ตัวแทนประกันชีวิต ยื่นภาษีแบบไหน

ตัวแทนประกันชีวิต ยื่นภาษีแบบไหน ใช้ ภ.ง.ด. อะไร

คำตอบสั้นที่สุดคือ **ยื่น ภ.ง.ด.90 ช่วงมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป** เพราะค่าบำเหน็จจากการขายประกันเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ซึ่งไม่ต้องยื่นครึ่งปี ส่วน ภ.ง.ด.94 จะเกี่ยวข้องก็ต่อเมื่อรายได้ของคุณถูกจัดเป็นเงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นกรณีของตัวแทนที่ทำเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบเท่านั้น

ที่ต้องเข้าใจต่อคือ **บริษัทประกันหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วไม่ได้แปลว่าจบ** เงินก้อนนั้นเป็นภาษีจ่ายล่วงหน้า คุณยังต้องยื่นแบบเองทุกปีเพื่อเอาไปเครดิต ถ้าถูกหักเกินจะได้คืน ถ้าหักไว้ขาดต้องจ่ายเพิ่ม

บทความนี้ไม่ได้อธิบายว่าหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะมีหน้าอื่นอธิบายไว้ครบแล้วที่ ค่านายหน้า หัก ณ ที่จ่าย กี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะเจาะเฉพาะเรื่องที่จริงกับอาชีพขายประกันเท่านั้น

สารบัญ

ตัวแทนประกันชีวิตต้องยื่นแบบอะไรบ้าง

แบบยื่นเมื่อไหร่ใครต้องยื่น
ภ.ง.ด.90ม.ค. ถึง มี.ค. ปีถัดไปตัวแทนทุกคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์
ภ.ง.ด.94ก.ค. ถึง ก.ย. ปีเดียวกันเฉพาะผู้มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8)
ภ.พ.30ทุกเดือน ภายในวันที่ 15เฉพาะคนที่จดทะเบียน VAT แล้ว

ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ทั้งหมด และมักขยายเวลาให้อีกประมาณ 8 วันเมื่อยื่นทางออนไลน์ ขั้นตอนยื่นแบบละเอียดดูที่ การยื่นภาษีบุคคลธรรมดา

ทำไมตัวแทนส่วนใหญ่ไม่ต้องยื่นครึ่งปี

เพราะ ภ.ง.ด.94 บังคับเฉพาะผู้มีเงินได้ประเภท 40(5) ถึง 40(8) ในขณะที่ค่าบำเหน็จจากการขายประกันโดยหลักเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งไม่อยู่ในข่าย

แต่ถ้าคุณเป็นผู้บริหารหน่วยที่มีทีมงานในสังกัด มีสำนักงานของตัวเอง จ่ายค่าตอบแทนต่อให้ทีม และรายได้ถูกจัดเป็น 40(8) กรณีนี้ต้องยื่นครึ่งปีด้วย รายละเอียดอยู่ที่ ภ.ง.ด.94 คืออะไร

ส่วนเกณฑ์ว่ารายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นภาษีเลยหรือไม่ ดูที่ ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้เท่าไหร่ต้องยื่น

ตัวแทนกับนายหน้าประกันชีวิต ต่างกันยังไงในมุมภาษี

สองคำนี้คนใช้ปนกัน แต่ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตเป็นคนละสถานะ

ตัวแทนประกันชีวิตนายหน้าประกันชีวิต
สังกัดบริษัทประกันที่มอบหมาย โดยปกติสังกัดเดียวไม่สังกัดบริษัท ทำงานให้ผู้เอาประกัน เสนอได้หลายบริษัท
ใบอนุญาตใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตจาก คปภ.ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิตจาก คปภ.
ผู้จ่ายค่าบำเหน็จบริษัทต้นสังกัด รายเดียวได้จากหลายบริษัท
ประเภทเงินได้40(2) โดยหลัก40(2) โดยหลัก

ในมุมภาษีเงินได้แทบไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นเงินได้ 40(2) หักค่าใช้จ่ายได้เท่ากัน ยื่นแบบเดียวกัน

จุดที่ต่างจริงคือ จำนวนใบหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ต้องเก็บ ตัวแทนสังกัดเดียวจะได้ใบเดียวรวบยอด แต่นายหน้าที่รับงานหลายบริษัทต้องไล่เก็บให้ครบทุกเจ้า ถ้าขาดไปแม้แต่ใบเดียวจะเครดิตภาษีไม่ครบ ดูรายละเอียดที่ 50 ทวิ คืออะไร

ค่าคอมปีแรก ค่าคอมต่ออายุ และโบนัส นับเป็นรายได้ปีไหน

นี่คือจุดที่ทำให้ภาษีของอาชีพนี้ต่างจากนายหน้าอาชีพอื่น เพราะรายได้ไม่ได้จบในดีลเดียว

ประเภทรายได้ลักษณะนับเป็นเงินได้ปีไหน
ค่าบำเหน็จปีแรกอัตราสูงสุด ได้ตอนกรมธรรม์ออกปีที่ได้รับเงิน
ค่าบำเหน็จปีต่ออายุอัตราต่ำกว่า ทยอยได้ตามที่ลูกค้าจ่ายเบี้ยต่อปีที่ได้รับเงินแต่ละงวด
โบนัสผลงานหรือรางวัลคุณภาพจ่ายตามเป้าหรือตามอัตราความคงอยู่ปีที่ได้รับเงิน
ค่าตอบแทนจากทีมในสังกัดสำหรับผู้บริหารหน่วยปีที่ได้รับเงิน

หลักคือ ยึดปีที่ได้รับเงินจริง ไม่ใช่ปีที่ขายกรมธรรม์ ดังนั้นค่าบำเหน็จต่ออายุจากกรมธรรม์ที่ขายไปเมื่อ 5 ปีก่อน ถือเป็นเงินได้ของปีที่รับเงิน ไม่ใช่ของปีที่ปิดการขาย

ผลในทางปฏิบัติคือ รายได้ของตัวแทนที่ทำมานานจะทบขึ้นเรื่อย ๆ จากค่าต่ออายุที่สะสมหลายปีรวมกัน หลายคนไม่ได้บวกส่วนนี้ตอนประเมินภาษี พอถึงปลายปีเลยเจอยอดภาษีสูงกว่าที่คิด วิธีป้องกันคือดึงรายงานค่าบำเหน็จจากระบบของบริษัทต้นสังกัดทุกไตรมาส แล้วบวกทั้งค่าปีแรกและค่าต่ออายุเข้าด้วยกัน

ทริป รางวัล และของรางวัลจากบริษัท ต้องเสียภาษีไหม

ต้องเสีย ตามประมวลรัษฎากร เงินได้พึงประเมินไม่ได้หมายถึงเงินสดอย่างเดียว แต่รวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่คำนวณได้เป็นเงินด้วย

สิ่งที่ได้รับถือเป็นเงินได้ไหม
ทริปต่างประเทศจากการทำยอดใช่ คิดตามมูลค่าที่บริษัทจ่ายไป
ทองคำ รถยนต์ หรือของรางวัลใช่ คิดตามราคาตลาด
โบนัสเงินสดตามเป้าใช่
ค่าอบรมสัมมนาที่บริษัทจัดให้ทุกคนโดยทั่วไปไม่ถือเป็นประโยชน์เฉพาะตัว

ในทางปฏิบัติบริษัทประกันมักรวมมูลค่าเหล่านี้ไว้ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคุณยื่นภาษีตามยอดในใบ 50 ทวิ ก็ถือว่าครบ แต่ควรอ่านใบให้ละเอียดว่ายอดที่ระบุรวมอะไรบ้าง เพราะบางคนเห็นตัวเลขสูงกว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีแล้วคิดว่าบริษัทออกผิด ทั้งที่เป็นมูลค่าทริปที่บวกเข้ามา

หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่

ถ้าเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งเป็นกรณีของตัวแทนส่วนใหญ่ หักเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และถ้าคุณมีเงินเดือนประจำด้วย เพดานนี้ต้องนับรวมกันทั้งสองก้อน ไม่ใช่แยก

ข้อจำกัดนี้โหดมากสำหรับอาชีพขายประกัน เพราะต้นทุนจริงมักสูงกว่านั้นหลายเท่า ทั้งค่าเดินทางพบลูกค้า ค่าเลี้ยงรับรอง ค่าของขวัญตามเทศกาล ค่าอบรมต่อใบอนุญาต และค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่

การจะขยับไปเป็นเงินได้ 40(8) เพื่อหักตามจริง ต้องพิสูจน์ได้ว่าทำในลักษณะประกอบธุรกิจจริง ซึ่งสำหรับอาชีพนี้ทำได้ยากกว่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพราะใบอนุญาตออกให้ในนามบุคคลและสังกัดบริษัทเดียว สิ่งที่ช่วยได้คือ

  • มีทีมงานในสังกัดที่คุณจ่ายค่าตอบแทนต่อจริง พร้อมหลักฐานการโอนและการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • มีสำนักงานหรือพื้นที่ทำงานที่มีสัญญาเช่ารองรับ
  • มีค่าโฆษณาและค่าการตลาดที่ออกใบเสร็จในชื่อคุณ
  • แยกบัญชีธนาคารรับค่าบำเหน็จออกจากบัญชีส่วนตัว

ถ้ามีแค่ค่าน้ำมันกับค่ากาแฟลูกค้า การอ้าง 40(8) จะไม่ผ่านเมื่อถูกตรวจ กรณีก้ำกึ่งควรทำหนังสือหารือสรรพากรพื้นที่ไว้ก่อน ส่วนค่ารับรองมีเพดานเฉพาะซึ่งดูได้ที่ ค่ารับรอง หักภาษีได้เท่าไหร่

กรณีศึกษา ค่าบำเหน็จ 2.4 ล้านบาทต่อปี

สมมติตัวแทนคนหนึ่งมีค่าบำเหน็จรวมทั้งปี 2,400,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทเท่ากันทั้งสองกรณี

รายการ40(2) หักเหมา40(8) หักตามจริง 50%
ค่าบำเหน็จทั้งปี2,400,0002,400,000
หักค่าใช้จ่าย100,000 (เพดาน)1,200,000
หักลดหย่อนส่วนตัว60,00060,000
เงินได้สุทธิ2,240,0001,140,000
ภาษีที่ต้องจ่าย437,000150,000

ส่วนต่าง 287,000 บาท จากรายได้ก้อนเดียวกัน

แต่ย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขฝั่งขวาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณเข้าเกณฑ์ 40(8) จริงและมีเอกสารครบ ไม่ใช่แค่เลือกกรอกในแบบยื่นภาษี ถ้าสรรพากรตรวจแล้วเห็นว่าไม่เข้าเกณฑ์ จะถูกประเมินกลับไปเป็น 40(2) พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แนวทางรับมือถ้าถูกเรียกอยู่ที่ สรรพากรเชิญพบ เตรียมตัวอย่างไร

รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT

เมื่อรายรับจากค่าบำเหน็จทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกิน

จุดที่ตัวแทนหลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าธุรกิจประกันชีวิตได้รับยกเว้น VAT ตัวเองจึงไม่ต้องจด ความจริงคือ การยกเว้นนั้นเป็นของเบี้ยประกันที่ลูกค้าจ่ายให้บริษัท ไม่ใช่ของค่าบำเหน็จที่บริษัทจ่ายให้คุณ ค่าบำเหน็จเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการ ซึ่งเป็นคนละกิจกรรมกัน

จุดที่หนักเป็นพิเศษสำหรับอาชีพนี้คือแทบไม่มีภาษีซื้อมาหักลบ เพราะต้นทุนหลักคือค่าเดินทางและค่ารับรองซึ่งมักไม่มีใบกำกับภาษี ผลคือต้องนำส่ง VAT เกือบเต็มจำนวนทุกเดือน สิ่งที่ต้องทำคือกันเงิน 7% ไว้ทันทีที่รับค่าบำเหน็จเข้ามา

วิธีนับรอบรายได้ให้ถูกอ่านที่ สรุปวิธีนับรอบรายได้ 1.8 ล้าน และรายละเอียดว่าค่าบำเหน็จต้องบวก VAT อย่างไรอยู่ที่ ค่านายหน้า หัก ณ ที่จ่าย กี่เปอร์เซ็นต์

ควรจดบริษัทไหม และข้อจำกัดที่อาชีพนี้ต่างจากอาชีพอื่น

เมื่อรายได้สูงและสม่ำเสมอ อัตราภาษีนิติบุคคลของ SME จะต่ำกว่าบุคคลธรรมดามาก โดยกำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินขึ้นไปเสีย 15% และ 20% ตามลำดับ เงื่อนไขและรายละเอียดอยู่ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล

แต่อาชีพตัวแทนประกันมีข้อจำกัดที่อาชีพนายหน้าอื่นไม่มี คือใบอนุญาตจาก คปภ. ออกให้ในนามบุคคล และสัญญาตัวแทนทำกับตัวบุคคล ดังนั้นก่อนตัดสินใจจดบริษัท ต้องตรวจสอบกับบริษัทประกันต้นสังกัดก่อนว่า

  • อนุญาตให้จ่ายค่าบำเหน็จเข้าชื่อนิติบุคคลได้หรือไม่
  • ถ้าจ่ายเข้าบุคคลเท่านั้น การตั้งบริษัทจะช่วยเรื่องภาษีได้แค่ส่วนของกิจกรรมอื่น เช่น การรับจ้างอบรมหรือที่ปรึกษา ไม่ใช่ตัวค่าบำเหน็จ

ถ้าบริษัทต้นสังกัดจ่ายเข้าบุคคลอย่างเดียว การเปิดบริษัทจะเพิ่มค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีทุกปีโดยไม่ได้ช่วยลดภาษีของรายได้ก้อนหลัก จุดนี้ต่างจาก การวางแผนภาษีของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรับงานในนามบริษัทได้อิสระกว่ามาก

ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างบุคคลธรรมดากับบริษัทดูได้ที่ บุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท

ตัวแทนประกันมีประกันสังคมได้ไหม

ตัวแทนอิสระไม่มีนายจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 33 แต่ยังสมัครใจเข้าระบบได้ 2 ทาง

  • มาตรา 39 สำหรับคนที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาก่อนและส่งเงินสมทบมาแล้วตามเกณฑ์ ต้องสมัครภายในกำหนดหลังออกจากงาน
  • มาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่เคยอยู่ในมาตรา 33 หรือ 39

เงินสมทบที่จ่ายเข้าประกันสังคมใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดสิทธิและเงื่อนไขดูที่ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน

เอกสารที่ตัวแทนประกันต้องเก็บ

เอกสารเหตุผล
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกบริษัทใช้เครดิตภาษี ถ้าขาดจะต้องจ่ายซ้ำทั้งที่ถูกหักไปแล้ว
รายงานค่าบำเหน็จจากระบบบริษัทต้นสังกัดใช้ตรวจว่ายอดในใบ 50 ทวิ ตรงกับที่ได้รับจริง รวมค่าปีแรกและค่าต่ออายุ
ใบเสร็จค่าอบรมและค่าต่อใบอนุญาตเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการหารายได้โดยตรง
หลักฐานค่าเดินทางและค่ารับรองลูกค้าจำเป็นถ้าจะหักตามจริง ควรบันทึกวันที่และชื่อลูกค้ากำกับ
สลิปโอนค่าตอบแทนให้ทีมในสังกัดใช้พิสูจน์ว่าทำในลักษณะธุรกิจ และเป็นรายจ่ายที่หักได้

หลักการเดียวที่ใช้ตัดสินว่ารายจ่ายไหนหักได้คือเกิดขึ้นเพื่อหารายได้หรือไม่ และพิสูจน์ได้หรือไม่ ดูรายการที่หักได้และหักไม่ได้ที่ รายจ่ายแบบไหนบ้างที่หักภาษีได้

คำถามที่พบบ่อย

ยื่น ภ.ง.ด.90 ช่วงมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป เพราะค่าบำเหน็จเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งไม่ต้องยื่นครึ่งปี ยกเว้นกรณีที่รายได้ถูกจัดเป็น 40(8) จึงต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เพิ่มในช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน
ต้องยื่น เพราะเงินที่ถูกหักเป็นภาษีจ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย เมื่อยื่นแล้วถ้าถูกหักไว้เกินจะได้คืน ถ้าหักไว้ขาดต้องจ่ายเพิ่ม
ปีที่ได้รับเงินจริง ไม่ใช่ปีที่ขายกรมธรรม์ ดังนั้นค่าต่ออายุที่เข้ามาปีนี้ต้องนำมารวมกับค่าบำเหน็จปีแรกของปีนี้ทั้งหมด
ต้อง เพราะเป็นประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ โดยปกติบริษัทจะรวมมูลค่าไว้ในใบ 50 ทวิ ให้แล้ว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ยอดในใบมักสูงกว่าเงินที่โอนเข้าบัญชี
ต้องยื่น และต้องนำไปรวมกับเงินเดือนประจำ ที่สำคัญคือเพดานหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาทต้องนับรวมกันทั้งสองก้อน ไม่ใช่แยกก้อนละแสน
ต้องจด เพราะการยกเว้นเป็นของเบี้ยประกันที่ลูกค้าจ่ายให้บริษัท ไม่ใช่ของค่าบำเหน็จที่บริษัทจ่ายให้คุณ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการคนละกิจกรรมกัน
ต้องถามบริษัทต้นสังกัดก่อน เพราะใบอนุญาตตัวแทนออกให้ในนามบุคคลและสัญญาทำกับตัวบุคคล หลายบริษัทจ่ายเข้าชื่อบุคคลเท่านั้น ถ้าเป็นแบบนั้นการเปิดบริษัทจะไม่ช่วยลดภาษีของค่าบำเหน็จ

สรุป

ภาษีของตัวแทนประกันชีวิตสรุปได้ 4 ข้อ

  • ยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี ส่วน ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีจะเกี่ยวก็ต่อเมื่อรายได้เป็น 40(8)
  • นับรายได้ให้ครบทุกก้อน ทั้งค่าปีแรก ค่าต่ออายุ โบนัส และมูลค่าทริปหรือของรางวัล โดยยึดปีที่ได้รับเงิน
  • หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 100,000 บาท ถ้าเป็น 40(2) ซึ่งเป็นกรณีของตัวแทนส่วนใหญ่
  • ก่อนคิดจดบริษัท ต้องถามต้นสังกัดก่อน ว่าจ่ายค่าบำเหน็จเข้าชื่อนิติบุคคลได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ การเปิดบริษัทจะเพิ่มต้นทุนโดยไม่ได้ลดภาษีก้อนหลัก

สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรออะไร คือดึงรายงานค่าบำเหน็จจากระบบต้นสังกัดทุกไตรมาส บวกทั้งค่าปีแรกและค่าต่ออายุ แล้วกันเงินภาษีไว้ตามสัดส่วน จะไม่เจอยอดภาษีเซอร์ไพรส์ตอนเดือนมีนาคม

ให้ Greenpro KSP ดูแลภาษีตัวแทนประกันชีวิตให้

ถ้าไม่แน่ใจว่ารายได้ของคุณควรเป็น 40(2) หรือ 40(8) หรือกำลังจะถึงเกณฑ์ต้องจด VAT แล้วยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไร ทีมงานเราคำนวณและวางแผนให้ได้ก่อนตัดสินใจ

ติดต่อสอบถาม โทร 085-067-4884 หรือแอดไลน์ @greenprokspacc หรือกรอกแบบฟอร์มที่หน้า ติดต่อเรา

แชร์บทความนี้:


ผู้เขียน

Picture of เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
เก่งบัญชี ภาษีบรรเทา
ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมากกว่า 400 บริษัท และเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนโปร เคเอสพี แอคเคาท์ติ้ง จำกัด