน 20,000 มวน
ประเภท 3 การขายยาสูบในประเทศ และต่างประเทศครั้งละไม่เกิน 1,000 มวน
กรณีใบอนุญาตขายยาเส้น
ประเภท 1 การขายยาเส้นโดยไม่จำกัดจำนวน
ประเภท 2 การขายยาเส้นโดยครั้งละไม่เกิน 2 กิโลกรัม
ประเภท 3 ผู้ปลูกต้นยาสูบโดยขายยาเส้นที่ทำจากใบยาที่ปลูกเองไม่จำกัดจำนวน

ผู้ที่จะขายสุรา ยาสูบ (บุหรี่) และไพ่ ไม่ว่าจะขายส่งหรือขายปลีกในร้านค้าของตนเอง จะต้องยื่นขอใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตขายยาสูบ หรือ ใบอนุญาตขายไพ่ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่ร้านค้าตั้งอยู่ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วให้ติดใบอนุญาตไว้ในพื้นที่เปิดเผย

ใบอนุญาตขายไพ่

ประเภท 1 การขายไพ่ ครั้งหนึ่งจำนวนตั้งแต่ 40 สำรับขึ้นไป
ประเภท 2 การขายไพ่ ครั้งหนึ่งต่ำกว่า 40 สำรับ

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

ธุรกิจนำเที่ยว คือ ธุรกิจเกี่ยวกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยจัดให้มีบริการ หรือการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง อันได้แก่ สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์
ผู้ประกอบการที่ประสงค์จำทำธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจึงจะสามารถประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยวได้ และในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนั้นแบ่งผู้ขอรับใบอนุญาตเป็น 2 ประเภทดังนี้
1. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่เป็นบุคคลธรรมดา
2. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่เป็นนิติบุคคล
โดยทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจะต้องวางเงินหลักประกันในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว ทั้งนี้ธุรกิจนำเที่ยวแต่ละประเภทจะมีอัตราเงินหลักประกันแตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้
1. วางเงินหลักประกัน 10,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ เฉพาะในจังหวัดที่จดทะเบียน และจังหวัดข้างเคียง ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันเท่านั้น
2.วางเงินหลักประกัน 50,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวภายในประเทศ โดยสามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศได้ทุกจังหวัด แต่จำกัดไม่ให้นำเที่ยวไปยังต่างประเทศ
3. วางเงินหลักประกัน 100,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ โดยสามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศได้ทุกจังหวัด แต่จำกัดไม่ให้นำเที่ยวไปยังต่างประเทศ
4. วางเงินหลักประกัน 200,000 บาท สำหรับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภททั่วไป โดยสามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ใบอนุญาตเปิดสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (สปา)

“สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” ตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 นั้นหมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
1. กิจการสปาบริการที่เกี่ยวกับการดูแล และเสริมสร้างสุขภาพโดยวิธีการบำบัดด้วยน้ำ และการนวดร่างกายเป็นหลัก ประกอบกับบริการอื่น
2. กิจการนวดเพื่อสุขภาพ
3. กิจการนวดเพื่อเสริมความงาม
ผู้ประกอบกิจการเพื่อสุขภาพดังกล่าวข้างต้นจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขก่อนเปิดกิจการ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต โดยสถานประกอบการต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพไว้ในที่เปิดเผย และเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ระบุไว้ในใบอนุญาต การขอต่อใบอนุญาตต้องยื่นคำขอก่อนวันที่ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพจะหมดอายุ

ทั้งนี้ผู้จัดการหรือผู้ดำเนินงาน และผู้ให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพจะต้องขอใบอนุญาตเป็นผู้ดำเนินการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกัน

ใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน

โรงงาน หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือยานพาหนะที่ใช้เครื่องจักรมีกำลังรวม
ตั้งแต่ห้าสิบแรงม้าหรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่ห้าสิบแรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป โดยใช้เครื่องจักร หรือไม่ก็ตามเพื่อประกอบกิจการโรงงาน ทั้งนี้ ตามประเภท หรือชนิดของโรงงานที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 แบ่งโรงงานออกเป็น 3 จำพวก ตามประเภท หรือชนิดของโรงงานดังนี้
1. โรงงานจำพวกที่ 1 ได้แก่ โรงงานประเภทชนิด และขนาดที่สามารถประกอบกิจการโรงงานได้ทันทีตาม ความประสงค์ของผู้ประกอบกิจการโรงงาน โดยมีเครื่องจักรไม่เกิน 20 แรงม้า และคนงานไม่เกิน 20 คน
2. โรงงานจำพวกที่ 2 ได้แก่ โรงงานประเภท ชนิด และขนาด ที่เมื่อจะประกอบกิจการโรงงานต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนประกอบกิจการ
3. โรงงานจำพวกที่ 3 คือ ได้แก่โรงงานประเภท ชนิด และขนาดที่การตั้งโรงงานจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการได้ โดยมีเครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า และคนงานเกิน 50 คน

ทำเลที่ตั้งประกอบกิจการโรงงาน

1. โรงงานจำพวกที่ 1 และ 2 ห้ามประกอบกิจการโรงงานภายในระยะ 50 เมตร จากเขตติดต่อสาธารณสถาน ได้แก่ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล สถานที่ราชการ แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
2. โรงงานจำพวกที่ 3 ห้ามประกอบกิจการโรงงานในระยะ 100 เมตร จากเขตติดต่อสาธารณสถาน และต้องอยู่ในสถานที่ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีบริเวณเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดอันตราย เหตุรำคาญ หรือความเสียหายต่อบุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่น
ทำเลที่ตั้งประกอบกิจการโรงงาน สามารถแบ่งได้ดังนี้

1. พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม – ในกรณีที่โรงงานประกอบกิจการในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจะต้องยื่นคำขอที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเรียงลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ยื่นคำขอใช้ที่ดิน ยื่นคำขอทำสัญญาซื้อ/เช่าซื้อ หรือเช่าที่ดินอาคาร และทำสัญญาใช้ที่ดิน ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้าง หนังสือแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคาร ยื่นคำขอใบรับรองการก่อสร้างอาคาร ยื่นคำขอแจ้งเริ่มประกอบอุตสาหกรรม ยื่นคำขอประกอบอุตสาหกรรม ยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบอุตสาหกรรม
2. พื้นที่ในเขตประกอบอุตสาหกรรม – ในกรณีที่โรงงานประกอบกิจการในพื้นที่ของเขตประกอบการอุตสาหกรรมผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นคำขออนุญาต สามารถประกอบกิจการได้ทันที แตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฏกระทรวงทั้งเรื่องที่ตั้งโรงงาน ลักษณะอาคาร เครื่องจักร การควบคุมการปล่อยของเสีย ฯลฯ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการรายปีตามอัตราค่าธรรมเนียมในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535
3. พื้นที่ในเขตชุมชนอุตสาหกรรม
4. พื้นที่เอกเทศ
โดยกรณีโรงงานประกอบกิจการในพื้นที่ชุมชนอุตสาหกรรม หรือ พื้นที่เอกเทศ ผู้ประกอบการจะต้องยื่นคำขอที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม
– ถ้าเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 สามารถตั้งโรงงานได้ทันทีแต่ต้องเป็นไปตามกฏกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ 2535 ข้อ 1 โดยเรียงลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ แจ้งประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ตามแบบ ร.ง. 1 ชำระค่าธรรมเนียมรายปี รับใบแจ้งประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 หลังจากนั้นจึงสามารถเริ่มประกอบกิจการได้ โดยทั้งนี้ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีทุกปี ในวันครบรอบวันเริ่มประกอบกิจการ
– ถ้าเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 เรียงลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ยื่นคำขออนุญาตแบบ ร.ง. 3 โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสถานที่ภายใน 30 วัน และตรวจสอบให้เสร็จภายใน 50 วัน และจะแจ้งผลการพิจารณาภายใน 10 วัน

ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยค้างคืน (คลินิก)

ผู้ขอรับอนุญาต เป็นผู้ประกอบกิจการ สามารถขอยื่นเปิดคลินิกตามลักษณะของสถานพยาบาล และลักษณะการให้บริการ ดังนี้

1. คลินิกเวชกรรม ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
2. คลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติจากแพทยสภาในสาขานั้น
3. คลินิกทันตกรรมดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม
4. คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติจากทันตแพทยสภาในสาขานั้น
5. คลินิกการพยาบาล และการผดุงครรภ์ดำเนินการโดยผู้ประกอบการวิชาชีพการพยาบาล และผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่งยกเว้นการทำคลอด
6. คลินิกกายภาพบำบัดดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัด
7. คลินิกเทคนิคการแพทย์ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาเทคนิคการแพย์
8. คลินิกการแพทย์แผนไทย ดำเนินการโดยผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทเวชกรรมไทย
9. คลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์
10. สหคลินิก จัดให้บริการตาม 1 ถึง 9 สองลักษณะขึ้นไป ดำเนินการโดย ผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งที่ให้บริการในสถานพยาบาลนั้น

ชื่อคลินิก

1. คำนำหน้าชื่อ หรือต่อท้ายชื่อคลินิก ต้องประกอบด้วยประเภท และลักษณะของคลินิกที่ขออนุญาต เช่น นพพรคลินิกเวชกรรม หรือ คลินิกเวชกรรมนพพร
2. ต้องไม่ใช้คำ หรือข้อความที่มีลักษณะชักชวน หรือโอ้อวดเกินจริง หรืออาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการ
3. ไม่สื่อความหมายอ้างอิงสถาบันพระมหากษัตริย์ เว้นแต่ได้รับพระบรมราชานุญาต หรือพระราชานุญาต
4. คลินิกที่ตั้งภายในอำเภอ หรือเขต หรือจังหวัดเดียวกัน จะต้องไม่ใช้ชื่อซ้ำกันยกเว้น
– ผู้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการการสถานพยาบาลเป็นบุคคล หรือนิติบุคคลเดียวกัน
– มีหนังสือยินยอมจากผู้ให้ได้รับอนุญาตเดิมให้ใช้ซื่อซ้ำกันได้ แต่ต้องมีอักษรหรือหมายเลขเรียงลำดับ หรือที่ตั้งสถานที่ ต่อท้ายชื่อคลินิก เช่น คลินิกเวชกรรมนพพร สาขารามคำแหง หรือคลินิกเวชกรรมนพพร สาขา 2
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16 กำหนดไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต” และมาตรา 24 กำหนดไว้ว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต”
ดังนั้นผู้ประกอบการท่านใดต้องการจะเปิดคลินิก จะต้องยื่นขออนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลกับกระทรวงสาธารณสุขก่อนประกอบกิจการ มิเช่นนั้นจะมีโทษตามกฎหมาย

ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบ

ข้อกำหนด และรายละเอียดเบื้องต้นในการจัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ

1. ชื่อ – ของโรงเรียนนอกระบบต้องใช้อักษรไทย โดยต้องมีคําว่า “โรงเรียน” ประกอบชื่อด้วย หรืออาจมีอักษรต่างประเทศกํากับด้วยก็ได้ ในกรณีที่โรงเรียนนอกระบบมีชื่อเป็นอักษรต่างประเทศด้วย ต้องอ่านแล้วได้สําเนียงสอดคล้องกับภาษาไทยหรือแปลแล้วได้ความหมายเช่นเดียวกับชื่อภาษาไทย และมีคําที่แปลแล้วมีความหมายว่าโรงเรียน (School) นําหน้าหรือตามหลังชื่อของโรงเรียนนอกระบบ
2. ตรา – ต้องมีตราประจำโรงเรียนโดยตราโรงเรียนนอกระบบต้องเป็นลายโปร่งและเป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 4.5 เซนติเมตรวงในมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 3.5 เซนติเมตร ภายในวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนนอกระบบ ระหว่างเส้นรอบวงของวงกลมทั้งสอง ด้านบนให้เขียนชื่อเต็มของโรงเรียนนอกระบบ ส่วนด้านล่างให้เขียนชื่ออําเภอ และจังหวัดที่โรงเรียนนอกระบบตั้งอยู่
3. อาคาร – เป็นเอกเทศหรือกรณีเป็นอาคารร่วมต้องแยกเป็นสัดส่วนไม่ปะปนกับกิจการอื่น
เป็นอาคารที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างหรือต่อเติมอาคารจากทางราชการให้ใช้เป็นอาคารเรียน หรือเปลี่ยนการใช้อาคารที่จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ และต้องจัดมาตรการป้องกันอัคคีภัยในโรงเรียนด้วย
พื้นที่ที่ใช้จัดต้องโรงเรียนนอกระบบ ต้องติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ไม่ปะปนกับกิจการอื่น และมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 100 ตารางเมตร ในกรณีที่โรงเรียนนอกระบบเปิดสอนตั้งแต่สองประเภทขึ้นไป ต้องมีพื้นที่ใช้สอย
สําหรับแต่ละประเภทไม่น้อยกว่า 100 ตารางเมตร เว้นแต่หลักสูตรที่โรงเรียนนอกระบบเปิดสอนมีระยะเวลาเรียนเกิน 600 ชั่วโมง ต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่าประเภทละ 200 ตารางเมตร
ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องจัด ให้มีห้องธุรการ หรือห้องพักครู หรือพื้นที่ผู้สอน หรือห้องพักผ่อนสําหรับนักเรียน น้ำดื่ม และห้องส้วมสําหรับชาย และหญิงแยกต่างหากเป็นสัดส่วนให้เพียงพอกับจํานวนนักเรียน
4. การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนนอกระบบสําหรับห้องเรียนภาคทฤษฎีต้องปฏิบัติ
1. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูหรือผู้สอน ต้องมีจํานวนนักเรียนไม่เกิน 45 คนต่อห้องเรียน
2. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการเรียนการสอน ต้องมีจํานวนนักเรียนไม่เกิน 90 คนต่อห้องเรียน และต้องมีเจ้าหน้าที่ประจําห้องเรียนทําหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและควบคุมการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างน้อยหนึ่งคน
3. การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยมีทั้งครู หรือผู้สอน และสื่อการเรียนการสอนในกรณีที่มีนักเรียนเกิน 90 คน ต้องมีเจ้าหน้าที่ประจําห้องเรียนทําหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและควบคุมการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างน้อย 1 คน
5. บุคคลากร – ควรกำหนดตัวบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงเรียนไว้ว่า ใครเป็นผู้รับใบอนุญาต (เจ้าของ) เป็นผู้บริหาร รวมทั้ง ครู และผู้สอนประจำวิชาต่าง ๆ โดยคำนึงถึงคุณสมบัติ และความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ พร้อมทั้งบุคลากรอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการโรงเรียน

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงเรียน
5.1 ผู้รับใบอนุญาต (เจ้าของ)
ผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้ขอจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบ แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
1 ผู้ขอรับใบอนุญาต เป็นบุคคลธรรมดา
2. ผู้ขอรับใบอนุญาต เป็นนิติบุคคลหากดำเนินกิจการในรูปแบบนิติบุคคล ต้องกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา และต้องแต่งตั้งผู้ลงนามแทนเพียง 1 คนเท่านั้น

5.2 ผู้บริหาร ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
– มีสัญชาติไทย
– อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
– มีความรู้ดังต่อไปนี้
ก. ผู้บริหารโรงเรียนที่เปิดสอนประเภทกวดวิชา ต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา และต้องมีประสบการณ์เคยทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
ข. ผู้บริหารโรงเรียนที่เปิดสอนประเภทวิชาชีพ ประเภทศิลปะ และกีฬา และประเภทสร้างเสริมทักษะชีวิต ต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และมีประสบการณ์เคยทำงาน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องหรือทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
– ไม่เป็นโรคต้องห้ามที่กำหนดในกฎกระทรวง
– มีความประพฤติเรียบร้อยไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี
– ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
– ไม่เคยถูกออกจากราชการโดยมีความผิด เว้นแต่ได้ถูกออกจากราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ก่อนวันแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหาร
– ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ผู้อนุญาต เห็นว่าไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ และพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารโรงเรียน
– ไม่ฝักใฝ่หรือเลื่อมใสในลัทธิเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยของประเทศ
หรือขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ

ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ต้องจัดทำหนังสือแจ้งรายละเอียดว่าจะแต่งตั้งใครเป็นผู้บริหารโรงเรียนพร้อมทั้งแนบรายละเอียดคุณสมบัติ เช่น สำเนาวุฒิการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน แบบสัญญาจ้าง ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองประสบการณ์ในการทำงาน

5.3 ครูและผู้สอน
ครู ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายว่าด้วยสภาครู และบุคลากรทางการศึกษา
ผู้สอน จะต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
– อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
– ต้องมีความรู้ตามระเบียบกำหนด
– มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี
– ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
– ไม่เคยถูกออกจากราชการโดยมีความผิด เว้นแต่ได้ถูกออกจากราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ก่อนวันแต่งตั้งให้เป็นผู้สอน
– ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ผู้อนุญาตเห็นว่าไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนวันแต่งตั้งให้เป็นผู้สอน
– ไม่ฝักใฝ่หรือเลื่อมใสในลัทธิเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ หรือขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ
– ไม่เป็นโรคต้องห้ามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ใบอนุญาตประกอบกิจการหอพัก

ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 แบ่งหอพักออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ หอพักชาย และหอพักหญิงนอกจากนี้ยังแบ่งลักษณะของหอพักออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ
• หอพักสถานศึกษา
• หอพักเอกชน
ผู้ที่ประกอบกิจการหอพักสถานศึกษา และหอพักเอกชนจะต้องยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพัก จากกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ที่ประกอบกิจการหอพักเอกชนจะต้องมีใบอนุญาตผู้จัดการหอพักเอกชนอีกใบหนึ่งด้วย

ผู้ใดประสงค์ประกอบกิจการหอพักเอกชนต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้
– สำเนาใบอนุญาตให้จัดตั้งสถานศึกษา
– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือเดินทางหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว พร้อมสำเนาทะเบียนหรือเอกสารที่แสดงภูมิลำเนาของคนต่างด้าวสำหรับบุคคลธรรมดา หรือสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งแสดงรายการเกี่ยวกับชื่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งสำนักงานและผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล
– สำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคล
– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือเดินทางหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของผู้แทนนิติบุคคล
– สำเนาทะเบียนบ้านหรือเอกสารที่แสดงถึงภูมิลำเนาของคนต่างด้าวของผู้แทนนิติบุคคล
– หลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของอาคารสถานที่ที่จะตั้งหอพัก หรือเอกสารแสดงว่าผู้ขอรับใบอนุญาตมีสิทธิใช้อาคารตั้งหอพัก
– ระเบียบประจำหอพัก
– แผนที่โดยสังเขปแสดงที่ตั้งของหอพัก
– ใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารเพื่อใช้เป็นหอพักตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หรือรับรองการตรวจสภาพอาคาร ว่ามีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยเพื่อใช้เป็นหอพักโดยผู้ประกอบวิชชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือผู้ประกอบ
วิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นด้วย
– แผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลน

ใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก

ผู้ประกอบการที่ต้องการจะประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จะต้องลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก และยื่นขอมีบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้า กับกรมการค้าต่างประเทศ ในกรณีที่ก่อนจึงจะสามารถนำเข้าหรือส่งออกสินค้าได้ ในกรณีที่สินค้าที่ต้องการส่งออกนั้นเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานส่งออก จดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตกับกรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น ๆ ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น หากต้องการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการขออนุญาตกับกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น

บริการรับขอ อย.

บริการยื่นคำขออนุญาตด้านอาหาร

ผู้ประกอบกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการได้มีดังนี้ – ผู้ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย
– ผู้นำเข้าอาหารเพื่อจำหน่าย
– ผู้ประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์
คุณภาพ หรือสรรพคุณอาหาร ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนต์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อประโยชน์ในทางการค้า
ประเภทผลิตภัณฑ์อาหารแบ่งเป็น 10 กลุ่มดังนี้
1. กล่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็ก
3. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
4. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ
5. กลุ่มผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงสำหรับทารก นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารทารก และอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารก และเด็กเล็ก
6. กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร
7. กลุ่มวัตถุที่ใช้รักษาคุณภาพของอาหาร
8. กลุ่มวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล(อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก)
9. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร 7 ประเภท ได้แก่ นมโค นมปรุงแต่ง นมเปรี้ยว ผลิตภัณฑ์ของนม ไอศกรีม เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท และอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
10. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารประเภทอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากอาหารที่กล่าวข้างต้น

บริการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ยา

– การขึ้นทะเบียนตำรับยา
– การขออนุญาตผลิตหรือนำส่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็น ยาแผนปัจจุบัน หรือยาแผนโบราณ
– การขอนุญาตโฆษณาขายยา
– การขออนุญาตเปิดร้านขายยาแผนปัจจุบัน

บริการขอนุญาตจดแจ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ประเภทผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
1. ใช้เพื่อความสะอาดในชีวิตประจำวัน เช่นสบู่ แชมพู ยาสีฟ้น เจลล้างมือ ทิชชู่เปียก
2. ใช้เพื่อตกแต่งผิวกาย/เส้นผมให้สวยงาม เช่นผลิตภัณฑ์แต่งหน้า ลิปสติก สีทาเล็บ ผลิตภัณฑ์ย้อมผม จัดแต่งทรงผม
3. ผลิตภัณฑ์บำรุง และกันแดด
4. น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
รายละเอียดที่ต้องแจ้ง
– ชื่อการค้า และชื่อเครื่องสำอาง
– วัตถุประสงค์ในการใช้ และวิธีการใช้
– สารทุกชนิดที่เป็นส่วนผสม
เมื่อได้รับใบจดแจ้งเครื่องสำอางเรียบร้อยแล้ว ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะต้อง
1. ผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางให้ตรงตามที่ได้จดแจ้งไว้
2. จัดทำฉลากภาษาไทยที่มีข้อความอันจำเป็นครบถ้วนก่อนวางขาย (ไม่ต้องขอนุญาตจาก อย. ก่อน)
3. โฆษณาด้วยข้อความที่เป็นความจริง มีเอกสารหลักฐานพร้อมพิสูจน์ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด (ไม่ต้องขออนุญตจาก อย. ก่อน)

บริการขออนุญาตด้านเครื่องมือแพทย์

– จดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์
– จดทะเบียนสถานประกอบการผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์
– จดทะเบียนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์
– การขอนุญาตโฆษณาเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์

บริการขออนุญาต อย. ด้านวัตถุอันตราย

– ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย
– ขอใบอนุญาตวัตถุอันตรายทุกประเภท
– ขอใบอนุญาตผลิต นำเข้า วัตถุอันตราย
กรีนโปร เคเอสพี ให้บริการในการขอ อย. ให้แก่ผู้ประกอบการที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ รวมทั้งวัตถุอันตราย เพื่อให้การขออนุญาตดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง สะดวก ราบรื่น และรวดเร็ว เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้เรามีบริการรับทำวีซ่า
จดเครื่องหมายการค้า
ในการประกอบธุรกิจ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคำนึงถึง คือตรา และเครื่องหมายการค้า โดยตรา และเครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับรู้ และเข้าใจว่าสินค้า และบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้า และบริการนั้นแตกต่างไปจากสินค้า และบริการอื่น และทำให้เกิดการจดจำสินค้า และบริการของผู้ประกอบการ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นการช่วยคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของท่านผู้ประกอบการ รวมถึงป้องกันการลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ
กรีนโปร เคเอสพี ให้บริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ในการจดเครื่องหมายการค้า หรือบริการ ติดต่อเราในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อปกป้อง เครื่องหมายการค้า และบริการของท่าน และธุรกิจของท่าน

เครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 มี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น คอลเกต ซันซิล ไวไว ลิโพ เป็นต้น
2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับบริการเพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน เครื่องหมายโรงแรม เป็นต้น
3. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรอง ใช้ หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ หรือบริการของบุคคลอื่นเพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดส่วนประกอบ วิธีการผลิต คุณภาพ หรือคุณลักษณะอื่นใดของสินค้านั้น หรือเพื่อรับรองเกี่ยวกับสภาพ คุณภาพ ชนิดหรือคุณลักษณะอื่นใดของบริการนั้น เช่น เครื่องหมายเชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ เครื่องหมายฮาลาล (Halal) เป็นต้น
4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการที่ใช้หรือจะใช้โดยบริษํทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกชอง สมาคม สหกรณ์สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น เครื่องหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น

เกณฑ์การพิจารณารับจดเครื่องหมายการค้า

1. เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่นเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ

(1) ชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาชื่อเต็มของนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือชื่อในทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ และไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง
(2) คำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
(3) คำที่ประดิษฐ์ขึ้น
(4) ตัวหนังสือ หรือตัวเลขที่ประดิษฐ์ขึ้น
(5) กลุ่มของสีที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ
(6) ลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียนหรือของเจ้าของเดิมของกิจการของผู้ขอจดทะเบียน หรือลายมือชื่อของบุคคลอื่นโดยได้รับอนุญาตจากบุคคลนั้นแล้ว
(7) ภาพของผู้ขอจดทะเบียนหรือของบุคคลอื่นโดยได้รับอนุญาตจากบุคคลนั้นแล้ว หรือในกรณีที่บุคคลนั้นตายแล้วโดยได้รับอนุญาตจากบุพการี ผู้สืบสันดาน และคู่สมรสของบุคคลนั้น ถ้ามี แล้ว
(8) ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น
(9) ภาพอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นภาพแผนที่หรือภาพแสดงสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดหน้า ๒๕ เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๓๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙
(10) รูปร่างหรือรูปทรงอันไม่เป็นลักษณะโดยธรรมชาติของสินค้านั้นเอง หรือไม่เป็นรูปร่าง หรือรูปทรงที่จำเป็นต่อการทำงานทางเทคนิคของสินค้านั้น หรือไม่เป็นรูปร่างหรือรูปทรงที่ทำให้สินค้านั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
(11) เสียงอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้านั้น หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น

เครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะตามข้อ (1) ถึง (11) หากได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ

2. เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้าม

เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ห้ามมิให้รับจดทะเบียน
1. ตราแผ่นดิน พระราชลัญจกร ลัญจกรในราชการ ตราจักรี ตราเครื่องราชอิสริยภรณ์ ตราประจำตำแหน่ง ตราประจำกระทรวงทบวงกรม หรือตราประจำจังหวัด
2. ธงชาติของประเทศไทย ธงพระอิสริยยศ หรือธงราชการ
3. พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระปรมาภิไธยย่อ พระนามาภิไธยย่อ หรือนามพระราชวงศ์
4. พระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือ รัชทายาท
5. ชื่อ คำ ข้อความ หรือเครื่องหมายใด อันแสดงถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือพระราชวงศ์
6. ธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติของรัฐต่างประเทศ ธงหรือเครื่องหมายขององค์การระหว่างประเทศ ตราประจำประมุขของรัฐต่างประเทศ เครื่องหมายราชการ และเครื่องหมายควบคุม และรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรือชื่อ และชื่อย่อของรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่ง มีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศนั้น
7. เครื่องหมายราชการ เครื่องหมายกาชาด นามกาชาด หรือกาเจนีวา
8. เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายเหรียญ ใบสำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายอื่นใดอันได้รับเป็นรางวัลในการแสดง หรือประกวดสินค้าที่รัฐบาลไทย ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐของประเทศไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศได้จัดให้มีขึ้น เว้นแต่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้รับเหรียญ ใบสำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายเช่นว่านั้น เป็นรางวัลสำหรับสินค้านั้น และใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้านั้น แต่ทั้งนี้ต้องระบุปีปฎิทินที่ได้รับรางวัลด้วย
9. เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย
10. เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม
11. เครื่องหมายที่คล้ายกับ (1) (2) (3) (4) (5) (6) หรือ (7)
12. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายว่าด้วยการนั้น เครื่องหมายอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

3. ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว

ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียนในกรณีที่เห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น

1. เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน ที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน หรือ
2. เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน ที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน

ติดต่อเรา กรีนโปร เคเอสพี เมื่อท่านผู้ประกอบการต้องการ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของท่าน

Close Menu