การเสียภาษีของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญต่อการทำธุรกิจและการสื่อสาร อาชีพ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือผู้สร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น YouTube, TikTok, Instagram และ Facebook ได้กลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก หลายคนสามารถสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ รีวิวสินค้า โปรโมตแบรนด์ หรือไลฟ์ขายสินค้า จนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

แม้รายได้จากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ตามกฎหมายภาษี รายได้เหล่านี้ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับรายได้จากอาชีพอื่น ๆ ดังนั้นผู้ที่ประกอบอาชีพอินฟลูเอนเซอร์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีต่อกรมสรรพากรตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

รายได้ของอินฟลูเอนเซอร์อาจมาจากหลายแหล่ง เช่น

  • ค่ารีวิวสินค้า หรือโปรโมตแบรนด์
  • ค่าโฆษณาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น YouTube หรือ Facebook
  • รายได้จากการไลฟ์ขายสินค้า
  • รายได้จากการทำ Affiliate Marketing
  • รายได้จากการขายสินค้า หรือสร้างแบรนด์ของตนเอง

รายได้เหล่านี้ถือเป็น รายได้จากการประกอบอาชีพอิสระหรือการให้บริการ ซึ่งผู้มีรายได้จะต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จำนวนมากจนเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น มีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี รวมถึงยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือน

การเข้าใจหลักการเสียภาษีสำหรับอาชีพอินฟลูเอนเซอร์จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถบริหารรายได้ วางแผนภาษี และปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาทางภาษีในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์มือใหม่ หรือผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้เกี่ยวกับการเสียภาษี การยื่นแบบภาษี และการจัดการรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้สามารถทำงานในสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

สารบัญ

รายได้ของอินฟลูเอนเซอร์ถือเป็นเงินได้ประเภทใด

ตามประมวลรัษฎากร รายได้ของอินฟลูเอนเซอร์มักเข้าข่าย เงินได้ตามมาตรา 40 ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบอาชีพหรือการให้บริการ โดยสามารถแบ่งลักษณะรายได้ได้ดังนี้

1. เงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือการให้บริการ (มาตรา 40(2))

รายได้ที่อินฟลูเอนเซอร์ได้รับจากการทำงานให้กับแบรนด์หรือบริษัท เช่น การรีวิวสินค้า การโปรโมตสินค้า หรือการสร้างคอนเทนต์ให้กับบริษัท มักถูกจัดอยู่ใน เงินได้ตามมาตรา 40(2) ซึ่งเป็นเงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือการให้บริการ

ตัวอย่างรายได้ประเภทนี้ ได้แก่

  • การรีวิวสินค้า
  • การโปรโมตแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย
  • การทำคอนเทนต์โฆษณาให้กับบริษัท
  • การรับงาน Presenter หรือ Brand Ambassador

โดยในบางกรณี บริษัทที่จ้างอินฟลูเอนเซอร์อาจมีการ หักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนจ่ายเงิน ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์สามารถนำเอกสารหักภาษีดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีประจำปีได้

2. เงินได้จากการประกอบธุรกิจ (มาตรา 40(8))

หากอินฟลูเอนเซอร์มีการสร้างรายได้จากการทำธุรกิจของตนเอง เช่น การขายสินค้า การสร้างแบรนด์สินค้า หรือการทำ Affiliate Marketing รายได้เหล่านี้มักถูกจัดอยู่ใน เงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น

  • การขายสินค้าออนไลน์ผ่านช่องของตนเอง
  • การสร้างแบรนด์สินค้า เช่น เสื้อผ้า หรือเครื่องสำอาง
  • รายได้จาก Affiliate Marketing
  • รายได้จากการเปิดร้านค้าออนไลน์

รายได้ประเภทนี้มักสามารถหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้ตามการจ่ายจริง

3. รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์

อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากมีรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง เช่น รายได้จากโฆษณาที่แสดงในวิดีโอ หรือรายได้จากระบบสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์

ตัวอย่างรายได้ เช่น

  • รายได้จาก YouTube Ads
  • รายได้จาก TikTok Creator Program
  • รายได้จาก Facebook Ad Break
  • รายได้จากการสนับสนุนของผู้ติดตาม

รายได้จากแพลตฟอร์มเหล่านี้ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเช่นเดียวกับรายได้จากการทำงานประเภทอื่น

อินฟลูเอนเซอร์ต้องยื่นภาษีแบบไหน

รายได้จากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรูปแบบการยื่นจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้และประเภทของเงินได้ที่เกิดขึ้น

1. การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ซึ่งเป็นภาษีประจำปี

อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เนื่องจากรายได้จากการทำคอนเทนต์ รีวิวสินค้า มักเข้าข่ายเป็นรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระ 

แบบ ภ.ง.ด.90 ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น

  • รายได้จากการให้บริการ
  • รายได้จากการทำธุรกิจ
  • รายได้จากงานอิสระ
  • รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์

โดยผู้มีรายได้ต้องนำรายได้ทั้งหมดที่ได้รับในรอบปีภาษีมารวมกันเพื่อคำนวณภาษี

2. กรณีมีรายได้หลายช่องทาง

อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่มักมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น

  • ค่ารีวิวสินค้า
  • ค่าโฆษณาจากแพลตฟอร์ม
  • รายได้จากการขายสินค้า
  • รายได้จาก Affiliate Marketing

รายได้ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนำมายื่นในแบบภาษีประจำปี

3. การยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94)

หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จากการประกอบธุรกิจ หรืออาชีพอิสระ เช่น รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ หรือรายได้จากการทำธุรกิจส่วนตัว อาจมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ซึ่งเป็นการยื่นภาษีครึ่งปี

การยื่นภาษีครึ่งปีจะใช้สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีภาษี เพื่อช่วยกระจายภาระภาษีและลดภาระการจ่ายภาษีในช่วงปลายปี

4. กรณีมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

บางกรณีบริษัทที่จ้างอินฟลูเอนเซอร์ทำรีวิวสินค้า หรือโปรโมตแบรนด์ อาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนจ่ายเงิน โดยผู้ว่าจ้างจะออกเอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้กับอินฟลูเอนเซอร์

เอกสารนี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษี และใช้เครดิตภาษีในการยื่นแบบภาษีประจำปี

ค่าใช้จ่ายที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถหักภาษีได้

ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักได้ควรเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้โดยตรง และควรมีหลักฐานประกอบ เช่น ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารทางการเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษี

1. ค่าอุปกรณ์สำหรับการทำคอนเทนต์

การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หลายประเภท ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ หากใช้เพื่อการทำงานโดยตรง เช่น

  • กล้องถ่ายภาพหรือกล้องวิดีโอ
  • ไมโครโฟนและอุปกรณ์บันทึกเสียง
  • คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กสำหรับตัดต่อวิดีโอ
  • อุปกรณ์ไฟส่องสว่างสำหรับการถ่ายทำ
  • ขาตั้งกล้อง หรืออุปกรณ์เสริมในการถ่ายทำ

อุปกรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการผลิตคอนเทนต์ และสามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพได้

2. ค่าใช้จ่ายในการผลิตคอนเทนต์

อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ เช่น ค่าเดินทาง ค่าฉาก หรือค่าโปรดักชันต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักภาษีได้เช่นกัน

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย เช่น

  • ค่าเดินทางไปถ่ายทำคอนเทนต์
  • ค่าเช่าสถานที่ถ่ายทำ
  • ค่าอุปกรณ์ประกอบฉาก
  • ค่าแต่งหน้า หรือสไตลิสต์
  • ค่าโปรดักชันในการถ่ายทำวิดีโอ

3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินงานออนไลน์

นอกจากค่าอุปกรณ์และค่าโปรดักชันแล้ว อินฟลูเอนเซอร์ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานออนไลน์ ซึ่งสามารถนำมาหักภาษีได้ เช่น

  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าแพลตฟอร์มออนไลน์หรือระบบสมาชิก
  • ค่าโปรแกรมตัดต่อวิดีโอหรือซอฟต์แวร์
  • ค่าโฆษณาเพื่อโปรโมตคอนเทนต์
  • ค่าจ้างทีมงาน เช่น ช่างภาพ หรือผู้ตัดต่อวิดีโอ

4. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคอนเทนต์และแบรนด์

อินฟลูเอนเซอร์บางรายอาจมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพของคอนเทนต์หรือการสร้างแบรนด์ส่วนตัว เช่น

  • ค่าอบรมหรือคอร์สเรียนเกี่ยวกับการทำคอนเทนต์
  • ค่าออกแบบโลโก้หรือแบรนด์
  • ค่าออกแบบเว็บไซต์หรือช่องทางออนไลน์

วิธีวางแผนภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์

การวางแผนภาษีที่ดีไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการจัดการรายได้ ค่าใช้จ่าย และเอกสารทางการเงินให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถคำนวณภาษีได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

1. แยกบัญชีรายรับสำหรับงานอินฟลูเอนเซอร์

แยกบัญชีธนาคารสำหรับรายได้จากการทำคอนเทนต์หรือการรับงานออนไลน์ออกจากบัญชีส่วนตัว การแยกบัญชีจะช่วยให้สามารถติดตามรายได้จากการทำงานได้ง่ายขึ้น และช่วยให้การคำนวณภาษีมีความชัดเจนมากขึ้น

2. บันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ

การบันทึกรายรับรายจ่ายจะช่วยให้สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้อย่างถูกต้อง และช่วยให้การยื่นภาษีประจำปีทำได้ง่ายขึ้น

  • รายได้จากการรีวิวสินค้า
  • รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์
  • รายได้จากการขายสินค้า
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำคอนเทนต์

3. เก็บเอกสารทางการเงินให้ครบถ้วน

เอกสารทางการเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการคำนวณภาษี อินฟลูเอนเซอร์ควรจัดเก็บเอกสารเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการหักค่าใช้จ่าย หรือใช้เครดิตภาษีเมื่อยื่นแบบภาษีประจำปี

4. เตรียมเงินสำหรับการเสียภาษีล่วงหน้า

อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เตรียมเงินสำหรับการเสียภาษี ทำให้เกิดภาระทางการเงินเมื่อถึงช่วงยื่นภาษี ดังนั้นจึงควรวางแผนสำรองเงินบางส่วนจากรายได้ไว้สำหรับการชำระภาษี

5. ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จำนวนมาก หรือมีรายได้จากหลายช่องทาง การปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจะช่วยให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสม 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีอินฟลูเอนเซอร์

อินฟลูเอนเซอร์ต้องเสียภาษีหรือไม่

อินฟลูเอนเซอร์ต้องยื่นแบบเสียภาษี หากมีรายได้มากกว่า  60,000 บาทต่อปีเพราะรายได้จากการรีวิวสินค้า การรับงานโฆษณา หรือรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม

ต้องเสียภาษีค่ะ เพราะรายได้จากโฆษณา หรือรายได้จากระบบสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์ถือเป็นรายได้ตามกฎหมายภาษี ซึ่งต้องนำมารวมกับรายได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อินฟลูเอนเซอร์ต้องยื่นภาษีแบบไหน

อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่มักต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ซึ่งเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่มีรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระ หรือการทำธุรกิจ

อินฟลูเอนเซอร์ต้องจด VAT หรือไม่

หากอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี รวมถึงยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

หากบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย อินฟลูเอนเซอร์ยังต้องยื่นภาษีอีกหรือไม่

ยังต้องยื่นภาษีค่ะ เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการหักภาษีล่วงหน้า ผู้มีรายได้ยังคงต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณภาษีประจำปี และสามารถใช้เอกสาร ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เป็นเครดิตภาษีได้

สรุป

อาชีพอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายได้จากการรีวิวสินค้า การทำคอนเทนต์ การรับโฆษณา หรือรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ล้วนถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย

อินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่ต้องยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90 และในบางกรณีอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับภาษีครึ่งปี หากมีรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระหรือการทำธุรกิจ นอกจากนี้ หากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย

แชร์บทความนี้:


ผู้เขียน

Picture of เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมากกว่า 400 บริษัท และเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด