คำตอบสั้นที่สุดคือ เมื่อประมาณการกำไรสุทธิในแบบ ภ.ง.ด.51 ต่ำกว่ากำไรสุทธิจริงตอนสิ้นปีเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีส่วนที่ชำระขาด ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แต่ข่าวดีคือมีแนวทางป้องกัน (safe harbor) ตามคำสั่งกรมสรรพากร ป.50/2537 และ ป.152/2558 ที่ช่วยให้บริษัท โดยเฉพาะ SME ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม และหากเผลอประมาณการพลาดไปแล้ว การยื่นแบบเพิ่มเติมด้วยตนเองยังช่วยลดเงินเพิ่มจาก 20% เหลือ 1.5% ต่อเดือนได้
บทความนี้สรุปวิธีคำนวณเงินเพิ่ม เกณฑ์ “เหตุอันสมควร” ที่ช่วยให้ปลอดภัย พร้อมตัวอย่างการคำนวณ และวิธีแก้ไขหากประมาณการ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีคลาดเคลื่อนไปแล้ว
เงินเพิ่ม 20% คำนวณจากอะไร?
หลายท่านอาจสับสนว่า 20% นี้คิดจากกำไรหรือภาษีทั้งหมด คำตอบคือคิดจาก “ภาษีส่วนที่ชำระขาด” เท่านั้น ซึ่งก็คือส่วนต่างระหว่างภาษีที่ควรต้องชำระตามกำไรจริงครึ่งปี กับภาษีที่ได้ชำระไปแล้วตามประมาณการ
วิธีตรวจสอบว่าประมาณการขาดเกิน 25% หรือไม่
- นำกำไรสุทธิจริงทั้งปี ลบด้วยประมาณการกำไรสุทธิที่ยื่นไว้
- นำผลต่างที่ได้ คูณ 100 แล้วหารด้วยกำไรสุทธิจริงทั้งปี
- หากผลลัพธ์มากกว่า 25% และไม่มีเหตุอันสมควร ถือว่าเข้าข่ายต้องเสียเงินเพิ่ม
ตัวอย่างการคำนวณ (บริษัทอัตราภาษี 20%) สมมติประมาณการกำไรทั้งปี 1,000,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริงปลายปี 1,600,000 บาท
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ภาษีครึ่งปีที่ควรจ่าย (1,600,000 × 20% ÷ 2) | 160,000 บาท |
| ภาษีครึ่งปีที่จ่ายไปแล้ว (1,000,000 × 20% ÷ 2) | 100,000 บาท |
| ทดสอบความคลาด: (1,600,000 − 1,000,000) ÷ 1,600,000 × 100 | 37.5% (เกิน 25%) |
| ภาษีที่ชำระขาด | 60,000 บาท |
| เงินเพิ่ม 20% (กรณีถูกตรวจพบ) | 12,000 บาท |
ในกรณีนี้ หากไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทจะต้องเสียเงินเพิ่ม 12,000 บาท นอกเหนือจากภาษีที่ชำระขาด 60,000 บาท
“เหตุอันสมควร” หลักเกณฑ์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากเงินเพิ่มได้
กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ “เหตุอันสมควร” ไว้ในคำสั่ง ป.50/2537 และปรับปรุงเพิ่มเติมด้วย ป.152/2558 โดยมีแนวด่านปลอดภัยหลัก 2 ทาง หากเข้าเงื่อนไขทางใดทางหนึ่ง ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแม้กำไรจริงสูงกว่าประมาณการเกิน 25%
ทางที่ 1 — ดูจากภาษีที่จ่าย
ยื่นและชำระภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)ของรอบบัญชีปีก่อน ตัวอย่าง หากปีก่อนชำระภาษีทั้งปี 200,000 บาท ปีนี้ต้องชำระครึ่งปีไม่น้อยกว่า 100,000 บาท
ทางที่ 2 — ดูจากกำไรที่ประมาณการ
จัดทำประมาณการกำไรสุทธิไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิจริงที่ยื่นไว้ในรอบบัญชีปีก่อน ตัวอย่าง หากปีก่อนกำไรจริง 1,500,000 บาท ปีนี้ต้องประมาณการไม่น้อยกว่า 1,500,000 บาท
หลักการที่คุ้มกันเพิ่มเติมสำหรับ SME และกิจการที่ได้ลดอัตราภาษี
จุดที่หลายคนพลาดคือ หลังปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% และให้สิทธิ SME (ยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรก เสีย 15% และ 20% ในขั้นถัดไป) ทำให้บางบริษัทแม้กำไรเท่าเดิมหรือมากกว่าปีก่อน แต่คำนวณภาษีออกมาได้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีปีก่อน จึงหลุดเกณฑ์ทางที่ 1
คำสั่ง ป.152/2558 เข้ามาอุดช่องนี้ โดยกำหนดว่าหากบริษัทประมาณการกำไรสุทธิไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิจริงของปีก่อน แต่ภาษีที่จ่ายน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของปีก่อนเพราะได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี ก็ยังถือว่ามีเหตุอันสมควร สรุปคือไม่ต้องตื่นตระหนกตั้งประมาณการสูงเกินจำเป็น ขอเพียงประมาณการกำไรไม่ต่ำกว่าปีก่อนก็ปลอดภัย
ประมาณการต้องเป็น “กำไรทางภาษี” ไม่ใช่กำไรทางบัญชี
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ประมาณการคลาดเกิน 25% บ่อยที่สุด คือการนำกำไรทางบัญชีจากงบภายในมาใช้ตรง ๆ โดยไม่ปรับเป็นกำไรทางภาษีตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี ก่อนตั้งประมาณการควรทำดังนี้
- ประเมินผลจริง 6 เดือนแรก บวกกับคาดการณ์ 6 เดือนหลังตามเกณฑ์สิทธิ
- บวกกลับรายจ่ายต้องห้าม เช่น ค่ารับรองส่วนที่เกินเกณฑ์ รายจ่ายส่วนตัวของผู้บริหาร และเบี้ยปรับเงินเพิ่มภาษี
- พิจารณาสิทธิหักรายจ่ายเพิ่ม เช่น รายจ่ายวิจัยและพัฒนา และค่าเสื่อมราคาแบบเร่งรัด
หากละเลยการบวกกลับและหักออกเหล่านี้ โอกาสที่ประมาณการจะคลาดจากความจริงเกิน 25% จะสูงขึ้นมาก
วิธีประมาณการให้ปลอดภัยจากเงินเพิ่ม
เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกประเมินเงินเพิ่ม แนะนำแนวทางปฏิบัติดังนี้
- ใช้ฐานกำไรปีก่อนเป็นเกณฑ์ ใช้กำไรสุทธิจริงของปีก่อนเป็นจุดเริ่มต้น แล้วปรับปรุงตามแนวโน้มธุรกิจของปีปัจจุบัน
- ปรับกำไรบัญชีเป็นกำไรทางภาษี ทำการปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ภาษีทุกครั้ง
- ทบทวนผลประกอบการจริง ประเมินผลช่วง 6 เดือนแรกอย่างละเอียด พร้อมเก็บกระดาษทำการไว้เป็นหลักฐาน (ดูเพิ่มเรื่องรอบระยะเวลาบัญชี)
- ปรับเพิ่มตามความเป็นจริง หากธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตชัดเจน ควรตั้งประมาณการให้สอดคล้องกับความจริง หลีกเลี่ยงการตั้งต่ำเพียงเพื่อชะลอการชำระภาษี
ประมาณการพลาดไปแล้ว ทำอย่างไรให้ลดเงินเพิ่มเหลือ 1.5% ต่อเดือน
หากยื่น ภ.ง.ด.51 ไปแล้วและพบว่ากำไรจริงจะสูงกว่าประมาณการมาก อย่ารอให้สรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง เพราะการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 เพิ่มเติมด้วยตนเองก่อนถูกประเมิน จะเปลี่ยนฐานการคิดเงินเพิ่มได้
ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.81/2542 หากยื่นเพิ่มเติมและชำระภาษีส่วนที่ขาดเอง เงินเพิ่มจะคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ของภาษีที่ขาด โดยมีเพดานไม่เกินจำนวนภาษีที่ชำระขาด แทนที่จะเป็นเงินเพิ่ม 20% คงที่ตามมาตรา 67 ตรี เมื่อถูกเจ้าพนักงานตรวจพบ
| สถานการณ์ | วิธีคิด | เงินเพิ่ม |
|---|---|---|
| ถูกสรรพากรตรวจพบ (มาตรา 67 ตรี) | 60,000 × 20% | 12,000 บาท |
| ยื่นเพิ่มเติมเอง 4 เดือน (ท.ป.81/2542) | 60,000 × 1.5% × 4 | 3,600 บาท |
ยิ่งยื่นเพิ่มเติมเร็ว ยิ่งเสียเงินเพิ่มน้อย การประเมินตนเองและแก้ไขก่อนจึงประหยัดกว่าการรอให้ถูกตรวจพบมาก
คำถามที่พบบ่อย
สรุป
เงินเพิ่ม 20% ตามมาตรา 67 ตรี จะเกิดเฉพาะเมื่อประมาณการกำไรใน ภ.ง.ด.51 ต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร และคิดจากภาษีส่วนที่ชำระขาดเท่านั้น ไม่ใช่จากกำไรทั้งก้อน
ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือประมาณการกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่ากำไรจริงของปีก่อน ซึ่งครอบคลุมทั้งกิจการทั่วไปและ SME ที่ได้สิทธิลดอัตราภาษีตาม ป.152/2558 และต้องปรับกำไรบัญชีให้เป็นกำไรทางภาษีก่อนตั้งประมาณการทุกครั้ง
หากประมาณการพลาดไปแล้ว การยื่นแบบเพิ่มเติมด้วยตนเองก่อนถูกประเมิน จะช่วยลดเงินเพิ่มจาก 20% เหลือ 1.5% ต่อเดือน ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งประหยัด
ให้ Greenpro KSP ดูแลการประมาณการภาษีครึ่งปีให้
หากไม่มั่นใจว่าประมาณการ ภ.ง.ด.51 ของบริษัทเข้าเกณฑ์ปลอดภัยหรือยัง ทีมผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาภาษีของ Greenpro KSP ช่วยตรวจสอบและวางประมาณการให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ให้คำปรึกษาฟรี
ติดต่อสอบถาม โทร 085-067-4884 หรือแอดไลน์ @greenprokspacc หรือกรอกแบบฟอร์มที่หน้า ติดต่อเรา