ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? สรุปอัตรา วิธีหัก และการยื่น ปี 2569

คำตอบสั้นที่สุดคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน เป็นการทยอยเก็บภาษีล่วงหน้าระหว่างปี ไม่ใช่ภาษีก้อนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา เพราะเงินที่ถูกหักไปจะกลายเป็นเครดิตภาษีของผู้รับตอนยื่นภาษีประจำปี

บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครมีหน้าที่หัก จ่ายเท่าไหร่ถึงต้องหัก อัตราแต่ละประเภทกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. ไหนภายในวันไหน และถ้าลืมหักจะเกิดอะไรขึ้นกับกิจการ

สารบัญ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) คือวิธีการจัดเก็บภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” หักเงินส่วนหนึ่งจากยอดที่ต้องจ่ายให้ “ผู้รับเงิน” ไว้ก่อน แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา

เหตุผลที่รัฐใช้วิธีนี้คือต้องการทยอยเก็บภาษีตลอดทั้งปี แทนที่จะรอเก็บก้อนใหญ่ครั้งเดียวตอนสิ้นปี ซึ่งช่วยทั้งกระแสเงินสดของรัฐ และช่วยไม่ให้ผู้รับเงินต้องจ่ายภาษีก้อนโตทีเดียว

ใครคือคนหัก ใครคือคนถูกหัก

ฝ่ายหน้าที่
ผู้จ่ายเงิน (Payer)หักภาษีไว้ ออกใบ 50 ทวิ ให้ผู้รับ และนำส่งกรมสรรพากรตามกำหนด
ผู้รับเงิน (Payee)ได้รับเงินไม่เต็มจำนวน แต่นำยอดที่ถูกหักไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีประจำปีได้

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือคิดว่าถูกหักแล้วเงินหายไปเลย ความจริงคือเงินก้อนนั้นถูกบันทึกไว้ในชื่อผู้รับ ถ้าสิ้นปีคำนวณแล้วภาษีที่ต้องเสียจริงน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้

ใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

กรณีผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคล บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อจ่ายค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้าง ให้ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเสมอ

กรณีผู้จ่ายเงินเป็นบุคคลธรรมดา โดยปกติไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายค่าบริการทั่วไป ยกเว้นกรณีเดียวคือการจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างของตัวเอง (เงินได้มาตรา 40(1)) ซึ่งต้องคำนวณหักตามเกณฑ์ขั้นบันได

จ่ายเท่าไหร่ถึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

เกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปคือ ยอดจ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง ต้องหัก

แต่มีข้อยกเว้นที่พลาดกันบ่อย คือกรณีสัญญาต่อเนื่องที่แต่ละงวดไม่ถึง 1,000 บาท แต่รวมทั้งสัญญาแล้วเกิน เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ตรายเดือน ค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร ค่าบริการดูแลระบบรายเดือน กรณีแบบนี้ต้องหักทุกงวดตั้งแต่งวดแรก แม้ยอดงวดนั้นจะไม่ถึง 1,000 บาทก็ตาม

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2569

อัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับ “ประเภทของเงินได้” ที่จ่ายออกไป ไม่ได้ขึ้นกับว่าจ่ายให้ใคร ตารางนี้คืออัตราที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ

ประเภทเงินได้ตัวอย่างอัตราที่หัก
เงินเดือน ค่าจ้าง 40(1)พนักงานประจำคำนวณแบบขั้นบันได
ค่าเช่าเช่าอาคาร โกดัง รถยนต์5%
วิชาชีพอิสระแพทย์ วิศวกร นักบัญชี สถาปนิก ทนายความ3%
รับจ้างทำของ / ค่าบริการจ้างฟรีแลนซ์ จ้างรับเหมา จ้างทำความสะอาด3%
ค่าโฆษณาจ้างเอเจนซี ลงสื่อโฆษณา2%
ค่าขนส่งผู้ประกอบการขนส่งที่จดทะเบียน1%
ดอกเบี้ยเงินฝากจ่ายให้บุคคลธรรมดา15%
เงินปันผลจ่ายจากกำไรสุทธิของบริษัท10%

ตัวอย่างสั้น ๆ บริษัทจ้างช่างภาพเป็นเงิน 20,000 บาท เข้าข่ายรับจ้างทำของ หัก 3% เท่ากับ 600 บาท จ่ายจริงให้ช่างภาพ 19,400 บาท และนำส่งกรมสรรพากร 600 บาท

กรณีที่ซับซ้อนกว่านี้ เช่น ใบแจ้งหนี้แจ้งยอดรวม VAT มาแล้วต้องถอดยอดกลับ หรือกรณีที่ผู้จ่ายตกลงออกภาษีให้ผู้รับ (Gross-up) ดูได้ที่ วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเครื่องคำนวณ

เจาะลึกแต่ละประเภท ทำไมหักไม่เท่ากัน

ค่าเช่า หัก 5%

ใช้กับการเช่าทรัพย์สินทุกประเภท ทั้งเช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง เช่ารถยนต์เพื่อใช้ในกิจการ ข้อควรระวังคือถ้าสัญญาเขียนรวมค่าบริการส่วนกลางหรือค่าบริการอื่นไว้ด้วย ควรแยกยอดให้ชัด เพราะส่วนที่เป็นค่าบริการหักคนละอัตรากับค่าเช่า

รับจ้างทำของและค่าบริการ หัก 3%

หมวดที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เช่น จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบ จ้างรับเหมาก่อสร้าง จ้างทำความสะอาด จ้างซ่อมบำรุง เส้นแบ่งกับการซื้อสินค้าอยู่ตรงที่ถ้าเป็นการซื้อของสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไปจะไม่ต้องหัก แต่ถ้าเป็นการสั่งทำตามแบบที่กำหนดจะถือเป็นรับจ้างทำของ

วิชาชีพอิสระ หัก 3%

ต่างจากรับจ้างทำของตรงที่เป็นงานซึ่งต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเฉพาะตามกฎหมาย เช่น วิศวกรออกแบบโครงสร้าง สถาปนิก แพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี แม้อัตราจะเท่ากับรับจ้างทำของ แต่ต้องระบุประเภทเงินได้ในใบ 50 ทวิ ให้ถูก เพราะกระทบวิธียื่นภาษีของฝั่งผู้รับ

ค่าโฆษณา หัก 2%

ใช้กับการจ่ายเพื่อซื้อพื้นที่หรือบริการโฆษณา เช่น จ้างเอเจนซีโฆษณา เช่าป้ายบิลบอร์ด ข้อควรระวังคือการจ้างครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์อาจเข้าข่ายค่าจ้างทำของ 3% ไม่ใช่ค่าโฆษณา 2% ขึ้นกับลักษณะงานที่ตกลงกันจริง

ค่าขนส่ง หัก 1%

ต้องเป็นบริการขนส่งโดยผู้ประกอบการขนส่งจริงเท่านั้น ถ้าเป็นการจ้างขนย้ายที่มีแรงงานยกของด้วย มักถูกตีเป็นค่าบริการซึ่งต้องหัก 3% แทน

ส่วนค่านายหน้าและค่าคอมมิชชั่นมีเงื่อนไขเฉพาะที่ต่างจากหมวดอื่น อ่านรายละเอียดที่ ค่านายหน้า หัก ณ ที่จ่าย กี่เปอร์เซ็นต์

หัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน คิดต่างจากแบบอื่น

การหักภาษีจากเงินเดือนไม่ได้ใช้อัตราคงที่เหมือนหมวดอื่น แต่คำนวณจากประมาณการเงินได้ทั้งปีของพนักงานคนนั้น หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่มีสิทธิ แล้วคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได จากนั้นหารเฉลี่ยเป็นรายเดือน

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ

  • พนักงานที่เงินได้ทั้งปีไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี หักได้ที่ 0 บาท
  • ถ้าพนักงานแจ้งค่าลดหย่อนเพิ่มระหว่างปี เช่น มีบุตร ซื้อประกัน กิจการต้องคำนวณใหม่
  • ถ้ามีโบนัสหรือเงินได้พิเศษ ต้องนำมารวมในประมาณการทั้งปีด้วย ไม่ใช่หักแยกก้อน

ดังนั้นควรเก็บแบบแจ้งค่าลดหย่อนจากพนักงานทุกคนตั้งแต่ต้นปี และทบทวนอีกครั้งช่วงปลายปี

ใบ 50 ทวิ ต้องออกทุกครั้งที่หัก

ทุกครั้งที่หักภาษี ผู้จ่ายต้องออก “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” หรือใบ 50 ทวิ ให้ผู้รับ โดยทำเป็น 2 ฉบับ ฉบับจริงให้ผู้รับ สำเนาเก็บไว้ที่กิจการ

ข้อมูลที่ต้องมีครบในใบ 50 ทวิ

  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่ายเงิน
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับเงิน
  • วันเดือนปีที่จ่ายเงิน
  • ประเภทเงินได้ที่จ่าย
  • จำนวนเงินที่จ่าย และจำนวนภาษีที่หักไว้

รายละเอียดวิธีกรอกและกรณีที่เอกสารหาย อ่านที่ ใบ 50 ทวิ คืออะไร

ยื่นแบบ ภ.ง.ด. อะไร ภายในวันไหน

เมื่อหักภาษีไว้แล้ว กิจการมีสถานะเป็นผู้นำส่งแทน ต้องยื่นแบบตามประเภทผู้รับเงิน

แบบใช้เมื่อตัวอย่าง
ภ.ง.ด.1หักจากเงินเดือนหรือค่าจ้างพนักงานเงินเดือนพนักงานประจำ
ภ.ง.ด.3ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาจ้างฟรีแลนซ์ จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของตึกที่เป็นบุคคล
ภ.ง.ด.53ผู้รับเงินเป็นนิติบุคคลจ่ายค่าบริการให้บริษัทอื่น จ่ายค่าโฆษณาให้เอเจนซี

กำหนดเวลายื่น

  • ยื่นแบบกระดาษ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
  • ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต (e-Filing) ได้รับสิทธิขยายเวลาถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

แนะนำให้ยื่นออนไลน์ เพราะได้เวลาเพิ่มและลดความผิดพลาดจากการกรอกมือ

e-Withholding Tax คืออะไร

e-Withholding Tax คือระบบที่ให้ธนาคารเป็นผู้หักและนำส่งภาษีแทนในตอนที่โอนเงินให้ผู้รับ ข้อดีคือไม่ต้องออกใบ 50 ทวิ กระดาษ ไม่ต้องยื่นแบบแยก และมีหลักฐานการนำส่งอัตโนมัติ

กรมสรรพากรเคยออกมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายผ่านระบบนี้ในเงินได้บางประเภท ซึ่งเป็นมาตรการที่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ก่อนใช้สิทธิควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดของกรมสรรพากรว่ายังมีผลอยู่หรือไม่ และครอบคลุมเงินได้ประเภทใดบ้าง

เอกสารที่ต้องเก็บ เผื่อถูกเรียกตรวจ

กรมสรรพากรตรวจเรื่องหัก ณ ที่จ่ายจากการจับคู่เอกสาร 3 ชุดเป็นหลัก คือรายจ่ายในบัญชี ใบ 50 ทวิ ที่ออก และแบบ ภ.ง.ด. ที่ยื่น ถ้าสามชุดนี้ไม่ตรงกันจะถูกตั้งประเด็นทันที

เอกสารที่ควรเก็บให้ครบทุกเดือน

  • สำเนาใบ 50 ทวิ ทุกใบ เรียงตามเดือน
  • ใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้ของผู้รับเงิน ที่ระบุยอดตรงกับที่หัก
  • แบบ ภ.ง.ด. พร้อมใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการนำส่งจากกรมสรรพากร
  • สัญญาจ้างหรือสัญญาเช่า สำหรับรายการที่เป็นสัญญาต่อเนื่อง

จุดที่มักถูกตรวจเจอคือรายจ่ายที่บันทึกเป็นค่าบริการในบัญชี แต่ไม่มีใบ 50 ทวิ คู่กัน ซึ่งแปลว่าลืมหัก

ไม่หักหรือหักแล้วไม่นำส่ง มีโทษอะไร

  • เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องนำส่ง เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน
  • ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด อยู่ในช่วงประมาณ 100–2,000 บาท
  • ความรับผิดร่วม ถ้าไม่ได้หักไว้ กรมสรรพากรมีสิทธิเรียกเก็บภาษีก้อนนั้นจากผู้จ่ายเงินแทน ตามมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อสุดท้ายคือข้อที่เจ็บที่สุด เพราะแปลว่ากิจการต้องควักจ่ายภาษีแทนคนอื่นทั้งก้อน ทั้งที่จ่ายเงินเต็มจำนวนให้เขาไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง

  • จ่ายค่าอะไร เป็นค่าเช่า ค่าบริการ หรือค่าขนส่ง
  • ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • ยอดถึง 1,000 บาทหรือไม่ ถ้าไม่ถึงเป็นสัญญาต่อเนื่องหรือเปล่า
  • ต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์
  • ออกใบ 50 ทวิ ให้แล้วหรือยัง
  • เตรียมแบบ ภ.ง.ด. ไว้ยื่นเดือนหน้าแล้วหรือยัง

คำถามที่พบบ่อย

คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน เป็นการทยอยเก็บภาษีล่วงหน้าระหว่างปี ไม่ใช่ภาษีก้อนใหม่ เพราะยอดที่ถูกหักจะใช้เป็นเครดิตภาษีของผู้รับตอนยื่นภาษีประจำปีได้
นิติบุคคลทุกรายที่จ่ายค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าจ้าง มีหน้าที่หักเสมอ ส่วนบุคคลธรรมดาโดยปกติไม่ต้องหัก ยกเว้นกรณีเดียวคือจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างของตัวเอง
เกณฑ์ทั่วไปคือยอดจ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง แต่ถ้าเป็นสัญญาต่อเนื่องที่แต่ละงวดไม่ถึง 1,000 บาทแต่รวมทั้งสัญญาแล้วเกิน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือนหรือค่าเช่าเครื่องใช้สำนักงาน ต้องหักทุกงวดตั้งแต่งวดแรก
ต่างกันที่ประเภทของผู้รับเงิน ภ.ง.ด.3 ใช้เมื่อผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา เช่น จ้างฟรีแลนซ์หรือจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของตึกที่เป็นบุคคล ส่วน ภ.ง.ด.53 ใช้เมื่อผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล เช่น จ่ายค่าบริการให้บริษัทอื่น
ยื่นแบบกระดาษภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ส่วนการยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับสิทธิขยายเวลาถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
กรมสรรพากรมีสิทธิเรียกเก็บภาษีก้อนนั้นจากผู้จ่ายเงินแทนตามมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร แปลว่ากิจการต้องจ่ายภาษีแทนทั้งก้อนทั้งที่จ่ายเงินเต็มจำนวนให้ผู้รับไปแล้ว บวกเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน
เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีประจำปี ถ้าภาษีที่ต้องเสียจริงน้อยกว่ายอดที่ถูกหักไว้ สามารถขอคืนภาษีส่วนต่างได้

สรุป

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ภาษีก้อนใหม่ แต่เป็นการทยอยเก็บภาษีล่วงหน้า โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินเป็นคนหักและนำส่งแทน นิติบุคคลมีหน้าที่หักเสมอเมื่อจ่ายค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าจ้าง ตั้งแต่ยอด 1,000 บาทขึ้นไป โดยอัตราขึ้นกับประเภทเงินได้ ตั้งแต่ 1% สำหรับค่าขนส่ง ไปจนถึง 5% สำหรับค่าเช่า

จุดที่ธุรกิจพลาดบ่อยที่สุดมี 3 เรื่อง คือแยกประเภทเงินได้ผิดจนหักผิดอัตรา ลืมหักในสัญญาต่อเนื่องที่งวดละไม่ถึง 1,000 บาท และบันทึกรายจ่ายในบัญชีแต่ไม่มีใบ 50 ทวิ คู่กัน ซึ่งเป็นจุดที่สรรพากรจับได้ง่ายที่สุดเวลาตรวจ

สิ่งที่ควรทำต่อคือวางระบบให้ทุกใบแจ้งหนี้ที่เข้ามาถูกจัดประเภทเงินได้ตั้งแต่วันที่อนุมัติจ่าย ไม่ใช่มาไล่ย้อนหลังตอนสิ้นเดือน และตรวจให้แน่ใจว่ารายจ่ายในบัญชี ใบ 50 ทวิ และแบบ ภ.ง.ด. ที่ยื่น ตรงกันทั้งสามชุดทุกเดือน

ให้ Greenpro KSP ดูแลภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้

ถ้ากิจการมีรายการจ่ายเยอะจนไม่มั่นใจว่าหักถูกประเภทและยื่นทันทุกเดือนหรือไม่ ทีมบัญชีและภาษีรับดูแลตั้งแต่คำนวณ ออกใบ 50 ทวิ จนถึงยื่นแบบให้ครบ ให้คำปรึกษาฟรี

แชร์บทความนี้:


ผู้เขียน

Picture of เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมากกว่า 400 บริษัท และเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด