
รายได้ของอินฟลูเอนเซอร์ถือเป็นเงินได้ประเภทใด
ตามประมวลรัษฎากร รายได้ของอินฟลูเอนเซอร์มักเข้าข่าย เงินได้ตามมาตรา 40 ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบอาชีพหรือการให้บริการ โดยสามารถแบ่งลักษณะรายได้ได้ดังนี้
1. เงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือการให้บริการ (มาตรา 40(2))
รายได้ที่อินฟลูเอนเซอร์ได้รับจากการทำงานให้กับแบรนด์หรือบริษัท เช่น การรีวิวสินค้า การโปรโมตสินค้า หรือการสร้างคอนเทนต์ให้กับบริษัท มักถูกจัดอยู่ใน เงินได้ตามมาตรา 40(2) ซึ่งเป็นเงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือการให้บริการ
ตัวอย่างรายได้ประเภทนี้ ได้แก่
- การรีวิวสินค้า
- การโปรโมตแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย
- การทำคอนเทนต์โฆษณาให้กับบริษัท
- การรับงาน Presenter หรือ Brand Ambassador
โดยในบางกรณี บริษัทที่จ้างอินฟลูเอนเซอร์อาจมีการ หักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนจ่ายเงิน ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์สามารถนำเอกสารหักภาษีดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีประจำปีได้
2. เงินได้จากการประกอบธุรกิจ (มาตรา 40(8))
หากอินฟลูเอนเซอร์มีการสร้างรายได้จากการทำธุรกิจของตนเอง เช่น การขายสินค้า การสร้างแบรนด์สินค้า หรือการทำ Affiliate Marketing รายได้เหล่านี้มักถูกจัดอยู่ใน เงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น
- การขายสินค้าออนไลน์ผ่านช่องของตนเอง
- การสร้างแบรนด์สินค้า เช่น เสื้อผ้า หรือเครื่องสำอาง
- รายได้จาก Affiliate Marketing
- รายได้จากการเปิดร้านค้าออนไลน์
รายได้ประเภทนี้มักสามารถหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้ตามการจ่ายจริง
3. รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์
อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากมีรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง เช่น รายได้จากโฆษณาที่แสดงในวิดีโอ หรือรายได้จากระบบสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์
ตัวอย่างรายได้ เช่น
- รายได้จาก YouTube Ads
- รายได้จาก TikTok Creator Program
- รายได้จาก Facebook Ad Break
- รายได้จากการสนับสนุนของผู้ติดตาม
รายได้จากแพลตฟอร์มเหล่านี้ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเช่นเดียวกับรายได้จากการทำงานประเภทอื่น
อินฟลูเอนเซอร์ต้องยื่นภาษีแบบไหน
รายได้จากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรูปแบบการยื่นจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้และประเภทของเงินได้ที่เกิดขึ้น
1. การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ซึ่งเป็นภาษีประจำปี
อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เนื่องจากรายได้จากการทำคอนเทนต์ รีวิวสินค้า มักเข้าข่ายเป็นรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระ
แบบ ภ.ง.ด.90 ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น
- รายได้จากการให้บริการ
- รายได้จากการทำธุรกิจ
- รายได้จากงานอิสระ
- รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์
โดยผู้มีรายได้ต้องนำรายได้ทั้งหมดที่ได้รับในรอบปีภาษีมารวมกันเพื่อคำนวณภาษี
2. กรณีมีรายได้หลายช่องทาง
อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่มักมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น
- ค่ารีวิวสินค้า
- ค่าโฆษณาจากแพลตฟอร์ม
- รายได้จากการขายสินค้า
- รายได้จาก Affiliate Marketing
รายได้ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนำมายื่นในแบบภาษีประจำปี
3. การยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94)
หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จากการประกอบธุรกิจ หรืออาชีพอิสระ เช่น รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ หรือรายได้จากการทำธุรกิจส่วนตัว อาจมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ซึ่งเป็นการยื่นภาษีครึ่งปี
การยื่นภาษีครึ่งปีจะใช้สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีภาษี เพื่อช่วยกระจายภาระภาษีและลดภาระการจ่ายภาษีในช่วงปลายปี
4. กรณีมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
บางกรณีบริษัทที่จ้างอินฟลูเอนเซอร์ทำรีวิวสินค้า หรือโปรโมตแบรนด์ อาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนจ่ายเงิน โดยผู้ว่าจ้างจะออกเอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้กับอินฟลูเอนเซอร์
เอกสารนี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษี และใช้เครดิตภาษีในการยื่นแบบภาษีประจำปี
ค่าใช้จ่ายที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถหักภาษีได้
ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักได้ควรเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้โดยตรง และควรมีหลักฐานประกอบ เช่น ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารทางการเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษี
1. ค่าอุปกรณ์สำหรับการทำคอนเทนต์
การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หลายประเภท ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ หากใช้เพื่อการทำงานโดยตรง เช่น
- กล้องถ่ายภาพหรือกล้องวิดีโอ
- ไมโครโฟนและอุปกรณ์บันทึกเสียง
- คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กสำหรับตัดต่อวิดีโอ
- อุปกรณ์ไฟส่องสว่างสำหรับการถ่ายทำ
- ขาตั้งกล้อง หรืออุปกรณ์เสริมในการถ่ายทำ
อุปกรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการผลิตคอนเทนต์ และสามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพได้
2. ค่าใช้จ่ายในการผลิตคอนเทนต์
อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ เช่น ค่าเดินทาง ค่าฉาก หรือค่าโปรดักชันต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักภาษีได้เช่นกัน
ตัวอย่างค่าใช้จ่าย เช่น
- ค่าเดินทางไปถ่ายทำคอนเทนต์
- ค่าเช่าสถานที่ถ่ายทำ
- ค่าอุปกรณ์ประกอบฉาก
- ค่าแต่งหน้า หรือสไตลิสต์
- ค่าโปรดักชันในการถ่ายทำวิดีโอ
3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินงานออนไลน์
นอกจากค่าอุปกรณ์และค่าโปรดักชันแล้ว อินฟลูเอนเซอร์ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานออนไลน์ ซึ่งสามารถนำมาหักภาษีได้ เช่น
- ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าแพลตฟอร์มออนไลน์หรือระบบสมาชิก
- ค่าโปรแกรมตัดต่อวิดีโอหรือซอฟต์แวร์
- ค่าโฆษณาเพื่อโปรโมตคอนเทนต์
- ค่าจ้างทีมงาน เช่น ช่างภาพ หรือผู้ตัดต่อวิดีโอ
4. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคอนเทนต์และแบรนด์
อินฟลูเอนเซอร์บางรายอาจมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพของคอนเทนต์หรือการสร้างแบรนด์ส่วนตัว เช่น
- ค่าอบรมหรือคอร์สเรียนเกี่ยวกับการทำคอนเทนต์
- ค่าออกแบบโลโก้หรือแบรนด์
- ค่าออกแบบเว็บไซต์หรือช่องทางออนไลน์
วิธีวางแผนภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์
การวางแผนภาษีที่ดีไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการจัดการรายได้ ค่าใช้จ่าย และเอกสารทางการเงินให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถคำนวณภาษีได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
1. แยกบัญชีรายรับสำหรับงานอินฟลูเอนเซอร์
แยกบัญชีธนาคารสำหรับรายได้จากการทำคอนเทนต์หรือการรับงานออนไลน์ออกจากบัญชีส่วนตัว การแยกบัญชีจะช่วยให้สามารถติดตามรายได้จากการทำงานได้ง่ายขึ้น และช่วยให้การคำนวณภาษีมีความชัดเจนมากขึ้น
2. บันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
การบันทึกรายรับรายจ่ายจะช่วยให้สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้อย่างถูกต้อง และช่วยให้การยื่นภาษีประจำปีทำได้ง่ายขึ้น
- รายได้จากการรีวิวสินค้า
- รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์
- รายได้จากการขายสินค้า
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำคอนเทนต์
3. เก็บเอกสารทางการเงินให้ครบถ้วน
เอกสารทางการเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการคำนวณภาษี อินฟลูเอนเซอร์ควรจัดเก็บเอกสารเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการหักค่าใช้จ่าย หรือใช้เครดิตภาษีเมื่อยื่นแบบภาษีประจำปี
4. เตรียมเงินสำหรับการเสียภาษีล่วงหน้า
อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เตรียมเงินสำหรับการเสียภาษี ทำให้เกิดภาระทางการเงินเมื่อถึงช่วงยื่นภาษี ดังนั้นจึงควรวางแผนสำรองเงินบางส่วนจากรายได้ไว้สำหรับการชำระภาษี
5. ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จำนวนมาก หรือมีรายได้จากหลายช่องทาง การปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจะช่วยให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสม
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีอินฟลูเอนเซอร์
อินฟลูเอนเซอร์ต้องเสียภาษีหรือไม่
อินฟลูเอนเซอร์ต้องยื่นแบบเสียภาษี หากมีรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อปีเพราะรายได้จากการรีวิวสินค้า การรับงานโฆษณา หรือรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม
ต้องเสียภาษีค่ะ เพราะรายได้จากโฆษณา หรือรายได้จากระบบสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์ถือเป็นรายได้ตามกฎหมายภาษี ซึ่งต้องนำมารวมกับรายได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อินฟลูเอนเซอร์ต้องยื่นภาษีแบบไหน
อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่มักต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ซึ่งเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่มีรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระ หรือการทำธุรกิจ
อินฟลูเอนเซอร์ต้องจด VAT หรือไม่
หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี รวมถึงยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
หากบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย อินฟลูเอนเซอร์ยังต้องยื่นภาษีอีกหรือไม่
ยังต้องยื่นภาษีค่ะ เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการหักภาษีล่วงหน้า ผู้มีรายได้ยังคงต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณภาษีประจำปี และสามารถใช้เอกสาร ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เป็นเครดิตภาษีได้
สรุป
อาชีพอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายได้จากการรีวิวสินค้า การทำคอนเทนต์ การรับโฆษณา หรือรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ล้วนถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย
อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่ต้องยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90 และในบางกรณีอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับภาษีครึ่งปี หากมีรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระหรือการทำธุรกิจ นอกจากนี้ หากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย