ตัวแทนประกันชีวิตต้องยื่นแบบอะไรบ้าง
| แบบ | ยื่นเมื่อไหร่ | ใครต้องยื่น |
|---|---|---|
| ภ.ง.ด.90 | ม.ค. ถึง มี.ค. ปีถัดไป | ตัวแทนทุกคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ |
| ภ.ง.ด.94 | ก.ค. ถึง ก.ย. ปีเดียวกัน | เฉพาะผู้มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) |
| ภ.พ.30 | ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 | เฉพาะคนที่จดทะเบียน VAT แล้ว |
ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ทั้งหมด และมักขยายเวลาให้อีกประมาณ 8 วันเมื่อยื่นทางออนไลน์ ขั้นตอนยื่นแบบละเอียดดูที่ การยื่นภาษีบุคคลธรรมดา
ทำไมตัวแทนส่วนใหญ่ไม่ต้องยื่นครึ่งปี
เพราะ ภ.ง.ด.94 บังคับเฉพาะผู้มีเงินได้ประเภท 40(5) ถึง 40(8) ในขณะที่ค่าบำเหน็จจากการขายประกันโดยหลักเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งไม่อยู่ในข่าย
แต่ถ้าคุณเป็นผู้บริหารหน่วยที่มีทีมงานในสังกัด มีสำนักงานของตัวเอง จ่ายค่าตอบแทนต่อให้ทีม และรายได้ถูกจัดเป็น 40(8) กรณีนี้ต้องยื่นครึ่งปีด้วย รายละเอียดอยู่ที่ ภ.ง.ด.94 คืออะไร
ส่วนเกณฑ์ว่ารายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นภาษีเลยหรือไม่ ดูที่ ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้เท่าไหร่ต้องยื่น
ตัวแทนกับนายหน้าประกันชีวิต ต่างกันยังไงในมุมภาษี
สองคำนี้คนใช้ปนกัน แต่ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตเป็นคนละสถานะ
| ตัวแทนประกันชีวิต | นายหน้าประกันชีวิต | |
|---|---|---|
| สังกัด | บริษัทประกันที่มอบหมาย โดยปกติสังกัดเดียว | ไม่สังกัดบริษัท ทำงานให้ผู้เอาประกัน เสนอได้หลายบริษัท |
| ใบอนุญาต | ใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตจาก คปภ. | ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิตจาก คปภ. |
| ผู้จ่ายค่าบำเหน็จ | บริษัทต้นสังกัด รายเดียว | ได้จากหลายบริษัท |
| ประเภทเงินได้ | 40(2) โดยหลัก | 40(2) โดยหลัก |
ในมุมภาษีเงินได้แทบไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นเงินได้ 40(2) หักค่าใช้จ่ายได้เท่ากัน ยื่นแบบเดียวกัน
จุดที่ต่างจริงคือ จำนวนใบหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ต้องเก็บ ตัวแทนสังกัดเดียวจะได้ใบเดียวรวบยอด แต่นายหน้าที่รับงานหลายบริษัทต้องไล่เก็บให้ครบทุกเจ้า ถ้าขาดไปแม้แต่ใบเดียวจะเครดิตภาษีไม่ครบ ดูรายละเอียดที่ 50 ทวิ คืออะไร
ค่าคอมปีแรก ค่าคอมต่ออายุ และโบนัส นับเป็นรายได้ปีไหน
นี่คือจุดที่ทำให้ภาษีของอาชีพนี้ต่างจากนายหน้าอาชีพอื่น เพราะรายได้ไม่ได้จบในดีลเดียว
| ประเภทรายได้ | ลักษณะ | นับเป็นเงินได้ปีไหน |
|---|---|---|
| ค่าบำเหน็จปีแรก | อัตราสูงสุด ได้ตอนกรมธรรม์ออก | ปีที่ได้รับเงิน |
| ค่าบำเหน็จปีต่ออายุ | อัตราต่ำกว่า ทยอยได้ตามที่ลูกค้าจ่ายเบี้ยต่อ | ปีที่ได้รับเงินแต่ละงวด |
| โบนัสผลงานหรือรางวัลคุณภาพ | จ่ายตามเป้าหรือตามอัตราความคงอยู่ | ปีที่ได้รับเงิน |
| ค่าตอบแทนจากทีมในสังกัด | สำหรับผู้บริหารหน่วย | ปีที่ได้รับเงิน |
หลักคือ ยึดปีที่ได้รับเงินจริง ไม่ใช่ปีที่ขายกรมธรรม์ ดังนั้นค่าบำเหน็จต่ออายุจากกรมธรรม์ที่ขายไปเมื่อ 5 ปีก่อน ถือเป็นเงินได้ของปีที่รับเงิน ไม่ใช่ของปีที่ปิดการขาย
ผลในทางปฏิบัติคือ รายได้ของตัวแทนที่ทำมานานจะทบขึ้นเรื่อย ๆ จากค่าต่ออายุที่สะสมหลายปีรวมกัน หลายคนไม่ได้บวกส่วนนี้ตอนประเมินภาษี พอถึงปลายปีเลยเจอยอดภาษีสูงกว่าที่คิด วิธีป้องกันคือดึงรายงานค่าบำเหน็จจากระบบของบริษัทต้นสังกัดทุกไตรมาส แล้วบวกทั้งค่าปีแรกและค่าต่ออายุเข้าด้วยกัน
ทริป รางวัล และของรางวัลจากบริษัท ต้องเสียภาษีไหม
ต้องเสีย ตามประมวลรัษฎากร เงินได้พึงประเมินไม่ได้หมายถึงเงินสดอย่างเดียว แต่รวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่คำนวณได้เป็นเงินด้วย
| สิ่งที่ได้รับ | ถือเป็นเงินได้ไหม |
|---|---|
| ทริปต่างประเทศจากการทำยอด | ใช่ คิดตามมูลค่าที่บริษัทจ่ายไป |
| ทองคำ รถยนต์ หรือของรางวัล | ใช่ คิดตามราคาตลาด |
| โบนัสเงินสดตามเป้า | ใช่ |
| ค่าอบรมสัมมนาที่บริษัทจัดให้ทุกคน | โดยทั่วไปไม่ถือเป็นประโยชน์เฉพาะตัว |
ในทางปฏิบัติบริษัทประกันมักรวมมูลค่าเหล่านี้ไว้ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคุณยื่นภาษีตามยอดในใบ 50 ทวิ ก็ถือว่าครบ แต่ควรอ่านใบให้ละเอียดว่ายอดที่ระบุรวมอะไรบ้าง เพราะบางคนเห็นตัวเลขสูงกว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีแล้วคิดว่าบริษัทออกผิด ทั้งที่เป็นมูลค่าทริปที่บวกเข้ามา
หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่
ถ้าเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งเป็นกรณีของตัวแทนส่วนใหญ่ หักเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และถ้าคุณมีเงินเดือนประจำด้วย เพดานนี้ต้องนับรวมกันทั้งสองก้อน ไม่ใช่แยก
ข้อจำกัดนี้โหดมากสำหรับอาชีพขายประกัน เพราะต้นทุนจริงมักสูงกว่านั้นหลายเท่า ทั้งค่าเดินทางพบลูกค้า ค่าเลี้ยงรับรอง ค่าของขวัญตามเทศกาล ค่าอบรมต่อใบอนุญาต และค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่
การจะขยับไปเป็นเงินได้ 40(8) เพื่อหักตามจริง ต้องพิสูจน์ได้ว่าทำในลักษณะประกอบธุรกิจจริง ซึ่งสำหรับอาชีพนี้ทำได้ยากกว่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพราะใบอนุญาตออกให้ในนามบุคคลและสังกัดบริษัทเดียว สิ่งที่ช่วยได้คือ
- มีทีมงานในสังกัดที่คุณจ่ายค่าตอบแทนต่อจริง พร้อมหลักฐานการโอนและการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- มีสำนักงานหรือพื้นที่ทำงานที่มีสัญญาเช่ารองรับ
- มีค่าโฆษณาและค่าการตลาดที่ออกใบเสร็จในชื่อคุณ
- แยกบัญชีธนาคารรับค่าบำเหน็จออกจากบัญชีส่วนตัว
ถ้ามีแค่ค่าน้ำมันกับค่ากาแฟลูกค้า การอ้าง 40(8) จะไม่ผ่านเมื่อถูกตรวจ กรณีก้ำกึ่งควรทำหนังสือหารือสรรพากรพื้นที่ไว้ก่อน ส่วนค่ารับรองมีเพดานเฉพาะซึ่งดูได้ที่ ค่ารับรอง หักภาษีได้เท่าไหร่
กรณีศึกษา ค่าบำเหน็จ 2.4 ล้านบาทต่อปี
สมมติตัวแทนคนหนึ่งมีค่าบำเหน็จรวมทั้งปี 2,400,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทเท่ากันทั้งสองกรณี
| รายการ | 40(2) หักเหมา | 40(8) หักตามจริง 50% |
|---|---|---|
| ค่าบำเหน็จทั้งปี | 2,400,000 | 2,400,000 |
| หักค่าใช้จ่าย | 100,000 (เพดาน) | 1,200,000 |
| หักลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 | 60,000 |
| เงินได้สุทธิ | 2,240,000 | 1,140,000 |
| ภาษีที่ต้องจ่าย | 437,000 | 150,000 |
ส่วนต่าง 287,000 บาท จากรายได้ก้อนเดียวกัน
แต่ย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขฝั่งขวาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณเข้าเกณฑ์ 40(8) จริงและมีเอกสารครบ ไม่ใช่แค่เลือกกรอกในแบบยื่นภาษี ถ้าสรรพากรตรวจแล้วเห็นว่าไม่เข้าเกณฑ์ จะถูกประเมินกลับไปเป็น 40(2) พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แนวทางรับมือถ้าถูกเรียกอยู่ที่ สรรพากรเชิญพบ เตรียมตัวอย่างไร
รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT
เมื่อรายรับจากค่าบำเหน็จทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกิน
จุดที่ตัวแทนหลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าธุรกิจประกันชีวิตได้รับยกเว้น VAT ตัวเองจึงไม่ต้องจด ความจริงคือ การยกเว้นนั้นเป็นของเบี้ยประกันที่ลูกค้าจ่ายให้บริษัท ไม่ใช่ของค่าบำเหน็จที่บริษัทจ่ายให้คุณ ค่าบำเหน็จเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการ ซึ่งเป็นคนละกิจกรรมกัน
จุดที่หนักเป็นพิเศษสำหรับอาชีพนี้คือแทบไม่มีภาษีซื้อมาหักลบ เพราะต้นทุนหลักคือค่าเดินทางและค่ารับรองซึ่งมักไม่มีใบกำกับภาษี ผลคือต้องนำส่ง VAT เกือบเต็มจำนวนทุกเดือน สิ่งที่ต้องทำคือกันเงิน 7% ไว้ทันทีที่รับค่าบำเหน็จเข้ามา
วิธีนับรอบรายได้ให้ถูกอ่านที่ สรุปวิธีนับรอบรายได้ 1.8 ล้าน และรายละเอียดว่าค่าบำเหน็จต้องบวก VAT อย่างไรอยู่ที่ ค่านายหน้า หัก ณ ที่จ่าย กี่เปอร์เซ็นต์
ควรจดบริษัทไหม และข้อจำกัดที่อาชีพนี้ต่างจากอาชีพอื่น
เมื่อรายได้สูงและสม่ำเสมอ อัตราภาษีนิติบุคคลของ SME จะต่ำกว่าบุคคลธรรมดามาก โดยกำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินขึ้นไปเสีย 15% และ 20% ตามลำดับ เงื่อนไขและรายละเอียดอยู่ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล
แต่อาชีพตัวแทนประกันมีข้อจำกัดที่อาชีพนายหน้าอื่นไม่มี คือใบอนุญาตจาก คปภ. ออกให้ในนามบุคคล และสัญญาตัวแทนทำกับตัวบุคคล ดังนั้นก่อนตัดสินใจจดบริษัท ต้องตรวจสอบกับบริษัทประกันต้นสังกัดก่อนว่า
- อนุญาตให้จ่ายค่าบำเหน็จเข้าชื่อนิติบุคคลได้หรือไม่
- ถ้าจ่ายเข้าบุคคลเท่านั้น การตั้งบริษัทจะช่วยเรื่องภาษีได้แค่ส่วนของกิจกรรมอื่น เช่น การรับจ้างอบรมหรือที่ปรึกษา ไม่ใช่ตัวค่าบำเหน็จ
ถ้าบริษัทต้นสังกัดจ่ายเข้าบุคคลอย่างเดียว การเปิดบริษัทจะเพิ่มค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีทุกปีโดยไม่ได้ช่วยลดภาษีของรายได้ก้อนหลัก จุดนี้ต่างจาก การวางแผนภาษีของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรับงานในนามบริษัทได้อิสระกว่ามาก
ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างบุคคลธรรมดากับบริษัทดูได้ที่ บุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
ตัวแทนประกันมีประกันสังคมได้ไหม
ตัวแทนอิสระไม่มีนายจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 33 แต่ยังสมัครใจเข้าระบบได้ 2 ทาง
- มาตรา 39 สำหรับคนที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาก่อนและส่งเงินสมทบมาแล้วตามเกณฑ์ ต้องสมัครภายในกำหนดหลังออกจากงาน
- มาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่เคยอยู่ในมาตรา 33 หรือ 39
เงินสมทบที่จ่ายเข้าประกันสังคมใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดสิทธิและเงื่อนไขดูที่ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน
เอกสารที่ตัวแทนประกันต้องเก็บ
| เอกสาร | เหตุผล |
|---|---|
| หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกบริษัท | ใช้เครดิตภาษี ถ้าขาดจะต้องจ่ายซ้ำทั้งที่ถูกหักไปแล้ว |
| รายงานค่าบำเหน็จจากระบบบริษัทต้นสังกัด | ใช้ตรวจว่ายอดในใบ 50 ทวิ ตรงกับที่ได้รับจริง รวมค่าปีแรกและค่าต่ออายุ |
| ใบเสร็จค่าอบรมและค่าต่อใบอนุญาต | เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการหารายได้โดยตรง |
| หลักฐานค่าเดินทางและค่ารับรองลูกค้า | จำเป็นถ้าจะหักตามจริง ควรบันทึกวันที่และชื่อลูกค้ากำกับ |
| สลิปโอนค่าตอบแทนให้ทีมในสังกัด | ใช้พิสูจน์ว่าทำในลักษณะธุรกิจ และเป็นรายจ่ายที่หักได้ |
หลักการเดียวที่ใช้ตัดสินว่ารายจ่ายไหนหักได้คือเกิดขึ้นเพื่อหารายได้หรือไม่ และพิสูจน์ได้หรือไม่ ดูรายการที่หักได้และหักไม่ได้ที่ รายจ่ายแบบไหนบ้างที่หักภาษีได้
คำถามที่พบบ่อย
สรุป
ภาษีของตัวแทนประกันชีวิตสรุปได้ 4 ข้อ
- ยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี ส่วน ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีจะเกี่ยวก็ต่อเมื่อรายได้เป็น 40(8)
- นับรายได้ให้ครบทุกก้อน ทั้งค่าปีแรก ค่าต่ออายุ โบนัส และมูลค่าทริปหรือของรางวัล โดยยึดปีที่ได้รับเงิน
- หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 100,000 บาท ถ้าเป็น 40(2) ซึ่งเป็นกรณีของตัวแทนส่วนใหญ่
- ก่อนคิดจดบริษัท ต้องถามต้นสังกัดก่อน ว่าจ่ายค่าบำเหน็จเข้าชื่อนิติบุคคลได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ การเปิดบริษัทจะเพิ่มต้นทุนโดยไม่ได้ลดภาษีก้อนหลัก
สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรออะไร คือดึงรายงานค่าบำเหน็จจากระบบต้นสังกัดทุกไตรมาส บวกทั้งค่าปีแรกและค่าต่ออายุ แล้วกันเงินภาษีไว้ตามสัดส่วน จะไม่เจอยอดภาษีเซอร์ไพรส์ตอนเดือนมีนาคม
ให้ Greenpro KSP ดูแลภาษีตัวแทนประกันชีวิตให้
ถ้าไม่แน่ใจว่ารายได้ของคุณควรเป็น 40(2) หรือ 40(8) หรือกำลังจะถึงเกณฑ์ต้องจด VAT แล้วยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไร ทีมงานเราคำนวณและวางแผนให้ได้ก่อนตัดสินใจ
ติดต่อสอบถาม โทร 085-067-4884 หรือแอดไลน์ @greenprokspacc หรือกรอกแบบฟอร์มที่หน้า ติดต่อเรา