ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) คือ ภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและการให้บริการในแต่ละขั้นตอนของธุรกิจ โดยผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีจากลูกค้า แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรตามกฎหมาย

ภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวข้องกับภาษีขาย และ ภาษีซื้อ

  • ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า หรือให้บริการ
  • ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการจ่ายไปเมื่อซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการมาใช้ในกิจการ

ดังนั้น ภาษีที่กิจการต้องนำส่งโดยทั่วไป จะคำนวณจากภาษีขาย หัก ภาษีซื้อ ไม่ใช่นำยอดขายทั้งหมดไปคูณภาษีเพียงอย่างเดียว

ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเจ้าของธุรกิจ เพราะมีผลต่อทั้งการตั้งราคา การออกเอกสาร การบันทึกบัญชี และการยื่นภาษีประจำเดือน หากเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น ก็อาจทำให้คำนวณภาษีคลาดเคลื่อนได้

สารบัญ

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะต้องรู้ว่า ราคาที่ใช้คำนวณนั้นเป็น “ราคาก่อนภาษี” หรือ “ราคารวมภาษีแล้ว” เพราะแต่ละกรณีจะใช้สูตรคำนวณต่างกัน หากเลือกสูตรผิดตั้งแต่ต้น ยอดภาษีที่ได้ก็จะผิดไปทั้งหมด

โดยทั่วไป วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บ่อยในงานจริงมี 3 กรณีหลัก 

กรณีที่ 1 คำนวณ VAT จากราคาที่ยังไม่รวมภาษีเช่น การตั้งราคาสินค้า คิดค่าบริการ หรือออกใบเสนอราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

สูตรคำนวณ

  • VAT = ราคาสินค้าหรือบริการ × 7%
  • ราคาสุทธิรวม VAT = ราคาก่อน VAT + VAT

ตัวอย่าง
หากราคาสินค้า 1,000 บาท และยังไม่รวม VAT
VAT = 1,000 × 7% = 70 บาท
ดังนั้น ราคาที่ลูกค้าต้องจ่ายรวม VAT = 1,070 บาท

ถ้าเป็นราคาก่อนภาษี ให้เอายอดนั้น คูณ 0.07 เพื่อหา VAT และถ้าต้องการยอดรวมสุทธิ ให้เอาราคาตั้งต้น คูณ 1.07

กรณีที่ 2 คำนวณ VAT จากราคาที่รวมภาษีแล้ว เช่น ลูกค้าจ่ายมา 1,070 บาท และเราต้องการรู้ว่าในยอดนี้มี VAT อยู่เท่าไร

สูตรคำนวณ

  • VAT = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107
  • ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT × 100 ÷ 107

ตัวอย่าง
หากยอดรวมที่ลูกค้าจ่ายคือ 1,070 บาท
VAT = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท
ราคาก่อน VAT = 1,070 × 100 ÷ 107 = 1,000 บาท

กรณีนี้ห้ามเอา 1,070 ไปคูณ 7% ตรง ๆ เพราะยอดดังกล่าวรวมภาษีอยู่แล้ว ต้องใช้สูตร 7/107 เพื่อถอดภาษีออกจากยอดรวมให้ถูกต้อง

กรณีที่ 3 คำนวณภาษีที่ต้องนำส่ง สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่คิด VAT ต่อบิล แต่คือการคำนวณว่าในแต่ละเดือนต้องนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรเท่าไร

สูตรคำนวณ

  • ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

ตัวอย่าง

  • ภาษีขาย 15,000 บาท
  • ภาษีซื้อ 9,000 บาท

ดังนั้น ภาษีที่ต้องนำส่ง = 15,000 – 9,000 = 6,000 บาท

ถ้าเดือนใดภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ก็ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ภาษีที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่หลักการพื้นฐานที่ต้องจำคือ VAT ที่ต้องจ่ายจริง ดูจากส่วนต่างระหว่างภาษีขายกับภาษีซื้อ

ผู้ประกอบการจด VAT ต้องยื่นเมื่อไร

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นประจำทุกเดือน โดยกำหนดเวลายื่นแบบตามปกติคือ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนภาษีที่มีรายการขายหรือให้บริการ เช่น รายการของเดือนมกราคม ต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนกุมภาพันธ์

หากยื่นแบบผ่านระบบอินเทอร์เน็ต กรมสรรพากรมีการขยายกำหนดเวลาให้เป็น ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป สำหรับแบบ ภ.พ.30 ตามประกาศเรื่องการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ถึงแม้ในเดือนนั้นจะไม่มีภาษีขายหรือไม่มีรายการเคลื่อนไหว ก็ยังคงต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามหน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT เพราะเป็นการยื่นแบบรายเดือน ไม่ได้ยื่นเฉพาะเดือนที่มียอดขายเท่านั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณ VAT

แม้สูตร VAT จะไม่ซับซ้อน แต่มีหลายจุดที่ผู้ประกอบการมักพลาด ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนตั้งแต่การตั้งราคา ออกเอกสาร ไปจนถึงการยื่นภาษีประจำเดือน 

1. ไม่แยก ราคาก่อน VAT  หรือ ราคารวม VAT แล้ว ให้ชัดเจน : ถ้าเลือกสูตรผิดตั้งแต่ต้น ยอดจะผิดทั้งหมด

2. เอา 7% ไปคูณยอดรวม VAT ตรง ๆ เพราะยอดที่รวม VAT แล้วต้องถอดภาษี ไม่ใช่คูณ 7% 

เช่น

  • VAT = ยอดรวม × 7/107
  • ราคาก่อน VAT = ยอดรวม × 100/107

3. VAT ที่เก็บจากลูกค้าเป็นรายได้ทั้งหมด : VAT เป็นเงินที่เก็บแทนรัฐ ไม่ใช่รายได้ของกิจการ

  • รายได้ = ราคาก่อน VAT
  • VAT = ภาษีที่ต้องนำส่ง

4. ลืมหลัก “ภาษีขาย – ภาษีซื้อ” : บางคนเอา VAT ที่เก็บได้ทั้งหมดไปเป็นภาษีต้องจ่าย ซึ่งไม่ถูกต้อง
สูตรคือ ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

5. ใช้ภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิ์มาหัก : เช่น ไม่มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง หรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ

6. บันทึกยอดผิดช่อง (ก่อน VAT vs รวม VAT): คีย์ยอดผิดช่องทำให้ระบบคำนวณซ้ำหรือผิดเพี้ยน

7. ตั้งราคาโดยไม่นึกถึงผลของ VAT ล่วงหน้า : ตั้งราคากลม ๆ แต่ไม่ได้คำนวณย้อน ทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คิด

  • อยากได้ยอดก่อน VAT เท่าไร → ตั้งราคา = ยอด × 1.07
  • ถ้าตั้งราคาขายรวมแล้ว → คำนวณย้อนดูรายได้จริงก่อน VAT

8. ไม่สรุปภาษีรายเดือนอย่างเป็นระบบ : พอถึงเวลายื่นภาษีต้องไล่เอกสารย้อนหลัง เสี่ยงตกหล่น

9. คิดว่าไม่มีรายได้ไม่ต้องยื่น VAT : แม้ไม่มีรายการ แต่ยังต้องยื่นแบบตามหน้าที่ผู้จด VATทุกเดือน 

10. ไม่ตรวจตัวเลขก่อนออกเอกสาร

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

VAT คืออะไร และใครเป็นคนจ่ายจริง

VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ โดยผู้บริโภคเป็นผู้จ่ายจริง ส่วนผู้ประกอบการเป็นผู้จัดเก็บและนำส่งให้รัฐ

VAT ในไทยคิดกี่เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน VAT อยู่ที่ 7% ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้ทั่วไปในการคำนวณภาษีสินค้าและบริการ

รายได้เท่าไรถึงต้องจด VAT

หากมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยหลักต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

วิธีคำนวณ VAT แบบง่ายที่สุดคืออะไร

– ราคาก่อน VAT → คูณ 0.07
– ราคาหลัง VAT → คูณ 7 ÷ 107

ภาษีขาย กับ ภาษีซื้อ ต่างกันอย่างไร

– ภาษีขาย = VAT ที่เก็บจากลูกค้า
– ภาษีซื้อ = VAT ที่จ่ายตอนซื้อของเข้ากิจการ
– ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

สรุป

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เกี่ยวข้องกับการตั้งราคา การออกเอกสาร และการยื่นภาษีในแต่ละเดือน หากเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น อาจทำให้ตัวเลขรายได้และภาษีคลาดเคลื่อนได้โดยไม่รู้ตัวการคำนวณ VAT คือการแยกให้ออกว่า “ราคาที่ใช้เป็นราคาก่อน VAT หรือรวม VAT แล้ว” และเลือกสูตรให้ถูกต้องตามกรณี รวมถึงต้องเข้าใจว่าภาษีที่ต้องนำส่งจริงไม่ได้ดูจาก VAT ที่เก็บได้ทั้งหมด แต่ต้องคำนวณจาก ภาษีขายหักภาษีซื้อ

แชร์บทความนี้:


ผู้เขียน

Picture of เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมากกว่า 400 บริษัท และเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด